ข้อ ๓ ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน
เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมหรือเลขาธิการมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราวหรือในกรณีที่ไม่มีการออกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวและคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน แล้วแต่กรณี
ให้สำนักงานประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงาน เพื่อให้ผู้เสียหายทราบและเพื่อยื่นคำร้องตามแบบที่เลขาธิการประกาศกำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้เสียหายด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑)
ความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ซึ่งสำนักงานได้รับรายงานความผิดมูลฐานนั้นจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำหนังสือถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
หรือส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหาย จำนวนความเสียหาย และสถานะการดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (๒)
ความผิดมูลฐานที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรซึ่งสำนักงานได้รับรายงานความผิดมูลฐานนั้นจากหน่วยงานของรัฐต่างประเทศที่มีอำนาจหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำหนังสือถึงหน่วยงานดังกล่าวเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหาย จำนวนความเสียหาย และสถานะการดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายนั้น
ข้อ ๕ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องตามข้อ ๓ หรือที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อ ๔ (๑) หรือ (๒) ครบถ้วนแล้ว
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณามีมติให้ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายต่อไป ในกรณีที่คณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่าจำเป็นต้องตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามข้อ ๖ ก่อนเสนอคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาต่อไป
ข้อ ๖ ในกรณีที่ต้องตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) บันทึกถ้อยคำผู้เสียหายหรือบุคคลใดที่ทราบถึงข้อเท็จจริง โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีการบันทึกถ้อยคำไว้ เมื่อได้บันทึกถ้อยคำเสร็จแล้ว
ให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังหรือให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเองก็ได้ และให้ผู้ให้ถ้อยคำหรือผู้เกี่ยวข้องและพนักงานเจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อรับรองไว้เป็นหลักฐาน โดยให้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกหน้า (๒) มีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีความผิดมูลฐาน
หรือหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย (๓) ดำเนินการอื่นใดเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงตามที่เห็นว่าจำเป็นต่อการพิจารณา
ข้อ ๗ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามข้อ ๓ หรือข้อ ๔ ในความผิดมูลฐานเรื่องใดแล้ว หากต่อมาปรากฏทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเรื่องนั้นเพิ่มขึ้นอีก
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหายที่ได้ตรวจสอบและรวบรวมไว้แล้วมาประกอบการพิจารณาเพื่อส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายต่อไป
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).