พระราชบัญญัติ วิทยาลัยครู พ.ศ. ๒๕๑๘ (ยกเลิก)
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นปีที่ ๓๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยวิทยาลัยครู จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. ๒๕๑๘”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “วิทยาลัยครู” หมายความว่า วิทยาลัยต่าง ๆ ที่ได้จัดตั้งขึ้นหรือยกฐานะขึ้นตามมาตรา ๖ “สภา” หมายความว่า สภาการฝึกหัดครู “อธิการ” หมายความว่า อธิการวิทยาลัยครู “รองอธิการ” หมายความว่า รองอธิการวิทยาลัยครู
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ให้วิทยาลัยครูเป็นสถาบันการศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการในสาขาวิชาต่าง ๆ ตามความต้องการของท้องถิ่นและผลิตครูถึงระดับปริญญาตรี ทำการวิจัย ส่งเสริมวิทยฐานะของครูบาอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและให้บริการทางวิชาการแก่สังคม
ให้วิทยาลัยครูเป็นส่วนราชการในกรมการฝึกหัดครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของวิทยาลัยครูร่วมกัน สภาอาจกำหนดให้วิทยาลัยครูหลายแห่งรวมกันเป็นกลุ่มวิทยาลัยครูได้ จำนวนกลุ่ม หลักเกณฑ์และวิธีการแบ่งกลุ่ม การเลือกอธิการเป็นประธานกลุ่ม วาระของการเป็นประธานกลุ่ม การดำเนินงานของกลุ่ม
และกิจการอื่น ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภา
มาตรา ๖ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเห็นสมควรจัดตั้งวิทยาลัยครูในท้องที่ใด หรือเห็นสมควรยกฐานะสถาบันฝึกหัดครูที่ได้ดำเนินการสอนอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นวิทยาลัยครูตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เสนอเรื่องต่อสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
การจัดตั้งวิทยาลัยครูหรือการยกฐานะสถาบันฝึกหัดครูตามวรรคแรกให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๗ วิทยาลัยครูแต่ละแห่งมีส่วนราชการดังนี้ (๑) สำนักงานอธิการ (๒) คณะวิชา (๓) หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ สำนักงานอธิการ อาจแบ่งเป็นฝ่ายหรือแผนก คณะวิชา อาจแบ่งเป็นภาควิชา หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการอาจแบ่งเป็นฝ่ายหรือแผนก
มาตรา ๘ การแบ่งส่วนราชการของวิทยาลัยครู การแบ่งเป็นฝ่ายหรือแผนกในสำนักงานอธิการหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ และการแบ่งเป็นภาควิชาในคณะวิชา หรือการยุบเลิกการแบ่งส่วนราชการหรือฝ่าย แผนกหรือภาควิชาดังกล่าวให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๘ ทวิ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ วิทยาลัยครูโดยความเห็นชอบของสภาอาจรับสถานศึกษาอื่นเข้าสมทบในวิทยาลัยครูได้ และมีอำนาจให้ปริญญาตรี
อนุปริญญาตรีหรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษานั้นได้และวิทยาลัยครูโดยความเห็นชอบของสภาอาจเข้าสมทบกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นได้ วิทยาลัยครูโดยความเห็นชอบของสภา มีอำนาจที่จะสั่งให้สถายศึกษาที่รับเข้าสททบพ้นจากการสมทบในวิทยาลัยครู
หรือให้วิทยาลัยครูพ้นจากการสมทบกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นเมื่อใดก็ได้ การรับเข้าสมทบ การเข้าสมทบ หรือการเลิกการสมทบตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา การควบคุมสถานศึกษาที่รับเข้าสมทบในวทยาลัยครูนั้น ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภา
มาตรา ๙ ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรเงินงบประมาณให้แก่กรมการฝึกหัดครูตามที่เห็นสมควรเพื่อดำเนินกิจการวิทยาลัยครู ทั้งนี้ โดยแยกเป็นพิเศษจากงบประมาณเพื่อการอื่นของกรมการฝึกหัดครู เงินงบประมาณ เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ รวมทั้งทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่กรมการฝึกหัดครูเพื่อกิจการวิทยาลัยครูแห่งใด
ให้กรมการฝึกหัดครูจัดสรรเพื่อประโยชน์และวัตถุประสงค์ของวิทยาลัยครูแห่งนั้น รายได้ที่กรมการฝึกหัดครูได้รับจากกิจการวิทยาลัยครูแต่ละแห่งไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา ๑๐ ให้มีสภาการฝึกหัดครู ประกอบด้วย (๑) นายกสภา ได้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (๒) อุปนายกสภา ได้แก่ อธิบดีกรมการฝึกหัดครู (๓) กรรมการสภาโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการ อธิบดีกรมสามัญศึกษา อธิบดีกรมอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย (๔) กรรมการสภาซึ่งเป็นประธานกลุ่มวิทยาลัยครู (๕) กรรมการสภา ซึ่งได้เลือกตั้งจากคณาจารย์ประจำของแต่ละกลุ่มวิทยาลัยครู จำนวนกลุ่มวิทยาลัยครูละหนึ่งคน (๖) กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอก โดยคำแนะนำของนายกสภา อุปนายกสภาและกรรมการสภาตาม (๓) (๔) และ (๕) มีจำนวนไม่เกินกรรมการตาม (๓) ให้รองอธิบดีกรมการฝึกหัดครูเป็นเลขานุการสภา ในกรณีที่มีรองอธิบดีหลายคน ให้รองอธิบดีผู้ที่อธิบดีมอบหมายเป็นเลขานุการสภา
และให้ผู้อำนวยการกองกองการฝึกหัดครู กรมการฝึกหัดครูเป็นผู้ช่วยเลขานุการสภา ให้กรมการฝึกหัดครูทำหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของสภา
มาตรา ๑๑ การเลือกตั้งกรรมการสภาตามมาตรา ๑๐ (๕) ให้บรรดาคณาจารย์ประจำของแต่ละกลุ่มวิทยาลัยครูเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้วกรรมการสภาตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดเป็นข้อบังคับของสภา ให้กรรมการสภาตามมาตรา ๑๐ (๕) ดำรงตำแหน่งสองปี แต่อาจได้รับเลือกตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
มาตรา ๑๒ ให้กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งสองปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ ในกรณีที่กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว หรือในกรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการสภาซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
มาตรา ๑๓ สภามีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของวิทยาลัยครู และมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (๑) ออกข้อบังคับและวางระเบียบของวิทยาลัยครู ตลอดจนกำหนดคุณสมบัติและฟื้นความรู้ของผู้มีสิทธิเข้าศึกษาในวิทยาลัยครู และวางระเบียบการบริหารภายในวิทยาลัยครู (๒) อนุมัติหลักสูตรต่าง ๆ (๓)
ส่งเสริมการศึกษาอบรมและการวิจัยของวิทยาลัยครูให้เจริญยิ่งขึ้น (๔) อนุมัติการให้ปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตร (๕) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษา การฝึกหัดครู และปัญหาทางการศึกษาอื่น ๆ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการหารือ (๖) พิจารณาจัดตั้ง ยุบ รวมและเลิกคณะวิชา
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ และภาควิชา (๗) พิจารณาการแต่งตั้ง โยกย้าย และถอดถอนอธิการ รองอธิการ หัวหน้าสำนักงานอธิการ รองหัวหน้าสำนักงานอธิการ หัวหน้าคณะวิชา รองหัวหัวหน้าคณะวิชา หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ
รองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ หัวหน้าภาควิชา รองหัวหน้าภาควิชา ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ (๘) วางระเบียบเกี่ยวกับการจัดทำและการพิจารณางบประมาณ การเงิน และทรัพย์สินของวิทยาลัยครู (๙)
แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมให้คำแนะนำหรือดำเนินกิจการของวิทยาลัยครู (๑๐) พิจารณาการรับสถานศึกษาอื่นเข้าสมทบในวิทยาลัยครู การให้สถานศึกษาที่รับเข้าสมทบพ้นจากการสมทบในวิทยาลัยครู และการเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบของวิทยาลัยครูกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น (๑๑)
กำหนดเครื่องหมายของสภาและเครื่องหมายของวิทยาลัยครู
มาตรา ๑๔ ให้นายกสภาเป็นผู้เรียกประชุมสภา ถ้ากรรมการสภาตั้งแต่สามคนขึ้นไปร้องขอให้สภาประชุมเพื่อกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้นายกสภาเรียกประชุม ในการประชุม ต้องมีกรรมการสภามาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ให้นายกสภาเป็นประธานในที่ประชุม
ในกรณีที่นายกสภาไม่อาจมาประชุมได้ ให้อุปนายกสภาเป็นประธาน ในกรณีที่นายกสภาและอุปนายกสภาไม่อาจมาประชุมได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการสภาคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
มาตรา ๑๕ การลงมติให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๖ วิทยาลัยครูแต่ละแห่งให้มีอธิการคนหนึ่ง เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบในการบริหารงานของวิทยาลัยครู และจะให้มีรองอธิการคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการจะมอบหมาย อธิการนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาและให้ดำรงตำแหน่งสี่ปี
แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้ การถอดถอนอธิการก่อนครบวาระต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงถอดถอน รองอธิการนั้นให้สภาแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการจากคณาจารย์ประจำของวิทยาลัยครู และให้ดำรงตำแหน่งชั่วระยะเวลาที่อธิการนั้นดำรงตำแหน่งอยู่
เว้นแต่จะได้มีการถอดถอนในระยะเวลาดังกล่าว
มาตรา ๑๗ อธิการและรองอธิการต้องได้รับปริญญาจากวิทยาลัยครูหรือได้รับปริญญาหรือเทียบเท่าในวิชาที่มีการสอนในวิทยาลัยครูจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอื่นหรือสถาบันศึกษาชั้นสูงอื่นที่สภารับรอง
มาตรา ๑๘ ในกรณีที่อธิการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองอธิการเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองอธิการหลายคนให้รองอธิการที่อธิการมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอธิการไม่ได้มอบหมาย ให้รองอธิการที่มีอาวุโสเป็นผู้รักษาการแทน ในกรณีที่ตำแหน่งอธิการว่างลงหรือกรณีที่อธิการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
และไม่มีรองอธิการหรือรองอธิการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้หัวหน้าสำนักงานอธิการเป็นผู้รักษาการแทน ให้ผู้รักษาการแทนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการเป็นกรรมการหรือให้มีอำนานหน้าที่อย่างใด
ให้ผู้รักษาการแทนทำหน้าที่กรรมการหรือมีผู้อำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาการแทนด้วย
มาตรา ๑๙ ในวิทยาลัยครูแต่ละแห่งให้มีคณะกรรมการประจำวิทยาลัยครูประกอบด้วย (๑) ประธานกรรมการ ได้แก่ อธิการ (๒) รองประธานกรรมการ ได้แก่ รองอธิการ ในกรณีที่มีรองอธิการหลายคน ให้สภาแต่งตั้งรองอธิการคนหนึ่งเป็นรองประธานกรรมการโดยคำแนะนำของประธานกรรมการ ส่วนรองอธิการอื่นให้เป็นกรรมการ (๔)
กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ หัวหน้าสำนักงานอธิการ หัวหน้าคณะวิชาและหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ (๕) กรรมการ ซึ่งจะได้เลือกตั้งจากคณาจารย์ประจำในวิทยาลัยครูจำนวนเท่ากับกรรมการตาม (๓) (๖) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึ่งสภาแต่งตั้งจากบุคคลภายนอกโดยคำแนะนำของประธานกรรมการและกรรมการตาม (๒) กรรมการตาม (๔) และ (๕) ให้ดำรงตำแหน่งสองปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ ในกรณีกรรมการตาม (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระและได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว หรือในกรณีที่เลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการตาม (๔)
และ (๕) เพิ่มขึ้นในระหว่างที่คณะกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งไว้แล้ว ให้หัวหน้าสำนักงานอธิการเป็นเลขานุการคณะกรรมการประจำวิทยาลัยครู
มาตรา ๒๐ การเลือกตั้งกรรมการประจำวิทยาลัยครูตามมาตรา ๑๙ (๔) ให้บรรดาคณาจารย์ประจำในวิทยาลัยครูเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดเป็นข้อบังคับของสภา
มาตรา ๒๑ คณะกรรมการประจำวิทยาลัยครูตามมาตรา ๑๙ มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้ (๑) วางระเบียนของวิทยาลัยครูด้วยความเห็นชอบของสภา (๒) พิจารณากำหนดหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรเพื่อเสนอต่อสภา (๓) จัดการวัดผลการศึกษา (๔) รับปรึกษาและให้ความเห็นแก่อธิการ (๕)
จัดทำงบประมาณประจำปีเสนอกรรมการฝึกหัดครูโดยได้รับความเห็นชอบจากสภา (๖) จัดทำรายงานแสดงผลงานและการรับจ่ายเงินในรอบปี
มาตรา ๒๒ ในการประชุมคณะกรรมการประจำวิทยาลัยครูตามมาตรา ๑๙ ให้นำมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๓ ในสำนักงานอธิการ ให้มีหัวหน้าสำนักงานอธิการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ ในคณะวิชา ให้มีหัวหน้าคณะวิชาคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ ในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ ให้มีหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการคนหนึ่ง เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ
ในภาควิชา ให้มีหัวหน้าภาควิชาคนหนึ่ง เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ และจะให้มีรองหัวหน้าสำนักงานอธิการ รองหัวหน้าคณะวิชา รองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ หรือรองหัวหน้าภาควิชา แล้วแต่กรณี คนหนึ่งหนึ่งหรือหลายคนทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยก็ได้ หัวหน้าสำนักงานอธิการ
รองหัวหน้าสำนักงานอธิการ ให้สภาแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำวิทยาลัยครูและถอดถอนโดยคำแนะนำของอธิการ หัวหน้าคณะวิชา รองหัวหน้าคณะวิชา หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่อย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ รองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อส่งเสริมวิชาการ หัวหน้าภาควิชาและรองหัวหน้าภาควิชา
ให้สภาแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำวิทยาลัยครู โดยคำแนะนำของอธิการและให้อยู่ในตำแหน่งสี่ปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
มาตรา ๒๔ คณาจารย์ในวิทยาลัยครู มีดังนี้ (๑) ศาสตราจารย์ซึ่งอาจเป็นศาสตราจารย์ประจำหรือศาสตราจารย์พิเศษ (๒) รองศาสตราจารย์ (๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (๔) อาจารย์ซึ่งอาจเป็นอาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษ การเข้าดำรงตำแหน่งทางวิชาการของศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบราชการครู
มาตรา ๒๕ ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งมิได้เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญของวิทยาลัยครู
มาตรา ๒๖ ศาสตราจารย์ประจำซึ่งพ้นตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด ให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ
มาตรา ๒๗ (ยกเลิก)
มาตรา ๒๘ (ยกเลิก)
มาตรา ๒๙ (ยกเลิก)
มาตรา ๓๐ อาจารย์ประจำต้องมีคุณวุฒิได้ปริญญาตรีจากวิทยาลัยครู หรือได้ปริญญาหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภารับรอว หรือเป็นผู้มีความชำนาญในสาขาวิชาที่มีการสอนในวิทยาลัยครู อาจารย์พิเศษนั้น
อธิการจะได้แต่งตั้งขึ้นแต่ละปีการศึกษาตามความเห็นชอบของสภาจากบุคคลซึ่งมีคุณวุฒิเช่นเดียวกับอาจารย์ประจำ
หมวด ๓ ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
มาตรา ๓๑ สภามีอำนาจให้ปริญญาตรีในสาขาวิชาที่มีการสอนในวิทยาลัยครู ปริญญาในสาขาวิชาใดจะเรียกชื่ออย่างใด จะใช้อักษรย่อสำหรับปริญญาในสาขาวิชานั้นอย่างใด และจะระบุชื่อวิชาเอกในวงเล็บต่อท้ายอย่างใด ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๓๒ สภาอาจออกข้อบังคับกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาได้รับปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือปริญญาเกียรตินิยมอันดับสองได้
มาตรา ๓๓ สภาอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มี อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรได้ดังนี้ (๑) อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาใดที่ยังไม่ถึงขั้นปริญญา (๒) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา
มาตรา ๓๔ สภามีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภาเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในกรรมการสภาหรือกรรมการประจำวิทยาลัยครูในวาระนั้นไม่ได้
มาตรา ๓๕ สภาจะจัดให้มีครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยาฐานะของผู้ได้ปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตรก็ได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะ จะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใด
ให้เป็นไปตามที่สภากำหนด
มาตรา ๓๖ สภาอาจออกข้อบังคับเกี่ยวกับเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาในวิทยาลัยครูได้ โดยประกาศในราชกิจจาบุเบกษา
มาตรา ๓๖ ทวิ สภาอาจกำหนดให้มีเครื่องหมายของสภาและเครื่องหมายของวิทยาลัยครู โดยทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓๗ ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ เครื่องแบบ เครื่องหมาย เครื่องแต่งกายนักศึกษาของวิทยาลัยครู เครื่องหมายของสภา หรือเครื่องหมายของวิทยาลัยครูโดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใดๆ ว่าตนมีปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของวิทยาลัยครูโดยที่ตนไม่มี
ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๓๘ ในระหว่างที่ยังมิได้ทรงพระกรุฯโปรดเกล้าญ แต่งตั้งอธิการ และกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สภาประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา ๑๐ (๑) (๒) (๓) และผู้อำนวยการสถาบันฝึกหัดครูที่เริ่มเปิดสอนระดับปริญญาเป็นกรรมการสภา ให้รองอธิบดีกรมการฝึกหัดครูฝ่ายวิชาการ
เป็นเลขานุการสภาและให้หัวหน้ากองการฝึกหัดครูเป็นผู้ช่วยเลขานุการสภา
มาตรา ๓๙ การจัดการศึกษา และหลักสูตรต่าง ๆ ของสถาบันฝึกหัดครูที่ได้ดำเนินหรือมีอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือเป็นการจัดการศึกษา และหลักสูตรของสภาตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายขยายและปรับปรุงการศึกษาทุกระดับให้กว้างขวางและมีคุณภาพดียิ่งขึ้น ในการนี้จะต้องผลิตครูระดับสูงเพื่อสนองนโยบายดังกล่าว
ประกอบกับในปัจจุบันปรากฎว่าวิทยาลัยครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้เจริญก้าวหน้าขึ้นถึงขั้นที่สามารถดำเนินการเปิดสอนถึงระดับปริญญาได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๗
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๑๕ ให้กรรมการสภาการฝึกหัดครูซึ่งได้เลือกตั้งหรือแต่งตั้งตามมาตรา ๑๐ (๔) (๕) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการสภาการฝึกหัดครูตามมาตรา ๑๐ (๔) (๕) และ
(๖) แห่งพราะราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๑๖ ให้คณะกรรมการประจำวิทยาลัยครูซึ่งอยู่ในตำแหน่งในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการประจำวิทยาลัยครูตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ เสร็จสิ้น
แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๑๗ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายขยายการศึกษาในระดับประถมศึกษาทำให้เกิดความต้องการครูเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเกิดภาวะการขาดแคลนครูที่จะไปสอนในโรงเรียนประถมศึกษาดังกล่าว
รัฐบาลจึงได้ขยายการฝึกหัดครูเพื่อผลิตครูออกไปสอนในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้เพียงพอกับความต้องการในขณะนั้น ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้จัดตั้งวิทยาลัยครูขึ้นรวมทั้งสิ้น ๓๖ แห่งทั่วประเทศ แต่ในปัจจุบันความต้องการครูลดลงจึงต้องลงปริมาณการผลิตครูลง
แต่เนื่องจากทรัพยากรของวิทยาลัยครูสังกัดกรมการฝึกหัดครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรทางด้านบุคลากร ซึ่งมีอาจารย์ในระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี รวมทั้งสิ้นกว่าหกพันคน รวมทั้งยังมีอาคารเรียน และอาคารประกอบการเรียนต่างๆ พร้อมทั้งบริเวณสถานที่กว้างขวาง
สมควรที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในด้านวิชาการต่างๆ แก่เยาวชนในท้องถิ่นนอกเหนือจากกการศึกษาในสาขาวิชาชีพครู นอกจากนั้นยังสมควรแก้ไขบทบัญญัติต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถใช้วิทยาลัยครูให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).