我的書籤免費註冊

เทศบัญญัติของเทศบาลตำบลตะลุบัน เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2517

公布 1974-11-26・全 95 條

อารัมภบท

เทศบัญญัติของเทศบาลตำบลตะลุบัน เทศบัญญัติของเทศบาลตำบลตะลุบัน เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ เทศบาลตำบลตะลุบันตราเทศบัญญัติไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาเทศบาลตำบลตะลุบัน โดยอนุมัติของผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีดังต่อไปนี้

ข้อ ๑

ข้อ ๑ เทศบัญญัตินี้เรียกว่า “เทศบัญญัติเรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. ๒๕๑๗”

ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ให้ใช้เทศบัญญัตินี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป วิเคราะห์ศัพท์

หมวด ๑

ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในเทศบัญญัตินี้ (๑) “อาคารที่พักอาศัย” หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง แพ ซึ่งโดยปกติบุคคลจะอาศัยอยู่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน (๒) “ห้องแถว” หมายความว่า อาคารที่พักอาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่าสองห้อง และประกอบด้วยวัตถุอันมิใช่วัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ (๓) “ตึกแถว” หมายความว่า อาคารที่พักอาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่าสองห้อง และประกอบด้วยวัตถุถาวรและวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ (๔) “อาคารพาณิชย์” หมายความว่า อาคารที่ใช้เพื่อเป็นประโยชน์แห่งการค้าหรือโรงงานซึ่งใช้เครื่องจักรซึ่งเทียบได้ไม่เกิน ๕ แรงม้า หรืออาคารที่ก่อสร้างห่างแนวที่สาธารณะ หรืออาจใช้เป็นอาคารเพื่อประโยชน์แห่งการค้าได้ (๕) “โรงงานอุตสาหกรรม” หมายความว่า โรงงานสำหรับประกอบอุตสาหกรรม โดยอาศัยเครื่องจักรซึ่งเทียบได้เกินกว่า ๕ แรงม้าเป็นปัจจัย (๖) “อาคารสาธารณะ” หมายความว่า โรงมหรสพ หอประชุม หรือสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นที่ชุมนุมชนได้ทั่วไป เช่น โรงแรม โรงเรียน ภัตตาคารหรือโรงพยาบาล เป็นต้น (๗) “อาคารเลี้ยงสัตว์” หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างเพื่อให้สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ พักอาศัย (๘) “อาคารชั่วคราว” หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้ประโยชน์เป็นการชั่วคราว และมีกำหนดเวลาที่จะรื้อถอน (๙) “อาคารพิเศษ” หมายความถึง อาคารดังต่อไปนี้ ก. โรงมหรสพ อัฒจันทร์ หรือหอประชุม ข. อู่เรือ คานเรือหรือท่าเรือสำหรับเรือขนาดใหญ่เกินกว่า ๑๐๐ ตัน ค. อาคารสูงกว่า ๑๕ เมตร หรือสะพานในที่ซึ่งติดต่อกับทางสาธารณะ หรืออาคารที่มีคานหรือโครงหลังคาช่วงหนึ่งยาวเกิน ๑๐ เมตร (๑๐) “ผู้ออกแบบ” หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในการคำนวณเขียนแบบและกำหนดรายการเพื่อใช้ในการก่อสร้าง (๑๑) “นายงาน” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างให้ผู้ได้รับอนุญาต (๑๒) “แผนผัง” หมายความว่า แผนที่แสดงลักษณะที่ดินบริเวณปลูกสร้างอาคารและที่ดินติดต่อ (๑๓) “แบบก่อสร้าง” หมายความว่า แบบของตัวอาคาร เพื่อใช้ประโยชน์ของการปลูกสร้าง (๑๔) “รายการ” หมายความว่า ข้อความชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวแก่การปลูกสร้างตามแนวของแบบก่อสร้างนั้น (๑๕) “รายการคำนวณ” หมายความว่า รายละเอียดแสดงวิธีการคิดกำลังต้านทานของส่วนอาคารตามที่ปรากฏในแบบก่อสร้าง (๑๖) “แบบสังเขป” หมายความว่า แบบชนิดที่เขียนไว้พอเป็นประมาณ (๑๗) “แผนอาคาร” หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนราบของอาคาร (๑๘) “รูปด้าน” หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายนอกของอาคาร (๑๙) “รูปตัด” หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายในของอาคาร (๒๐) “พื้นอาคาร” หมายความว่า เนื้อที่ส่วนราบของอาคารซึ่งอยู่ภายในขอบเขตของคานหรือรอดที่รับพื้นนั้น หรือภายในพื้นนั้น หรือภายในขอบเขตของเสาอาคาร (๒๑) “ฝา” หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้ง ซึ่งกั้นแบ่งพื้นอาคารให้เป็นห้อง ๆ (๒๒) “ผนัง” หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้ง ซึ่งกั้นด้านนอกของอาคารให้เป็นหลังหรือหน่วยจากกัน (๒๓) “ผนังกันไฟ” หมายความว่า ผนังซึ่งทำด้วยวัตถุทนไฟ และไม่มีช่องที่จะให้ไฟผ่านได้ (๒๔) “รากฐาน” หมายความว่า ส่วนรับน้ำหนักของอาคาร นับจากใต้พื้นชั้นล่างลงไปจนถึงที่ฝังอยู่ในดิน (๒๕) “เสาเข็ม” หมายความว่า เสาที่ตอกฝังลงไปในดินเพื่อช่วยรับน้ำหนักบรรทุกของอาคาร (๒๖) “ช่วงบันได” หมายความว่า ระยะตั้งบันไดซึ่งมีชั้นต่อกันโดยตลอด (๒๗) “ลูกตั้ง” หมายความว่า ระยะตั้งของขั้นบันได (๒๘) “ลูกนอน” หมายความว่า ระยะราบของขั้นบันได (๒๙) “บ่อตรวจระบาย” หมายความว่า ส่วนที่เปิดได้ของท่อระบาย ซึ่งกำหนดไว้ใช้ในการชำระล้างท่อ (๓๐) “บ่อพักขยะ” หมายความว่า ส่วนของทางระบายน้ำที่กำหนดกั้นขยะให้หยุดระบายไปด้วยกับน้ำ (๓๑) “อุปกรณ์อนามัย” หมายความว่า เครื่องประกอบอันใช้ประโยชน์ในการสุขาภิบาลของอาคาร (๓๒) “บ่ออาจม” หมายความว่า บ่อพักอุจจาระหรือสิ่งโสโครกอันไม่มีวิธีการระบายออกไปตามสภาพปกติ (๓๓) “ลิฟต์” หมายความว่า เครื่องสำหรับใช้บรรทุกบุคคลหรือของขึ้นลงระหว่างพื้นต่าง ๆ ของอาคาร (๓๔) “ท่อเอกประปา” หมายความว่า ท่อน้ำประปาในทางสาธารณะซึ่งเป็นสมบัติของการประปา (๓๕) “วัตถุทนไฟ” หมายความว่า วัตถุก่อสร้างซึ่งไม่เป็นเชื้อเพลิง (๓๖) “วัตถุถาวร” หมายความว่า วัตถุทนไฟซึ่งตามปกติไม่แปลงสภาพได้ง่าย โดยน้ำไฟ หรือดิน ฟ้า อากาศ (๓๗) “อิฐธรรมดา” หมายความว่า ดินชนิดที่ปั้นขึ้นโดยไม่ใช้เครื่องจักรและเผาสุกแล้ว (๓๘) “อิฐอัด” หมายความว่า อิฐชนิดที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้เครื่องอัดให้เนื้อแน่นก่อนเผา (๓๙) “คอนกรีต” หมายความว่า วัตถุซึ่งประกอบขึ้นด้วยส่วนผสมของปูนซีเมนต์ ทราย หินหรือกรวดและน้ำ ในอัตราส่วนตามความต้องการกำลังแรงอัดของคอนกรีต (๔๐) “คอนกรีตเสริมเหล็ก” หมายความว่า คอนกรีตซึ่งมีเหล็กฝังภายในให้ทำหน้าที่รับแรงได้มากขึ้นกว่าปกติ (๔๑) “เหล็กหล่อ” หมายความว่า เหล็กซึ่งถลุงมาจากแร่เหล็กอันจะใช้ชุบไม่ได้ผล (๔๒) “เหล็กล้วน” หมายความว่า เหล็กที่มีธาตุอื่นเจือปนน้อยที่สุด และจะใช้ชุบไม่ได้ผล (๔๓) “เหล็กกล้า” หมายความว่า เหล็กจำพวกที่มีธาตุถ่านผสม (๔๔) “เหล็กเสริม” หมายความว่า เหล็กกล้าที่ใช้สำหรับฝังในคอนกรีตเพื่อเพิ่มกำลังขึ้น (๔๕) “ไม้แก่น” หมายความว่า ไม้เนื้อแข็งซึ่งคงทนต่อดินฟ้าอากาศ และตัวสัตว์ได้ดีตามสภาพอันสมควร เช่น ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ตะเคียนทอง หรือไม้เคี่ยม (๔๖) “ไม้อ่อน” หมายความว่า ไม้เนื้ออ่อนซึ่งไม่คงทนต่อดินฟ้าอากาศและตัวสัตว์ เช่น ไม้ยาง หรือไม้ตะแบก (๔๗) “ปูนขาว” หมายความว่า วัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากหินธาตุปูนหรือเปลือกหอย (๔๘) “ปูนซีเมนต์” หมายความว่า ผงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการบดปูนเม็ด ซึ่งเป็นผลึกที่เกิดจากการเผาส่วนผสมต่าง ๆ จนรวมตัวผสมกันสุกพอดี มีส่วนประกอบเคมีที่สำคัญคือ ไฮครอลิกคัลเซี่ยมซิลิเกต (๔๙) “ทราย” หมายความว่า ก้อนหินเมล็ดเล็กละเอียด เกิดตามธรรมชาติ ซึ่งมีขนาดไม่โตเกิน ๓ มิลลิเมตร (๕๐) “กรวด” หมายความว่า ก้อนหินเกิดตามธรรมชาติขนาดก้อนโตเกินกว่า ๓ มิลลิเมตร (๕๑) “ดินดาน” หมายความว่า หินชนิดที่มีเนื้อเปื่อย ไม่แน่นเป็นก้อนแกร่ง (๕๒) “หินปูน” หมายความว่า หินธาตุปูนซึ่งมีเนื้อแน่นแกร่งเป็นก้อนปึก (๕๓) “หินทราย” หมายความว่า หินประกอบด้วยเมล็ดทรายและประสานด้วยวัตถุอื่นเป็นก้อนปึก (๕๔) “หินอัคนี” หมายความว่า หินที่มีเนื้อแข็งแกร่งเป็นก้อนปึกโดยไม่ต้องอาศัยวัตถุอื่นประสาน (๕๕) “แรงประลัย” หมายความว่า แรงขนาดที่จะทำให้วัตถุนั้นแตกแยกออกจากกันเป็นส่วน (๕๖) “แรงดึง” หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุแยกออกห่างจากกัน (๕๗) “แรงอัด” หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุทลายเข้าหากัน (๕๘) “แรงเฉือน” หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุขาดออกจากกันดุจกรรไกรตัด (๕๙) “ส่วนปลอดภัย” หมายความว่า ตัวเลขที่ใช้ทอนแรงประลัยลงให้ถึงขนาดที่จะใช้ได้ปลอดภัย (๖๐) “น้ำหนักบรรทุก” หมายความว่า น้ำหนักที่กำหนดว่าจะมาเพิ่มขึ้นบนอาคารนอกจากน้ำหนักของตัวอาคารนั้นเอง (๖๑) “ส่วนลาด” หมายความว่า ส่วนระยะตั้งเทียบกับส่วนระยะยาวทางราบ (๖๒) “ทางสาธารณะ” หมายความว่า ที่ดินที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคมได้ (๖๓) “ถนนสาธารณะ” หมายความว่า ทางสาธารณะที่รถเดินผ่านได้ (๖๔) “ระดับถนนสาธารณะ” หมายความว่า ความสูงของยอดถนนสาธารณะใกล้ชิดกับที่ดินปลูกสร้าง เทียบกับระดับน้ำทะเล (๖๕) “ทางระบายน้ำสาธารณะ” หมายความว่า ช่องน้ำไหลตามทางสาธารณะซึ่งกำหนดไว้ให้ใช้ระบายน้ำออกจากอาคารได้ (๖๖) “แนวถนน” หมายความว่า เขตถนนและทางเดินที่กำหนดไว้ให้เป็นทางสาธารณะ (๖๗) “หลังคา” หมายความว่า สิ่งปกคลุมส่วนบนของอาคารสำหรับบังแดดและฝนรวมทั้งสิ่งใด ซึ่งประกอบขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวสิ่งปกคลุมนี้ให้มั่นคงแข็งแรง (๖๘) “ทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ” หมายความว่า ที่ดินที่ไม่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งประชาชนใช้เป็นทางคมนาคมผ่านที่ดินต่างเจ้าของเกินกว่า ๑๐ ปี หรือที่ดินที่มอบให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรักษาแนวเขตเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นทางคมนาคม (๖๙) “ทางน้ำสาธารณะ” หมายความว่า ทางน้ำที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคม (๗๐) “แนวทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ” หมายความว่า แนวเขตที่ประชาชนได้ใช้เป็นทางคมนาคมผ่านที่ดินต่างเจ้าของเกินกว่า ๑๐ ปี หรือแนวเขตที่กำหนดไว้ให้ประชาชนคมนาคม โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นผู้รักษาแนวเขตนั้นทั้งทางบกและทางน้ำ (๗๑) “อาคารแผงลอย” หมายความว่า โต๊ะ แท่น แคร่ มีหลังคาตั้งอยู่บนพื้นดิน สามารถเคลื่อนที่ได้ ขนาดไม่เกิน ๔ ตารางเมตร ไม่มีฝาหรือผนัง ซึ่งใช้ประโยชน์แห่งการค้าย่อย โดยมีกำหนดเวลาเข้าใช้สอยและเลิกเป็นประจำวันและไม่ได้ใช้เป็นที่พักอาศัย การอนุญาตปลูกสร้างอาคาร

หมวด ๒

ข้อ ๔

ข้อ ๔ บุคคลใดที่จะปลูกสร้างอาคารใดตามความหมายในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติต้องยื่นคำขอและได้รับอนุญาตจากคณะเทศมนตรี ผู้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร จะต้องเป็นเจ้าของอาคารที่จะปลูกสร้างหรือเป็นตัวแทนของผู้นั้น ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ ๕

ข้อ ๕ คำขออนุญาตให้ทำตามแบบ “อ. ๑” ท้ายเทศบัญญัตินี้ยื่นต่อคณะเทศมนตรีพร้อมด้วยแผนผังแบบก่อสร้าง และรายการอย่างละสามชุด

ข้อ ๖

ข้อ ๖ สำหรับการขอหนังสืออนุญาตชั่วคราวตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัตินั้นนอกจากจะแสดงจุดประสงค์ในหนังสือขออนุญาตแล้ว ให้ผู้ขออนุญาตกำหนดชั้นของงานและระยะเวลาสำเร็จในแผนผังแบบก่อสร้างและรายการไว้ให้ชัดเจน

ข้อ ๗

ข้อ ๗ ใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร ตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติ ให้ทำตามแบบ “อ. ๒” ท้ายเทศบัญญัตินี้

ข้อ ๘

ข้อ ๘ คำสั่งคณะเทศมนตรี ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังแบบก่อสร้างหรือรายการตามความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติ ให้ทำตามแบบ “อ. ๓” ท้ายเทศบัญญัตินี้ และให้จัดส่งให้ผู้ขออนุญาต โดยให้ลงนามรับเป็นหลักฐานไว้ แต่ถ้าส่งให้ไม่ได้ก็ให้ประกาศไว้ให้ทราบที่ป้ายโฆษณาของสำนักงานเทศบาล

ข้อ ๙

ข้อ ๙ สำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างแจ้งให้คณะเทศมนตรีทราบเป็นหนังสือก่อนกำหนดก่อสร้างอย่างน้อยเป็นเวลา ๓๐ วัน พร้อมด้วยแผนผังและแบบก่อสร้างหนึ่งชุด

ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ถ้าคณะเทศมนตรีมีข้อแก้ไขสำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติก็ให้มีหนังสือแจ้งเหตุผลให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างทราบภายในกำหนด ๑๕ วัน นับจากเวลาที่ได้รับแจ้งความนั้น แผนผัง แบบก่อสร้าง และรายการ แผนผัง

หมวด ๓

ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ แผนผังให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑ ใน ๑,๐๐๐ แสดงขอบเขตที่ดินและบริเวณติดต่อและแสดงขอบนอกของอาคารที่มีอยู่แล้ว กับอาคารที่ขออนุญาตปลูกสร้างใหม่ด้วยลักษณะเครื่องหมายต่างกันให้ชัดเจนพร้อมด้วยเครื่องหมายทิศให้ถูกต้อง

ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในแผนผังให้แสดงทางสาธารณะที่ติดต่อกับที่ดินปลูกสร้างโดยบริบูรณ์กับทางระบายน้ำออกจากอาคารที่ปลูกสร้างนั้น จนถึงทางระบายน้ำสาธารณะและตามแนวทางระบายน้ำนั้นให้แสดงเครื่องหมายชี้ทางน้ำไหลพร้อมด้วยส่วนลาด

ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในแผนผังให้แสดงระดับของพื้นชั้นล่างของอาคารและให้แสดงการสัมพันธ์กับระดับถนนสาธารณะ หรือระดับพื้นดินตรงที่ปลูกสร้าง แบบก่อสร้าง

ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ แบบก่อสร้างให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑ ใน ๑๐๐ แสดงแผนรากฐานของอาคารและพื้นอาคารของชั้นต่าง ๆ รูปด้านและรูปตัดเนื่องกันไม่ต่ำกว่าสองด้าน รูปรายละเอียดส่วนสำคัญ ขนาด และเครื่องหมายแสดงวัตถุก่อสร้างอาคารชัดเจนพอที่จะคิดรายการ สอบรายการคำนวณและดำเนินการก่อสร้างได้ แบบก่อสร้างแสดงรูปด้านและแผนพื้นอาคารของโรงงานอุตสาหกรรมจะใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑ ใน ๒๐๐ ก็ได้

ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ แบบก่อสร้างอาคารพาณิชย์ อาคารสาธารณะหรืออาคารที่ก่อสร้างด้วยวัตถุถาวรและวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ให้แสดงรายการคำนวณกำลังของส่วนสำคัญต่าง ๆ ของอาคารไว้โดยบริบูรณ์

ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ แบบก่อสร้างสำหรับต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารที่มีอยู่แล้วให้แสดงแบบของส่วนเก่า และส่วนที่จะต่อเติมหรือดัดแปลงให้เห็นชัดเจนต่างกัน

ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ อาคารชั่วคราวเพื่อประโยชน์ในการปลูกสร้างอาคารถาวร หรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นก็ดี จะเสนอแบบก่อสร้างเป็นแบบสังเขปก็ได้ แบบอาคารประเภทนี้ผู้รับอนุญาตจะต้องรื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดอายุหนังสืออนุญาตนั้นหรือถ้ายังมีความจำเป็นจะต้องใช้อยู่ต่อไปก็ขออนุญาตต่ออายุได้ รายการ

ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ รายการให้แสดงลักษณะของวัสดุก่อสร้างอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาคารโดยละเอียดชัดเจน พร้อมด้วยวิธีประกอบวัสดุต่าง ๆ นั้น เป็นหลักดำเนินการได้ด้วย ทั่วไป

ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ มาตราส่วน ขนาด ระยะ น้ำหนักและหน่วยการคำนวณต่าง ๆ ของแผนผังแบบก่อสร้าง รายการ หรือรายการคำนวณนั้นให้ใช้มาตราเมตริกอนุโลมตามกฎหมายว่าด้วยมาตราชั่งตวงวัด

ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในแผนผัง แบบก่อสร้าง รายการ และรายการคำนวณนั้น ให้ลงลายมือชื่อ พร้อมด้วยชื่อตัวบรรจง และแจ้งสำนักงานหรือที่อยู่ของผู้กำหนดแผนผังออกแบบก่อสร้างทำรายการและคิดรายการคำนวณไว้ด้วย พร้อมกับวิทยฐานะ (ถ้ามี) ว่าเป็นผู้สามารถสมควรทำการเหล่านั้นได้ ลักษณะอาคารต่าง ๆ

หมวด ๔

ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ อาคารพิเศษนั้น นอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ ที่มีกำหนดควบคุมอยู่โดยเฉพาะแล้วให้เสนอรายการคำนวณอย่างละเอียดด้วย

ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ อาคารทุกชนิดที่ก่อสร้างด้วยไม้ หรือวัตถุไม่ทนไฟเป็นส่วนใหญ่หรือก่อด้วยอิฐไม่เสริมเหล็ก จะปลูกสร้างได้ไม่เกินสองชั้น ครัวไฟจะต้องอยู่นอกอาคารเป็นส่วนสัดต่างหากเว้นแต่ ก. ถ้ามีที่ดินจำกัดจะรวมครัวไฟไว้ด้วยก็ได้ แต่ต้องสร้างด้วยวัตถุทนไฟ ข. สำหรับอาคารพักอาศัยที่มีที่ดินจำกัดจะรวมครัวไฟไว้ด้วยก็ได้ และไม่จำเป็นต้องก่อสร้างโครงสร้างด้วยวัตถุทนไฟแต่ต้องกรุผนัง พื้น เพดานครัวไฟด้วยวัตถุทนไฟมาตรฐานได้ไม่น้อยกว่า ๓๐ นาที

ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ อาคารสองชั้นที่ทำด้วยไม้ หรือวัตถุไม่ทนไฟเป็นส่วนใหญ่ พื้นชั้นล่างของอาคารนั้นจะสูงกว่า ระดับพื้นดินเกินกว่า ๑ เมตร ไม่ได้

ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ อาคารที่ปลูกสร้างเกินกว่าสองชั้น ให้ทำด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่สำหรับอาคารที่ปลูกสร้างเกินกว่าสามชั้น นอกจากมีบันไดตามปกติต้องมีทางหนีไฟอย่างน้อยอีกทางหนึ่ง หรือคณะเทศมนตรีจะได้กำหนดให้ตามลักษณะแบบของอาคาร

ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ห้องแถว ตึกแถวให้ทำกว้างระหว่างศูนย์ผนังไม่น้อยกว่า ๓.๕๐ เมตร และต้องมีประตูหรือช่องทางเข้าออกได้ทั้งข้างหน้ากับข้างหลัง การปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแนวยาวให้มีผนังกันไฟมีความหนาไม่น้อยกว่า ๒๐ เซนติเมตร สูงเหนือวัตถุมุงหลังคาไม่น้อยกว่า ๕๐ เซนติเมตร ทุกระยะ ๕ ห้องเป็นอย่างน้อย และห้ามมิให้ฝังวัตถุที่ไหม้ไฟได้ในผนังนี้ และให้เว้นทางกว้างไม่น้อยกว่า ๒ เมตร เป็นทางโดยไม่มีสิ่งใดปกคลุมติดต่อจากทางด้านหน้าไปสู่ทางหลังห้องแถว ตึกแถวทุกระยะ ๒๐ ห้องอีกด้วย ผนังตึกแถวต้องก่อด้วยอิฐหรือวัสดุก่อสร้างอย่างอื่นซึ่งมีคุณสมบัติอย่างเดียวกัน และผนังนี้ต้องหนาไม่น้อยกว่า ๙ เซนติเมตรทุกห้อง ตึกแถวที่สูงเกินกว่า ๓ ชั้น ต้องสร้างพื้นด้วยวัตถุทนไฟทุกชั้น ถ้าสูง ๓ ชั้น ต้องมีพื้นชั้นสองหรือชั้นสามสร้างด้วยวัตถุทนไฟชั้นใดชั้นหนึ่งเป็นอย่างน้อย

ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ อาคาร บ้านเรือน โรง จะปลูกสร้างบนที่ดินถมขยะมูลฝอยมิได้ จนกว่าจะปรากฏว่าลักษณะดินนั้นเป็นการปลอดภัยทางอนามัยแล้ว และได้ถมปิดขยะมูลฝอยนั้นเสร็จด้วยดินกระทุ้งแน่นหนาไม่ต่ำกว่า ๓๐ เซนติเมตร แล้ว

ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ รั้วหรือกำแพงกั้นเขตให้ทำได้สูงไม่เกิน ๓ เมตร เหนือระดับถนนสาธารณะและกำหนดให้สภาพได้ดิ่งอยู่เสมอไปประตูรั้วหรือกำแพงทางรถเข้าเมื่อมีคานบนให้วางคานนั้นสูงตั้งแต่ ๓ เมตร ขึ้นไปจากระดับถนนสาธารณะ

ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ป้ายโฆษณาจะต้องติดตั้งโดยไม่บังช่องลมหน้าต่างหรือประตูด้วยวัตถุติดต่ออันถาวรอันจะหลุดออกมิได้

ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ สะพานสำหรับรถข้ามได้ต้องมีช่องกว้างเป็นทางจราจรไม่น้อยกว่า ๓ เมตร และลาดขึ้นลงไม่ชันกว่า ๑ ใน ๑๐ ถ้ามีหลังคาคลุมต้องวางคานบนสูงไม่ต่ำกว่า ๓ เมตร จากระดับพื้นสะพาน

ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การปลูกสร้างโดยต่อเติมหรือดัดแปลงอาคาร ซึ่งจำต้องได้รับอนุญาตนั้นมีกำหนดดังนี้ ก. ขยายพื้นชั้นหนึ่งชั้นใดตั้งแต่ห้าตารางเมตรขึ้นไป ข. เปลี่ยนหลังคาหรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม ค. เพิ่มลดจำนวนหรือเปลี่ยนเสาคานบันไดและผนัง

ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ อาคารแผงลอยต้องมีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า ๒ เมตร อาคารซึ่งใช้เป็นสถานที่บริการอัดฉีดน้ำมันยานยนต์ นอกจากจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบข้อบังคับนั้น ๆ แล้ว อาคารดังกล่าวต้องห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร และมีการป้องกันมิให้ละอองน้ำมันเข้าไปในเขตที่ดินข้างเคียงได้ด้วย

ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ อาคารที่ก่อสร้างขึ้นเฉพาะเพื่อกระทำการหรือใช้ประโยชน์ เพื่อกิจการดังกล่าวในข้อนี้ ต้องอยู่ห่างเขตที่ดินต่างเจ้าของ และมีที่ว่างอันปราศจากหลังคา หรือสิ่งใดปกคลุมโดยรอบอาคารนั้น ไม่น้อยกว่า ๒๐ เมตร ทุกด้าน และในกรณีที่ก่อสร้างอยู่ริมทางสาธารณะหรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะหรือทางน้ำสาธารณะ อนุญาตให้อยู่ห่างแนวทางสาธารณะ หรือแนวทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะหรือทางน้ำสาธารณะ ฟากตรงข้ามได้ไม่น้อยกว่า ๒๐ เมตร คือ ๑. การทำสบู่ ๒. การเคี่ยวหนังสัตว์ เอ็นสัตว์ ไขสัตว์ ๓. การเลื่อยไม้ที่ใช้เครื่องจักร ๔. การเคี่ยว และการอัดเอาน้ำมันทุกชนิด ๕. การสีข้าวที่ใช้เครื่องจักร ๖. การทำน้ำแข็ง ๗. การปั่นฝ้าย หรือนุ่น ที่ใช้เครื่องจักร ๘. การทำดินเผา ๙. การเก็บเขาสัตว์ กระดูกสัตว์ ขนสัตว์ หนังสัตว์ ๑๐. การเผาเปลือกหอย

ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ อาคารที่ก่อสร้างขึ้นเฉพาะเพื่อทำการหรือใช้ประโยชน์ เพื่อกิจการดังกล่าวในข้อนี้ ต้องอยู่ห่างเขตที่ดินต่างเจ้าของ และมีที่ว่างอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งใดปกคลุมโดยรอบอาคารนั้นไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ทุกด้าน และกรณีที่ก่อสร้างอยู่ริมทางสาธารณะ หรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะหรือทางน้ำสาธารณะ อนุญาตให้อยู่ห่างแนวทางสาธารณะ หรือแนวทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ หรือทางน้ำสาธารณะ ไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร คือ ๑. การทำเนย เนยเทียม ๒. การทำกะปิ น้ำปลา น้ำเคย ไตปลา เต้าเจี้ยว ซีอิ้ว หอยดอง ๓. การทำตากปลาเค็ม เนื้อเค็ม เป็ดเค็ม หนังหมู กุ้งแห้ง เลือดแห้ง ๔. การนึ่งปลา การต้มปลา ซึ่งใช้แทนการนึ่ง เว้นแต่การนึ่งหรือต้ม ในภัตตาคาร โรงแรม หรือร้านข้าวแกง เพื่อปรุงอาหารในนั้น และการนึ่งหรือต้มเพื่อปรุงอาหารเร่ขายด้วยตนเอง ๕. การทำกุนเชียง หมูตั้ง ๖. การทำเส้นหมี่ ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว เกี้ยมอี๋ ๗. การทำแป๊แซ ๘. การล้างรม การเก็บยาง ๙. การตี กลึงโลหะทุกชนิด นอกจาก เงิน ทอง นาคหรือทองคำขาว ๑๐. การโม่แป้ง ๑๑. การทำธูปโดยใช้เครื่องจักร ๑๒. การซอยไม้ด้วยเครื่องจักร ๑๓. การซ่อมเครื่องจักรทุกชนิด ๑๔. การอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ ซึ่งต้องใช้เตาไฟเพื่อกิจการนั้น เว้นแต่มีไว้เพื่อประกอบอาหารในภัตตาคาร โรงแรมและร้านข้าวแกง ๑๕. การทอผ้า โดยใช้กี่ตั้งแต่ ๕ กี่ขึ้นไป ๑๖. การทำอื่นใดซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพ ซึ่งเทศบาลจะได้ออกเทศบัญญัติเพิ่มเติมต่อไป

ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ห้องแถว ตึกแถว อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะ ต้องมีที่ว่างเป็นทางเดินหลังอาคาร เพื่อใช้เป็นทางคมนาคมได้ถึงกัน กว้างไม่น้อยกว่า ๒ เมตร ทั้งนี้ ให้กันเขตบริเวณทางเดินนี้ให้ปรากฏ แต่ถ้าแนวอาคารด้านหลังอยู่ติดต่อกับทางสาธารณะซึ่งกว้างไม่น้อยกว่า ๔ เมตร จะไม่มีทางเดินด้านหลังอาคารเลยก็ได้ แต่ถ้าทางสาธารณะนั้นกว้างไม่ถึง ๔ เมตร ให้เว้นทางเดินหลังอาคารกว้าง ๒ เมตร จากศูนย์กลางทางสาธารณะนั้น ในกรณีที่อาคารหลังเดียวกันตั้งอยู่มุมถนนสองสายตัดกันและมีทางออกสู่ถนนด้านหน้าทั้งสองสาย ในระยะไม่เกิน ๑๕ เมตร จากมุมถนนทั้งสองสาย จะไม่มีทางเดินด้านหลังอาคารก็ได้ ส่วนต่าง ๆ ของอาคาร

หมวด ๕

ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ห้องซึ่งใช้พักอาศัยในอาคารให้มีส่วนกว้างหรือยาวไม่ต่ำกว่า ๒๕๐ เซนติเมตร กับรวมเนื้อที่พื้นทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๙ ตารางเมตร

ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ห้องนอนหรือห้องซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยในอาคารให้มีช่องประตูและหน้าต่างเป็นเนื้อที่รวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของพื้นที่ห้องนั้น โดยไม่รวมนับส่วนประตู หน้าต่าง อันติดต่อกับห้องอื่น

ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ ห้องของอาคารซึ่งบุคคลอื่นเข้าไปได้ จะต้องมีช่องระบายลมให้เพียงพอ ในเมื่อได้ปิดประตูหน้าต่างทั้งหมดส่วนวิธีระบายลมนั้นให้ทำตามแบบซึ่งเหมาะสมกับสภาพของอาคารนั้น

ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ช่องทางเดินในอาคารสำหรับบุคคลใช้สอยหรืออาศัย ให้ทำกว้างไม่น้อยกว่า ๑ เมตร ถ้ามิให้มีเสากีดกั้นให้ส่วนใดแคบกว่ากำหนดนั้น ทั้งให้มีแสงสว่างธรรมชาติแลเห็นได้ชัดเจนเวลากลางวันด้วย

ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ยอดหน้าต่างและประตูในอาคาร ให้ทำสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า ๒ เมตร และบุคคลอยู่ในห้องสามารถเปิดประตูหน้าต่างและออกจากห้องนั้นได้ โดยมิจำเป็นต้องใช้เครื่องมือ

ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ ระยะดิ่งระหว่างพื้นถึงเพดาน ยอดฝาหรือผนังสำหรับอาคารที่พักอาศัยต้องไม่ต่ำกว่า ๒๕๐ เซนติเมตร ถ้าเป็นอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์ ห้องแถว ตึกแถว หรือคอกสัตว์ที่มีคนพักอาศัย ระยะดังกล่าวข้างต้นโดยเฉลี่ยจะต้องไม่ต่ำกว่า ๓๕๐ เซนติเมตร เว้นแต่ ๑. อาคารที่เป็นโรงแรมหรืออาคารพักอาศัยประเภทรวมกลุ่ม เกินกว่า ๒ ครอบครัวขึ้นไปซึ่งมีการจัดระบบปรับอากาศให้มีระยะดิ่งระหว่างพื้นถึงเพดานยอดฝาหรือผนังแต่ละชั้น โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๒๕๐ เซนติเมตร ได้ หรือ ๒. อาคารพาณิชย์ที่ใช้ประกอบกิจการภัตตาคาร สำนักงาน ธนาคาร ร้านจำหน่ายสินค้าเฉพาะห้องที่มีระบบปรับอากาศ ให้มีระยะดิ่งจากพื้นถึงเพดานยอดฝาหรือผนัง แต่ละชั้น โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๓ เมตร ได้ สำหรับอาคารที่มีการสร้างพื้น ซึ่งไม่คลุมเต็มเนื้อที่ห้องในระหว่างชั้นของอาคารนั้นต้องมีความสูงจากระดับบนของพื้นห้องถึงระดับต่ำสุดของเพดานไม่ต่ำกว่า ๕ เมตร โดยพื้นระหว่างชั้นของอาคาร ดังกล่าวข้างต้น ต้องมีความสูงจากระดับของพื้นห้องไม่ต่ำกว่า ๒๒๕ เซนติเมตร และต้องมีเนื้อที่ไม่เกิน ๒๕ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่ห้องทั้งหมดของห้องนั้น ๆ ห้ามกั้นริมของพื้นที่สร้างสูงเกิน ๙๐ เซนติเมตร เว้นแต่กรณีที่มีการจัดระบบการปรับอากาศ

ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ พื้นชั้นล่างของอาคารที่พักอาศัยนั้น ต้องมีระดับอยู่เหนือพื้นดินปลูกสร้างอาคารไม่ต่ำกว่า ๗๕ เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ อิฐ หิน หรือวัตถุแข็งอย่างอื่นที่สร้างตันต้องมีระดับอยู่เหนือพื้นดินที่ปลูกสร้างอาคารไม่ต่ำกว่า ๑๐ เซนติเมตร และถ้าเป็นอาคารตั้งอยู่ริมทางสาธารณะ ความสูงจะต้องวัดจากระดับทางสาธารณะนั้น

ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ห้ามมิให้มีประตูหน้าต่างหรือช่องลงจากครัวไฟเปิดเข้าไปสู่ห้องส้วม หรือห้องนอนของอาคารได้ โดยตรง

ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ เตาไฟสำหรับการอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์จะต้องมีผนังเตาก่อด้วยอิฐดินเผาหรืออิฐทนไฟ กำบังความร้อนมิให้เกิดอันตรายไฟไหม้ส่วนอาคารที่ต่อเนื่องกับเตา และต้องตั้งอยู่ในอาคารที่ประกอบด้วยวัตถุทนไฟ ทั้งนี้ เตาจะต้องตั้งห่างจากผนังอาคารหรือสิ่งที่เป็นเชื้อไฟ โดยรอบมีรัศมีไม่ต่ำกว่า ๔ เมตร โครงหลังคาวัตถุมุงหลังคา ปล่องระบายควันไฟ และเพดานส่วนประกอบเพดานถ้ามีจะต้องเป็นวัตถุทนไฟ และต้องทำปล่องระบายควันไฟมิให้ฝาหรือผนังหลังคารับความร้อนจัด โดยความสูงของปล่อง ต้องสูงกว่าหลังคาอาคารข้างเคียงภายในระยะโดยรอบ ๒๕ เมตร ไม่น้อยกว่า ๑ เมตร และมีความกว้างของปล่องโดยวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ เซนติเมตร เว้นแต่เตาไฟซึ่งมีไว้เพื่อประกอบอาหารภายในภัตตาคาร โรงแรม ร้านขายอาหารหรือเครื่องดื่ม

ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ ประตูสำหรับอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม หรืออาคารพาณิชย์ ต้องมีธรณีประตูเสมอเรียบกับพื้นหรือไม่มีเลย

ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ บันไดสำหรับอาคารที่พักอาศัย ต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๙๐ เซนติเมตร ช่วงหนึ่งไม่สูงเกินกว่า ๓ เมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๒๐ เซนติเมตร ลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๒ เซนติเมตร

ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ บันไดสำหรับอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรมและอาคารพาณิชย์ ต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เซนติเมตร ช่วงหนึ่งไม่สูงกว่า ๔ เมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๑๙ เซนติเมตร และลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๔ เซนติเมตร

ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ บันไดซึ่งมีช่วงระยะสูงกว่าที่กำหนดไว้ ให้ทำที่พักมีขนาดกว้างยาวไม่น้อยกว่าส่วนกว้างของบันไดนั้น อาคารที่มีบันไดติดต่อกันตั้งแต่สี่ขั้นขึ้นไปนั้น พื้น ประตู หน้าต่าง วงกบของห้องบันไดและสิ่งก่อสร้างโดยรอบบันได ต้องก่อสร้างด้วยวัตถุทนไฟ หน้าต่างหรือช่องระบายอากาศหรือช่องแสงสว่างซึ่งทำติดต่อกันสูงเกินกว่า ๑๐ เมตร ต้องสร้างด้วยวัตถุทนไฟ

ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ลิฟต์สำหรับบุคคลใช้สอย ให้ทำได้แต่ในอาคารซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ และโดยเฉพาะส่วนต่อเนื่องกับลิฟต์นั้น ต้องเป็นวัตถุทนไฟทั้งสิ้น ส่วนปลอดภัยของลิฟต์จะต้องมีอยู่ไม่น้อยกว่าสี่เท่าของน้ำหนักที่กำหนดใช้

ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ วัตถุมุงหลังคาให้ทำด้วยวัตถุทนไฟ แต่ทั้งนี้คณะเทศมนตรีอาจพิจารณาผ่อนผันให้ใช้วัตถุอื่นมุง เมื่อมีเหตุอันสมควร สำหรับอาคารซึ่งตั้งอยู่ห่างอาคารต่างครัวเรือนเขตที่ดินหรือทางสาธารณะเกิน ๔๐ เมตร จะใช้มุงด้วยวัตถุอื่นก็ได้

ข้อ ๕๐

ข้อ ๕๐ ส่วนรากฐานของอาคาร ซึ่งอยู่ใต้ดินต่อเนื่องกับทางสาธารณะ เมื่อได้รับอนุญาตจากคณะเทศมนตรีแล้ว จะอยู่เหลื่อมทางสาธารณะเข้าไปได้ไม่เกิน ๑ เมตร แต่การเหลื่อมล้ำต้องไม่กีดขวางสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีอยู่ใต้ทางนั้น และระดับของส่วนรากฐานที่ยื่นออกมาในทางสาธารณะจะต้องไม่สูงกว่าระดับที่คณะเทศมนตรีกำหนดให้

ข้อ ๕๑

ข้อ ๕๑ รากฐานของอาคารจะต้องทำเป็นลักษณะถาวรมั่นคงพอที่จะรับน้ำหนักของอาคารและน้ำหนักที่จะใช้บรรทุกได้โดยปลอดภัย ในกรณีที่คณะเทศมนตรีเห็นว่าการกำหนดรากฐานนั้นยังไม่มั่นคงเพียงพอ ก็ให้เรียกรายการคำนวณจากเจ้าของอาคาร หรือผลของการทดลอง หรือทั้งสองอย่างเพื่อประกอบการพิจารณาได้ กำลังวัตถุและน้ำหนักบรรทุก

หมวด ๖

ข้อ ๕๒

ข้อ ๕๒ ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงอัด ส่วนอาคารประกอบด้วยอิฐประสานด้วยปูนผสมส่วนต่าง ๆ ให้กำหนดใช้ไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้ ชนิดอิฐ ส่วน ปูนขาว ส่วน ปูนซีเมนต์ ส่วนทราย แรงอัดต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร ธรรมดา ๑ ๓ ๒ กิโลกรัม ,, ๑ ๑ ๖ ๓ ” ,, ๑ ๔ ๔ ” ,, ๑ ๓ ๕ ” อัด ๑ ๓ ๔ ” ,, ๑ ๑ ๖ ๖ ” ,, ๑ ๔ ๘ ” ,, ๑ ๓ ๑๐ ”

ข้อ ๕๓

ข้อ ๕๓ ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงประเภทต่าง ๆ ของส่วนอาคารประกอบด้วยเหล็กชนิดต่าง ๆ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔ ของแรงประลัยแห่งวัตถุและถ้าไม่มีเอกสารแสดงการทดลองโดยผู้ชำนาญ ก็ให้ใช้แรงไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้ ชนิดเหล็ก แรงดึงต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร แรงอัดต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร แรงเฉือนต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร เหล็กหล่อ ๒๐๐ กิโลกรัม ๑,๒๐๐ กิโลกรัม ๒๐๐ กิโลกรัม เหล็กล้วน ๗๐๐ ” ๗๐๐ ” ๖๐๐ ” เหล็กกล้าสำหรับโครงสร้าง ๑,๒๐๐ ” ๑,๒๐๐ ” ๘๕๐ ” เหล็กเสริม ๑,๒๐๐ ” ๑,๒๐๐ ” ๘๕๐ ”

ข้อ ๕๔

ข้อ ๕๔ ในการคำนวณกำลังต้านทางแรงประเภทต่าง ๆ ของไม้ชนิดต่าง ๆ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๖ ของแรงประลัยแห่งวัตถุ และถ้าไม่มีเอกสารแสดงการทดลองของผู้ชำนาญก็ให้ใช้แรงไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้ ชนิดไม้ แรงดึงตามเสี้ยนต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร แรงอัดตามเสี้ยนต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร แรงเฉือนตามเสี้ยนต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร ไม้อ่อน ๘๐ กิโลกรัม ๘๐ กิโลกรัม ๖ กิโลกรัม ไม้สัก ๙๐ ” ๙๐ ” ๑๐ ” ไม้แก่น ๑๐๐ ” ๑๐๐ ” ๑๒ ”

ข้อ ๕๕

ข้อ ๕๕ ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงอัดของคอนกรีตธรรมดาไม่มีเหล็กเสริมตามส่วนผสมต่าง ๆ นั้น ให้ใช้ส่วนความปลอดภัยนั้นโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔ของแรงประลัยแห่งคอนกรีตภายในอายุ ๒๘ วัน แต่ถ้าไม่มีเอกสารแสดงผลทดลองของผู้ชำนาญ ก็ให้ใช้อัตราแรงไม่เกินดังต่อไปนี้ ส่วนปูนซีเมนต์ตามปริมาตร ส่วนทรายตามปริมาตร ส่วนหินตามปริมาตร แรงอัดต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร ๑ ๑ ๓ ๕๐ กิโลกรัม ๑ ๒ ๔ ๔๕ ” ๑ ๒ ๕ ๔๐ ” ๑ ๓ ๖ ๓๔ ” ๑ ๓ ๗ ๓๐ ” ๑ ๔ ๘ ๑๕ ”

ข้อ ๕๖

ข้อ ๕๖ ในการคำนวณกำลังแรงของส่วนอาคารประกอบด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กให้ผู้คำนวณแสดงรายการคำนวณจนเป็นที่พอใจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในลักษณะปลอดภัย ถ้าไม่มีหลักฐานการทดลองเป็นอย่างอื่นตามปกติให้ถือหลักการคำนวณดังต่อไปนี้ ก. พิกัดยืดของคอนกรีต ๑.๕×ตัน ต่อหนึ่งตารางเมตร ข. พิกัดยืดของเหล็กเสริม ๒๒×ตัน ต่อหนึ่งตารางเมตร ค. ส่วนผสมของคอนกรีตไม่อ่อนกว่าซีเมนต์ ๑ ทราย ๒ และหิน ๔ ตามปริมาตร ง. แรงอัดของคอนกรีตไม่เกิน ๔๕ กิโลกรัม ต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร จ. แรงดึงของเหล็กเสริมไม่เกิน ๑,๒๐๐ กิโลกรัม ต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร ฉ. แรงเฉือนของเหล็กเสริมไม่เกิน ๘๕๐ กิโลกรัม ต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร ช. สำหรับคานให้มีคอนกรีตหุ้มเหล็กหนาไม่น้อยกว่า ๒.๕ เซนติเมตร และไม่ต่ำกว่าขนาดของเหล็กเสริมเส้นใหญ่ที่สุด ซ. สำหรับพื้นให้มีคอนกรีตหุ้มเหล็กหนาไม่น้อยกว่า ๑.๕ เซนติเมตร และไม่ต่ำกว่าขนาดของเหล็กเสริมเส้นใหญ่ที่สุด ญ. ให้มีช่องว่างระหว่างเหล็กที่ขนานกันไม่น้อยกว่า ๒.๕ เซนติเมตร และไม่ต่ำกว่าขนาดของเหล็กเสริมอย่างไรก็ดีต้องโตกว่าขนาดของหินที่โตที่สุดที่ใช้อยู่ ๐.๕ เซนติเมตร ด. คานคอนกรีตเสริมเหล็กต้องมีส่วนยาวไม่เกิน ๒๔ เท่าของส่วนหนา เว้นแต่มีเหตุผลเป็นพิเศษ และไม่ใช้เหล็กเสริมแนวนอนเล็กกว่า ๖ มิลลิเมตร ต. สำหรับคอนกรีตเสริมเหล็กรับน้ำหนัก ต้องมีเหล็กเสริมตามลำไม่น้อยกว่า ๑ เส้นทุกมุม ถ้าเป็นเสากลมต้องไม่น้อยกว่า ๖ เส้น และมีส่วนเหล็กไม่น้อยกว่า ๐.๘ ใน ๑๐๐ ของคอนกรีต และขนาดของเหล็กเสริมต้องไม่น้อยกว่า ๑๒.๗ มิลลิเมตร ปริมาตรของเหล็กปลอกต้องไม่น้อยกว่า ๐.๔ ใน ๑๐๐ ของปริมาตรของคอนกรีต และระยะห่างของเหล็กปลอกและต้องไม่เกิน ๑๖ เท่าของขนาดเหล็กแกน หรือ ๔๘ เท่าของขนาดเหล็กปลอก หรือไม่เกินด้านแคบที่สุดของเสา

ข้อ ๕๗

ข้อ ๕๗ น้ำหนักบรรทุกบนพื้นของอาคารประเภทต่าง ๆ นอกจากน้ำหนักของตัวอาคารหรือส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์อย่างอื่นที่แน่ชัดให้คำนวณเป็นประมาณเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าอัตราดังต่อไปนี้ ก. อาคารที่พักอาศัย ๑๕๐ กิโลกรัม ต่อ ๑ ตารางเมตร ข. โรงพยาบาล โรงแรม สำนักงาน ๓๐๐ กิโลกรัม ต่อ ๑ ตารางเมตร ค. โรงเรียน โรงงาน โรงพิมพ์ ร้านขายของ โรงมหรสพ หอประชุม ภัตตาคาร ๔๐๐ กิโลกรัม ต่อ ๑ ตารางเมตร ง. คลังสินค้า ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ โรงกีฬา ๕๐๐ กิโลกรัม ต่อ ๑ ตารางเมตร จ. โรงเก็บรถยนต์ โรงเก็บเครื่องจักร โรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่ ๕๐๐ กิโลกรัม ต่อ ๑ ตารางเมตรขึ้นไป

ข้อ ๕๘

ข้อ ๕๘ แรงลมขนานกับพื้นดินสำหรับส่วนอาคารที่สูงกว่า ๑๕ เมตรขึ้นไป ให้ถือกำหนดแรงเท่ากับ ๑๕๐ กิโลกรัม ต่อ ๑ ตารางเมตรเป็นอย่างน้อย ส่วนที่ต่ำกว่านี้ลงมาให้ลดอัตราแรงลมเป็น ๑๐๐ กิโลกรัมต่อ ๑ ตารางเมตร

ข้อ ๕๙

ข้อ ๕๙ น้ำหนักบรรทุกบนดินประเภทต่าง ๆ ที่รากฐานของอาคารต้องกำหนดให้เหมาะสมมั่นคงปลอดภัย ซึ่งถ้าไม่มีเอกสารการทดลองให้เป็นที่พอใจของคณะเทศมนตรี จะต้องไม่เกินอัตรากำหนดดังต่อไปนี้ ก. ดินอ่อนหรือดินถมไว้แน่นตัวเต็มที่ ๒ ตัน ต่อ ๑ ตารางเมตร ข. ดินปานกลางหรือทรายร่วน ๑๐ ตัน ต่อ ๑ ตารางเมตร ค. ดินแน่นหรือดินทรายหยาบ ๒๐ ตัน ต่อ ๑ ตารางเมตร ง. กรวดหรือดินดาน ๔๐ ตัน ต่อ ๑ ตารางเมตร จ. หินปูนหรือหินทราย ๘๐ ตัน ต่อ ๑ ตารางเมตร ฉ. หินอัคนี ๑๕๐ ตัน ต่อ ๑ ตารางเมตร

ข้อ ๖๐

ข้อ ๖๐ ในการคำนวณน้ำหนักที่ลงบนรากฐานและเสาของอาคารสูงตั้งแต่สองชั้นลงมาให้คำนวณน้ำหนักของอาคารและน้ำหนักบรรทุกเต็มอัตรา ส่วนน้ำหนักบรรทุกของอาคารซึ่งสูงกว่าสองชั้นขึ้นไปและมิได้เป็นอาคารพิเศษ คลังสินค้า ห้องสมุด หรือโรงงานอุตสาหกรรมนั้นให้ลดส่วนลงได้ตามชั้นของอาคารดังนี้ (๑) ชั้นถัดจากชั้นยอด ลดอัตราลง ๑๐ ใน ๑๐๐ (๒) ชั้นถัดลงมา ลดอัตราลง ๒๐ ใน ๑๐๐ (๓) ชั้นถัดลงมา ลดอัตราลง ๒๐ ใน ๑๐๐ (๔) ชั้นถัดลงมา ลดอัตราลง ๒๐ ใน ๑๐๐ ทุกชั้นที่ถัดลงมาจากนี้ ลดอัตราลง ๕๐ ใน ๑๐๐

ข้อ ๖๑

ข้อ ๖๑ ในการคำนวณกำลังต้านทานของรากฐาน ให้คำนวณน้ำหนักของอาคารเต็มอัตราและ (เข็มรากฐานบนดินอ่อน) ให้เข็มรับน้ำหนักทั้งหมดโดยไม่คิดเอาแรงต้านของดินรอบ ๆ เข็มมาช่วยรับน้ำหนักสำหรับปลายเข็มจดดินแข็ง ดินดาน หรือวัตถุพื้นแข็งให้คำนวณเข็มนั้น เช่นลักษณะเสา แต่ถ้าเข็มอยู่ในดินอ่อนอาศัยแรงฝืดพยุง ให้ใช้เข็มไม่สั้นกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร และให้ใช้แรงฝืดดินตามสูตรต่อไปนี้ ให้ ฝ. = ๔๐๐ × ๓๕ ย. ฝ. = แรงฝืดดินเป็นกิโลกรัมต่อตารางเมตรของเนื้อที่ผิวเข็ม ย. = ความยาวของเสาเข็มเป็นเมตร ถ้าความยาวของเสาเข็มเกิน ๑๒ เมตร ต้องมีการทดลองกำลังน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็ม เนื้อที่ของรากฐานทั้งหมดจะต้องไม่น้อยกว่า ของเนื้อที่ผิวของเสาเข็มทั้งหมด ซึ่งอยู่ภายใต้รากฐานนั้น ในกรณีที่ไม่สามารถตอกเข็มได้เพราะพื้นดินแข็งเป็นดินปานกลาง หรือทรายร่วนในการคำนวณความต้านทานของดินใต้แผ่นฐานรากจะต้องไม่เกิน ๑๐ ตันต่อ ๑ ตารางเมตร ถ้าจะใช้มากกว่านี้จะต้องแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อถือได้ สำหรับเครื่องตอกเข็มด้วยแรงคน บ ถ้าตอกด้วยเครื่องจักร ซึ่งตอกได้ไม่น้อยกว่า ๔๐ ครั้งต่อ ๑ นาที บ ให้ บ. น้ำหนักบรรทุกได้โดยปลอดภัยเป็นกิโลกรัม น น้ำหนักลูกตุ้มเป็นกิโลกรัม ส ระยะลูกตุ้มเป็นเซนติเมตร จ ระยะที่เข็มจมครั้งสุดท้ายเป็นเซนติเมตร แนวอาคารและระยะต่าง ๆ

หมวด ๗

ข้อ ๖๒

ข้อ ๖๒ ห้ามมิให้บุคคลใดปลูกสร้างอาคาร หรือส่วนของอาคารยื่นออกมาในหรือเหนือทาง หรือที่ดินสาธารณะเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะเทศมนตรีเป็นหนังสือ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกำหนดต่อไปนี้ ๑. สำหรับกันสาดของพื้นชั้นแรกเหนือระดับถนน ระยะยื่นของกันสาดต้องยื่น ๑ ใน ๑๐ ของความกว้างของแนวถนน แนวถนนที่กว้าง ๒๐ เมตร ขึ้นไป ระยะยื่นของกันสาดต้องยื่น ๒ เมตร สำหรับอาคารสาธารณะ คณะเทศมนตรีอาจกำหนดระยะยื่นของกันสาดไม่เกินขอบทางเท้าได้ ระยะของกันสาดสูงจากพื้นทางเท้า ๓๒๕ เซนติเมตร ระดับปลายชายคาชั้นเดียวให้ถือตามกำหนดนี้ด้วยระดับสูงของกันสาดนี้ให้วัดจากระดับบนคันดินถึงใต้ท้องกันสาดโดยตลอด ลักษณะกันสาดถ้ามีคานหูช้าง โคนของคานต้องไม่สูงกว่า ๕๐ เซนติเมตร จากท้องกันสาด คานขอบกันสาดริมนอก หรือคานรัดปลายหูช้าง ต้องลึกหรือหนา ๒๕ เซนติเมตร ใต้ท้องกันสาดต้องเรียบวัตถุที่ทำกันสาดต้องเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหรือโครงเหล็ก เว้นแต่อาคารที่ได้รับอนุญาตให้สร้างด้วยไม้ จะสร้างโครงสร้างกันสาดด้วยไม้ก็ได้ เฉพาะการดัดแปลงกันสาดของเดิมจะสร้างโครงสร้างกันสาดด้วยไม้ก็ได้ แต่วัตถุมุงกันสาดต้องเป็นวัตถุทนไฟ และต้องบุฝ้าใต้ท้องกันสาดด้วย ระดับกันสาดให้ถือเท่าแนวระดับกันสาดข้างเคียง แต่ต้องไม่ต่ำกว่า ๓๒๕ เซนติเมตร ๒. หลังคา หลังคาของตึกแถว อาคารพาณิชย์ อาคารสาธารณะ กำหนดให้เป็นหลังคาตัด ถ้าเป็นหลังคาจั่วต้องมีลาดชายคา ไม่ยื่นออกมานอกผนังตึกด้านหน้า และต้องทำผนังลังลาดหลังคาด้วย เว้นแต่นายช่างเห็นว่าไม่ขัดกับหลักการของสถาปัตยกรรม ๓. ส่วนยื่นสถาปัตยกรรม ระยะยื่นของส่วนประณีตสถาปัตยกรรมของพื้นชั้นอื่น ๆ ได้ไม่เกิน ๑ ใน ๒๐ ของความกว้างของแนวถนน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๑๒๐ เซนติเมตรจากผนัง ระเบียงด้านหน้าอาคารให้ยื่นได้ตั้งแต่พื้นชั้นสามขึ้นไปและยื่นได้ไม่เกินระยะยื่นของส่วนประณีตสถาปัตยกรรม

ข้อ ๖๓

ข้อ ๖๓ ห้ามมิให้ปลูกสร้างอาคารสูงกว่าระดับพื้นดินเกินกว่าสองเท่าของระยะจากผนังด้านหน้าของอาคาร จดแนวถนนฟากตรงข้าม เว้นแต่ในกรณีอาคารตามข้อ ๖๔ ในกรณีอาคารปลูกสร้างรินถนนตรอก หรือซอยที่มีความกว้างไม่ถึง ๔ เมตร ห้ามมิให้ปลูกสร้างอาคารใด ๆ เว้นแต่จะได้ร่นแนวอาคารด้านชิดถนน ตรอก หรือซอย ให้ห่างจากศูนย์กลางของถนน ตรอกหรือซอยนั้น ๒ เมตร จึงอนุญาตปลูกสร้างได้สูงไม่เกิน ๘ เมตร คณะเทศมนตรีมีอำนาจที่จะประกาศเขตอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารสูงกว่ากำหนดนี้ได้

ข้อ ๖๔

ข้อ ๖๔ สำหรับอาคารหลังเดียวกันที่อยู่ระหว่างถนนสองสายขนาดไม่เท่ากัน อนุญาตให้ปลูกสร้างสูงได้สองเท่าของแนวถนนที่กว้างกว่าได้ทั้งหลัง สำหรับอาคารหลังเดียวกันที่อยู่บนถนนสองสายขนาดไม่เท่ากัน อนุญาตให้ปลูกสร้างถึงระดับสูงได้สามเท่า ของความกว้างของถนนที่กว้างกว่าได้ทั้งหลัง แต่อนุญาตให้สร้างได้ในระยะยาวตามถนนด้านละไม่เกิน ๑๕ เมตร จากมุมถนน อาคารที่อยู่ริมถนนที่มีความกว้างไม่ถึง ๘ เมตร แต่ไม่น้อยกว่า ๔ เมตร อนุญาตให้ปลูกสร้างได้สูงไม่เกิน ๘ เมตร คณะเทศมนตรีมีอำนาจที่จะอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารสูงกว่ากำหนดนี้ได้

ข้อ ๖๕

ข้อ ๖๕ อาคารที่ปลูกชิดที่ดินเอกชนนั้น อนุญาตให้ผนังด้านที่มีหน้าต่าง ประตู หรือช่องระบายลมอยู่ห่างเขตที่ดินได้ สำหรับสองชั้นลงมาระยะไม่น้อยกว่า ๒ เมตร สำหรับสามชั้นขึ้นไป ระยะไม่น้อยกว่า ๓ เมตร

ข้อ ๖๖

ข้อ ๖๖ อาคารที่ปลูกสร้างชิดที่ดินต่างผู้ครอบครองอนุญาตให้เฉพาะฝาหรือผนังด้านที่ไม่มีประตู หน้าต่าง หรือช่องระบายลมอยู่ชิดเขตที่ดินได้พอดีแต่มิให้ส่วนใดของอาคารรุกล้ำเขตที่ดินข้างเคียง ในกรณีที่ชายคาอยู่ใกล้เขตที่ดินข้างเคียง ต้องมีการป้องกันน้ำจากชายคามิให้ไหลตกลงในที่ดินนั้นด้วย เช่นใส่รางน้ำ

ข้อ ๖๗

ข้อ ๖๗ อาคารประเภทต่าง ๆ จะต้องมีที่ว่างอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งใดปกคลุมไม่น้อยกว่าส่วนที่กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้ ก. อาคารที่พักอาศัยแต่ละหลังให้มีที่ว่างอยู่ ๔๐ ใน ๑๐๐ ส่วน ของพื้นที่ ข. ห้องแถวหรือตึกแถวแต่ละห้องให้มีที่ว่างในอาคารอยู่ไม่น้อยกว่า ๓๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่ภายในขอบเขตที่ก่อสร้าง เฉพาะห้องแถว ตึกแถว ที่ได้กันที่ดินไว้เป็นทางเดินด้านหลังอาคารตามข้อ ๓๔ แห่งเทศบัญญัตินี้ อนุญาตให้คิดรวมเนื้อที่หลังอาคารนี้เป็นที่ว่างได้อีกครึ่งหนึ่งของทางเดินหลังอาคารแต่ละห้องนั้น ค. ห้องแถว ตึกแถว อาคารพาณิชย์ และอาคารสาธารณะ ซึ่งก่อสร้างอยู่มุมทางสาธารณะหรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะกว้างไม่น้อยกว่าสายละ ๑๐ เมตร และลึกไปตามถนนทั้งสองด้าน ไม่เกินด้านละ ๑๕ เมตร จะไม่มีที่ว่างเลยก็ได้ หากได้กันทางเดินไว้หลังอาคารกว้างไม่น้อยกว่า ๒ เมตร หรือก่อสร้างอยู่ริมทางสาธารณะหรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะสองสายขนานอยู่กว้างไม่น้อยกว่าสายละ ๑๐ เมตร และทางขนานทั้งสองนั้นห่างจากกันไม่เกิน ๑๕ เมตร จะไม่มีที่ว่างเลยก็ได้ ง. อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรมและอาคารสาธารณะ นอกจากที่กล่าวไว้แล้วในข้อ ค. ซึ่งไม่ได้ใช้เป็นที่พักอาศัยด้วย ให้มีที่ว่างอยู่ ๑๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่เว้นแต่ในกรณีพิเศษที่การระบายลมและให้แสงสว่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว คณะเทศมนตรีจะอนุมัติให้ก่อสร้าง โดยมีที่ว่างน้อยกว่าที่กำหนดก็ได้ แต่ถ้าใช้เป็นที่พักอาศัยด้วยให้มีที่ว่างอยู่ ๓๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่ เฉพาะอาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะที่ได้กันที่ดินไว้เป็นทางเดินด้านหลังอาคาร ตามข้อ ๓๔ แห่งเทศบัญญัตินี้ อนุญาตให้คิดรวมเนื้อที่หลังอาคารนี้ เป็นที่ว่างได้อีกครึ่งของทางเดินหลังอาคารนั้น จ. สำหรับตึกแถว อาคารพาณิชย์หรืออาคารสาธารณะ ในกรณีที่มีช่องหน้าต่างหรือประตูเปิดสู่อากาศภายนอกไม่น้อยกว่า ๒๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่อาคารทุกๆ ชั้นจะไม่มีที่ว่างเลยก็ได้ ช่องหน้าต่าง ประตู ด้านที่เปิดสู่อากาศภายนอก หมายถึง ช่องเปิดของผนังด้านชิด ทางสาธารณะ หรือด้านที่ห่างที่ดินเอกชน สำหรับอาคารสองชั้นลงมาให้ห่างไม่น้อยกว่า ๒ เมตร สำหรับสามชั้นขึ้นไปให้ห่างไม่น้อยกว่า ๓ เมตร

ข้อ ๖๘

ข้อ ๖๘ ห้ามทำการก่อสร้างสิ่งใดปกคลุมหรือก่อสร้างอาคารลงบนที่ดิน ซึ่งได้เว้นระยะห่างเขตและเป็นที่ว่างดังกล่าวในข้อ ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔ และข้อ ๖๗ แห่งเทศบัญญัตินี้ให้เป็นการกีดขวางหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในที่ว่างนี้ต้องหมดไปหรือน้อยลงกว่าเดิม ในเมื่ออาคารนั้นยังคงสภาพอยู่

ข้อ ๖๙

ข้อ ๖๙ อาคารซึ่งก่อสร้างมาก่อนและขัดกับข้อ ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔ และ ๖๗ แห่งเทศบัญญัตินี้ ห้ามทำการต่อเติมขยายหรือดัดแปลงเว้นแต่การดัดแปลงหน้าร้าน ซึ่งทำเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม เฉพาะอาคารซึ่งก่อสร้างมาก่อน และขัดกับข้อ ๓๔, ๖๗ แห่งเทศบัญญัตินี้ถ้าเป็นการดัดแปลงอาคารตามสภาพเดิมโดยเปลี่ยนให้เป็นวัตถุทนไฟ ให้คณะเทศมนตรีเป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามความเหมาะสมได้ การสุขาภิบาล

หมวด ๘

ข้อ ๗๐

ข้อ ๗๐ อาคารที่จะปลูกสร้างต้องมีทางระบายน้ำที่ใช้แล้วออกจากอาคารไปได้สะดวก

ข้อ ๗๑

ข้อ ๗๑ การทำทางระบายน้ำจากอาคารไปสู่ทางน้ำสาธารณะ จะต้องให้มีส่วนลาดไม่ต่ำกว่า ๑ ใน ๒๐๐ ตามแนวตรงที่สุดที่จะทำได้ ถ้าจะใช้ท่อกลมเป็นทางระบาย ต้องมีบ่อตรวจทุกระยะ ๓๐ เมตร และทุกมุมเลี้ยวด้วย

ข้อ ๗๒

ข้อ ๗๒ ถ้าการระบายน้ำโสโครกออกจากอาคารไปสู่ทางน้ำสาธารณะ ซึ่งมิได้จัดเตรียมไว้โดยเฉพาะแล้ว คณะเทศมนตรีอาจไม่ยอมอนุญาตให้จนกว่าเจ้าของอาคารจะได้จัดการให้น้ำโสโครกนั้นมีลักษณะดีขึ้น ตามที่เห็นสมควรก็ได้

ข้อ ๗๓

ข้อ ๗๓ อาคารตามความหมายแห่งข้อ ๓ (๑) ถึง (๗) ถ้ามีท่อเอกประปาในทางสาธารณะต่อเขตที่สร้างอาคาร ก็ให้ต่อท่อประปาเข้าสู่อาคารด้วย เว้นแต่อาคารที่พักอาศัยซึ่งเจ้าของอยู่เอง

ข้อ ๗๔

ข้อ ๗๔ การทำการระบายน้ำและติดต่อท่อระบายน้ำนั้นท่อประปา ท่อระบายน้ำในอาคาร และอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับการต่อท่อและการสุขาภิบาล จะต้องมีลักษณะถูกต้องเพื่อประโยชน์ในทางอนามัยตามแบบนิยมในทางวิชาการ

ข้อ ๗๕

ข้อ ๗๕ อาคารที่บุคคลอาจพักอาศัยใช้สอยได้ให้มีส้วมไว้ตามจำนวนอันสมควรแต่ต้องไม่น้อยกว่าอัตราตามกำหนดไว้นี้ ก. อาคารที่พักอาศัย ห้องแถว หรือตึกแถว ให้มี ๑ แท่น ทุกหลัง ข. โรงแรมให้มี ๑ แท่น ต่อกำหนด ๑๐ คน ที่อาคารนั้นจะให้คนพักแรมได้ ค. โรงเรียนและโรงงานให้มี ๑ แท่น ต่อ ๑๐๐ คน ที่กำหนดให้ใช้สอยอาคารนั้น ง. หอประชุมและโรงมหรสพ ให้มี ๑ แท่น ต่อ ๓๐๐ คน ที่กำหนดให้ใช้สอยอาคารนั้น

ข้อ ๗๖

ข้อ ๗๖ ห้องส้วมต้องมีขนาดเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า ๑.๐ ตารางเมตร ต่อ ๑ แท่น มีลักษณะที่จะรักษาความสะอาดได้ง่าย เรียบร้อย และมีพื้นที่ไม่ซึมกับมีช่องระบายลมตามสมควรถ้าเป็นส้วมระบายน้ำซึ่งไม่ใช่บ่อเก็บอาจม ให้ทำในตัวอาคารที่พักอาศัยได้ แต่ถ้าเป็นส้วมวิธีอื่นต้องทำเป็นส่วนหนึ่งต่างหากนอกออกไปจากตัวอาคารที่พักอาศัยนั้น การตรวจควบคุมการปลูกสร้าง

หมวด ๙

ข้อ ๗๗

ข้อ ๗๗ ผู้ได้รับอนุญาตปลูกสร้างอาคารต้องเก็บรักษาใบอนุญาต แผนผังแบบก่อสร้างและรายการไว้ ณ บริเวณปลูกสร้างหนึ่งชุด เพื่อให้นายช่างที่ตรวจการปลูกสร้างขอตรวจได้เสมอตามเวลาที่สมควร

ข้อ ๗๘

ข้อ ๗๘ การควบคุมการปลูกสร้าง ให้มีนายงานรับผิดชอบควบคุม หรือให้เจ้าของคุมเองเพื่อให้เป็นไปตามกำหนดอนุญาตและให้เป็นการปลอดภัยต่อคนงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาคารนั้น นายงานต้องมีความสามารถสมควรทำการปลูกสร้างตามหน้าที่ได้ ถ้านายงานไม่อยู่ประจำตลอดเวลาปลูกสร้างจะต้องมีตัวแทนกำกับการไว้เสมอ คำสั่งของนายช่างที่ตรวจการปลูกสร้าง ซึ่งมอบให้กับนายงานหรือตัวแทนนั้น ให้ถือว่าได้ให้ไว้กับเจ้าของอาคารเอง

ข้อ ๗๙

ข้อ ๗๙ ถ้านายช่างตรวจพบการปลูกสร้างอาคารนั้นผิดจากแผนผังแบบก่อสร้างรายการหรือเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาตให้ตักเตือนเจ้าของอาคารหรือนายงานควบคุมแล้วรายงานให้คณะเทศมนตรีทราบ คณะเทศมนตรีจะแจ้งกำหนดเวลาอันสมควรให้เจ้าของอาคารจัดการแก้ไขการปลูกสร้างเสียให้ถูกต้อง ซึ่งเมื่อพ้นกำหนดเวลาไปแล้วการแก้ไขยังไม่เสร็จเรียบร้อยก็ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติ

ข้อ ๘๐

ข้อ ๘๐ วัตถุประกอบการปลูกสร้างอาคารต้องมีคุณภาพตามกำหนดของรายการและรายการคำนวณ ถ้านายช่างเห็นว่าเหตุสงสัยในคุณภาพของวัตถุอย่างไร ก็ขอให้ตรวจดูหนังสือสำคัญแสดงผลการทดลองกำลังจากเจ้าของอาคารหรือเรียกตัวอย่างวัตถุตามปริมาณสมควร เพื่อตรวจสอบโดยการทดลองตามวิชาการ ซึ่งเจ้าของอาคารจะต้องจัดการส่งให้ตามต้องการโดยไม่คิดมูลค่าของนั้น

ข้อ ๘๑

ข้อ ๘๑ การปลูกสร้างรากฐานของอาคารให้ทำได้เฉพาะเวลากลางวัน ถ้ารายการคำนวณของรากฐานไม่แน่นอนในหลักการ นายช่างอาจขอให้เจ้าของอาคารทำการทดลองบรรทุกน้ำหนักบนส่วนรากฐานตามสมควรและเจ้าของอาคารจะปลูกสร้างขั้นต่อไปมิได้ จนปรากฏว่าผลการทดลองนั้นเป็นการมั่นคงปลอดภัยตามหลักวิชาการ

ข้อ ๘๒

ข้อ ๘๒ อาคารปลูกสร้างติดต่อกับทางสาธารณะ จะลงมือปลูกสร้างได้ต่อเมื่อได้นัดหมายให้นายช่างทราบ และตกลงกำหนดเวลากันแล้ว เพื่อมิให้มีภัยต่อผู้ใช้ทางสาธารณะนั้นเจ้าของอาคารจะต้องแสดงวิธีการและขั้นของงานจนเป็นที่พอใจของนายช่างก่อนดำเนินงาน

ข้อ ๘๓

ข้อ ๘๓ เมื่อนายช่างประสงค์จะเข้าตรวจอาคารที่ปลูกสร้างไว้เสร็จแล้วว่าอยู่ในภาวะอันสมควรหรือไม่ก็ให้แจ้งกำหนดเวลาตรวจให้เจ้าของอาคารทราบเป็นหนังสือก่อนตรวจอย่างน้อย ๔๘ ชั่วโมง เจ้าของอาคารหรือตัวแทนจะต้องให้ความสะดวกต่อนายช่างในการตรวจตามสมควร

ข้อ ๘๔

ข้อ ๘๔ เมื่อนายช่างตรวจพบอาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารไม่อยู่ในภาวะอันสมควร ซึ่งน่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ชีวิต หรือทรัพย์สิน ให้รายงานคณะเทศมนตรีทราบ คณะเทศมนตรีจะสั่งเจ้าของอาคารให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือรื้อถอนตามแบบ “อ. ๔” ท้ายเทศบัญญัติ ค่าธรรมเนียมการตรวจแบบก่อสร้างและการออกใบอนุญาต

หมวด ๑๐

ข้อ ๘๕

ข้อ ๘๕ ค่าธรรมเนียมให้เรียกเก็บสำหรับอาคารที่เป็นบ้าน เรือน โรง ทำด้วยอิฐ คอนกรีตหรือเหล็กเป็นส่วนใหญ่ตารางเมตรละ ๑๐ สตางค์ ตามขนาดของพื้นในอาคารนั้นทุกชั้น

ข้อ ๘๖

ข้อ ๘๖ ค่าธรรมเนียมสำหรับรั้ว กำแพง ให้เรียกเก็บตามระยะยาวเมตรละ ๕ สตางค์

ข้อ ๘๗

ข้อ ๘๗ ค่าธรรมเนียมสำหรับเขื่อน ท่าน้ำ ให้เรียกเก็บตามระยะยาวเมตรละ ๒๐ สตางค์

ข้อ ๘๘

ข้อ ๘๘ ค่าธรรมเนียมสำหรับอู่เรือ คานเรือและป้ายโฆษณา ให้เรียกเก็บตารางเมตรละ ๔๐ สตางค์

ข้อ ๘๙

ข้อ ๘๙ ค่าธรรมเนียมสำหรับท่อ หรือรางระบายน้ำ ให้เรียกเก็บตามระยะยาวเมตรละ ๕ สตางค์

ข้อ ๙๐

ข้อ ๙๐ ค่าธรรมเนียมสำหรับสะพาน ให้เรียกเก็บตารางเมตรละ ๔๐ สตางค์

ข้อ ๙๑

ข้อ ๙๑ ค่าธรรมเนียมสำหรับอาคารอย่างอื่นชนิดไม่ได้กล่าว และไม่เข้าในประเภทใดตามกำหนดไว้ ให้เรียกเก็บตารางเมตรละ ๔๐ สตางค์ของพื้นที่ หรือถ้าวัดพื้นที่ไม่ได้ ให้เรียกเก็บตามยาวเมตรละ ๒๐ สตางค์

ข้อ ๙๒

ข้อ ๙๒ อาคารชั่วคราวให้ยกเว้นไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม

ข้อ ๙๓

ข้อ ๙๓ ในการคิดค่าธรรมเนียม ถ้าเศษของเมตรหรือตารางเมตรต่ำกว่ากึ่งให้ปัดเศษ ถ้าตั้งแต่กึ่งขึ้นไปให้เรียกเก็บเท่าหน่วยเต็ม การรักษาการตามเทศบัญญัติ

หมวด ๑๑

ข้อ ๙๔

ข้อ ๙๔ ให้นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลตะลุบัน มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัตินี้ ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ วิชิต สุทธิธรรม นายกเทศมนตรีตำบลตะลุบัน ฐิติพงษ์/ตรวจ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๑/ตอนที่ ๑๙๙/หน้า ๔๗๔/๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๗

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

條文目次

接下來可以查