มาตรา ๓๘
มาตรา ๓๘ ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้
มาตรา ๓๘ ภาษีเงินได้นี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้
มาตรา ๓๙ ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “เงินได้สุทธิ” หมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน “ปีภาษี” หมายความว่า ปีปฏิทิน “ภาษีปกติ” หมายความว่า ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราภาษีปกติ “ภาษีเสริม” หมายความว่า ภาษีเก็บจากเงินได้ในอัตราภาษีเสริม “ภาษีเงินได้” หมายความว่า ภาษีปกติ หรือภาษีเสริม หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ส่วน ๒ การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา
มาตรา ๔๐ เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ (๑) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยมิต้องเสียค่าเช่าหรือประโยชน์เพิ่มอย่างอื่น ซึ่งนายจ้างจ่าย หรือให้แก่ลูกจ้างของตนเป็นค่าจ้างแรงงาน (๒) เบี้ยประชุมกรรมการ บำเหน็จกรรมการ โบนัสกรรมการ ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า หรือเงินที่ได้เนื่องจากหน้าที่ตำแหน่งงานอย่างอื่นที่ทำนอกจากที่ระบุไว้ในอนุมาตราอื่น หรือประโยชน์อย่างอื่นซึ่งได้รับเพิ่มขึ้น (๓) เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ เงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล และเงินที่ได้รับเป็นส่วนแบ่งหรือส่วนแจกของผลกำไรหรือดอกเบี้ย จากเงินทุนหรือทรัพย์สินอันเป็นทรัสต์ (๔) เงินได้ที่เป็น (ก) ดอกเบี้ยจากพันธบัตรหุ้นกู้ เงินกู้ยืม จำนำ จำนอง หรือจากเงินฝาก (ข) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ค)เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ง)เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน (จ)เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มาหรือเงินที่กันไว้ (ฉ)ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือการรับช่วงกันหรือการเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน ความใน (ก) นี้มิให้ใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยจากพันธบัตรของรัฐบาลไทยจากเงินฝากธนาคารออมสินและจากเงินฝากธนาคารเฉพาะส่วนที่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยของธนาคารออมสิน (๕) เงินได้เนื่องในการให้เช่าทรัพย์สิน รวมทั้งประโยชน์อย่างอื่นที่ให้กันแทนเงินเนื่องในการให้เช่านั้น (๖) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี หรือวิชาชีพอิสระอื่น ซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้ (๗) เงินได้จากการรับเหมาทำการโยธา เช่น การรับเหมาทำทาง ชลประทาน ประปา ปลูกสร้างโรงเรือน และการก่อสร้างอย่างอื่น ๆ (๘) เงินได้จากอาชีพอื่น ๆ เช่น การเกษตร การพาณิชย์ การขนส่ง การหัตถกรรม การศิลปกรรม การช่างฝีมือ และการอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้ วรรคสอง (ยกเลิก)
มาตรา ๔๑ ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา๔๐ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใดให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
มาตรา ๔๒ เงินได้ในลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้ไม่ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) คือ (๑) เบี้ยทดแทนรายจ่ายพิเศษหรือประโยชน์เพิ่มอันจ่ายโดยสุจริตเป็นโสหุ้ยอันระบุเฉพาะ ซึ่งผู้รับตำแหน่งหน้าที่งานหรือลูกจ้างต้องจ่ายในการปฏิบัติการตามหน้าที่และจ่ายทั้งหมดในการนั้น และโดยจำเป็นแก่การนั้น รวมทั้งเบี้ยทดแทนรายจ่ายหรือประโยชน์เพิ่มในลักษณะดังว่ามานี้ ซึ่งรัฐบาลกำหนดไว้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง (๒) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างและจ่ายทั้งหมดโดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิม เมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว (๓) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ มีข้อกำหนดว่านายจ้างจะชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียว เมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงินเต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัส ส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕ นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน (๔) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าสำหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ
มาตรา ๔๓ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าเป็นบ้าน โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือแพ ยอมให้หัก (ก)ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๒๐ สำหรับชดเชยค่าเช่าที่ดิน เบี้ยประกันภัยค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (ข) ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือภาษีเรือ โรงร้าน ตึก แพ ตามอัตราที่ระบุไว้ในกฎหมายนั้น ๆในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว และ (ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง (๒) ถ้าเป็นที่ดินใช้ในการเกษตรกรรมยอมให้หัก (ก) ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๑๐ สำหรับชดเชยค่าบำรุงที่ดินและค่าเช่าที่ดิน<o:p> (ข)เงินช่วยบำรุงท้องที่ตามที่ได้ชำระไปในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว และ (ค) ดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง (๓) ถ้าเป็นที่ดินที่มิได้ใช้ในการเกษตรกรรม ยอมให้หักดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริง (๔) ถ้าเป็นทรัพย์สินที่อาจจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากที่กล่าวมาแล้วใน (๑) (๒) และ (๓) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๑๐ สำหรับชดเชยเบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และยังยอมให้หักดอกเบี้ยจำนองสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่าที่จ่ายจริงได้อีกด้วย (๕) ถ้าเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้วใน (๑) (๒) (๓) และ (๔) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๕ สำหรับชดเชยค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
มาตรา ๔๔ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๖) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการของวิชาชีพอิสระนั้น ๆ ตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้
มาตรา ๔๕ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๗) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ ๙๐ สำหรับชดเชยค่าวัตถุสิ่งของ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแก่กิจการรับเหมาทำการโยธา
มาตรา ๔๖ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๘) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ให้หักได้สำหรับการอาชีพหรือสาขาของการอาชีพใด เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพแห่งท้องที่ ทั้งนี้ ให้เป็นการเหมาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๕ แห่งเงินได้พึงประเมินตามที่จะได้กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานั้น
มาตรา ๔๗ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๔๘(๒) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ เมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แล้วให้ได้ลดหย่อนอีก ดังต่อไปนี้ (๑)ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ซึ่งต้องประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้เสมือนเป็นคนๆ เดียวตามมาตรา ๕๗ ตรี (ก)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัวสามีและภริยา ๓,๕๐๐ บาท (ข)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๒ ทวิ สำหรับส่วนตัวภริยาโดยเฉพาะอีกร้อยละ ๒๐ของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) ที่ภริยาได้รับ แต่ต้องไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาท (ค)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๙๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่๙๐๐ บาท ขึ้นไป (๒)ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีมีสามีหรือภริยาอยู่ร่วมกันบางเวลาในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว (ก)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว ๒,๐๐๐ บาท (ข)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสามีหรือภริยา ๑,๕๐๐ บาท (ค)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๙๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่๙๐๐ บาท ขึ้นไป (๓) ในกรณีอื่น (ก)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับส่วนตัว ๒,๐๐๐ บาท (ข)ลดหย่อนให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูคนละ ๙๐๐ บาท แต่มิให้ลดหย่อนให้สำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่๙๐๐ บาท ขึ้นไป การลดหย่อนสำหรับบุตรนั้นให้ได้รับตลอดทั้งปีไม่ว่ากรณีที่ได้รับลดหย่อนจะมีอยู่ตลอดปีหรือไม่
มาตรา ๔๘ เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (๑) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๗ แล้ว เหลือเท่าใด เป็นเงินได้สุทธิต้องเสียภาษีในอัตราภาษีปกติ แต่ภาษีที่เรียกเก็บนี้มิให้เกิน ๖ ใน ๑๐ ของจำนวนเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เกินกว่า๔,๘๐๐ บาท ในกรณีผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่๗๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป ภาษีที่เรียกเก็บตามความในวรรคก่อนต้องไม่น้อยกว่าพันละ ๑ บาทของยอดเงินได้พึงประเมิน (๒)เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิต้องเสียภาษีในอัตราภาษีเสริมเฉพาะจำนวนเงินได้สุทธิส่วนที่เกินกว่า ๑๒,๐๐๐ บาท อัตราภาษีปกติและภาษีเสริมให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ ถ้าภาษีเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินแล้วมีจำนวนต่ำกว่า ๑ บาท เป็นอันไม่ต้องเรียกเก็บ
มาตรา ๔๙ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๕) ซึ่งต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือเงินช่วยบำรุงท้องที่ไม่ต้องเสียภาษีปกติ แต่ต้องเสียภาษีเสริมเมื่อยอดเงินได้สุทธิตามมาตรา ๔๘ (๒) ทั้งหมดมีจำนวนเกินกว่า ๑๒,๐๐๐ บาท
มาตรา ๕๐ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัทสมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) (๒) (๓) (๔)เว้นแต่ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม จำนำ จำนองและ (๗) หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินตามวิธีต่อไปนี้ (๑)สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) ให้คูณเงินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘ได้เงินภาษีเท่าใด ให้แบ่งออกเป็นส่วนโดยหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เป็นเงินเท่าใดให้หักไว้เท่านั้น เมื่อถึงคราวจ่ายเงินครั้งสุดท้ายในปีหนึ่งๆ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลดังกล่าวแล้วหักเงินครั้งสุดท้ายนั้นไว้โดยเพิ่มหรือลดเงินตามที่จำเป็นเพื่อให้ยอดเงินที่หักในปีนั้นพอดีกับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี (๒)สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) และ (๔) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ (๓)สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๗) เฉพาะสินจ้างแห่งการรับเหมาทำการโยธามีจำนวนรวมกันตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีปกติจากเงินได้พึงประเมินที่ได้หักค่าใช้จ่ายตามมาตรา๔๕ แล้ว ได้เงินภาษีเท่าใด ให้หักไว้เท่านั้น
มาตรา ๕๑ เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคลห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา๔๐ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๗)หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควรและผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ
มาตรา ๕๒ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา ๕๐ ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่จ่ายเงิน
มาตรา ๕๓ ในกรณีที่รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา๔๐ (๑) และ (๗) ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะตรวจสอบให้แน่ว่าจำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักตามมาตรา ๕๐ นั้น ได้คำนวณและจดไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้วและให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้นก่อนจ่าย แต่ถ้ามิได้มีการตั้งฎีกาเบิกเงินก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติการตามมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๒ และมาตรา ๕๙ โดยอนุโลม
มาตรา ๕๔ ถ้ามิได้หักและนำเงินภาษีส่งตามจำนวนถูกต้อง ผู้จ่ายเงินตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๓ ต้องรับผิดร่วมกันกับบุคคลผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระ
มาตรา ๕๕ อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๓ มิให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียกเก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น
มาตรา ๕๖ บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ถ้ามีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า ๔,๘๐๐บาท ให้ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ในกรณีที่คณะบุคคลซึ่งมิใช่นิติบุคคลประกอบกิจการเป็นหุ้นส่วนได้รับเงินได้พึงประเมิน นอกจากบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนต้องยื่นรายการดังกล่าวแล้วให้คณะบุคคลนั้นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงรายการเกี่ยวกับหุ้นส่วนและข้อความอื่นอันควรแก่เรื่องภายในเดือนกุมภาพันธ์ทุกๆ ปี ต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งด้วย
มาตรา ๕๗ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า๔,๘๐๐ บาท เป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้นแล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๕๖ และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
มาตรา ๕๗ ทวิ ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินกว่า๔,๘๐๐ บาท ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๖หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๗ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหรือของทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณีปฏิบัติแทน
มาตรา ๕๘ ภายในเดือนมกราคม ทุก ๆ ปี (๑) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงทบวงกรมและหัวหน้าสาขาส่วนราชการตามท้องที่ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมินแสดงรายการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๗)แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติก็ได้ (๒) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัทสมาคม หรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ตามมาตรา ๕๐ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา๔๐ (๑) (๒) (๔) และ (๗)”
มาตรา ๕๙ พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา ๕๒ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มีเงินได้พึงประเมิน
มาตรา ๖๐ เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้เสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๒ และมาตรา ๕๓ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีในยอดเงินได้สุทธิ
มาตรา ๖๑ บุคคลทุกคนซึ่งมีนามในหนังสือสำคัญใด ๆ ว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญนั้น ๆ ต้องรับผิดเสียภาษีในยอดเงินได้ทั้งสิ้นจากทรัพย์สินนั้น โดยมิคำนึงว่าจะต้องโอนเงินได้แต่ส่วนใดให้แก่บุคคลอื่นด้วยเหตุใด ๆ หรือไม่ ถ้าต้องโอนให้แก่บุคคลอื่น ผู้มีนามเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน
มาตรา ๖๒ ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สิน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึงจำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการมรดก ทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้ แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์นั้น
มาตรา ๖๓ บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนแต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน ๓ ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป
มาตรา ๖๔ ถ้าเงินภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้สำหรับปีใด มีจำนวนเกินกว่า ๕๐๐ บาท ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็น ๒ งวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้ แต่เงินงวดที่ ๑ ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๗ และงวดที่ ๒ ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจำนวน ถ้าเงินงวดที่ ๑ ไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระเงินภาษีเป็น ๒ งวด และให้ใช้มาตรา ๒๗ บังคับ ส่วน ๓ การเก็บภาษีจากบริษัทและหุ้นส่วนนิติบุคคล
มาตรา ๖๕ เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีและรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ (ก)บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้ (ข)บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีในกรณีเช่นว่านี้ ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตสุดแต่จะเห็นสมควรคำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร
มาตรา ๖๖ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีและการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา ๖๕ และมาตรา ๖๕ ทวิแต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา๗๑ (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๖๗ การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖ วรรคสองกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ ให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีรับขนคนโดยสารให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑ ของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น (๒) ในกรณีรับขนของให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑ ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้น
มาตรา ๖๘ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีพร้อมกับยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี เกี่ยวกับจำนวนกำไรสุทธิและจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียต่ออำเภอตามแบบที่อธิบดีกำหนด ความในมาตรา ๒๒มิให้ใช้บังคับในกรณีแสดงรายการไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์เพราะการหักรายจ่ายไม่เป็นไปตามมาตรา๖๕ ทวิ
มาตรา ๖๙ ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามมาตรา๖๕ และมาตรา ๖๕ ทวิ มาตรา ๖๖ และ มาตรา ๖๗ เกี่ยวกับรายรับ กำไรสุทธิและรายการอื่น ๆ ต่อเจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมด้วยบัญชีงบดุลย์บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุน หรือบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่กล่าว แล้วแต่กรณี ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่สามารถยื่นรายการดังกล่าวในวรรคก่อนและได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีก่อนครบกำหนดไม่น้อยกว่าสิบวันเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวัน
มาตรา ๗๐ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) ที่จ่ายในประเทศไทยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยวิธีให้ผู้จ่ายเงินหักเงินภาษีจากเงินที่จ่ายในอัตราร้อยละ๒๐ นำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน และในการนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา๕๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๗๑ ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของระยะเวลาบัญชี (๑)บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้หรือมิได้ทำบัญชี หรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗ และมาตรา ๖๘ ทวิ หรือไม่นำบัญชีมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา๑๙ หรือมาตรา ๒๓ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ ๒ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไปถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนไม่ปรากฏให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร (๒)บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ลงรายการหรือลงรายการไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗ และมาตรา ๖๘ ทวิ เป็นเหตุให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลงเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีที่ขาดตามอัตราภาษีในมาตรา ๖๗และอาจสั่งให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงินเพิ่มขึ้นอีก ๒ เท่าของจำนวนภาษีที่ขาดก็ได้ (๓) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีซึ่งสั่งตามมาตรา๑๗เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือสั่งให้จัดบุคคลมาปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีณ สำนักงานของเจ้าพนักงานประเมินให้เสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วก็ได้ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วนเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราและตามวิธีการดังที่กล่าวใน (๑) บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
มาตรา ๗๒ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตามเจ้าพนักงานประเมินอาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก๑ เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้วเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา๖๘ และมาตรา ๖๙ โดยอนุโลม ถ้าผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลาตามความในวรรคก่อนได้และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกก็ได้ เฉพาะกรณีที่มีการชำระบัญชีอธิบดีจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชีให้ผู้จัดการหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคก่อน
มาตรา ๗๓ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่า แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกันและให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่าเลิกกันนั้นในกรณีดังกล่าวนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลมและสำหรับกรณีบริษัทนิติบุคคลให้กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่มีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา๗๒
มาตรา ๗๔ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นนิติบุคคลเลิกกันตามมาตรา๗๒ หรือควบเข้ากันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นตามมาตรา ๗๓การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ให้เป็นไปตามวิธีการในมาตรา ๖๕ มาตรา ๖๕ ทวิและมาตรา ๖๖ เว้นแต่ราคาทรัพย์สินให้ตีราคาตามราคาตลาดในวันเลิกหรือควบเข้ากันนั้น ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัยให้นำเงินสำรองตาม(ก) และ (ข) ของมาตรา ๖๕ ตรี (๑) ที่ยอมให้หักได้นั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ด้วย บทบัญญัติมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา๖๖ วรรคสอง ซึ่งกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ
มาตรา ๗๕ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดประกอบกิจการวิชาชีพอิสระซึ่งตามกฎหมายหรือโดยสภาพย่อมเป็นกิจการที่จะพึงทำได้แต่โดยบุคคลธรรมดาผู้รู้วิชาชีพเช่นว่านั้นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กล่าวไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้แต่ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติส่วน ๒ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบวิชาชีพอิสระ เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลธรรมดาแต่ผู้เดียวโดยยอมให้หักเฉพาะค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๔ แต่ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้ประกอบกิจการอย่างอื่นนอกจากวิชาชีพอิสระด้วยก็ให้เสียภาษีสำหรับการประกอบกิจการอย่างอื่นตามบทบัญญัติในส่วนนี้
มาตรา ๗๖ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนอย่างเดียวกับที่กล่าวในมาตรา๔๙ ทวิ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กล่าวไม่ต้องเสียภาษีตามส่วนนี้แต่ให้เสียภาษีตามบทบัญญัติส่วน ๒ ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลธรรมดาแต่ผู้เดียวโดยยอมให้หักเฉพาะค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๔๖ แล้วแต่กรณี บัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๑) สำหรับบุคคลธรรมดา (ก) อัตราภาษีปกติ ร้อยละ๑๐ (ข) อัตราภาษีเสริม เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๒,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๑๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๒๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๑๕ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๓๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๒๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๔๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๒๕ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๓๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๗๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๓๕ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๗๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๘๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๔๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๘๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๑๒๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๔๕ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๒๐,๐๐๐บาท ขึ้นไป ร้อยละ๕๐ (๒)สำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ก) กำไรสุทธิไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๑๐ (ข) กำไรสุทธิส่วนที่เกิน ๕๐๐,๐๐๐บาท แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐บาท ร้อยละ ๑๕ (ค) กำไรสุทธิส่วนที่เกินกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐บาท ร้อยละ๒๐
本頁條文逐字來自該國官方公開資料,出處見署名列。
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).