我的書籤免費註冊

พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2568 หมวด ๑ บททั่วไป

มาตรา ๗–มาตรา ๒๑共 15 條

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาและพัฒนากำลังคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สร้างโอกาสการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน วิจัย สร้างนวัตกรรม พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและชุมชน รวมทั้งร่วมพัฒนาพื้นที่ในเขตอีสานใต้และอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อนุรักษ์ สืบสาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยมีปณิธานให้บัณฑิตของมหาวิทยาลัยเป็นผู้สร้างสรรค์ สามัคคี และสำนึกดีต่อสังคม รักถิ่นฐาน มีจริยธรรม ภูมิใจในชาติ รอบรู้ทางวิชาการ เชี่ยวชาญวิชาชีพ เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ และเป็นแบบอย่างที่ดีงาม

มาตรา ๘

มาตรา ๘ การดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๗ ต้องเป็นไปตามหลักการจัดการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา และหลักการดังต่อไปนี้ (๑) หลักความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา (๒) หลักความเป็นเลิศทางวิชาการที่มีมาตรฐานและคุณภาพทางวิชาการและวิชาชีพอันเป็นที่ยอมรับทั้งระดับประเทศและนานาชาติ (๓) หลักความรับผิดชอบต่อท้องถิ่นและสังคมที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ปัญหาในพื้นที่เขตอีสานใต้ และการส่งเสริมการสร้างและการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ในวงกว้าง (๔) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน (๕) หลักการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล โดยเน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม การจัดการศึกษา หลักสูตรการศึกษา การพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ และการดำเนินการอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา

มาตรา ๙

มาตรา ๙ มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนงาน ดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานมหาวิทยาลัย (๒) คณะ (๓) วิทยาลัย (๔) สถาบัน (๕) สำนัก มหาวิทยาลัยอาจให้มีส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ วิทยาลัย สถาบัน หรือสำนัก เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๗ เป็นส่วนงานในมหาวิทยาลัยอีกได้ มหาวิทยาลัยอาจให้มีส่วนงานเฉพาะกิจหรือส่วนงานเสมือนจริงที่มีฐานะเทียบเท่าส่วนงานตามวรรคหนึ่ง เพื่อปฏิบัติภารกิจตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนงานตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่งและวรรคสอง และการจัดตั้งและการยุบเลิกวิทยาเขต ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา และในกรณีการจัดตั้งและการรวมส่วนงาน ให้กำหนดฐานะและภาระหน้าที่ของส่วนงานนั้นด้วย การจัดตั้ง ภาระหน้าที่ การบริหารงาน และการยุบเลิกส่วนงานเฉพาะกิจหรือส่วนงานเสมือนจริงตามมาตรา ๙ วรรคสาม ให้ทำเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การแบ่งหน่วยงานภายในของส่วนงานตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ทำเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัย การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ต้องคำนึงถึงคุณภาพทางวิชาการ ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ การลดความซ้ำซ้อน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเป็นสำคัญ

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ มหาวิทยาลัยอาจรับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นในประเทศหรือต่างประเทศเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยได้ และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาสมทบนั้นได้ การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การควบคุมสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นที่เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ มหาวิทยาลัยอาจจัดการศึกษา ดำเนินการวิจัย สร้างนวัตกรรม หรือดำเนินการอื่นร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นในประเทศหรือต่างประเทศ หรือขององค์การระหว่างประเทศได้ โดยในการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงแก่ผู้สำเร็จการศึกษาได้ การจัดการศึกษาและการยกเลิกการจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และความร่วมมือในการใช้บุคลากรร่วมกัน การร่วมกันออกค่าใช้จ่าย การใช้ทรัพยากรร่วมกัน หรือความร่วมมืออย่างอื่น ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายของประเทศที่มหาวิทยาลัยไปจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยอาจจัดการศึกษาในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือประเทศอื่นได้ โดยให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ มหาวิทยาลัยอาจร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการปฏิบัติงานจริง และเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ สมรรถนะ และคุณลักษณะอื่นให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ มหาวิทยาลัยอาจจัดทำข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานตามวรรคหนึ่ง ในการจัดหลักสูตรการศึกษา การเรียนการสอน การวัดและการประเมินผล โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งในมหาวิทยาลัย และอีกส่วนหนึ่งในสถานประกอบการของหน่วยงานดังกล่าว รวมทั้งการให้บุคลากรของหน่วยงานดังกล่าวได้รับโอกาสที่จะพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะด้วย ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มหาวิทยาลัยอาจอนุญาตให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยและผู้เรียนไปปฏิบัติงานในหน่วยงานดังกล่าวได้ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ กิจการของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้รับการคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนซึ่งคำนวณเป็นเงินได้โดยรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ มหาวิทยาลัยมีหน้าที่และอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในมาตรา ๗ หน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (๑) ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย (๒) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง มีทรัพยสิทธิอื่นในทรัพย์สิน เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาหรือใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา และจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร (๓) ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการให้การศึกษาและบริการทางวิชาการ (๔) รับค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการในการให้บริการภายในหน้าที่และอำนาจของมหาวิทยาลัย และรับเงินหรือทรัพย์สินอื่นในทำนองเดียวกัน รวมทั้งทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนั้น (๕) ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม หรือกับองค์การหรือหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ ในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๖) กู้ยืมเงิน ออกพันธบัตรหรือตราสารใดเพื่อการลงทุน และให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน และลงทุนหรือร่วมลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย (๗) จัดให้มีกองทุนเพื่อให้กู้ยืมทางการศึกษา ให้ทุนการศึกษา ให้ทุนทำวิจัยหรือสร้างนวัตกรรม หรือกองทุนเพื่อกิจการอื่นตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๘) ปกครอง ดูแล บำรุงรักษา จัดการ ใช้ และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย และอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล ใช้ หรือจัดหาประโยชน์ ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น (๙) จัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งนิติบุคคล เพื่อดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการของมหาวิทยาลัย หรือนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปเผยแพร่หรือใช้ประโยชน์ หรือเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น การดำเนินการตาม (๖) ถ้าเป็นจำนวนเงินเกินวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินดังกล่าวให้คำนึงถึงความคุ้มค่า ฐานะทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ของมหาวิทยาลัยด้วย

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ รายได้ของมหาวิทยาลัย มีดังต่อไปนี้ (๑) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี (๒) เงินอุดหนุนที่ได้รับจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา กฎหมายว่าด้วยสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และกฎหมายอื่น (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย (๔) รายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุนที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้น (๕) ค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการต่าง ๆ และเงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้มาในทำนองเดียวกัน (๖) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุนหรือการร่วมลงทุน (๗) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ราชพัสดุหรือทรัพย์สินอื่นที่มหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล ใช้ หรือจัดหาประโยชน์ (๘) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น เงินอุดหนุนทั่วไปตาม (๑) นั้น รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่มหาวิทยาลัยโดยตรงเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย และในการพัฒนาการศึกษาที่อยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพของการศึกษาให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ ในกรณีที่รัฐบาลได้ปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดให้แก่ข้าราชการ ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยในสัดส่วนเดียวกันเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยด้วย รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ หรือกฎหมายอื่น ในกรณีที่รายได้ตามวรรคหนึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของมหาวิทยาลัยและค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม และมหาวิทยาลัยไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐบาลพึงจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยตามความจำเป็นของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ มหาวิทยาลัยจะปฏิเสธไม่รับผู้ใดซึ่งผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาไม่สูงกว่าระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย เพราะเหตุที่ผู้นั้นไม่มีเงินชำระค่าเล่าเรียนหรือค่าใช้จ่ายอื่นเนื่องมาจากการขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง หรือจะให้ผู้เรียนยุติหรือพ้นสภาพผู้เรียนเพราะเหตุดังกล่าวมิได้ มหาวิทยาลัยต้องส่งเสริมและสนับสนุนผู้ซึ่งมหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและผู้เรียนซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงให้มีโอกาสเรียนจนสำเร็จปริญญาตรี หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย หรือได้มาโดยวิธีอื่น ไม่เป็นที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยที่ใช้เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม การให้บริการทางวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีทั้งปวง บุคคลใดจะยกอายุความหรือระยะเวลาในการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับมหาวิทยาลัยในเรื่องทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยมิได้

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยต้องจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัยต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว มหาวิทยาลัยต้องได้รับความยินยอมจากผู้อุทิศให้หรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏจะต้องได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).