กฎกระทรวง มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ และการคุมขังฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๖
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ วรรคสอง มาตรา ๒๓ วรรคสาม มาตรา ๒๙ วรรคสาม มาตรา ๓๐ วรรคสาม และมาตรา ๓๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. ๒๕๖๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้ “นักโทษเด็ดขาด” หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิดในความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ “ผู้ถูกเฝ้าระวัง” หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดซึ่งพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวแล้วแต่ศาลมีคำสั่งให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ “เจ้าพนักงานเรือนจำ” หมายความว่า
เจ้าพนักงานเรือนจำตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ “คณะทำงาน” หมายความว่า คณะทำงานประจำเรือนจำ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำตามมาตรา ๑๖
หมวด ๑ การจัดทำรายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาด
ข้อ ๒ ให้มีคณะทำงานประจำเรือนจำ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำเป็นประธานคณะทำงาน และเจ้าพนักงานเรือนจำอีกจำนวนไม่น้อยกว่าสี่คนซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน โดยให้เจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งรับผิดชอบงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดเป็นคณะทำงานและเลขานุการ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของคณะทำงาน
ผู้บัญชาการเรือนจำอาจแต่งตั้งผู้แทนจากหน่วยงานอื่นหรือผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นคณะทำงานด้วยก็ได้
ข้อ ๓ ภายในระยะเวลาสองปีก่อนปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดแต่ละราย ให้เจ้าพนักงานเรือนจำดำเนินการรวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดทำรายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ เพื่อเสนอต่อคณะทำงาน
ข้อ ๔ ให้คณะทำงานพิจารณาข้อมูลการจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดเป็นรายบุคคลตามที่เจ้าพนักงานเรือนจำเสนอ และให้เสนอความเห็นเกี่ยวกับความจำเป็นและเหมาะสมในการใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ
หรือมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษร่วมกับการกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ เมื่อครบกำหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไป รวมทั้งเสนอแนะวิธีการและระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ โดยให้คำนึงถึงปัจจัย ดังต่อไปนี้ (๑) พฤติการณ์ความรุนแรงแห่งคดี (๒)
สาเหตุแห่งการกระทำความผิด (๓) ประวัติการกระทำความผิดและโทษตามคำพิพากษา (๔) ภาวะแห่งจิต นิสัย และลักษณะส่วนตัวอื่น (๕) ความปลอดภัยของผู้เสียหายและสังคม (๖) ข้อบ่งชี้ และความเสี่ยงหรือโอกาสในการกระทำความผิดซ้ำ (๗) ผลการแก้ไขฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัย (๘)
ความได้สัดส่วนของการใช้มาตรการที่กระทบสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องถูกบังคับ (๙) ข้อเท็จจริงอื่น ๆ เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนักโทษเด็ดขาด หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณากำหนดมาตรการในการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
คณะทำงานอาจให้นักโทษเด็ดขาดมาปรากฏตัวต่อหน้าคณะทำงานเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาสภาพร่างกาย บุคลิกลักษณะ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้
ข้อ ๕ เมื่อคณะทำงานพิจารณาข้อมูลการจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดรายใดและมีความเห็นเกี่ยวกับการใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษหรือมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษร่วมกับการกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบกำหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไป
ให้เจ้าพนักงานเรือนจำที่รับผิดชอบดำเนินการจัดทำรายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ พร้อมทั้งความเห็นว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นสมควรให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ
หรือมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษร่วมกับการกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบกำหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไปหรือไม่ รวมทั้งวิธีการและระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้มาตรการดังกล่าว ตลอดจนความเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของคณะทำงาน
เสนอต่อผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อพิจารณาส่งต่อไปยังอธิบดีกรมราชทัณฑ์
ข้อ ๖ เมื่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้รับรายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดพร้อมทั้งความเห็นแล้ว หากเห็นว่ารายงานและความเห็นมีความสมบูรณ์ครบถ้วนแล้วให้เสนอต่อคณะกรรมการโดยเร็ว ในกรณีที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์พิจารณารายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดและความเห็นแล้วเห็นว่า
ยังมีความไม่สมบูรณ์หรือมีข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน อธิบดีกรมราชทัณฑ์อาจส่งเรื่องคืนผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขได้
ข้อ ๗ การจัดทำและการเสนอรายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดและความเห็นต่อคณะกรรมการตามหมวดนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองร้อยเจ็ดสิบวันก่อนวันที่นักโทษเด็ดขาดรายนั้นจะพ้นโทษ
หมวด ๒ การพิจารณากำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ และมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษของคณะกรรมการ
ข้อ ๘ ให้คณะกรรมการพิจารณารายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดรายบุคคลและความเห็นตามที่กรมราชทัณฑ์เสนอ และมีความเห็นว่านักโทษเด็ดขาดผู้ใดสมควรให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ
หรือมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษร่วมกับมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบกำหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไป ในการพิจารณาของคณะกรรมการอาจเชิญผู้แทนคณะทำงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นมาให้ข้อเท็จจริงหรือความเห็น หรือส่งเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติม
เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาดำเนินการตามวรรคหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๙ ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่านักโทษเด็ดขาดผู้ใดไม่มีข้อบ่งชี้ และความเสี่ยงหรือโอกาสในการกระทำความผิดซ้ำ และไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง ให้แจ้งกรมราชทัณฑ์ทราบ
ข้อ ๑๐ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่านักโทษเด็ดขาดผู้ใดสมควรกำหนดให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ หรือมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษร่วมกับมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบกำหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไป
ให้เสนอรายงานและความเห็นต่อพนักงานอัยการในท้องที่เรือนจำหรือสถานที่คุมขังของนักโทษเด็ดขาดภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันก่อนวันที่นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นจะพ้นโทษและแจ้งกรมราชทัณฑ์ทราบ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นไม่อาจดำเนินการได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทราบ
และให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกินวันก่อนวันปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาด รายงานและความเห็นของคณะกรรมการที่เสนอต่อพนักงานอัยการตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาด และความเห็นว่านักโทษเด็ดขาดสมควรใช้มาตรการใด
รวมทั้งวิธีการและระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้มาตรการดังกล่าว
หมวด ๓ การเสนอความเห็นให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษของพนักงานคุมประพฤติ
ข้อ ๑๑ ในระหว่างการดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังหากปรากฏเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกเฝ้าระวังจะไปกระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ และไม่มีมาตรการอื่นใดที่อาจป้องกันมิให้ผู้นั้นไปกระทำความผิดได้ หรือผู้ถูกเฝ้าระวังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ
ให้พนักงานคุมประพฤติเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พบเหตุดังกล่าว เพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษแก่ผู้ถูกเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่ง
หากพนักงานคุมประพฤติพิจารณาแล้วเห็นว่าการใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษไม่เพียงพอต่อการป้องกันไม่ให้ผู้ถูกเฝ้าระวังกระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ ภายหลังได้รับการปล่อยตัว
พนักงานคุมประพฤติอาจเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาขอให้ศาลในท้องที่ที่ผู้ถูกเฝ้าระวังมีที่อยู่หรือท้องที่ที่พบตัวผู้ถูกเฝ้าระวังเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษร่วมกับการกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบกำหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไป
ข้อ ๑๒ การเสนอความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามข้อ ๑๑ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (๑) รายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาด พร้อมความเห็นของคณะกรรมการตามหมวด ๒ ของผู้ถูกเฝ้าระวังรายนี้ (๒)
พฤติการณ์และรายละเอียดแห่งการกระทำที่เป็นเหตุให้ร้องขอให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ (๓) ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ หรือมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษร่วมกับการกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบกำหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไป (๔)
ข้อเท็จจริงอื่นใดหรือความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา
หมวด ๔ การเสนอความเห็นให้คุมขังฉุกเฉินของพนักงานคุมประพฤติ
ข้อ ๑๓ เมื่อปรากฏเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกเฝ้าระวังจะกระทำความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ และมีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งพนักงานคุมประพฤติพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีมาตรการอื่นใดที่อาจป้องกันมิให้ผู้ถูกเฝ้าระวังกระทำความผิดนั้นได้
ให้พนักงานคุมประพฤติเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลในท้องที่ที่ผู้ถูกเฝ้าระวังมีที่อยู่หรือท้องที่ที่พบตัวผู้ถูกเฝ้าระวังเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุมขังฉุกเฉินภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่พนักงานคุมประพฤติทราบถึงเหตุดังกล่าว
ข้อ ๑๔ เหตุฉุกเฉินตามข้อ ๑๓ ให้หมายความรวมถึงเหตุดังต่อไปนี้ด้วย (๑) ผู้ถูกเฝ้าระวังมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลอื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถใช้ในการกระทำความผิด (๒) พฤติการณ์อื่นใดอันเป็นเหตุฉุกเฉิน
ข้อ ๑๕ การเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการตามข้อ ๑๓ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูล ดังต่อไปนี้ (๑) พฤติการณ์และรายละเอียดแห่งการกระทำที่เป็นเหตุให้ร้องขอคุมขังฉุกเฉิน (๒)
ความเห็นและเหตุผลที่สมควรให้คุมขังฉุกเฉินและระยะเวลาที่สมควรคุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวัง (๓) ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา
ข้อ ๑๖ เมื่อศาลมีคำสั่งคุมขังฉุกเฉินแล้ว ให้กรมราชทัณฑ์นาตัวผู้ถูกเฝ้าระวังไปคุมขังฉุกเฉินตามคำสั่งศาล
ข้อ ๑๗ ให้พนักงานคุมประพฤติเสนอความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาเสนอต่อศาลให้มีคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ หรือให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ ภายในสี่วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งคุมขังฉุกเฉิน แต่ต้องไม่เกินกว่าระยะเวลาที่ถูกเฝ้าระวัง
ข้อ ๑๘ การเสนอความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามข้อ ๑๗ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูล ดังต่อไปนี้ (๑) รายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาด พร้อมความเห็นของคณะกรรมการตามหมวด ๒ ของผู้ถูกเฝ้าระวังรายนี้ (๒)
พฤติกรรมการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังของผู้ถูกเฝ้าระวัง (๓) พฤติการณ์และรายละเอียดแห่งการกระทาที่เป็นเหตุให้ร้องขอให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ หรือให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ (๔)
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ หรือมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษร่วมกับการกำหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบกำหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไป (๕) ข้อเท็จจริงอื่นใดหรือความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา
บทเฉพาะกาล
ข้อ ๑๙ ภายในระยะเวลาสามร้อยวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ การจัดทำและการเสนอรายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดและความเห็นต่อคณะกรรมการ และการเสนอรายงานและความเห็นต่อพนักงานอัยการ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วก่อนวันปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดโดยไม่ต้องนำระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อ ๗ และข้อ ๑๐
มาใช้บังคับ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๖ สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. ๒๕๖๕
กำหนดให้การพิจารณาและการจัดทำรายงานจำแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาดการจัดทำรายงานของคณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ และการทำความเห็นของพนักงานคุมประพฤติ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).