我的書籤免費註冊

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 หมวด ๑

มาตรา ๗–มาตรา ๑๙共 13 條

มาตรา ๗

มาตรา ๗ การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ต้องเป็นไปตามหลักการ พัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อความผาสุกของประชาชนในพื้นที่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การอํานวย ความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยสอดคล้องกับหลักการ ดังต่อไปนี้ (๑) การพัฒนาแบบองค์รวมซึ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การรักษาความสงบเรียบร้อยและการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ําในทุกมิติ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ (๒) การบริหารงานให้เป็นไปตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค (๓) การบริหารแผนงาน โครงการ กิจกรรมในโครงการ งบประมาณ และบุคลากร ในจังหวัด เพื่อให้เกิดการปฏิบัติราชการร่วมกันโดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นหลัก (๔) การส่งเสริมและดําเนินการให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชนในจังหวัด (๕) การกระจายอํานาจการตัดสินใจไปสู่ระดับผู้ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ (๖) การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีความโปร่งใส และมีการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติราชการ ให้ใช้หลักการตามวรรคหนึ่ง ในการตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้บังคับพระราชกฤษฎีกานี้

มาตรา ๘

มาตรา ๘ เพื่อประโยชน์แห่งการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการตามหลักการ ในมาตรา ๗ นายกรัฐมนตรีมีอํานาจออกแนวปฏิบัติในการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ประกาศ หลักเกณฑ์ หรือมติของคณะกรรมการนโยบายการบริหารงาน เชิงพื้นที่แบบบูรณาการ

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ให้มีคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ เรียกโดยย่อว่า “ก.น.บ.” ประกอบด้วย (๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ (๒) รองนายกรัฐมนตรีทุกคน รัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กํากับ และติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อํานวยการ สํานักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการ (๓) นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตําบลแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ (๔) ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นกรรมการ (๕) ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเคยดํารงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดและออกจากราชการไปแล้ว จํานวนไม่เกินสามคน เป็นกรรมการ (๖) ผู้แทนภาคประชาสังคมซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ไม่เกินสองคน เป็นกรรมการ ให้เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นกรรมการ และเลขานุการ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมอบหมาย ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย และผู้แทน สํานักงบประมาณ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจของ ก.น.บ. ประธานกรรมการอาจให้เชิญผู้ดํารงตําแหน่งซึ่งมีหน้าที่และอํานาจโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่จะพิจารณา ให้เข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ซึ่งได้รับเชิญ และมาประชุมมีฐานะเป็นกรรมการสําหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน กรรมการตาม (๕) และ (๖) มีวาระอยู่ในตําแหน่งคราวละสามปี การประชุมของ ก.น.บ. ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่มาประชุม ให้รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายทําหน้าที่ประธานในที่ประชุม

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ก.น.บ. มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) วางระบบในการบริหารงานแบบบูรณาการ และบูรณาการแผนของหน่วยงานของรัฐ และแผนพัฒนาระดับพื้นที่ในจังหวัด กลุ่มจังหวัด และภาคเพื่อให้สามารถบริหารงาน แก้ไขปัญหา และพัฒนาพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อํานวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการ ของประชาชนให้ได้รับประโยชน์สูงสุด (๒) กําหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด เป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค แผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจังหวัด และการจัดทําและบริหารงบประมาณจังหวัด หรืองบประมาณกลุ่มจังหวัด (๓) พิจารณา กลั่นกรอง และให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนา กลุ่มจังหวัด เป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค แผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจังหวัด การขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีของจังหวัด และการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีของกลุ่มจังหวัด แล้วเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ (๔) กํากับดูแลการจัดทําแผนปฏิบัติราชการห้าปีของส่วนราชการ แผนปฏิบัติราชการประจําปีของส่วนราชการ และแผนการดําเนินงานของหน่วยงานของรัฐ ในพื้นที่จังหวัด กลุ่มจังหวัด และภาค ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และเป้าหมาย และแนวทางการพัฒนาภาค (๕) ขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแผนในพื้นที่ของหน่วยงานของรัฐ ให้สอดคล้องกับ แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค โดยคํานึงถึงศักยภาพหรือประเด็นปัญหาในพื้นที่ (๖) ควบคุมดูแลและวินิจฉัยสั่งการ ให้การบริหารแผนงาน โครงการ กิจกรรม ในโครงการ งบประมาณและบุคลากรในจังหวัดมีการปฏิบัติราชการร่วมกันอย่างแท้จริง รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชนในจังหวัด เพื่อร่วมกันดําเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค (๗) พิจารณาปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาอันเกิดจากนโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ หรือคําสั่งของราชการส่วนกลางหรือหน่วยงานของรัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจังหวัด ตามที่ ก.บ.จ. หรือ ก.บ.ก. เสนอ เพื่อมีมติให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ ก.น.บ. กําหนด (๘) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือบุคคลเพื่อทําการแทนหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ก.น.บ. มอบหมาย (๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามพระราชกฤษฎีกานี้หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ก.น.บ. ต้องคํานึงถึงข้อเสนอแนะของ ผู้ว่าราชการจังหวัด ก.บ.จ. และ ก.บ.ก. ด้วย

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ให้ ก.น.บ. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประจําภาคประกอบด้วย (๑) รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีซึ่ง ก.น.บ. มอบหมาย เป็นประธานอนุกรรมการ (๒) ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสํานักงบประมาณ และผู้แทนสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นอนุกรรมการ (๓) ผู้ตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรีที่มีเขตตรวจราชการอยู่ในพื้นที่ภาค เป็นอนุกรรมการ (๔) ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ภาค เป็นอนุกรรมการ (๕) ผู้แทนสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และผู้แทนกระทรวงมหาดไทย เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะอนุกรรมการประจําภาคอาจมีมติให้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ความเห็นได้ คณะอนุกรรมการประจําภาคมีหน้าที่และอํานาจทําการแทน ก.น.บ. ในพื้นที่ภาคและรายงานให้ ก.น.บ. ทราบ ให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการประจําภาคสองเดือนต่อหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย เว้นแต่ไม่มีเรื่องพิจารณา ในกรณีที่มีความจําเป็นเร่งด่วนไม่อาจเรียกประชุมคณะอนุกรรมการประจําภาคได้ทัน ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานอนุกรรมการประจําภาคโดยข้อเสนอของเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาดําเนินการแทนคณะอนุกรรมการประจําภาค ไปพลางก่อนได้ แล้วแจ้งให้คณะอนุกรรมการประจําภาคทราบ

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ให้สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับผิดชอบ งานเลขานุการของ ก.น.บ. และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ ก.น.บ. มอบหมาย

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ในจังหวัดหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.บ.จ.” ประกอบด้วย (๑) ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ (๒) รองผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคน เป็นกรรมการ (๓) ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการที่มีสํานักงานอยู่ในจังหวัดไม่ว่าจะมีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคหรือราชการบริหารส่วนกลาง เป็นกรรมการ (๔) ผู้แทนรัฐวิสาหกิจที่ดําเนินกิจการอยู่ในจังหวัด เป็นกรรมการ (๕) ผู้แทนหัวหน้าหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งมิใช่รัฐวิสาหกิจที่มีสํานักงานอยู่ในจังหวัด เป็นกรรมการ (๖) ผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่น เป็นกรรมการ (๗) ผู้แทนภาคประชาสังคม เป็นกรรมการ (๘) ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัด และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เป็นกรรมการ จังหวัดใดมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น เป็นการเฉพาะ ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่นนั้นด้วย จังหวัดใดที่มีความจําเป็นต้องกําหนดให้มีกรรมการซึ่งมาจากผู้แทนหน่วยงานปฏิบัติการด้านความมั่นคง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นเป็นผู้พิจารณากําหนดองค์ประกอบเพิ่มเติมได้ ให้หัวหน้าสํานักงานจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการและผู้ว่าราชการจังหวัด จะแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการจํานวนไม่เกินสองคนก็ได้ เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจของ ก.บ.จ. ประธานกรรมการอาจให้เชิญผู้ดํารงตําแหน่งซึ่งมีหน้าที่และอํานาจโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่จะพิจารณา ให้เข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ซึ่งได้รับเชิญและมาประชุมมีฐานะ เป็นกรรมการสําหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน กรรมการตาม (๓) (๔) และ (๕) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แต่งตั้งตามจํานวนหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.น.บ. กําหนด จํานวน หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่นตาม (๖) และผู้แทนภาคประชาสังคมตาม (๗) ให้เป็นไปตามที่ ก.น.บ. กําหนด โดยให้คํานึงถึงสัดส่วนของหญิงและชาย ที่ใกล้เคียงกัน กรรมการตาม (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) มีวาระอยู่ในตําแหน่งคราวละสามปี การประชุมของ ก.บ.จ. ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ก.บ.จ. มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) วางแนวทางปฏิบัติและอํานวยการให้การบริหารงานแบบบูรณาการ ในจังหวัดเป็นไปตามหลักการตามมาตรา ๗ นโยบาย และระบบที่ ก.น.บ. กําหนด (๒) จัดทําแผนพัฒนาจังหวัดเสนอต่อที่ประชุมตามมาตรา ๒๔ เพื่อรับฟังความคิดเห็น (๓) กํากับดูแลให้แผนพัฒนาท้องถิ่นในเขตจังหวัด และการดําเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแผนดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค (๔) ส่งเสริมและประสานความร่วมมือการพัฒนาให้เป็นไปตามแผนพัฒนาจังหวัด อย่างยั่งยืนระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อสร้างบรรยากาศให้เอื้ออํานวยต่อการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด (๕) จัดทําบันทึกความร่วมมือกับฝ่ายต่าง ๆ ที่สนับสนุนการดําเนินการ ตามแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด (๖) วิเคราะห์ บูรณาการ และจัดทําแผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด และคําของบประมาณรายจ่ายประจําปีของจังหวัด เพื่อนําเสนอต่อ ก.น.บ. (๗) กํากับ ให้คําแนะนํา ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด เพื่อรายงานให้ ก.น.บ. ทราบ (๘) เสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาอันเกิดจากนโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ หรือคําสั่งของราชการส่วนกลางหรือของหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งปัญหาอื่นที่เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาจังหวัด ต่อ ก.น.บ. เพื่อพิจารณา (๙) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทําการแทนหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ก.บ.จ.มอบหมาย (๑๐) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามพระราชกฤษฎีกานี้หรือตามที่ ก.น.บ. หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ในกรณีที่ ก.บ.จ. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อจัดทําแผนพัฒนาจังหวัดตาม (๒) คณะอนุกรรมการดังกล่าวอย่างน้อยต้องประกอบด้วยผู้แทนตามมาตรา ๑๓ (๖) ไม่น้อยกว่าสามคน และผู้แทนตามมาตรา ๑๓ (๗) ไม่น้อยกว่าสองคน

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ ในกลุ่มจังหวัดหนึ่งให้มีคณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัด แบบบูรณาการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.บ.ก.” ประกอบด้วย (๑) หัวหน้ากลุ่มจังหวัดตามมาตรา ๓๓ เป็นประธานกรรมการ (๒) ผู้ว่าราชการจังหวัดในกลุ่มจังหวัดทุกจังหวัด เป็นรองประธานกรรมการ (๓) ผู้แทนสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ (๔) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในกลุ่มจังหวัดทุกจังหวัด เป็นกรรมการ (๕) ผู้แทนภาคประชาสังคม เป็นกรรมการ (๖) ผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน เป็นกรรมการ ให้ผู้แทนสํานักงบประมาณซึ่งผู้อํานวยการสํานักงบประมาณมอบหมายเข้าร่วมประชุม ก.บ.ก. ในฐานะที่ปรึกษา ก.บ.ก. เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจของ ก.บ.ก. ประธานกรรมการอาจให้เชิญผู้ดํารงตําแหน่งซึ่งมีหน้าที่และอํานาจโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่จะพิจารณา ให้เข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ซึ่งได้รับเชิญและมาประชุมมีฐานะ เป็นกรรมการสําหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน กลุ่มจังหวัดใดที่มีความจําเป็นต้องกําหนดให้มีกรรมการซึ่งมาจากผู้แทนหน่วยงานปฏิบัติการด้านความมั่นคง ก.บ.ก. กลุ่มจังหวัดนั้นอาจแต่งตั้งผู้แทนดังกล่าวได้ตามหลักเกณฑ์ ที่ ก.น.บ. กําหนด ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยคนหนึ่ง เป็นกรรมการและเลขานุการ และหัวหน้าสํานักงานจังหวัดในกลุ่มจังหวัดทุกจังหวัด เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ จํานวน หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งผู้แทนภาคประชาสังคมตาม (๕) และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนตาม (๖) ให้เป็นไปตามที่ ก.น.บ. ประกาศกําหนด โดยต้องคํานึงถึงสัดส่วนของหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน กรรมการตาม (๕) และ (๖) มีวาระอยู่ในตําแหน่งคราวละสามปี การประชุมของ ก.บ.ก. ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ ก.บ.ก. มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) วางแนวทางปฏิบัติและอํานวยการให้การบริหารงานแบบบูรณาการ ในกลุ่มจังหวัดเป็นไปตามหลักการตามมาตรา ๗ นโยบาย และระบบที่ ก.น.บ. กําหนด (๒) จัดทําแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดเสนอต่อที่ประชุมตามมาตรา ๒๔ เพื่อรับฟัง ความคิดเห็น (๓) ส่งเสริมและประสานความร่วมมือการพัฒนาให้เป็นไปตามแผนพัฒนา กลุ่มจังหวัดอย่างยั่งยืนระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อสร้างบรรยากาศให้เอื้ออํานวยต่อการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มจังหวัด (๔) วิเคราะห์ บูรณาการ และจัดทําแผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจังหวัด และคําของบประมาณรายจ่ายประจําปีของกลุ่มจังหวัด เพื่อนําเสนอต่อ ก.น.บ. (๕) กํากับ ให้คําแนะนํา ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามแผนพัฒนา กลุ่มจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจังหวัด เพื่อรายงาน ให้ ก.น.บ. ทราบ (๖) เสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาอันเกิดจากนโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ หรือคําสั่งของราชการส่วนกลางหรือของหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งปัญหาอื่นที่เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนากลุ่มจังหวัดต่อ ก.น.บ. เพื่อพิจารณา (๗) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทําการแทนหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ก.บ.ก. มอบหมาย (๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามพระราชกฤษฎีกานี้หรือตามที่ ก.น.บ. หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ในกรณีที่ ก.บ.ก. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อจัดทําแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดตาม (๒) คณะอนุกรรมการดังกล่าวอย่างน้อยต้องประกอบด้วยผู้แทนตามมาตรา ๑๕ (๔) ไม่น้อยกว่าสองคน และผู้แทนตามมาตรา ๑๕ (๕) และ (๖) ด้านละสองคน

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ เพื่อให้การบริหารงานในจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเกิดการบูรณาการ อย่างแท้จริง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) บริหารงานจังหวัดให้เป็นไปตามหลักการตามมาตรา ๗ (๒) ประสาน เชื่อมโยง และกํากับให้ส่วนราชการ หน่วยงานอื่นของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน ดําเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจําปี ของกลุ่มจังหวัดให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ (๓) บริหารงบประมาณจังหวัดและงบประมาณกลุ่มจังหวัด และควบคุมดูแล การบริหารงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ในเขตจังหวัด ให้เกิดการบูรณาการในการดําเนินการ ตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจังหวัด (๔) กํากับดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทําคําของบประมาณและบริหารงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจังหวัด (๕) ส่งเสริมและสนับสนุนภาคประชาสังคมให้มีความเข้มแข็ง สามารถบริหาร จัดการและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน (๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามพระราชกฤษฎีกานี้หรือตามที่ ก.น.บ. หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่อาจบริหารงานจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติ หรือไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจําปีของจังหวัด หรือแผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจังหวัด หรือเพราะเหตุอื่นใด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานต่อคณะอนุกรรมการประจําภาคหรือคณะอนุกรรมการที่ ก.น.บ. มอบหมายโดยเร็ว และให้คณะอนุกรรมการดังกล่าวพิจารณาและมีมติสั่งการต่อไป ให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ปฏิบัติตามมติของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ ให้หัวหน้ากลุ่มจังหวัดมีหน้าที่และอํานาจประสาน เร่งรัด และติดตามการดําเนินงานของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานของรัฐ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนพัฒนา กลุ่มจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจําปีของกลุ่มจังหวัด รวมทั้งมีหน้าที่และอํานาจดําเนินการอื่นตามที่ ก.น.บ. มอบหมาย การจัดทําแผนพัฒนาจังหวัด **มาตรา ๒๐ ให้ ก.บ.จ. กําหนดเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดครั้งละยี่สิบปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และต้องคํานึงถึงเป้าหมาย และแนวทางการพัฒนาภาค ความต้องการและศักยภาพของประชาชนในจังหวัด ทั้งนี้ เพื่อนําเสนอ ก.น.บ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ** **เพื่อให้ทราบถึงความต้องการและศักยภาพของประชาชนในพื้นที่ตามวรรคหนึ่ง ให้ ก.บ.จ. สํารวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.น.บ. กําหนด** **ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันตามมาตรา ๒๔ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดยี่สิบปีตามวรรคหนึ่ง**

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).