กฎกระทรวง การคืนหรือการชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดและการชดใช้ค่าเสียหาย ให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน พ.ศ. ๒๕๖๗
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๔๙/๑ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๕ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ “คำร้อง” หมายความว่า คำร้องเพื่อขอรับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย
หมวด ๑ การรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหาย
ข้อ ๓ ในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน
เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมหรือเลขาธิการมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราวหรือในกรณีที่ไม่มีการออกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวและคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน แล้วแต่กรณี
ให้สำนักงานประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงาน เพื่อให้ผู้เสียหายทราบและเพื่อยื่นคำร้องตามแบบที่เลขาธิการประกาศกำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้เสียหายด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑)
ความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ซึ่งสำนักงานได้รับรายงานความผิดมูลฐานนั้นจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำหนังสือถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
หรือส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหาย จำนวนความเสียหาย และสถานะการดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (๒)
ความผิดมูลฐานที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรซึ่งสำนักงานได้รับรายงานความผิดมูลฐานนั้นจากหน่วยงานของรัฐต่างประเทศที่มีอำนาจหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำหนังสือถึงหน่วยงานดังกล่าวเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหาย จำนวนความเสียหาย และสถานะการดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายนั้น
ข้อ ๕ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องตามข้อ ๓ หรือที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อ ๔ (๑) หรือ (๒) ครบถ้วนแล้ว
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณามีมติให้ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายต่อไป ในกรณีที่คณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่าจำเป็นต้องตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามข้อ ๖ ก่อนเสนอคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาต่อไป
ข้อ ๖ ในกรณีที่ต้องตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) บันทึกถ้อยคำผู้เสียหายหรือบุคคลใดที่ทราบถึงข้อเท็จจริง โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีการบันทึกถ้อยคำไว้ เมื่อได้บันทึกถ้อยคำเสร็จแล้ว
ให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังหรือให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเองก็ได้ และให้ผู้ให้ถ้อยคำหรือผู้เกี่ยวข้องและพนักงานเจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อรับรองไว้เป็นหลักฐาน โดยให้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกหน้า (๒) มีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีความผิดมูลฐาน
หรือหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย (๓) ดำเนินการอื่นใดเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงตามที่เห็นว่าจำเป็นต่อการพิจารณา
ข้อ ๗ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามข้อ ๓ หรือข้อ ๔ ในความผิดมูลฐานเรื่องใดแล้ว หากต่อมาปรากฏทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเรื่องนั้นเพิ่มขึ้นอีก
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหายที่ได้ตรวจสอบและรวบรวมไว้แล้วมาประกอบการพิจารณาเพื่อส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายต่อไป
หมวด ๒ คำร้องและการยื่นคำร้อง
ข้อ ๘ บุคคลต่อไปนี้อาจยื่นคำร้องหรือดำเนินการอื่นใดที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้แทนผู้เสียหายได้ (๑) ผู้แทนโดยชอบธรรม กรณีผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิผู้เยาว์ซึ่งสามารถเข้าใจตามควรเกี่ยวกับสาระสำคัญแห่งการกระทำของตนที่จะดำเนินการด้วยตนเอง (๒) ผู้อนุบาล กรณีผู้เสียหายเป็นคนไร้ความสามารถ
(๓) ทายาทหรือผู้จัดการมรดก กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย เว้นแต่การรับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำพิพากษานั้น เฉพาะผู้จัดการมรดกเท่านั้นที่ดำเนินการแทนผู้เสียหายได้ (๔) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือสามีหรือภริยา
ในกรณีที่ผู้เสียหายบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองและไม่อาจมอบอำนาจเป็นหนังสือให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้
ข้อ ๙ คำร้องต้องระบุข้อความให้ถูกต้องครบถ้วนตามแบบที่เลขาธิการกำหนด และต้องแนบหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ด้วย (๑) สำเนาคำพิพากษาให้ได้รับคืนหรือได้รับชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำความผิดมูลฐาน (๒)
สำเนาหลักฐานการร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐาน (๓) สำเนาหลักฐานการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำความผิดมูลฐาน (๔) หลักฐานอื่นใดตามที่เลขาธิการประกาศกำหนด
ข้อ ๑๐ การยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ดำเนินการผ่านช่องทางอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) ยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานหรือสถานที่อื่นใดตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด (๒) ยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนส่งมาที่สำนักงาน ทั้งนี้ ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองคำร้องเป็นวันยื่นคำร้อง
(๓) ยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือช่องทางอื่นตามที่เลขาธิการประกาศกำหนด
ข้อ ๑๑ การยื่นคำร้องหรือการติดต่อใด ๆ และการออกเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์
ข้อ ๑๒ การมีหนังสือแจ้งผู้เสียหายตามกฎกระทรวงนี้ หากเป็นกรณีที่มิได้ดำเนินการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือมิได้ส่งมอบให้ถึงตัว ให้แจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับตามที่อยู่ที่ผู้เสียหายแจ้งความประสงค์ไว้
และให้ถือว่าผู้เสียหายได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันถัดจากวันส่งไปรษณีย์สำหรับกรณีภายในประเทศ หรือเมื่อครบกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันส่งไปรษณีย์สำหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการส่งหรือรับดังกล่าว หรือได้รับภายหลังจากวันที่ถือว่าได้รับแล้วนั้น
ข้อ ๑๓ เมื่อได้รับคำร้องที่ยื่นภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๓ แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำร้อง ข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ถ้าถูกต้องครบถ้วนให้ออกใบรับตามแบบที่เลขาธิการกำหนดให้แก่ผู้ยื่นคำร้อง แต่หากคำร้องไม่ถูกต้องหรือยังขาดข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานใด
ให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องทราบทันที ถ้าเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมได้ในขณะนั้น ให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหรือส่งข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานให้ถูกต้องครบถ้วน ถ้าเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ในขณะนั้น ให้บันทึกความบกพร่องและรายการข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานที่จะต้องยื่นเพิ่มเติม
พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาที่ผู้ยื่นคำร้องจะต้องดำเนินการแก้ไขหรือยื่นเพิ่มเติมไว้ในบันทึกดังกล่าวด้วย แล้วแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบ ในกรณีการยื่นคำร้องมิได้กระทำด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ยื่นคำร้องลงนามในบันทึกนั้นไว้ด้วย และเมื่อได้รับคำร้องที่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว
ให้ออกใบรับตามแบบที่เลขาธิการกำหนดให้แก่ผู้ยื่นคำร้องและให้พนักงานเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหายต่อไปโดยเร็ว ทั้งนี้ หากผู้ยื่นคำร้องไม่แก้ไขเพิ่มเติมคำร้องหรือไม่ส่งข้อมูล เอกสาร
หรือหลักฐานให้ถูกต้องครบถ้วนภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารหรือหลักฐานเท่าที่ปรากฏ
ข้อ ๑๔ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหายเสร็จแล้ว ให้เร่งจัดทำรายงานพร้อมความเห็นเสนอต่อเลขาธิการโดยเร็ว เพื่อขอความเห็นชอบในการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาต่อไป
ข้อ ๑๕ เมื่อเลขาธิการให้ความเห็นชอบให้เสนอคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้ว
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณามีมติให้ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายซึ่งอย่างน้อยจะต้องมีรายการข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นให้ดำเนินการเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหาย ดังต่อไปนี้
(๑) รายการผู้เสียหายและจำนวนความเสียหายที่เห็นควรร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืน ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานว่าผู้เสียหายนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าว (๒)
รายการผู้เสียหายพร้อมด้วยประเภทและจำนวนความเสียหายที่เห็นควรร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย ในกรณีที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้เสียหายนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าว (๓)
รายการผู้เสียหายหรือผู้ยื่นคำร้องซึ่งไม่มีสิทธิได้รับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมเหตุผลประกอบ (๔) สถานะการดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องทรัพย์สินหรือค่าเสียหายตามกฎหมายอื่น
ข้อ ๑๖ เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไปโดยเร็ว
แต่หากมีมติไม่เห็นชอบด้วยให้คำร้องหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหายนั้นตกไป และให้มีหนังสือแจ้งมติไม่เห็นชอบดังกล่าวแก่ผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว ผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายใดไม่เห็นด้วยกับมติคณะกรรมการธุรกรรมตามวรรคหนึ่ง
ให้มีสิทธิร้องขอให้คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาทบทวนได้ โดยจัดทำเป็นหนังสือระบุข้อโต้แย้งและเหตุผลที่สนับสนุนข้อโต้แย้งนั้นพร้อมด้วยพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อเลขาธิการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งมติดังกล่าว
ในกรณีที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งมติดังกล่าวพร้อมกับแจ้งด้วยว่าหากปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในภายหลังว่าผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘
ได้ดำเนินการตามกฎหมายอื่นเป็นผลให้ได้รับคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมายอื่นเต็มจำนวนความเสียหายหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘ หรือหน่วยงานดังกล่าวแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบข้อเท็จจริงนั้นด้วย
ข้อ ๑๗ ในกรณีที่คณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่าเรื่องที่เสนอให้พิจารณานั้นยังมีข้อเท็จจริงไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย ให้แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อไป
ข้อ ๑๘ เมื่อเลขาธิการได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว หากพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘
หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภายหลังเกี่ยวกับผลการเรียกร้องทรัพย์สินหรือค่าเสียหายตามกฎหมายอื่น
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงดังกล่าวเสนอต่อเลขาธิการโดยเร็วเพื่อขอความเห็นชอบในการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณามีมติให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องที่ยื่นต่อศาลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันต่อไป
หมวด ๓ การเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สิน เพื่อนำไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย
ข้อ ๑๙ เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลโดยเร็ว
ข้อ ๒๐ การเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในระหว่างรอการนำไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามข้อ ๑๙ ให้สำนักงานดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นเงินสด ให้นำเข้าฝากสถาบันการเงินตามที่เลขาธิการกำหนด (๒)
ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นอัญมณี เครื่องทองรูปพรรณ หรือของมีค่าอื่น หรือเป็นสังหาริมทรัพย์ ให้เก็บรักษาทรัพย์สินไว้ในที่ปลอดภัยตามที่เลขาธิการกำหนด (๓) ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สะดวกต่อการขนย้ายหรือจะเป็นภาระแก่ทางราชการในการเก็บรักษา
อาจจัดให้ผู้อื่นหรือส่วนราชการอื่นดูแลรักษาทรัพย์สินหรือจะจ้างคนเฝ้าทรัพย์สินก็ได้ (๔) ถ้าทรัพย์สินที่ต้องเก็บรักษาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ให้นำเข้าฝากผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
ตามที่เลขาธิการกำหนด ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินเห็นว่าการเก็บรักษาและจัดการโดยวิธีการอื่นจะเหมาะสมและเกิดประโยชน์แก่ราชการมากกว่าวิธีการที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินรายงานเลขาธิการทราบเพื่อพิจารณาสั่งการให้เก็บรักษาและจัดการได้ตามที่เห็นสมควร
ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินให้ใช้เงินจากงบประมาณ ทั้งนี้ ตามที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
ข้อ ๒๑ การเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออกนอกสถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินหรือการเปลี่ยนสถานที่เก็บรักษาทรัพย์สิน ให้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเลขาธิการ
ข้อ ๒๒ ในกรณีที่จะต้องนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ให้สำนักงานนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นใดตามที่สำนักงานเห็นสมควร และนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือการจำหน่ายดังกล่าวไปชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งนี้
ให้นำระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา ๕๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่สำนักงานไม่อาจนำทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามวรรคหนึ่งได้ เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ต้องห้ามตามกฎหมายมิให้บุคคลทั่วไปถือครองหรือเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์
ให้สำนักงานส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินนั้นหรือดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
ข้อ ๒๓ การนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ให้สำนักงานดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีผู้มีสิทธิได้รับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายเป็นผู้เสียหายที่ยื่นคำร้องตามข้อ ๓
ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งให้ผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘ มารับทรัพย์สิน ณ สำนักงานหรือสถานที่อื่นใดตามที่สำนักงานกำหนด หรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘ ตามที่ได้รับแจ้งความประสงค์ไว้ โดยผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘
นั้นเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการโอนเงินดังกล่าว (๒)
กรณีผู้มีสิทธิได้รับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานหรือบริการที่สำนักงานได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียหายนั้นจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ให้สำนักงานส่งทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อนำไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และเลขาธิการตกลงกัน (๓)
กรณีผู้มีสิทธิได้รับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรซึ่งสำนักงานได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียหายนั้นจากหน่วยงานของรัฐต่างประเทศที่มีอำนาจหน้าที่
ให้สำนักงานส่งทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นใดให้หน่วยงานดังกล่าวเพื่อนำไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่เลขาธิการกำหนด
ข้อ ๒๔ ให้สำนักงานจัดทำบัญชีการนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายไว้เป็นฐานข้อมูล โดยจะจัดเก็บโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ให้เลขาธิการจัดให้มีการตรวจทานความถูกต้องของบัญชีตามวรรคหนึ่งเป็นระยะ
ข้อ ๒๕ ในกรณีที่ผู้เสียหายหรือบุคคลตามข้อ ๘ มีหนังสือสละสิทธิการได้รับคืนหรือชดใช้คืนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล หรือไม่มารับคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายภายในสองปีนับแต่ได้รับแจ้งจากสำนักงานแล้ว
ให้สำนักงานดำเนินการนำทรัพย์สินนั้นส่งเข้ากองทุน และในกรณีที่มีผู้มาขอรับคืนโดยใช้สิทธิขอรับคืนตามกฎหมายอื่นซึ่งสามารถทำได้ถึงแม้จะเกินสองปีไปแล้ว ก็ให้สำนักงานส่งคืนทรัพย์สินนั้นแก่ผู้มาขอรับคืนนั้น หากไม่อาจส่งคืนทรัพย์สินได้ ให้คืนเป็นเงินจากกองทุนแทน แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด
หากไม่มีผู้มารับคืนเมื่อล่วงพ้นห้าปี ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของกองทุน
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๔๙/๑ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๕ กำหนดให้การรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียหายและความเสียหาย
คำร้องและการยื่นคำร้อง และการเก็บรักษาและการจัดการทรัพย์สิน เพื่อนำไปคืนหรือชดใช้คืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานตามมาตรา ๔๙/๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามระยะเวลา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).