我的書籤免費註冊

พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2568

ม0055-1B-0001法律・公布 2025-07-22・全 107 條

อารัมภบท

พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นปีที่ ๑๐ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๖๘”

มาตรา ๒

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ (๒) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “มหาวิทยาลัย” หมายความว่า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี “วิทยาเขต” หมายความว่า เขตการศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่ตามที่สภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกำหนด ซึ่งประกอบด้วยส่วนงานของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตั้งแต่สองส่วนงานขึ้นไป โดยอย่างน้อยหนึ่งส่วนงานต้องเป็นคณะ วิทยาลัย หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือวิทยาลัย “สภามหาวิทยาลัย” หมายความว่า สภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี “สภาวิชาการ” หมายความว่า สภาวิชาการมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี “สภาบุคลากร” หมายความว่า สภาบุคลากรมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี “พนักงานมหาวิทยาลัย” หมายความว่า พนักงานมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี “ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย” หมายความว่า พนักงานมหาวิทยาลัย ข้าราชการ และลูกจ้างของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีทุกประเภท “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตามพระราชบัญญัตินี้ และเป็นนิติบุคคล มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด ๑ บททั่วไป

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาและพัฒนากำลังคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สร้างโอกาสการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน วิจัย สร้างนวัตกรรม พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและชุมชน รวมทั้งร่วมพัฒนาพื้นที่ในเขตอีสานใต้และอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อนุรักษ์ สืบสาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยมีปณิธานให้บัณฑิตของมหาวิทยาลัยเป็นผู้สร้างสรรค์ สามัคคี และสำนึกดีต่อสังคม รักถิ่นฐาน มีจริยธรรม ภูมิใจในชาติ รอบรู้ทางวิชาการ เชี่ยวชาญวิชาชีพ เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ และเป็นแบบอย่างที่ดีงาม

มาตรา ๘

มาตรา ๘ การดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๗ ต้องเป็นไปตามหลักการจัดการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา และหลักการดังต่อไปนี้ (๑) หลักความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา (๒) หลักความเป็นเลิศทางวิชาการที่มีมาตรฐานและคุณภาพทางวิชาการและวิชาชีพอันเป็นที่ยอมรับทั้งระดับประเทศและนานาชาติ (๓) หลักความรับผิดชอบต่อท้องถิ่นและสังคมที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ปัญหาในพื้นที่เขตอีสานใต้ และการส่งเสริมการสร้างและการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ในวงกว้าง (๔) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน (๕) หลักการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล โดยเน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม การจัดการศึกษา หลักสูตรการศึกษา การพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ และการดำเนินการอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา

มาตรา ๙

มาตรา ๙ มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนงาน ดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานมหาวิทยาลัย (๒) คณะ (๓) วิทยาลัย (๔) สถาบัน (๕) สำนัก มหาวิทยาลัยอาจให้มีส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ วิทยาลัย สถาบัน หรือสำนัก เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๗ เป็นส่วนงานในมหาวิทยาลัยอีกได้ มหาวิทยาลัยอาจให้มีส่วนงานเฉพาะกิจหรือส่วนงานเสมือนจริงที่มีฐานะเทียบเท่าส่วนงานตามวรรคหนึ่ง เพื่อปฏิบัติภารกิจตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนงานตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่งและวรรคสอง และการจัดตั้งและการยุบเลิกวิทยาเขต ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา และในกรณีการจัดตั้งและการรวมส่วนงาน ให้กำหนดฐานะและภาระหน้าที่ของส่วนงานนั้นด้วย การจัดตั้ง ภาระหน้าที่ การบริหารงาน และการยุบเลิกส่วนงานเฉพาะกิจหรือส่วนงานเสมือนจริงตามมาตรา ๙ วรรคสาม ให้ทำเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การแบ่งหน่วยงานภายในของส่วนงานตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ทำเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัย การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ต้องคำนึงถึงคุณภาพทางวิชาการ ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ การลดความซ้ำซ้อน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเป็นสำคัญ

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ มหาวิทยาลัยอาจรับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นในประเทศหรือต่างประเทศเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยได้ และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาสมทบนั้นได้ การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การควบคุมสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นที่เข้าสมทบในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ มหาวิทยาลัยอาจจัดการศึกษา ดำเนินการวิจัย สร้างนวัตกรรม หรือดำเนินการอื่นร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นในประเทศหรือต่างประเทศ หรือขององค์การระหว่างประเทศได้ โดยในการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงแก่ผู้สำเร็จการศึกษาได้ การจัดการศึกษาและการยกเลิกการจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และความร่วมมือในการใช้บุคลากรร่วมกัน การร่วมกันออกค่าใช้จ่าย การใช้ทรัพยากรร่วมกัน หรือความร่วมมืออย่างอื่น ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายของประเทศที่มหาวิทยาลัยไปจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยอาจจัดการศึกษาในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือประเทศอื่นได้ โดยให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ มหาวิทยาลัยอาจร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการปฏิบัติงานจริง และเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ สมรรถนะ และคุณลักษณะอื่นให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ มหาวิทยาลัยอาจจัดทำข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานตามวรรคหนึ่ง ในการจัดหลักสูตรการศึกษา การเรียนการสอน การวัดและการประเมินผล โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งในมหาวิทยาลัย และอีกส่วนหนึ่งในสถานประกอบการของหน่วยงานดังกล่าว รวมทั้งการให้บุคลากรของหน่วยงานดังกล่าวได้รับโอกาสที่จะพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะด้วย ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มหาวิทยาลัยอาจอนุญาตให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยและผู้เรียนไปปฏิบัติงานในหน่วยงานดังกล่าวได้ตามระเบียบของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ กิจการของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้รับการคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนซึ่งคำนวณเป็นเงินได้โดยรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ มหาวิทยาลัยมีหน้าที่และอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในมาตรา ๗ หน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (๑) ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย (๒) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง มีทรัพยสิทธิอื่นในทรัพย์สิน เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาหรือใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา และจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร (๓) ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในการให้การศึกษาและบริการทางวิชาการ (๔) รับค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการในการให้บริการภายในหน้าที่และอำนาจของมหาวิทยาลัย และรับเงินหรือทรัพย์สินอื่นในทำนองเดียวกัน รวมทั้งทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนั้น (๕) ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม หรือกับองค์การหรือหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ ในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๖) กู้ยืมเงิน ออกพันธบัตรหรือตราสารใดเพื่อการลงทุน และให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน และลงทุนหรือร่วมลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย (๗) จัดให้มีกองทุนเพื่อให้กู้ยืมทางการศึกษา ให้ทุนการศึกษา ให้ทุนทำวิจัยหรือสร้างนวัตกรรม หรือกองทุนเพื่อกิจการอื่นตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๘) ปกครอง ดูแล บำรุงรักษา จัดการ ใช้ และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย และอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล ใช้ หรือจัดหาประโยชน์ ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น (๙) จัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งนิติบุคคล เพื่อดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการของมหาวิทยาลัย หรือนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปเผยแพร่หรือใช้ประโยชน์ หรือเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น การดำเนินการตาม (๖) ถ้าเป็นจำนวนเงินเกินวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินดังกล่าวให้คำนึงถึงความคุ้มค่า ฐานะทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ของมหาวิทยาลัยด้วย

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ รายได้ของมหาวิทยาลัย มีดังต่อไปนี้ (๑) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี (๒) เงินอุดหนุนที่ได้รับจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา กฎหมายว่าด้วยสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และกฎหมายอื่น (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย (๔) รายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุนที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้น (๕) ค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการต่าง ๆ และเงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้มาในทำนองเดียวกัน (๖) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุนหรือการร่วมลงทุน (๗) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ราชพัสดุหรือทรัพย์สินอื่นที่มหาวิทยาลัยปกครอง ดูแล ใช้ หรือจัดหาประโยชน์ (๘) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น เงินอุดหนุนทั่วไปตาม (๑) นั้น รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่มหาวิทยาลัยโดยตรงเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย และในการพัฒนาการศึกษาที่อยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพของการศึกษาให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ ในกรณีที่รัฐบาลได้ปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดให้แก่ข้าราชการ ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยในสัดส่วนเดียวกันเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยด้วย รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ หรือกฎหมายอื่น ในกรณีที่รายได้ตามวรรคหนึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของมหาวิทยาลัยและค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม และมหาวิทยาลัยไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐบาลพึงจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยตามความจำเป็นของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ มหาวิทยาลัยจะปฏิเสธไม่รับผู้ใดซึ่งผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาไม่สูงกว่าระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย เพราะเหตุที่ผู้นั้นไม่มีเงินชำระค่าเล่าเรียนหรือค่าใช้จ่ายอื่นเนื่องมาจากการขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง หรือจะให้ผู้เรียนยุติหรือพ้นสภาพผู้เรียนเพราะเหตุดังกล่าวมิได้ มหาวิทยาลัยต้องส่งเสริมและสนับสนุนผู้ซึ่งมหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและผู้เรียนซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงให้มีโอกาสเรียนจนสำเร็จปริญญาตรี หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย หรือได้มาโดยวิธีอื่น ไม่เป็นที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยที่ใช้เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม การให้บริการทางวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีทั้งปวง บุคคลใดจะยกอายุความหรือระยะเวลาในการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับมหาวิทยาลัยในเรื่องทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยมิได้

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยต้องจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัยต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว มหาวิทยาลัยต้องได้รับความยินยอมจากผู้อุทิศให้หรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏจะต้องได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย

หมวด ๒ การดำเนินการ

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย (๑) นายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย (๒) กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสิบสี่คน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย (๓) อธิการบดี (๔) ประธานสภาบุคลากรและประธานกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย (๕) กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสี่คน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีจำนวนหนึ่งคน และจากคณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนักจำนวนสามคน (๖) กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนไม่เกินสี่คน ซึ่งเลือกจากพนักงานมหาวิทยาลัยหรือข้าราชการของมหาวิทยาลัยซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารหรือประธานสภาบุคลากร คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๒) และวิธีการได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม (๕) และ (๖) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ให้สรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอจำนวนหนึ่งคน สภามหาวิทยาลัยตามวรรคหนึ่ง ต้องมีจำนวนของนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยรวมกันแล้วไม่น้อยกว่าจำนวนของกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยทั้งหมด ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัยเมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ในกรณีที่ไม่มีอุปนายกสภามหาวิทยาลัยหรืออุปนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งเลขานุการสภามหาวิทยาลัยคนหนึ่ง และจะแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการสภามหาวิทยาลัยด้วยก็ได้

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ให้มีสำนักงานสภามหาวิทยาลัยในสำนักงานมหาวิทยาลัยรับผิดชอบงานธุรการของสภามหาวิทยาลัย มีผู้อำนวยการสำนักงานสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบขึ้นตรงต่อนายกสภามหาวิทยาลัย คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของผู้อำนวยการสำนักงานตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย การแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน การโยกย้าย และการดำเนินการทางวินัยต่อผู้อำนวยการสำนักงานตามวรรคหนึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกสภามหาวิทยาลัยก่อน จึงจะดำเนินการได้ ให้อธิการบดีติดตามและประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานตามวรรคหนึ่ง โดยให้นายกสภามหาวิทยาลัยให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๒๒ (๒) (๕) และ (๖) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒๔ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๒๒ (๒) (๕) และ (๖) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๕) เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๖) สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เพราะฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ (๗) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้จำคุก ในกรณีที่ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยว่างลงก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใดและยังมิได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภามหาวิทยาลัยประกอบด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัยเท่าที่มีอยู่ เว้นแต่จำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่มีจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดที่จะพึงมีได้ตามมาตรา ๒๒ ในกรณีเช่นนี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยแทนตำแหน่งที่ว่าง และให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะได้มีการดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยแทนผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือได้มีการดำเนินการให้ได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน แต่ถ้าวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่น้อยกว่าเก้าสิบวันจะไม่ดำเนินการให้มีผู้ดำรงตำแหน่งแทนก็ได้ ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือยังมิได้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทอื่นขึ้นใหม่ ให้นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อนจนกว่าจะถึงวันที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ หรือวันที่ได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทอื่นขึ้นใหม่แล้ว

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ เมื่อมีกรณีที่ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๒๒ (๒) (๕) และ (๖) โดยวิธีการสรรหาหรือเลือกบุคคล แล้วแต่กรณี ในการดำเนินการดังกล่าวให้สภามหาวิทยาลัยประกาศกำหนดจำนวนของกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ต้องสรรหาหรือเลือก และต้องระบุเหตุผลของการกำหนดจำนวนไว้ในประกาศนั้นด้วย โดยหลักเกณฑ์และวิธีการประกาศให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่และอำนาจกำกับและอภิบาลให้มหาวิทยาลัยดำเนินงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ปฏิบัติภารกิจอุดมศึกษาด้วยปัญญาและวิทยาการที่มีคุณค่าต่อมนุษย์อย่างสมดุลและสมบูรณ์ เป็นไปตามหลักการของการจัดการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา โดยหน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง (๑) กำหนดเป้าหมาย วางนโยบาย แนวทาง และแผนในการพัฒนามหาวิทยาลัย แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย ตลอดจนนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการเกี่ยวกับการจัดหารายได้ แหล่งทุน และทรัพยากรอื่น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๒) ให้ความเห็นชอบพันธกิจที่มหาวิทยาลัยมีต่อผู้เรียน บุคลากร สังคม และประเทศ เพื่อประกาศต่อสาธารณะให้รับทราบกันอย่างกว้างขวาง (๓) ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศของมหาวิทยาลัย เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัย และอาจมอบหมายให้มหาวิทยาลัยหรือส่วนงานใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกระเบียบหรือประกาศสำหรับมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานนั้นเป็นเรื่อง ๆ ไปก็ได้ (๔) ออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคล การบริหารการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย (๕) จัดให้มีประมวลจริยธรรมของนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย และผู้เรียน (๖) อนุมัติการดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้ (ก) การจัดตั้งหรือยุบเลิกวิทยาเขต (ข) การจัดตั้ง การรวม หรือการยุบเลิกส่วนงานตามมาตรา ๙ และการจัดตั้ง การรวม การแบ่ง หรือการยุบเลิกหน่วยงานภายในของส่วนงานตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ค) หลักสูตรการศึกษาและการเปิดสอน รวมทั้งการปรับปรุง การยุบรวม หรือการยกเลิกหลักสูตรการศึกษา (ง) การรับเข้าสมทบ การจัดการศึกษาร่วม หรือการยกเลิกการสมทบ หรือการยกเลิกการจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่น (จ) การจัดการศึกษาในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือประเทศอื่น (ฉ) การให้และการเพิกถอนปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตร หรือการร่วมให้หรือการร่วมเพิกถอนปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรกับสถานศึกษาชั้นสูงที่ร่วมจัดการศึกษา รวมทั้งการให้และการเพิกถอนปริญญากิตติมศักดิ์ (ช) งบประมาณรายรับและงบประมาณรายจ่ายของมหาวิทยาลัย (ซ) การกู้ยืมเงิน การให้กู้ยืมเงิน การถือหุ้น การเข้าเป็นหุ้นส่วน การลงทุน การร่วมลงทุน หรือการออกพันธบัตรหรือตราสารใดเพื่อการลงทุน (ฌ) การจัดตั้งหรือการร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งนิติบุคคลหรือยกเลิกนิติบุคคล (๗) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และพิจารณาถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ (๘) แต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่น (๙) แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดีและหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ (๑๐) แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลมหาวิทยาลัยและอธิการบดี และแต่งตั้งบุคคลซึ่งเป็นกลางและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางประกอบกันเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการธรรมาภิบาลและจริยธรรม และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (๑๑) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งมอบหมายให้คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลดังกล่าวทำการแทน แล้วรายงานให้สภามหาวิทยาลัยทราบ (๑๒) ติดตามและประเมินผลมหาวิทยาลัยและอธิการบดี และพิจารณารายงานการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ ที่อธิการบดีเสนอ (๑๓) รับรองรายงานประจำปีของมหาวิทยาลัยและเสนอรายงานนั้นต่อรัฐมนตรีเพื่อทราบ (๑๔) ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายอื่น ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของมหาวิทยาลัย (๑๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของส่วนงานใดหรือของผู้ใดโดยเฉพาะ

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ การประชุมและวิธีดำเนินงานของสภามหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย เมื่อสภามหาวิทยาลัยมีมติประการใดแล้ว ให้ดำเนินการตามมตินั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรับรองรายงานการประชุมของสภามหาวิทยาลัยก่อน เว้นแต่สภามหาวิทยาลัยจะมีมติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ให้มีสภาวิชาการ ประกอบด้วยประธานและกรรมการซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง มีพันธกิจรักษามาตรฐานและพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการของมหาวิทยาลัย จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของประธานและกรรมการ รวมทั้งหน้าที่และอำนาจ ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของสภาวิชาการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ องค์ประกอบของสภาวิชาการต้องประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสภาวิชาการทั้งหมด

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐ ให้มีสภาบุคลากร ประกอบด้วยประธานและกรรมการซึ่งเลือกตั้งจากพนักงานมหาวิทยาลัยและข้าราชการของมหาวิทยาลัย โดยให้กรรมการที่ได้รับเลือกตั้งเลือกกันเองเพื่อแต่งตั้งให้คนหนึ่งเป็นประธาน จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของประธานและกรรมการ ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของสภาบุคลากร ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ สภาบุคลากรมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่อธิการบดีในการบริหารกิจการทั้งปวงของมหาวิทยาลัย (๒) ส่งเสริมจริยธรรมและผดุงเกียรติของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย (๓) ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย (๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยหรืออธิการบดีมอบหมาย

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒ ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ประกอบด้วยประธานและกรรมการซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยมีหน้าที่เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่มหาวิทยาลัยในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยในการจัดหารายได้ ทุน และทรัพยากรอื่นจากแหล่งต่าง ๆ ให้มหาวิทยาลัย และสนับสนุนการดำเนินกิจการอื่นของมหาวิทยาลัย จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของประธานและกรรมการ ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ ให้มีคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์มหาวิทยาลัยคณะหนึ่งหรือหลายคณะตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด ประกอบด้วยประธานและกรรมการ ทำหน้าที่พิจารณาการขอเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของประธานและกรรมการ รวมทั้งหน้าที่และอำนาจ ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์มหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และรับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัยขึ้นตรงต่อสภามหาวิทยาลัย และจะให้มีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี หรือจะมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้ ให้อธิการบดีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕ อธิการบดีนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๓๖ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๗ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาอธิการบดี ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีโดยคำแนะนำของอธิการบดีจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๗ รวมทั้งต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้ช่วยอธิการบดีจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือรองอธิการบดีเป็นคณาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ผู้นั้นอาจแสดงความจำนงขอพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาการหรือลดภาระงานทางวิชาการได้ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖ อธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษา และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันอุดมศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษา และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันอุดมศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่าแปดปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดปี (๓) เป็นหรือเคยเป็นคณบดีในมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง อธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยตามวรรคหนึ่งและวรรคสองอาจกำหนดให้สภามหาวิทยาลัยรับรองคุณวุฒิ ตำแหน่ง หรือประสบการณ์ตาม (๑) (๒) หรือ (๓) แล้วแต่กรณี เพิ่มเติมได้

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ อธิการบดีต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๓) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๔) เคยถูกจำคุกโดยคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ได้กระทำความผิดโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๕) เคยถูกปลดออกหรือไล่ออกจากสถาบันอุดมศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ (๖) เคยถูกวินิจฉัยว่ากระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง นอกจากลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง อธิการบดีต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘ อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี หรือหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ จะแต่งตั้งจากบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยก็ได้ รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี หรือหัวหน้าส่วนงานตามวรรคหนึ่ง ซึ่งแต่งตั้งจากบุคคลภายนอกต้องมีจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดีที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดไว้ หรือจำนวนหัวหน้าส่วนงานตามวรรคหนึ่งที่พึงมี แล้วแต่กรณี

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙ อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้ เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย

มาตรา ๔๐

มาตรา ๔๐ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) มีอายุครบเจ็ดสิบห้าปี (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม (๕) สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่โดยไม่นับรวมกับตำแหน่งอธิการบดี เพราะฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ (๖) สภามหาวิทยาลัยมีมติให้พ้นจากตำแหน่งเพราะไม่ผ่านการประเมินผลตามเกณฑ์ที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด (๗) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้จำคุก

มาตรา ๔๑

มาตรา ๔๑ อธิการบดีเป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยในกิจการทั้งปวง มีหน้าที่บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศของมหาวิทยาลัย และมติของสภามหาวิทยาลัย และให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามนโยบาย วัตถุประสงค์ และพันธกิจของมหาวิทยาลัย (๒) จัดทำพันธกิจของมหาวิทยาลัย แผนพัฒนามหาวิทยาลัย แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัย และแผนปฏิบัติการประจำปีเพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งเร่งรัด ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย (๓) บริหารการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย (๔) จัดทำงบประมาณรายรับและงบประมาณรายจ่ายเพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย (๕) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน ดำเนินการทางวินัย และบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย (๖) ดำเนินการให้มีการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี หัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ และการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย (๗) กำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานของหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ (๘) แต่งตั้งและถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดี รองหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ ผู้ช่วยคณบดี และอาจารย์พิเศษ (๙) จัดหารายได้ ทุน และทรัพยากรอื่นจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย (๑๐) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยต่อสภามหาวิทยาลัย (๑๑) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย

มาตรา ๔๒

มาตรา ๔๒ ในกรณีที่อธิการบดีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคน ให้รองอธิการบดีซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดีซึ่งมีลำดับตามที่สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบเป็นผู้รักษาการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี หรือไม่มีผู้รักษาการแทนอธิการบดีตามวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๓๖ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๗ เป็นผู้รักษาการแทน

มาตรา ๔๓

มาตรา ๔๓ ในกรณีที่มีการจัดตั้งวิทยาเขต ให้มีรองอธิการบดีคนหนึ่งซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาเขตให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของมหาวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่อื่น ทั้งนี้ ตามที่อธิการบดีมอบหมาย การบริหารและการดำเนินงานภายในวิทยาเขต ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีคณะกรรมการประสานงานประจำวิทยาเขตประกอบด้วยรองอธิการบดีตามวรรคหนึ่งเป็นประธาน หัวหน้าส่วนงานในวิทยาเขตเป็นกรรมการ และกรรมการอื่นตามที่จำเป็น เพื่อประโยชน์แก่การประสานงานและการบริหารงานของวิทยาเขต

มาตรา ๔๔

มาตรา ๔๔ ในคณะ วิทยาลัย หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือวิทยาลัย ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของส่วนงานนั้น และจะให้มีรองคณบดีหรือผู้ช่วยคณบดี หรือจะมีทั้งรองคณบดีและผู้ช่วยคณบดีตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมายก็ได้

มาตรา ๔๕

มาตรา ๔๕ คณบดีต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษา และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันอุดมศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี (๒) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษา และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันอุดมศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่าหกปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าหกปี ให้นำความในมาตรา ๓๖ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับแก่คณบดีด้วยโดยอนุโลม คณบดีต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๗ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาคณบดี ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย คณบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้ และให้นำความในมาตรา ๔๐ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระของคณบดีด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๔๖

มาตรา ๔๖ ให้อธิการบดีแต่งตั้งรองคณบดีโดยคำแนะนำของคณบดีจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่งและวรรคสอง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๗ อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้ช่วยคณบดีตามคำแนะนำของคณบดีจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีและผู้ช่วยคณบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย ให้นำความในมาตรา ๔๒ มาใช้บังคับแก่การรักษาการแทนคณบดีด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๔๗

มาตรา ๔๗ ในคณะ วิทยาลัย และส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือวิทยาลัย ให้มีคณะกรรมการประจำส่วนงานนั้น และให้คณบดีเป็นประธานกรรมการ องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ รวมทั้งหน้าที่และอำนาจ ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะกรรมการประจำส่วนงานตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๔๘

มาตรา ๔๘ ในสำนักงานมหาวิทยาลัย ให้มีผู้อำนวยการสำนักงานมหาวิทยาลัยเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของสำนักงานมหาวิทยาลัย และจะให้มีรองผู้อำนวยการตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการมอบหมายก็ได้ คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง รวมทั้งหน้าที่และอำนาจของผู้อำนวยการตามวรรคหนึ่ง ตลอดจนการบริหารส่วนงานดังกล่าว ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ให้อธิการบดีแต่งตั้งรองผู้อำนวยการตามวรรคหนึ่งโดยคำแนะนำของผู้อำนวยการ เมื่อผู้อำนวยการตามวรรคหนึ่งพ้นจากตำแหน่ง ให้รองผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งด้วย

มาตรา ๔๙

มาตรา ๔๙ ในสถาบัน สำนัก หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนัก ให้มีผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของส่วนงานนั้น และจะให้มีรองผู้อำนวยการตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการมอบหมายก็ได้ คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา และการพ้นจากตำแหน่ง รวมทั้งหน้าที่และอำนาจของผู้อำนวยการตามวรรคหนึ่ง ตลอดจนการบริหารส่วนงานดังกล่าว ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการตามวรรคหนึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้ ให้อธิการบดีแต่งตั้งรองผู้อำนวยการตามวรรคหนึ่งโดยคำแนะนำของผู้อำนวยการ เมื่อผู้อำนวยการตามวรรคหนึ่งพ้นจากตำแหน่ง ให้รองผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งด้วย

มาตรา ๕๐

มาตรา ๕๐ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี และหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ ต้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มเวลา และจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้ ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว ให้รักษาการแทนตำแหน่งอื่นได้อีกเพียงหนึ่งตำแหน่ง แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

มาตรา ๕๑

มาตรา ๕๑ นอกจากที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ การรักษาการแทน การมอบอำนาจให้ปฏิบัติการแทน ตลอดจนการมอบอำนาจช่วงให้ปฏิบัติการแทนของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ในกรณีที่มีกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งหรือกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการ อนุกรรมการ หรือมีหน้าที่และอำนาจอย่างใด ให้ผู้รักษาการแทนทำหน้าที่กรรมการ อนุกรรมการ หรือมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาการแทนด้วย แล้วแต่กรณี

หมวด ๓ การประกันคุณภาพและการประเมิน

มาตรา ๕๒

มาตรา ๕๒ ให้มหาวิทยาลัยจัดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัย ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาประกาศกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา

มาตรา ๕๓

มาตรา ๕๓ การประเมินคุณภาพภายในเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย การวิจัยและนวัตกรรม การให้บริการทางวิชาการ และการปฏิบัติตามพันธกิจ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ และหลักการตามมาตรา ๘ ด้วย

มาตรา ๕๔

มาตรา ๕๔ ให้มหาวิทยาลัยนำผลการประเมินคุณภาพภายในและผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยเพื่อเสนอให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติ และให้ส่วนงานของมหาวิทยาลัยปฏิบัติตามแผนดังกล่าว

มาตรา ๕๕

มาตรา ๕๕ ให้มหาวิทยาลัยจัดให้มีการประเมินส่วนงานตามมาตรา ๙ เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการวิจัยของมหาวิทยาลัยตามระบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๕๖

มาตรา ๕๖ ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลมหาวิทยาลัยและอธิการบดีซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ประกอบด้วยประธานกรรมการซึ่งแต่งตั้งจากกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการอื่นจำนวนไม่น้อยกว่าสองคนแต่ไม่เกินสี่คนจากบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยและมีความเชี่ยวชาญในการติดตามและประเมินผลหรือมีประสบการณ์ในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาโดยมีผู้อำนวยการสำนักงานสภามหาวิทยาลัยเป็นเลขานุการ และอาจมีผู้ช่วยเลขานุการไม่เกินสองคนซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวแต่งตั้ง คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้

มาตรา ๕๗

มาตรา ๕๗ คณะกรรมการตามมาตรา ๕๖ มีหน้าที่ติดตามและประเมินผลมหาวิทยาลัยและอธิการบดีอย่างสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เกิดความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง และให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอข้อตกลงและตัวชี้วัดการติดตามและประเมินผลมหาวิทยาลัยและอธิการบดีต่อสภามหาวิทยาลัย เมื่อได้ปรึกษาหารือกับอธิการบดีแล้ว (๒) ติดตามและประเมินผลมหาวิทยาลัยและอธิการบดีโดยรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของมหาวิทยาลัยและอธิการบดีประกอบการติดตามและประเมินผล (๓) รายงานผลการติดตามและประเมินผลมหาวิทยาลัยและอธิการบดีต่อสภามหาวิทยาลัยทุกปี (๔) ขอให้บุคคลมาชี้แจง แสดงความคิดเห็น หรือส่งเอกสารหรือข้อมูลใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการติดตามและประเมินผล (๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย ในรายงานประจำปีที่เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๔๑ (๑๐) ให้มีรายงานผลการติดตามและประเมินผลตามมาตรานี้ด้วย

มาตรา ๕๘

มาตรา ๕๘ ให้อธิการบดีติดตามและประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าส่วนงานตามมาตรา ๙ แล้วเสนอรายงานต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณา ระบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าส่วนงานตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๕๙

มาตรา ๕๙ ให้อธิการบดีจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ระบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

หมวด ๔ การบัญชีและการตรวจสอบ

มาตรา ๖๐

มาตรา ๖๐ ให้มหาวิทยาลัยวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีอันถูกต้อง และให้จัดทำบัญชีและรายงานการเงินตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด แยกตามส่วนงานของมหาวิทยาลัย เป็นไปตามหลักการควบคุมภายในที่ดี มีสมุดบัญชีลงรายการแยกตามประเภทของสินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ และค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง พร้อมด้วยข้อความอันเป็นที่มาของรายการนั้น ๆ และให้มีการตรวจสอบภายในเป็นประจำ

มาตรา ๖๑

มาตรา ๖๑ ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการดำเนินการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย และรายงานผลการตรวจสอบต่อสภามหาวิทยาลัยตามระยะเวลาที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ในการตรวจสอบภายใน ให้มีผู้ตรวจสอบภายในรับผิดชอบขึ้นตรงต่ออธิการบดีและคณะกรรมการตรวจสอบ การแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง และการดำเนินการทางวินัยผู้ตรวจสอบภายใน เป็นอำนาจของอธิการบดีแต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบก่อน

มาตรา ๖๒

มาตรา ๖๒ ให้มหาวิทยาลัยจัดทำรายงานการเงินส่งผู้สอบบัญชีของมหาวิทยาลัย ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี วันเริ่มและวันสิ้นปีบัญชีของมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๖๓

มาตรา ๖๓ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของมหาวิทยาลัย และให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภทของมหาวิทยาลัยทุกรอบปีบัญชี

มาตรา ๖๔

มาตรา ๖๔ ให้ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชี เอกสารหลักฐานต่าง ๆ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัย เพื่อการนี้ ให้มีอำนาจสอบถามอธิการบดีและผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยและเรียกให้ส่งสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น รวมทั้งเข้าถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยด้วย

มาตรา ๖๕

มาตรา ๖๕ ให้ผู้สอบบัญชีจัดทำรายงานผลการสอบบัญชีและการเงินเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี เพื่อให้สภามหาวิทยาลัยเสนอต่อรัฐมนตรี

มาตรา ๖๖

มาตรา ๖๖ ให้มหาวิทยาลัยจัดทำรายงานประจำปีของปีที่สิ้นไปนั้นโดยแสดงรายงานการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว รวมทั้งผลงานของมหาวิทยาลัยในปีที่ล่วงมาและแผนงานที่จะจัดทำปีต่อไป ทั้งนี้ ภายในสองร้อยสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี รายงานประจำปีของมหาวิทยาลัยตามวรรคหนึ่ง เมื่อสภามหาวิทยาลัยรับรองและเสนอต่อรัฐมนตรีแล้ว ให้มหาวิทยาลัยเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป

หมวด ๕ การกำกับดูแล

มาตรา ๖๗

มาตรา ๖๗ รัฐมนตรีมีหน้าที่และอำนาจกำกับและดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย และให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะ

มาตรา ๖๘

มาตรา ๖๘ บรรดาเรื่องที่มหาวิทยาลัยจะต้องเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

หมวด ๖ ตำแหน่งทางวิชาการและตำแหน่งอื่น

มาตรา ๖๙

มาตรา ๖๙ คณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยมีตำแหน่งทางวิชาการ ดังต่อไปนี้ (๑) ศาสตราจารย์ (๒) รองศาสตราจารย์ (๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (๔) อาจารย์ ศาสตราจารย์นั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย เว้นแต่การบรรจุแต่งตั้งศาสตราจารย์ซึ่งสภามหาวิทยาลัยอนุมัติการเทียบตำแหน่งศาสตราจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง สภามหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่นได้ โดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๗๐

มาตรา ๗๐ ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษและพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด แต่ยังทำคุณประโยชน์อย่างยิ่งแก่มหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในสาขาวิชาที่ศาสตราจารย์ผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญเพื่อเป็นเกียรติยศได้ คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๗๑

มาตรา ๗๑ ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๗๒ โดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๗๒

มาตรา ๗๒ สภามหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยเป็นรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ หรือตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่น อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยเป็นอาจารย์พิเศษได้โดยคำแนะนำของคณบดี คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่น หรืออาจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๗๓

มาตรา ๗๓ ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวเป็นคำนำหน้านามเพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป

มาตรา ๗๔

มาตรา ๗๔ การใช้คำนำหน้านามตามมาตรา ๗๓ ให้ใช้อักษรย่อ ดังต่อไปนี้ (๑) ศาสตราจารย์ใช้อักษรย่อศ. (๒) ศาสตราจารย์เกียรติคุณใช้อักษรย่อศ. (เกียรติคุณ) (๓) ศาสตราจารย์พิเศษใช้อักษรย่อศ. (พิเศษ) (๔) รองศาสตราจารย์ใช้อักษรย่อรศ. (๕) รองศาสตราจารย์พิเศษใช้อักษรย่อรศ. (พิเศษ) (๖) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ใช้อักษรย่อผศ. (๗) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษใช้อักษรย่อผศ. (พิเศษ) การใช้คำนำหน้านามและการใช้อักษรย่อคำนำหน้านามสำหรับตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๗๕

มาตรา ๗๕ สภามหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีตำแหน่งเชี่ยวชาญพิเศษ เชี่ยวชาญ ชำนาญการพิเศษ ชำนาญการ ปฏิบัติการ และตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะ หรือตำแหน่งอื่นซึ่งเป็นตำแหน่งเฉพาะตัวสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยประเภทสนับสนุนซึ่งมีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ผลงาน และคุณภาพของงานในหน้าที่ที่แสดงถึงการใช้วิชาชีพหรือระดับความสามารถ การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

หมวด ๗ ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ

มาตรา ๗๖

มาตรา ๗๖ ปริญญามีสามชั้น คือ ปริญญาเอกเรียกว่าดุษฎีบัณฑิตใช้อักษรย่อด. ปริญญาโทเรียกว่ามหาบัณฑิตใช้อักษรย่อม. ปริญญาตรีเรียกว่าบัณฑิตใช้อักษรย่อบ.

มาตรา ๗๗

มาตรา ๗๗ มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดในสาขาวิชาที่มีการจัดการศึกษา และให้หรือร่วมให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดในสาขาวิชาที่มีการจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงในประเทศหรือต่างประเทศหรือขององค์การระหว่างประเทศ การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร ให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การดำเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองต้องสอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดโดยคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา

มาตรา ๗๘

มาตรา ๗๘ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งได้รับปริญญาเกียรตินิยมได้

มาตรา ๗๙

มาตรา ๗๙ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตรชั้นต่าง ๆ และอนุปริญญาได้ ดังต่อไปนี้ (๑) ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังจากที่ได้รับปริญญาโทหรือเทียบเท่าแล้ว (๒) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังจากที่ได้รับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าแล้ว (๓) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี (๔) ประกาศนียบัตรประเภทอื่น ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา ให้นำความในมาตรา ๗๗ วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การกำหนดให้มีประกาศนียบัตรชั้นต่าง ๆ และอนุปริญญาตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๘๐

มาตรา ๘๐ มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้ซึ่งสภามหาวิทยาลัยเห็นว่าทรงคุณวุฒิและคุณธรรมสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัย หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยในขณะดำรงตำแหน่งนั้นมิได้ ชั้น สาขาของปริญญา และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๘๑

มาตรา ๘๑ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใด และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหาร หรือคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง จะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๘๒

มาตรา ๘๒ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัยได้ โดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การใช้ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ตามวรรคหนึ่งเพื่อการค้า หรือการใช้สิ่งดังกล่าวที่มิใช่เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากมหาวิทยาลัยหรือจากส่วนงานของมหาวิทยาลัย แล้วแต่กรณี

มาตรา ๘๓

มาตรา ๘๓ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย และนักศึกษาได้ โดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หมวด ๘ บทกำหนดโทษ

มาตรา ๘๔

มาตรา ๘๔ ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยหรือนักศึกษา หรือสิ่งใดที่เลียนแบบสิ่งดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท

มาตรา ๘๕

มาตรา ๘๕ ผู้ใดแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา อนุปริญญา ประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดของมหาวิทยาลัย หรือมีตำแหน่งใดในมหาวิทยาลัยโดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีวิทยฐานะหรือมีตำแหน่งเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๘๖

มาตรา ๘๖ ผู้ใดใช้ดวงตรา รอยตรา ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย โดยฝ่าฝืนมาตรา ๘๒ วรรคสอง ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท ผู้ใดทำให้ปรากฏซึ่งรอยตรา ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย ที่วัตถุหรือสินค้าใด ๆ หรือใช้ดวงตรา รอยตรา ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย เพื่อประโยชน์ในทางการค้า โดยฝ่าฝืนมาตรา ๘๒ วรรคสอง ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งแสนบาท

มาตรา ๘๗

มาตรา ๘๗ ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (๑) ปลอม หรือทำเลียนแบบซึ่งดวงตรา รอยตรา ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะทำเป็นสีใดหรือทำด้วยวิธีใด ๆ (๒) ใช้ดวงตรา รอยตรา ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย ซึ่งทำปลอมหรือทำเลียนแบบ ถ้าผู้กระทำความผิดตาม (๑) เป็นผู้กระทำความผิดตาม (๒) ด้วย ให้ลงโทษตาม (๒) แต่กระทงเดียว

มาตรา ๘๘

มาตรา ๘๘ ให้เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย (๑) อธิการบดีหรือผู้ซึ่งอธิการบดีมอบหมาย มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามมาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๖ วรรคหนึ่ง (๒) คณะกรรมการซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยมีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามมาตรา ๘๖ วรรคสอง บทเฉพาะกาล

มาตรา ๘๙

มาตรา ๘๙ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน งบประมาณ และรายได้ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ มาเป็นของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๙๐

มาตรา ๙๐ ให้โอนบรรดาข้าราชการ ลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และลูกจ้างของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ มาเป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่ามหาวิทยาลัยเป็นส่วนราชการ และให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการดังกล่าว ได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นผ่านมหาวิทยาลัย โดยเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดิน งบบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้างประจำ และเงินอื่นที่เกี่ยวข้อง และให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการมาใช้บังคับ แล้วแต่กรณี ในกรณีที่การนำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการมาใช้บังคับตามวรรคสองไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัตินี้หรือมีกรณีที่ไม่อาจนำมาใช้บังคับได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้การดำเนินการในส่วนที่ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัตินี้หรือในส่วนที่ไม่อาจนำมาใช้บังคับได้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๙๑

มาตรา ๙๑ ให้สภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ ทำหน้าที่สภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีสภามหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๙๒

มาตรา ๙๒ ให้สภาอาจารย์มหาวิทยาลัยและคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ ทำหน้าที่สภาบุคลากรหรือคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี จนกว่าจะมีสภาบุคลากรหรือคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๙๓

มาตรา ๙๓ ในวาระเริ่มแรก ให้ดำเนินการให้มีสภาวิชาการตามพระราชบัญญัตินี้ ภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาวิชาการ เรื่องที่ต้องเสนอให้สภาวิชาการพิจารณาให้นำเสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณาได้โดยตรง

มาตรา ๙๔

มาตรา ๙๔ ให้ส่วนราชการและส่วนงานภายในของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ และพระราชบัญญัติการบริหารส่วนงานภายในของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นส่วนงานของมหาวิทยาลัยไปพลางก่อน จนกว่าจะมีประกาศของมหาวิทยาลัยจัดตั้งส่วนงานตามมาตรา ๑๐ ให้สภามหาวิทยาลัยจัดให้มีการศึกษาเพื่อให้มีการจัดส่วนงานหรือปรับโครงสร้างใหม่ให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับภารกิจและวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๙๕

มาตรา ๙๕ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง หรือจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งตามวรรคสอง แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีเป็นข้าราชการของมหาวิทยาลัยต้องแสดงเจตนาเป็นหนังสือเพื่อเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่แสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ให้พ้นจากตำแหน่ง และให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้รักษาการแทนอธิการบดีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งอธิการบดีขึ้นใหม่ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามวรรคหนึ่งจะพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา ๙๖

มาตรา ๙๖ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ หัวหน้าภาควิชา หัวหน้าส่วนราชการภายใน และหัวหน้าส่วนงานภายในของมหาวิทยาลัยที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ หรือพระราชบัญญัติการบริหารส่วนงานภายในของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการออกประกาศของมหาวิทยาลัยจัดตั้งส่วนงานตามมาตรา ๙๔ หรือจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองและผู้ช่วยของผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งจะพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา ๙๗

มาตรา ๙๗ การนับวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง คณบดีตามมาตรา ๔๕ วรรคห้า ผู้อำนวยการตามมาตรา ๔๙ วรรคสาม และหัวหน้าส่วนงานที่สภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติและจัดตั้งขึ้นในมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นับรวมวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ หรือพระราชบัญญัติการบริหารส่วนงานภายในของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐ ด้วย

มาตรา ๙๘

มาตรา ๙๘ ให้คณะกรรมการประจำคณะ คณะกรรมการประจำวิทยาลัย และคณะกรรมการประจำสำนักตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ และพระราชบัญญัติการบริหารส่วนงานภายในของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐ ทำหน้าที่คณะกรรมการดังกล่าวต่อไปจนกว่าจะมีประกาศของมหาวิทยาลัยจัดตั้งส่วนงานตามมาตรา ๙๔ หรือจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน

มาตรา ๙๙

มาตรา ๙๙ ให้คณะกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระหรือจนกว่าสภามหาวิทยาลัยหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งจะมีมติหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน

มาตรา ๑๐๐

มาตรา ๑๐๐ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ ยังคงดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้ จนครบกำหนดเวลาที่ได้รับการแต่งตั้ง

มาตรา ๑๐๑

มาตรา ๑๐๑ ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำของส่วนราชการตามมาตรา ๙๐ ผู้ใด (๑) แสดงเจตนาเป็นหนังสือเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งผู้นั้นเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย แล้วแต่กรณี (๒) แสดงเจตนาเป็นหนังสือเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ภายหลังกำหนดเวลาตาม (๑) แต่ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อมหาวิทยาลัยได้ประเมินแล้วเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งผู้นั้นเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องทดลองปฏิบัติงาน (๓) แสดงเจตนาเป็นหนังสือเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ภายหลังกำหนดเวลาตาม (๒) ถ้ามหาวิทยาลัยเห็นว่าการรับผู้นั้นเข้าทำงานจะเป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยและมีอัตราที่จะบรรจุได้ ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยได้ การแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย และเมื่อได้ยื่นแสดงเจตนาแล้วจะถอนมิได้ ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำของส่วนราชการตามมาตรา ๙๐ ซึ่งมิได้รับการบรรจุเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงสถานะความเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำของส่วนราชการต่อไปตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการนั้น

มาตรา ๑๐๒

มาตรา ๑๐๒ ผู้ซึ่งมหาวิทยาลัยรับเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๙๕ และมาตรา ๑๐๑ ให้ได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าจ้าง สวัสดิการ และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นซึ่งคำนวณเป็นเงินได้โดยรวมทั้งหมด ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่ก่อนเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๐๓

มาตรา ๑๐๓ ข้าราชการซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๙๕ และมาตรา ๑๐๑ ให้ถือว่าเป็นการให้ออกจากราชการเพราะทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ นับแต่วันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ลูกจ้างประจำของส่วนราชการซึ่งมหาวิทยาลัยรับเข้าเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๑๐๑ ให้ถือว่าเป็นการออกจากงานเพราะทางราชการยุบตำแหน่ง และให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง ข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการอยู่แล้ว ให้มีสิทธิขอเป็นสมาชิกต่อไปได้แม้จะออกจากราชการตามวรรคหนึ่งแล้ว ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าเป็นข้าราชการบำนาญและมีสิทธิได้รับสวัสดิการจากทางราชการเช่นเดียวกับผู้ได้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะประกันตนด้วยความสมัครใจ ลูกจ้างประจำของส่วนราชการผู้ใดซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพสำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการซึ่งจดทะเบียนแล้ว หากได้เข้าเป็นลูกจ้างมหาวิทยาลัยและสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้น ถ้าผู้นั้นได้โอนเงินสะสม เงินสมทบ และเงินผลประโยชน์อื่นที่ได้รับจากกองทุนสํารองเลี้ยงชีพสำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการซึ่งจดทะเบียนแล้ว เข้ากองทุนสํารองเลี้ยงชีพที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้น ให้นับระยะเวลาการเป็นสมาชิกต่อเนื่องกันได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้น

มาตรา ๑๐๔

มาตรา ๑๐๔ สิทธิในการเข้าสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือตำแหน่งอื่นใดของข้าราชการหรือพนักงานมหาวิทยาลัยที่โอนมาตามมาตรา ๙๐ หรือเปลี่ยนสถานภาพตามมาตรา ๙๕ และมาตรา ๑๐๑ และสิทธิในการเลื่อนตำแหน่งของลูกจ้างที่มีอยู่เดิมไม่กระทบกระเทือนเพราะเหตุที่โอนมาหรือเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย

มาตรา ๑๐๕

มาตรา ๑๐๕ ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการและลูกจ้างประจำของมหาวิทยาลัยว่างลง ไม่ว่าจะว่างอยู่ก่อนหรือภายหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยุบเลิกตำแหน่งนั้นและให้โอนอัตราตำแหน่งและงบประมาณแผ่นดินประจำอัตรา รวมตลอดทั้งงบบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือนและค่าจ้างประจำ และเงินอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งตั้งไว้สำหรับตำแหน่งนั้น มาเป็นของมหาวิทยาลัยและให้ถือว่าการโอนงบประมาณดังกล่าวเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายโดยชอบตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ๑๐๖

มาตรา ๑๐๖ ให้ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในระหว่างที่ยังมิได้ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศ ตามวรรคหนึ่ง ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๓ รวมทั้งมติหรือคำสั่งที่ออกตามพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศดังกล่าวที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัตินี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการบริหารมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในกำกับของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ มีความคล่องตัวและมีธรรมาภิบาล สามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการปฏิรูปการอุดมศึกษา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

條文目次

接下來可以查