มาตรา 57
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดถูกกล่าวหาหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการสอบสวนชั้นต้นโดยมิชักช้า
วิธีสอบสวนชั้นต้นนี้
จะทำโดยให้มีผู้มีกรณีเกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องราวเป็นหนังสือ หรือโดยบันทึก
เรื่องราวและความเห็นก็ได้
เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สอบสวนชั้นต้นแล้ว เห็นว่าข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง
ให้ดำเนินการตามมาตรา 61
แต่ถ้าเห็นว่าเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ดำเนินการตามมาตรา58 หรือมาตรา
60 แล้วแต่กรณี
แต่ถ้าเกินอำนาจของตนให้รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปตามลำดับ เพื่อดำเนินการตามควรแก่กรณี
มาตรา 58
ข้าราชการอัยการผู้ใดซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาต่อไปนี้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นอย่างน้อยสามคนเพื่อทำการสอบสวน คือ
(1) รัฐมนตรี สำหรับข้าราชการอัยการทุกชั้น
(2) อธิบดี สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น
1 และชั้น 2
(3) อัยการพิเศษประจำเขต
สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2
ภายในเขตอำนาจและหน้าที่
ผู้ที่เป็นกรรมการต้องเป็นข้าราชการอัยการ
คณะกรรมการสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้คำชี้แจง แล้วรีบดำเนิน
การสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว
กำหนดอย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง ถ้ามีความจำเป็นซึ่งจะสอบสวนให้ทันภายในกำหนดนั้นไม่ได้ ก็ให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน และต้องแสดงเหตุที่ต้องขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง แต่ถ้าขยายเวลาแล้วยังสอบสวนไม่เสร็จ
จะขยายเวลาต่อไปอีกได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้แต่งตั้ง
ให้ ก.อ. มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนการตั้งกรรมการ การกำหนดองค์คณะ
กรรมการที่จะทำการสอบสวน การส่งประเด็นไปสอบสวนพยานบุคคลซึ่งอยู่ต่างท้องที่ การรวบรวม
พยานหลักฐานและกิจการอื่น ๆ
เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรม
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้วให้รายงานเสนอความเห็นต่ออธิบดี ทั้งนี้
โดยให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาตามลำดับได้มีโอกาสแสดงความเห็นด้วยถ้าคณะกรรมการ ผู้บังคับบัญชาหรืออธิบดีเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดวินัยก็ให้อธิบดีทำความเห็นรายงานไปยัง
ก.อ. เมื่อ ก.อ. ได้พิจารณาเห็นสมควรไล่ออก
ปลดออก
หรือให้ออกจากราชการ
จึงให้สั่งไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการต่อไป ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 27 วรรคสอง
สำหรับกรณีข้าราชการอัยการต้องหาคดีอาญานั้น จะใช้คำพิพากษาของศาลประกอบการพิจารณา
ตามความในวรรคก่อนโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนก็ได้
มาตรา 59
ให้คณะกรรมการตามมาตรา 58
เป็นเจ้าพนักงานตามความหมายของประมวล
กฎหมายอาญา
และให้มีอำนาจอย่างพนักงานสอบสวนตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา
เพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ และโดยเฉพาะให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(1) มีหนังสือสอบถามกระทรวงทบวงกรม
เทศบาลหรือสุขาภิบาลที่เกี่ยวข้องให้ชี้แจงข้อเท็จจริง
และการปฏิบัติพร้อมทั้งเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน
(2) ให้กระทรวงทบวงกรม
เทศบาลหรือสุขาภิบาลที่เกี่ยวข้องส่งเอกสารหลักฐานหรือสั่งบุคคล
ในสังกัดมาให้ถ้อยคำประกอบการพิจารณา
(3) ให้กระทรวงทบวงกรม
เทศบาลหรือสุขาภิบาลที่เกี่ยวข้องส่งผู้แทนมาชี้แจง
(4) มีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาทำการสอบสวนหรือให้ส่งเอกสารหลักฐานมาประกอบการ
พิจารณา
(5) เรียกบุคคลใด ๆ
มาให้ถ้อยคำ
หรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกรณีนั้น
มาตรา 60 ภายใต้บังคับมาตรา
27 วรรคสอง
ข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้าย
แรงอันเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งดังระบุไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการที่
ก.อ. กำหนด ให้รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีพิจารณาสั่งไล่ออกหรือปลดออกจากราชการได้โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนและพิจารณาตามมาตรา
58 แต่ต้องได้รับความเห็นชอบของ ก.อ. ก่อน
มาตรา 61
ข้าราชการอัยการผู้ใด
กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง
และผู้บังคับบัญชาสอบสวน
พิจารณาแล้ว
เห็นว่าสมควรลงโทษเพียงสถานตัดเงินเดือนหรือภาคทัณฑ์ ก็ให้ผู้บังคับบัญชารายงานตามลำดับถึงอธิบดีเพื่อเสนอ
ก.อ. เมื่อ ก.อ. พิจารณาเห็นสมควรลงโทษสถานใด ก็ให้รายงานไปยัง
รัฐมนตรีเพื่อสั่ง
มาตรา 62
ในคำสั่งลงโทษให้แสดงว่าผู้รับโทษนั้นกระทำความผิดเรื่องใด ฐานใด มาตราใด
มาตรา 63
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูก
ฟ้องคดีอาญา
เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าจะให้อยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ จะสั่งให้พักราชการก็ได้
ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งให้พักราชการตามความในวรรคก่อนนั้น คือ
(1) รัฐมนตรี สำหรับข้าราชการอัยการทุกชั้น
(2) อธิบดี
สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2
(3) อัยการพิเศษประจำเขต
สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2
ภายในเขตอำนาจและหน้าที่
การให้พักราชการนั้น ให้พักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา หรือตลอดเวลาที่คดียังไม่ถึงที่สุด
เมื่อสอบสวนพิจารณาเสร็จแล้วหรือคดีถึงที่สุดแล้ว
ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้พักมิได้กระทำความผิดและไม่มีมลทินหรือมัวหมอง
ผู้บังคับบัญชาที่สั่งพักราชการต้องสั่งให้ผู้นั้นเข้ารับราชการตามเดิม
เงินเดือนของผู้ที่ถูกสั่งให้พักราชการดังกล่าวมานั้น ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา 64
ในกรณีที่อาจสั่งพักราชการได้ตามมาตรา 63 ถ้ารัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า ข้าราช
การอัยการผู้ถูกสอบสวนในกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกฟ้องคดีอาญานั้น มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่พิจารณาสอบสวนหรือในคดีนั้นจะให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างพิจารณาหรือสอบสวนจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ก.อ. แล้ว จะสั่งให้ออกจากราชการโดยให้รอการพิจารณาจ่ายบำเหน็จบำนาญไว้ก่อนก็ได้ แต่ถ้าภายหลังการสอบสวนพิจารณาได้ความเป็นสัตย์ หรือศาลพิพากษาว่ามีความผิดที่จะต้องลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก ก็ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ตรงตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
ถ้าปรากฏว่าไม่มีมลทินหรือมัวหมอง
ให้รัฐมนตรีสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการ และให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินเดือนในระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นเสมือนว่าผู้นั้นถูกสั่งให้พักราชการ
มาตรา 65
ถ้าปรากฏว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยได้สั่งไปโดยผิดหลง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแก้ไข
เปลี่ยนแปลงให้เป็นคุณแก่ผู้ถูกลงโทษได้ แต่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.อ. เสียก่อน
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวในวรรคก่อน ให้กระทำได้ภายในกำหนดสองปีนับแต่วันสั่ง
ลงโทษ
บทเฉพาะกาล
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).