พระราชบัญญัติทางหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๒ (ยกเลิก)
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐) อาทิตย์ทิพอาภา พล.อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ตราไว้ ณ วันที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๒ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรปรับปรุงกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับทางหลวง ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนําและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
ข้อความเบื้องต้น
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติทางหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๒”
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกบรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “ทางหลวง” หมายความว่า ทางหรือถนน ซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์การจราจรสาธารณทางบก นอกจากทางรถไฟและให้หมายความรวมถึงที่ดิน พืชพันธุ์ไม้ทุกชนิด สะพาน ท่อ หรือรางระบายน้ำ อุโมงค์ ร่องน้ำ กำแพงกันดิน เขื่อน รั้วเขต หลักเขต หลักระยะ ป้ายจราจร เรือสำหรับขนส่ง รถข้ามฟาก
ท่าเรือสำหรับขึ้นลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทาง บรรดาที่ได้จัดไว้ในขอบเขตที่ดินทางหลวง และเพื่อประโยชน์แก่งานทางหลวงนั้นด้วย “งานทาง” หมายความว่า กิจการใดที่ทำเพื่อ หรือเนื่องในการสำรวจการก่อสร้าง การขยาย การบูรณะให้ดีขึ้น หรือการบำรุงรักษาทางหลวง “รัฐมนตรี” หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้อำนวยการทางหลวง” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีหน้าที่ หรือได้รับแต่งตั้งให้ควบคุมงานทางตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๖ ให้กรมทางหลวงแผ่นดินเป็นเจ้าหน้าที่กำกับตรวจตราทางหลวงและงานทางในราชอาณาจักร ให้อธิบดีกรมทางหลวงแผ่นดินเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมตรวจตรายานพาหนะที่เดินบนทางหลวง และการจราจรในทางหลวงนอกเขตเทศบาล ให้เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับการนั้น ในการควบคุม ตรวจตรายานพาหนะ และการจราจรตามความในวรรคก่อน
ให้อธิบดีกรมทางหลวงแผ่นดินและเจ้าพนักงานที่ได้รับแต่งตั้ง มีอำนาจหน้าที่อย่างเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับการนั้น เว้นแต่อำนาจเปรียบเทียบ การแต่งตั้งเจ้าพนักงานตามความในมาตรานี้ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๗ ให้แบ่งทางหลวงออกเป็น ๕ ประเภท คือ ๑. ทางหลวงแผ่นดิน ๒. ทางหลวงจังหวัด ๓. ทางหลวงชนบท ๔. ทางหลวงเทศบาล ๕. ทางหลวงสัมปทาน
มาตรา ๘ ทางหลวงแผ่นดิน คือ ทางหลวงสายประธานที่เชื่อมต่อนคร เมือง สถานที่ราชการ ท่าเรือทะเล ปูชนียสถาน หรือตำบลเขตแดนอันเป็นที่สำคัญของประเทศ ซึ่งกรมโยธาเทศบาลเป็นเจ้าหน้าที่สร้าง บูรณะและบำรุงรักษา หรือมอบให้จังหวัดบำรุงรักษาแทน
มาตรา ๙ ทางหลวงจังหวัด คือ ทางหลวงที่เชื่อมต่อนคร เมือง ที่ตั้งอำเภอ เทศบาล ด่านภาษี สถานีรถไฟ ท่าเรือ ปูชนียสถาน ตำบลเขตแดน หรือท้องถิ่นอันได้ขยายอาชีพขึ้นใหม่ ซึ่งจังหวัดได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สร้าง บูรณะ และบำรุงรักษา เว้นแต่ทางหลวงแผ่นดินซึ่งจังหวัดบำรุงรักษาแทนกรมโยธาเทศบาล
มาตรา ๑๐ ทางหลวงชนบท คือ ทางหลวงในท้องถิ่นซึ่งอำเภอได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สร้าง บูรณะ และบำรุงรักษา
มาตรา ๑๑ ทางหลวงเทศบาล คือ ทางหลวงในเขตเทศบาลซึ่งเทศบาลเป็นผู้สร้าง บูรณะ และบำรุงรักษา
มาตรา ๑๒ ทางหลวงสัมปทาน คือ ทางหลวงที่รัฐบาลได้ให้สัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ได้รับสัมปทาน
มาตรา ๑๓ ทางหลวงประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวมาในมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ให้ลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐานดังต่อไปนี้ ๑. ทางหลวงแผ่นดิน อธิบดีกรมโยธาเทศบาลเป็นผู้จัด ให้ลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐานที่กรมโยธาเทศบาล โดยอนุมัติกระทรวงมหาดไทย ๒. ทางหลวงจังหวัด ข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นผู้จัดให้ลงทะเบียนไว้ ณ
ศาลากลางจังหวัดโดยอนุมัติอธิบดีกรมโยธาเทศบาล ๓. ทางหลวงชนบท นายอำเภอเป็นผู้จัดให้ลงทะเบียนไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอโดยอนุมัติอธิบดีกรมโยธาเทศบาล ๔. ทางหลวงเทศบาล นายกเทศมนตรีเป็นผู้จัดให้ลงทะเบียนไว้ ณ ที่สำนักงานเทศบาลแห่งท้องถิ่นนั้น โดยอนุมัติอธิบดีกรมโยธาเทศบาล
มาตรา ๑๔ ถ้ามีปัญหาว่าทางหลวงสายใดเป็นทางหลวงประเภทใด ให้รัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา ๑๕ ทางที่เอกชนสร้างนั้น อาจร้องขอให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวมาในมาตรา ๑๓ ลงทะเบียนเป็นทางหลวงก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะไม่รับลงทะเบียนให้ หรือจะรับลงทะเบียนให้ โดยกำหนดเงื่อนไขอย่างใด ๆ ก็ได้ เงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่จะกำหนดตามความในวรรคก่อน ต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติตามความในมาตรา ๑๓
มาตรา ๑๖ ทางหลวงประเภทต่าง ๆ ซึ่งได้ลงทะเบียนไว้แล้วนั้น อธิบดีกรมโยธาเทศบาลจะสั่งเลื่อนขึ้นเป็นทางหลวงประเภทซึ่งอยู่ในลำดับสูงกว่า หรือลดชั้นลงเป็นทางหลวงประเภทซึ่งอยู่ในลำดับต่ำกว่า ดังกำหนดไว้ในมาตรา ๗ ก็ได้ เว้นแต่การเลื่อนทางหลวงประเภทอื่นขึ้นเป็นทางหลวงแผ่นดิน
หรือลดชั้นทางหลวงแผ่นดินลงเป็นทางหลวงซึ่งอยู่ในลำดับต่ำกว่านั้น จะทำได้ก็แต่โดยอนุมัติกระทรวงมหาดไทย เมื่อได้สั่งเปลี่ยนประเภททางหลวงตามความในวรรคก่อนให้จัดแก้ทะเบียนเสียให้ถูกต้อง
มาตรา ๑๗ รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งผู้อํานวยการทางหลวง การแต่งตั้งนั้น จะจํากัดให้เป็นผู้อํานวยการทางหลวงเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือเฉพาะท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง หรือเฉพาะสายใดสายหนึ่งก็ได้
มาตรา ๑๘ ถ้ารัฐมนตรียังมิได้แต่งตั้งผู้อํานวยการทางหลวงไว้ตามความในมาตรา ๑๗ ให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวต่อไปนี้ เป็นผู้อํานวยการทางหลวงโดยตำแหน่ง ๑. อธิบดีกรมโยธาเทศบาล เป็นผู้อํานวยการทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทานทั่วราชอาณาจักร ๒. ข้าหลวงประจำจังหวัด เป็นผู้อํานวยการทางหลวงจังหวัดในเขตจังหวัด ๓.
นายอำเภอ เป็นผู้อำนวยการทางหลวงชนบทในเขตอำเภอ ๔. นายกเทศมนตรี เป็นผู้อํานวยการทางหลวงเทศบาลในเขตเทศบาล
มาตรา ๑๙ เพื่อบําบัดปัดป้องภยันตรายซึ่งจะมีมาเป็นสาธารณะโดยฉุกเฉิน อธิบดีกรมโยธาเทศบาลมีอำนาจที่จะเข้าครอบครองทางหลวงที่ได้รับสัมปทาน ในกรณีเช่นนั้น สิทธิและอำนาจบังคับบัญชาของผู้รับสัมปทานให้ตกมาอยู่กับอธิบดีกรมโยธาเทศบาลทั้งหมด จนกว่าภยันตรายนั้นจะหมดไป
มาตรา ๒๐ ทางหลวง วัตถุ เครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องอุปกรณ์สำหรับใช้งานทาง เป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
มาตรา ๒๑ อธิบดีกรมโยธาเทศบาลมีอำนาจที่จะกำหนดมาตรฐานและลักษณะต่าง ๆ ของทางหลวงและงานทางเช่นระยะเขตทางหลวง ส่วนกว้างทางจราจรสำหรับรถและคน อัตราลาด ส่วนโค้งของทาง ที่จอดรถ ระยะแนวต้นไม้ และเสาพาดสายต่าง ๆ ระดับ สัมพันธ์ของพื้นดิน วัตถุ ประกอบพื้นทาง ลักษณะทางแยก ลักษณะช่องระบายน้ำ
และอุปกรณ์งานทางอื่น ๆ โดยทำเป็นข้อบังคับไว้ ณ สำนักงานของกรมโยธาเทศบาล และส่งมอบสำเนาไว้ประจำสำนักงานผู้อำนวยการทางหลวง ข้อบังคับดังกล่าวในวรรคก่อน ให้ถือปฏิบัติตามในงานทางเสมอไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติอธิบดีกรมโยธาเทศบาลเป็นอย่างอื่น
มาตรา ๒๒ นอกจากทางหลวงสัมปทาน การสร้างทางหลวงประเภทใด ๆ ขึ้นใหม่ หรือขยายเขตทางหลวง ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้อํานวยการทางหลวงประเภทนั้น ๆ ที่ จะทำได้โดยอนุมัติอธิบดีกรมโยธาเทศบาล เว้นแต่การสร้างหรือขยายเขตทางหลวงแผ่นดินจะต้องได้รับอนุมัติกระทรวงมหาดไทย
มาตรา ๒๓ เมื่อมีความจําเป็นเพื่อประโยชน์แก่งานทาง ผู้อํานวยการทางหลวงมีอำนาจที่จะปิดทางจราจรในทางหลวงนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้และจะวางระเบียบปฏิบัติสำหรับให้เจ้าพนักงานปิดทางจราจรเป็นครั้งคราวเพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อประโยชน์ของงานทางก็ได้
มาตรา ๒๔ เมื่อมีความจําเป็นเพื่อประโยชน์แก่งานทาง ผู้อํานวยการทางหลวงมีอำนาจที่จะใช้พื้นดินซึ่ง ณ ที่นั้นปราศจากสิ่งก่อสร้างของบุคคลใด ๆ ริมทางหลวงเป็นการชั่วคราวเท่าที่จําเป็นแก่การทำงานทางนั้น แต่จะต้องแจ้งให้เจ้าของที่ดิน
หรือผู้ครอบครองที่ดินที่ต้องใช้นั้นทราบล่วงหน้าแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าการใช้ที่ดินนั้นทำให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินเสียหาย ให้ผู้อํานวยการทางหลวงกำหนดค่าเสียหายชดเชยให้ตามสมควร ถ้ามีการโต้แย้งจำนวนเงินอันจะพึงใช้เป็นค่าเสียหาย
ให้ผู้อํานวยการทางหลวงเสนอเพื่อให้คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีได้ตั้งขึ้นเป็นผู้วินิจฉัย คําวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรานี้ คณะหนึ่งให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน ในกรณีที่มีการโต้แย้งว่า การใช้ที่ดินตามความในวรรคต้นได้ก่อให้เกิดการเสียหายหรือไม่
ให้นําความในวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๕ ผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจที่จะทำงานทางผ่านทับ หรือลอดทางน้ำ หรือทางรถไฟ เมื่อได้แจ้งความประสงค์และให้ส่งสำเนาแบบก่อสร้างล่วงหน้าต่อผู้ควบคุมการรถไฟ หรือทางน้ำนั้น ๆ ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
มาตรา ๒๖ ผู้อํานวยการทางหลวงมีอำนาจที่จะทำหรือ แก้ทางระบายน้ำที่ไหลผ่านทางหลวงในเขตที่ดินภายในระยะ ๒๐๐ เมตรจากขอบแนวทางหลวง โดยแจ้งให้เจ้าของที่ดินทราบ และให้ส่งสำเนาแบบก่อสร้างต่อเจ้าของที่แล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ถ้าในการนั้นเจ้าของที่ดินได้รับความเสียหาย
ให้ผู้อํานวยการทางหลวงคิดค่าเสียหายชดเชยให้ตามสมควร ถ้าไม่เป็นการตกลงกันได้ ให้นําความในมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๗ เพื่อบําบัดปัดป้องภยันตราย ซึ่งจะมีมาเป็นสาธารณโดยฉุกเฉิน ผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจที่จะใช้วัตถุในที่ดินภายในบริเวณที่เกิด หรือใกล้เคียงกับภยันตรายเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ของงานทาง และมีอำนาจที่จะเกณฑ์จ้างราษฎรตลอดจนเครื่องมือ เครื่องจักร ยานพาหนะ สัตว์
และอุปกรณ์บรรดาที่เป็นประโยชน์แก่งานทางตามอัตราจ้างและวิธีการซึ่งจะได้กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา การใช้วัตถุในที่ดินเพื่อประโยชน์ของงานทางนั้น ให้ผู้อำนวยการทางหลวงคิดค่าเสียหายชดเชยให้แก่เจ้าของวัตถุหรือเจ้าของที่ดิน แล้วแต่กรณี ตามจำนวนที่เห็นสมควร ถ้าไม่เป็นการตกลงกันได้ ให้นำความในมาตรา ๒๔
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๘ บุคคลใดประสงค์จะปลูกสร้างสิ่งใด ๆ ในเขตทางหลวงเป็นการชั่วคราวหรือเป็นการถาวร ให้ขออนุญาตต่อผู้อำนวยการทางหลวง แต่ผู้อำนวยการทางหลวงจะอนุญาตให้บุคคลใดกระทำการเช่นนั้นได้ต่อเมื่อการกระทำนั้นไม่กีดกั้นขัดขวางการจราจรตามปกติ
และไม่ขัดแย้งกับกำหนดมาตรฐานตามข้อบังคับของอธิบดีกรมโยธาเทศบาลซึ่งออกตามมาตรา ๒๑ การอนุญาตซึ่งได้ให้ตามมาตรานี้ ผู้อํานวยการทางหลวงจะเพิกถอนเสียก็ได้ เมื่อปรากฏว่าผู้รับอนุญาตได้กระทำการใด ๆ ผิดต่อเงื่อนไขที่กำหนดเมื่อให้อนุญาต หรือกระทำการใด ๆ ให้เป็นที่เสียหายต่อทางหลวง
มาตรา ๒๙ ผู้ได้รับสัมปทานการสาธารณูปโภค เมื่อมีการจำเป็นต้องปักเสาพาดสายหรือวางท่อในเขตทางหลวง ให้ขออนุญาตและทำความตกลงกับผู้อำนวยการทางหลวงเสียก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะทำการนั้น ๆ ได้ ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ในเหตุลักษณะของงาน หรือในเรื่องเงินค่าเช่า ให้เสนอรัฐมนตรีขาด
คําชี้ขาดของรัฐมนตรีให้ถือเป็นที่สุด
มาตรา ๓๐ ผู้ใดประสงค์จะทำทางในเขตทางหลวงเพื่อเชื่อมกับที่ดินริมเขตทางหลวง ให้ขออนุญาตต่อผู้อำนวยการทางหลวง แต่ผู้อํานวยการทางหลวงจะอนุญาตให้ผู้นั้นทำทางได้ เมื่อการทำทางนั้นไม่ขัดต่อข้อบังคับที่อธิบดีกรมโยธาเทศบาลได้กำหนดไว้ตามมาตรา ๒๑
มาตรา ๓๑ ห้ามมิให้ผู้ใดกีดกันหรือเปลี่ยนทางน้ำซึ่งไหลผ่านทางหลวงในเขตที่ดินภายในระยะ ๕๐๐ เมตรจากแนวกลางทางหลวง หรือทางน้ำซึ่งติดต่อกับเขตทางหลวงเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการทางหลวงเป็นหนังสือ
มาตรา ๓๒ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ยานพาหนะในทางหลวงซึ่งยังมิได้เปิดอนุญาตให้ใช้เป็นทางสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ควบคุมการสร้างทางนั้น หรือผู้รับสัมปทาน แล้วแต่กรณี
มาตรา ๓๓ เพื่อรักษาทางหลวง ผู้อำนวยการทางหลวงโดยอนุมัติอธิบดีกรมทางหลวงแผ่นดิน มีอำนาจที่จะประกาศห้ามไม่ให้ใช้ยานพาหนะบนทางหลวง โดยที่ยานพาหนะนั้น ๆ มีน้ำหนักรวมทั้งน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่ได้กำหนด หรือยานพาหนะชนิดใด ๆ อันอาจจะทำให้ทางหลวงเสียหายได้
มาตรา ๓๔ เจ้าของที่ดิน หรือผู้ครอบครองที่ดินอันอยู่ริมทางหลวงมีหน้าที่ต้องรักษาต้นไม้ เหมืองฝาย และอาคารอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในครอบครองของตน มิให้กีดขวางต่อทางจราจรหรือทำความเสียหายต่อทางหลวงนั้น
ถ้าผู้อำนวยการทางหลวงหรือเจ้าพนักงานที่ผู้อำนวยการทางหลวงแต่งตั้งไว้ให้ดูแลทางหลวงตักเตือนเป็นหนังสือให้เจ้าของที่ดินหรือผู้ปกครองที่ดินดังกล่าวแล้วแก้ไขสิ่งบกพร่องแล้ว ไม่จัดการให้เรียบร้อยภายในเวลาเจ็ดวัน นับแต่วันรับคําตักเตือน อํานวยการทางหลวงหรือเจ้าพนักงานนั้น ๆ
มีอำนาจที่จะเข้าจัดการแก้ไขเสียเอง แล้วคิดค่าใช้จ่ายเอาจากเจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้น
มาตรา ๓๕ รัฐมนตรีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือมีอายุฉบับละไม่เกินหนึ่งปี ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือบุคคลที่สมควรเก็บค่าใช้ท่าเรือ หรือค่าเรือสำหรับขนส่งรถข้ามฟาก หรือใช้อาคารในทางหลวงแห่งใดซึ่งได้จัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแก่การจราจร
หมวด ๔ การขยายและสงวนเขตทางหลวง
มาตรา ๓๖ ทางหลวงสายใดทั้งสาย หรือแต่บางส่วนยังไม่มีเขตทางปรากฏแน่ชัด หรือไม่ได้ขนาดมาตรฐาน ซึ่งอธิบดีกรมทางหลวงแผ่นดินได้ออกข้อบังคับกำหนดไว้ตาม มาตรา ๒๑ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดเขตทางและกำหนดเขตสงวนสองข้างทางไว้เพื่อขยายทางได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้าผู้ใดจะปลูกสร้างสิ่งใด ๆ
ภายในเขตดังกล่าวในวรรคก่อน ให้ขออนุญาตต่อผู้อำนวยการทางหลวง เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะทำได้ แต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทำขวัญหากได้มีการสร้างหรือขยายทางหลวง รัฐมนตรีอาจเพิกถอนประกาศกำหนดเขตทาง หรือกำหนดเขตสงวนตามมาตรานี้ทั้งหมดหรือบางส่วน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓๗ รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะสงวนที่ดินรกร้างว่างเปล่า และไม่มีผู้ครอบครองไว้เพื่อประโยชน์งานทาง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศไปแล้วไม่มีผู้ใดแย้งสิทธิ ให้ถือว่าที่ดินนั้นตกอยู่ในความคุ้มครองของผู้อำนวยการทางหลวง และห้ามผู้ใดเข้าครอบครอง หักร้าง จัดทำ
หรือปลูกสร้างด้วยประการใด ๆ ในที่ดินนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อํานวยการทางหลวง การเพิกถอนการสงวนตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓๘ ในกรณีที่มีการอนุญาตให้ผู้ใดจับจองที่ดินริมทางหลวง ถ้าผู้อํานวยการทางหลวงชนบทเห็นสมควร มีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้นั้นเว้นช่องทางไว้ช่องหนึ่งหรือหลายช่องเพื่อให้เป็นทางเข้าไปสู่ที่ดินข้างในเป็นมุมฉากกับแนวทางหลวงโดยกว้าง ๒๐ เมตร ตามที่ผู้อํานวยการทางหลวงชนบทจะได้กำหนด แต่ช่องทางที่ว่านี้
ห้ามมิให้กำหนดมีระยะห่างกันแต่ละช่องน้อยกว่า ๕๐๐ เมตร ช่องทางที่ผู้อำนวยการทางหลวงชนบทได้กําหนดให้เว้นไว้นั้น ให้ถือเป็นทางหลวงชนบท เมื่อได้มีการเว้นช่องทางไว้ตามความในวรรคก่อน ถ้ามีการอนุญาตให้ผู้ใดจับจองที่ดินเข้าไปอีก
ก็ให้ผู้อำนวยการทางหลวงชนบทสั่งให้ผู้นั้นเว้นช่องทางตามแนวเดิมเป็นทางหลวงชนบทต่อ ๆ ไปเท่าที่มีการอนุญาตให้จับจอง
มาตรา ๓๙ เมื่อผู้อำนวยการทางหลวงชนบทได้สั่งให้ผู้ใดเว้นช่องทางตามความในมาตราก่อน ภายในกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันที่ผู้นั้นได้รับคำสั่ง ให้ผู้นั้นจัดให้มีหลักเขตปักไว้แสดงให้เห็นเขตทางที่เว้นไว้โดยระยะห่างกันไม่เกิน ๑๐๐ เมตรต่อหลักหนึ่ง
และเป็นหน้าที่ของผู้ได้รับอนุญาตให้จับจองหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้น แล้วแต่กรณี ระวังรักษาหลักเขตนั้นให้เรียบร้อยอยู่เสมอไปจนกว่าผู้อํานวยการทางหลวงชนบทจะสั่งให้ถอนหลักนั้นเสียได้ ถ้าผู้ได้รับอนุญาตให้จับจอง หรือผู้ครอบครองที่ดินแล้วแต่กรณี ไม่ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน
ให้ผู้อํานวยการทางหลวงชนบทมีอำนาจเข้าปฏิบัติการเสียเองได้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการนี้เท่าใด ให้เรียกได้จากผู้ได้รับอนุญาตให้จับจอง หรือผู้ครอบครองที่ดิน แล้วแต่กรณี
มาตรา ๔๐ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๒ หรือฝ่าฝืนประกาศห้ามตามมาตรา ๓๓ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๔๐ ทวิ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ หรือมาตรา ๓๗ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท หรือจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๔๐ ตรี ผู้ใดบังอาจกระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือวางวัตถุที่แหลมหรือมีคม หรือนําสิ่งใดมาขวางหรือวางบนทางหลวง หรือกระทำด้วยประการอื่นใดบนทางหลวงอันอาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และจําคุกไม่เกินสามปี
มาตรา ๔๑ เมื่อจะสร้างหรือขยายทางหลวงในท้องที่ใดและปรากฏว่าสำหรับการนั้นจำเป็นจะต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ใดในท้องที่นั้น ให้ออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ เพื่อประโยชน์แห่งการออกพระราชบัญญัติเช่นว่านี้ จะออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ที่คิดว่าจะเวนคืนไว้ก่อนก็ได้
มาตรา ๔๒ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์ตามความในมาตราก่อนให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่ที่บัญญัติไว้โดยจะเพาะในส่วนนี้
มาตรา ๔๓ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ที่คิดว่าจะเวนคืน ต้องระบุ (ก) ความประสงค์ของการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ (ข) เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ (ค) ท้องที่ที่จะเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ให้มีแผนที่แสดงขอบเขตบริเวณแห่งอสังหาริมทรัพย์ที่คิดว่าจะต้องเวนคืนติดไว้ท้ายพระราชกฤษฎีกานั้น แผนที่ที่กล่าวนี้
ให้ถือเป็นส่วนแห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกาเช่นว่านี้ให้ใช้ได้มีกำหนดสองปี หรือตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกานั้น แต่ต้องไม่เกินห้าปีแล้วแต่จะเห็นว่าจำเป็นเพื่อทำการสำรวจท้องที่นั้น
มาตรา ๔๔ ในระหว่างกำหนดเวลาที่ให้ใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่คิดว่าจะเวนคืน เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีอำนาจภายในเขตตามแผนที่ ดังต่อไปนี้ (ก) เข้าไปทำการอันจำเป็นเพื่อการสำรวจ หรือตรวจสอบวัตถุก่อสร้างทางหลวงจนกว่าจะเสร็จ (ข) กำหนดเขตที่ดินที่ประสงค์จะเวนคืน
และแนวเขตของกิจการซึ่งประสงค์จะกระทำบนที่ดินนั้น (ค) ทำเครื่องหมายระดับ ขอบเขต และแนวเขตโดยปักหลักหรือขุดคู (ง) ตัดหรือถางต้นไม้ พืชพันธ์ รั้ว หรือป่า อันจำเป็นแก่กิจการดั่งกล่าวไว้ใน (ก) (ข) หรือ (ค) แต่ห้ามมิให้เข้าไปในอาคาร ลานบ้าน หรือสวนมีรั้วกั้น อันติดต่อกับบ้านซึ่งเป็นที่อยู่
เว้นแต่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นอนุญาต หรือเจ้าของหรือผู้ครอบครองได้รับแจ้งความเรื่องกิจการที่จะทำไม่น้อยกว่าสามวันก่อนเริ่มทำการนั้น ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อดำเนินการสร้างทางหลวงที่เร่งด่วน นอกจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะมีอำนาจตาม (ก) (ข) (ค) และ (ง) แล้ว
ให้มีอำนาจเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์และดำเนินการเกี่ยวกับกิจการสร้างทางหลวงในอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ได้อีกด้วย ทางหลวงที่เร่งด่วนตามความในวรรคก่อน ให้รัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๔๕ ถ้าในการใช้อำนาจกระทำการตามมาตรา ๔๔ เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ให้เจ้าหน้าที่ชำระค่าเสียหายนั้นเสียโดยเร็ว ถ้ามีการโต้แย้งจำนวนเงินอันจะพึงใช้เป็นค่าเสียหาย
ให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์รีบรายงานเสนอเพื่อให้คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีได้ตั้งขึ้นไว้วินิจฉัย คําวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นตามมาตรานี้ คณะหนึ่งให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน ในกรณีที่มีการโต้แย้งว่า การที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจกระทำการตามความในมาตรา ๔๔
ได้ก่อให้เกิดการเสียหายหรือไม่ ให้นําความในวรรคก่อนมาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๔๖ ในระหว่างเวลาที่ให้ใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ที่คิดว่าจะเวนคืน และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ปักหลักแนวสํารวจแล้ว ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายในเขตระยะ ๑๐๐ เมตรจากหลักแนวสํารวจทั้งสองข้างจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยการขาย แลก เปลี่ยน ให้ หรือโดยประการอื่น จํานอง
หรือให้เช่า หรือ ให้เช่าซื้อ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์แล้ว
มาตรา ๔๗ พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งออกตามมาตรา ๔๑ ต้องระบุนามอำเภอหรือเขตปกครองอื่นซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการ และข้อความอื่นอันจำเป็นเพื่อให้ทราบถึงอสังหาริมทรัพย์ที่จะเวนคืนนั้น
อนึ่งให้ระบุส่วนกว้างของแนวทางที่จะใช้เพื่อการสร้างหรือขยายทางหลวงไว้ด้วย เมื่อได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เช่นว่านี้แล้ว
ให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์รีบจัดทำแผนผังที่ดินที่จะใช้เพื่อการสร้างหรือขยายทางหลวงแล้วประกาศกำหนดสถานที่และเวลาที่ผู้มีส่วนได้เสียจะเข้าตรวจดูแผนผังนั้นได้ ต่อจากนั้นให้เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดที่จัดให้มีเครื่องหมายแสดงเขตที่ที่ต้องเวนคืน
เพื่อประโยชน์ในการทำแผนผังและการกำาหนดเขตที่ที่ต้องเวนคืนดังกล่าวมานี้ เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์คงมีอำนาจและความรับผิดตั่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๔ และ มาตรา ๔๕
มาตรา ๔๘ ให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ปิดแจ้งความไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอหรือที่อื่นอันสะดวกใกล้อสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืน แสดงว่าเจ้าหน้าที่มีความจำนงจะเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น
มาตรา ๔๙ ให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ส่งแจ้งความดังกล่าวมาในมาตราก่อนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะเวนคืนแต่ละคน และกำหนดวันที่เจ้าหน้าที่จะเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น ทั้งให้แจ้งไปด้วยว่า
บรรดาบุคคลซึ่งมีส่วนได้เสียมีสิทธิจะเรียกร้องเอาค่าทำขวัญตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้ แต่วันที่กำหนดสำหรับการเข้าครอบครองต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวันภายหลังวันที่ส่งแจ้งความถึงเจ้าของหรือผู้ครอบครอง เว้นแต่เจ้าของหรือผู้ครอบครองสมัครให้เข้าครอบครองก่อนนั้น
ในกรณีที่ไม่สามารถพบตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ และไม่สามารถส่งแจ้งความให้ถึงได้ ให้นับกำหนดเวลาการเข้าครอบครองนี้แต่วันปิดแจ้งความตามมาตรา ๔๘ เมื่อกำหนดเวลาตามมาตรานี้ได้ล่วงพ้นไปแล้ว ให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีอำนาจเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นได้
แม้จะยังไม่ได้ชำระค่าทำขวัญ
มาตรา ๕๐ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ต้องเวนคืนตกเป็นของรัฐนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์กำหนดจะเข้าครอบครอง หรือในกรณีที่เข้าครอบครองได้ก่อนกำหนดก็ให้นับแต่วันที่เข้าครอบครองนั้น
ในระหว่างเวลาที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จนถึงวันที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ต้องเวนคืนตกเป็นของรัฐ ให้นําความในมาตรา ๔๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๕๑ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่กําลังดำเนินอยู่ในวันที่ใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บทบัญญัติในส่วนที่ ๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้บังคับแก่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงซึ่งกระทำโดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชกฤษฎีกาหรือพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แล้วแต่กรณี
ซึ่งได้ออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗
มาตรา ๕๒ ทรัพย์สินซึ่งจะนำมาคำนวณค่าทำขวัญ คือ ทรัพย์สินซึ่งมีอยู่ก่อนวันประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ที่คิดว่าจะเวนคืน หรือในกรณีที่ไม่จำต้องออกพระราชกฤษฎีกาเช่นว่านั้น ทรัพย์สินซึ่งมีอยู่ก่อนวันประกาศใช้พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ
แต่ถ้าทรัพย์สินนี้ได้จัดทำหรือปลูกขึ้นเพื่อที่จะเรียกร้องเอาค่าทำขวัญ หรือที่ดินสำหรับขยายเขตทางหลวงชนบทซึ่งเป็นของเจ้าของเดียวกัน และเนื้อที่ต้องเวนคืน ไม่เกินหนึ่งในสิบของที่ดินทั้งแปลง และที่ดินซึ่งเหลืออยู่นั้นมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่าห้าไร่ ก็มิให้นำมาคำนวณเป็นเงินค่าทำขวัญ
มาตรา ๕๓ เงินค่าทำขวัญนี้ถ้าไม่มีบทบัญญัติเป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งออกตามความใน มาตรา ๔๑ แล้ว ให้กำหนดเท่าราคาของทรัพย์สินตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายในท้องตลาดในวันดังต่อไปนี้ ๑. ในกรณีที่ได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ที่คิดว่าจะเวนคืน ราคาในวันที่ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกานั้น ๒.
ในกรณีที่ไม่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาเช่นว่านั้น แต่ได้ออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ราคาในวันที่ประกาศใช้พระราชบัญญัตินั้น ๓. ในกรณีที่ไม่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาเช่นว่านั้น แต่ได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวง ราคาในวันที่ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงนั้น
มาตรา ๕๔ ให้กำหนดเงินค่าทำขวัญสำหรับพืชผลซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่ต้องเวนคืนให้แก่เจ้าของพืชผลเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากค่าทำขวัญสำหรับที่ดิน
มาตรา ๕๕ ในการคำนวณเงินค่าทำขวัญให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน ถ้ามีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของผู้นั้น มีราคาสูงขึ้นหรือไม่ เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าทรัพย์สินนอกเขตที่ห้ามจําหน่ายตาม มาตรา ๔๖ ยังคงเป็นของเจ้าของเดิม
แม้จะได้จําหน่ายไปแล้ว ถ้าการจำหน่ายไปนั้นได้จําหน่ายภายหลังที่ได้มีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความใน ส่วนที่ ๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕๖ เมื่อได้กระทำการสำรวจที่ที่ต้องเวนคืนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเสร็จแล้ว ถ้ายังไม่พร้อมที่จะออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น จะออกพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างไว้ก่อนก็ได้
พระราชกฤษฎีกาเช่นว่านี้ต้องระบุนามอำเภอหรือเขตปกครองอื่นซึ่งอยู่ในแนวทางหลวงนั้น ๆ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการ และให้ระบุส่วนกว้างของแนวทางหลวงไว้ด้วย
มาตรา ๕๗ พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงให้ใช้ได้มีกำหนดสิบปี ในระหว่างเวลาที่ใช้พระราชกฤษฎีกานี้ ให้นําความในมาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๔๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๕๘ ที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งอยู่ในเขตตามแผนที่ติดท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ที่จะเวนคืนก็ดี อยู่ในเขตแนวทางหลวงตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ หรือพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงก็ดี
ให้ถือเป็นที่หวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
พระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๗
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติทางหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๔ มาตรา ๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๔ ไม่เป็นการเหมาะสมกับภาวะการณ์และไม่บังเกิดประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ เป็นการสมควรและจําเป็นแก้ไขให้เป็นการเหมาะสมยิ่งขึ้น
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).