ตราพระบรมราชโองการ
ตราพระบรมราชโองการ
พระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
พ.ศ. 2503
ในพระปรมาภิไธย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
สังวาลย์
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ให้ไว้ ณ วันที่
21 ธันวาคม พ.ศ. 2503
เป็นปีที่ 15
ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อความเบื้องต้น
มาตรา 1
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า `พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2503'
มาตรา 2
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
`ข้าราชการฝ่ายอัยการ' หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรับราชการในกรมอัยการ โดยได้รับ
เงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในกระทรวงมหาดไทย
`รัฐมนตรี' หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
`อธิบดี' หมายความว่า อธิบดีกรมอัยการ
`รองอธิบดี' หมายความว่า รองอธิบดีกรมอัยการ
มาตรา 4 ข้าราชการฝ่ายอัยการมี
2 ประเภท
(1) ข้าราชการอัยการ คือ
ข้าราชการผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินคดีตามกฎหมายซึ่ง
บัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ
(2) ข้าราชการธุรการซึ่งแบ่งออกเป็น
(ก)
ข้าราชการธุรการสามัญ
คือ ข้าราชการผู้มีหน้าที่ในทางธุรการโดยได้รับเงินเดือน
ในอัตราสามัญ
(ข)
ข้าราชการธุรการวิสามัญ
คือ
ข้าราชการผู้มีหน้าที่ในทางธุรการโดยได้รับเงิน
เดือนในอัตราวิสามัญ
มาตรา 5
ข้าราชการอัยการจะได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 และตาม
อัตราในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
ในปีหนึ่ง
ให้สำนักงบประมาณกำหนดเงินในงบประมาณไว้สำหรับเลื่อนเงินเดือนข้าราชการอัยการตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
เพื่อประโยชน์ในการออมทรัพย์ของข้าราชการอัยการคณะรัฐมนตรีจะวางระเบียบและวิธีการให้
กระทรวงการคลังหักเงินเดือนของข้าราชการอัยการไว้เป็นเงินสะสมและคิดดอกเบี้ยจากเงินสะสมนั้นให้ด้วยก็ได้
เงินสะสมและดอกเบี้ยนี้ให้จ่ายคืนเมื่อออกจากราชการ
มาตรา 6
เครื่องแบบของข้าราชการอัยการ
และระเบียบการแต่งให้เป็นไปตามที่กำหนดโดย
พระราชกฤษฎีกา
มาตรา 7 ข้าราชการอัยการผู้ไปรับราชการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร เมื่อออก
จากราชการที่ไปรับนั้นโดยไม่มีความเสียหายแล้ว
ประสงค์จะเข้ารับราชการโดยรับเงินเดือนเท่าที่ได้รับอยู่ในขณะที่ไปรับราชการตามกฎหมายนั้นก็ให้ยื่นคำขอภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันพ้นการรับราชการทหาร ให้รัฐมนตรีรับบรรจุทีเดียว
แต่ถ้าจะบรรจุให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขณะที่ไปรับราชการทหาร ให้บรรจุได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการซึ่ง
ก.อ. จะได้กำหนด
มาตรา 8
การบังคับบัญชาข้าราชการอัยการ
ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยพนักงานอัยการมาใช้บังคับเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่การบังคับบัญชาข้าราชการอัยการในกองอัยการ กองคดีและกองวิชาการ ให้อัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา
อัยการพิเศษฝ่ายคดีและอัยการพิเศษฝ่ายวิชาการ
เป็นผู้บังคับบัญชารองจากรองอธิบดีตามลำดับส่วนการบังคับบัญชาข้าราชการอัยการในเขต ให้อัยการพิเศษประจำเขตนั้น ๆ
เป็นผู้บังคับบัญชารองจากรองอธิบดี
มาตรา 9
ให้ข้าราชการธุรการเป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ
พลเรือน
และให้ใช้กฎหมายนั้นบังคับแก่ข้าราชการธุรการทุกประการ
ตำแหน่งข้าราชการอัยการใดเป็นตำแหน่งผู้บังคับบัญชาข้าราชการธุรการ โดยเทียบกับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งใด ให้กำหนดโดยกฎ ก.พ.
มาตรา 10
ให้ถือว่าข้าราชการอัยการเป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จ
บำนาญข้าราชการ
มาตรา 11 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจกำหนดค่าธรรมเนียมการสอบครั้งหนึ่งไม่เกินหนึ่งร้อยบาท และออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น
เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ข้าราชการอัยการ
การบรรจุ
การแต่งตั้ง และการเลื่อน
มาตรา 12
ตำแหน่งข้าราชการอัยการมีดังนี้
อธิบดี รองอธิบดี อัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา
อัยการพิเศษฝ่ายคดี
อัยการพิเศษฝ่ายวิชาการ
อัยการพิเศษประจำเขต
อัยการประจำกรม อัยการประจำกอง อัยการจังหวัดและอัยการผู้ช่วย
นอกจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว
อาจให้มีตำแหน่งข้าราชการอัยการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งจะได้มีกฎกระทรวงกำหนดเทียบกับตำแหน่งดังกล่าวแล้ว
กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความเห็นชอบของ ก.อ. ก่อน
มาตรา 13 ข้าราชการอัยการให้ได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งดังต่อไปนี้
(1) อธิบดี ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 6
(2) รองอธิบดี ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 5
(3) อัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา
อัยการพิเศษฝ่ายคดีอัยการพิเศษฝ่ายวิชาการ อัยการพิเศษ
ประจำเขต
ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 4
(4) อัยการประจำกรม ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 3
(5) อัยการประจำกอง อัยการจังหวัด ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 2
(6) อัยการผู้ช่วย ให้ได้รับเงินเดือนชั้น 1
ในกรณีที่ข้าราชการอัยการได้เลื่อนตำแหน่งให้ได้รับเงินเดือนในอัตราขั้นต่ำของชั้นที่กำหนดไว้
สำหรับตำแหน่งที่เลื่อนขึ้น
แต่ถ้าผู้นั้นได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของชั้นที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งดังกล่าว
ก็ให้รับเงินเดือนในขั้นของชั้นที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งนั้น ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเงินเดือนที่ได้รับอยู่
มาตรา 14 การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ให้รัฐมนตรีบรรจุ
โดยวิธีการสอบคัดเลือกตามความในหมวด 2 แห่งลักษณะนี้
แต่ถ้าผู้ใด
(1) สอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่ง ก.อ. เทียบว่าไม่
ต่ำกว่าปริญญาตรี
และสอบไล่ได้เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิตหรือนิติศาสตร์บัณฑิตหรือสอบไล่ได้ทางสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(2) เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิตหรือนิติศาสตร์บัณฑิตหรือสอบไล่ได้วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตจากโรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม
หรือสอบไล่สำเร็จวิชากฎหมายจากคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2476
และสองไล่ได้ชั้นเกียรตินิยมทางสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือสอบไล่ได้ปริญญาโททางกฎหมายไทย แล้วได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายตามที่ ก.อ.
กำหนด เป็นเวลาไม่ต่ำกว่าสองปี หรือ
(3) สอบไล่ได้ปริญญาเอกทางกฎหมายไทย
เมื่อ ก.อ.
ได้พิจารณาและสอบสวนเห็นว่า
เป็นผู้มีคุณสมบัติและพื้นความรู้ตามมาตรา 23 และสมควรที่จะรับก็ให้รัฐมนตรีบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ
และอัตราส่วนของจำนวนผู้สอบคัดเลือกได้ ซึ่ง ก.อ. จะได้กำหนด
มาตรา 15 การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ให้บรรจุให้ได้รับเงิน
เดือนในอัตราขั้นต่ำของชั้น
เว้นแต่ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสอบคัดเลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศด้วย และปริญญาหรือประกาศนียบัตรนั้น ก.อ. เทียบว่าสูงกว่าปริญญาตรี
ก็ให้บรรจุให้ได้รับเงินเดือนในอัตราสูงกว่าขั้นต่ำได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการซึ่งก.อ.
จะได้กำหนด
มาตรา 16
การแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย อัยการจังหวัด อัยการ
ประจำกองและตำแหน่งที่เทียบกับตำแหน่งดังกล่าว
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ ก.อ.
อัยการผู้ช่วยผู้ได้รับแต่งตั้งโดยการคัดเลือกหรือสอบคัดเลือก จะคงดำรงตำแหน่งอยู่ได้ต่อเมื่อได้รับการอบรมจากรมอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผลของการอบรมเป็นที่พอใจของ ก.อ.ว่าอัยการผู้ช่วยดังกล่าวมีความรู้ความสามารถและความประพฤติเหมาะสมที่จะเป็นอัยการผู้ช่วย
อัยการผู้ช่วยผู้ใดเป็นอัยการผู้ช่วยมาแล้วเป็นเวลาสองปีและผลของการอบรมยังไม่เป็นที่พอใจของก.อ. ดังกล่าวในวรรคก่อน หรือปรากฏว่าผู้ได้รับแต่งตั้งไม่เหมาะสมที่จะเป็นอัยการผู้ช่วย ให้
รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการได้
มาตรา 17
การแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำรงตำแหน่งอัยการประจำกรม อัยการพิเศษ
ประจำเขต
อัยการพิเศษฝ่ายวิชาการ
อัยการพิเศษฝ่ายคดี
อัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา รองอธิบดี
อธิบดีและตำแหน่งที่เทียบกับตำแหน่งดังกล่าว ให้รัฐมนตรีเสนอ ก.อ. เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว จึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง
มาตรา 18
การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการอัยการในชั้นหนึ่ง ๆ
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งเลื่อน
ในเมื่อได้รับความเห็นชอบของ ก.อ. แล้ว โดยปกติปีละหนึ่งขั้น โดยคำนึงถึงความอุตสาหะ ความสามารถ และการปฏิบัติตามวินัย
ตลอดจนคุณภาพและปริมาณแห่งราชการตำแหน่งนั้น ๆ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
กฎกระทรวงเช่นว่านี้ให้ได้รับความเห็นชอบของก.อ. ก่อน
มาตรา 19
ข้าราชการอัยการผู้ใดถึงแก่ความตายเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ราชการ คณะรัฐมนตรี
จะพิจารณาเลื่อนขั้นหรือชั้นเงินเดือนเพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญก็ได้
มาตรา 20
การโอนข้าราชการอัยการเป็นข้าราชการธุรการหรือการโอนข้าราชการอัยการไป
เป็นข้าราชการในกระทรวงทบวงกรมอื่น ให้รัฐมนตรีสั่งได้ เมื่อข้าราชการอัยการผู้นั้นยินยอมและ
ก.อ. เห็นชอบด้วยแล้ว
มาตรา 21
การแต่งตั้งข้าราชการธุรการไปเป็นข้าราชการอัยการ โดยได้รับเงินเดือนซึ่งไม่
สูงกว่าเดิมอาจทำได้เมื่อ ก.อ. เห็นชอบด้วย แต่ข้าราชการธุรการผู้นั้นต้องเคยดำรงตำแหน่งข้าราช
การอัยการมาแล้ว
มาตรา 22
ข้าราชการอัยการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งข้าราชการอัยการไปโดยมิได้มีความผิดหรือ
มลทินในราชการ
หรือไปรับราชการในกระทรวงทบวงกรมอื่น
เมื่อจะกลับเข้ารับตำแหน่งข้าราชการอัยการโดยได้รับเงินเดือนซึ่งไม่สูงกว่าขณะพ้นจากตำแหน่งข้าราชการอัยการ ถ้ามีคุณสมบัติและพื้นความรู้ตามมาตรา 23
รัฐมนตรีจะสั่งรับเพื่อบรรจุเมื่อได้รับความเห็นชอบของ ก.อ. แล้วก็ได้
การสอบคัดเลือก
มาตรา 23
ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ต้อง
(1) มีสัญชาติไทย
(2) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบสามปี
(3) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
(4) (ก)
เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิตหรือนิติศาสตร์บัณฑิต
หรือสอบไล่ได้วิชากฎหมายชั้นเนติบัณฑิตจากโรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม
หรือสอบไล่สำเร็จวิชากฎหมายจากคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน
พ.ศ. 2476
หรือสอบไล่ได้ปริญญาหรือประกาศนียบัตรทางกฎหมายจากต่างประเทศ ซึ่ง ก.อ.
เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และ
(ข) สอบไล่ได้วิชากฎหมายจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(5) เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
(6) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกพักราชการ
(7) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(8) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(9) ไม่เป็นผู้เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ เพราะกระทำผิดวินัย
(10) ไม่เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(11) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือมีกายทุพพลภาพ หรือเป็นโรคที่ระบุไว้ในกฎกระทรวง
(12) เป็นผู้ที่คณะกรรมการแพทย์มีจำนวนไม่น้อยกว่า
3 คน ซึ่ง ก.อ. จะได้กำหนดตัว ได้
ตรวจร่างการและจิตใจแล้ว และ ก.อ.
ได้พิจารณารายงานของแพทย์เห็นว่าสมควรรับสมัครได้
ให้ ก.อ. มีอำนาจวางระเบียบเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกก่อนที่จะรับสมัครได้
มาตรา 24 ให้ ก.อ.
มีอำนาจกำหนดหลักสูตรและวิธีการสอบคัดเลือกตลอดจนวางเงื่อนไขใน
การรับสมัคร
เมื่อสมควรจะมีการสอบคัดเลือกเมื่อใด
ให้อธิบดีเสนอต่อ ก.อ. และให้ ก.อ.
จัดให้มีการ
สอบคัดเลือก
เมื่อได้มีการสอบใหม่และได้ประกาศผลของการสอบแล้ว บัญชีสอบคัดเลือกคราวก่อนเป็นอันล้มเลิก
มาตรา 25
ตำแหน่งข้าราชการอัยการใดที่โดยลักษณะปริมาณ หรือคุณภาพของงานไม่เหมาะสมแก่การแต่งตั้งสตรีเข้ารับราชการ ให้กำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่งออกโดยความเห็นชอบของ ก.อมิให้สตรีเข้ารับราชการในตำแหน่งนั้น
มาตรา 26
ผู้ที่สอบได้คะแนนสูงให้ได้รับบรรจุก่อนผู้ที่ได้คะแนนต่ำลงมาตามลำดับแห่งบัญชีสอบคัดเลือก
ผู้สอบคัดเลือกได้คนใด
หากขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งตามมาตรา 23 หรือเป็นบุคคลซึ่ง ก.อ.เห็นว่ามีชื่อเสียงหรือความประพฤติหรือเหตุอื่น
ๆ ที่ไม่เหมาะสมจะเป็นข้าราชการอัยการ
เป็นอันหมดสิทธิเข้ารับราชการตามการสอบคัดเลือกนั้น
ผู้สอบคัดเลือกได้คนใดได้รับบรรจุเข้ารับราชการแล้วหากภายหลังปรากฏต่อ ก.อ.
ว่าผู้นั้นขาด
คุณสมบัติหรือพื้นความรู้ตามมาตรา 23
ตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุก็ดี
หรือมีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากกรณีต้องหานั้นก็ดี
ถ้าเป็นข้าราชการอัยการนอกจากตำแหน่งอัยการผู้ช่วยอัยการจังหวัด และอัยการประจำกอง
ก็ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงถอดถอน สำหรับตำแหน่งอัยการผู้ช่วย อัยการจังหวัด และอัยการประจำกอง ให้รัฐมนตรีสั่งถอดถอน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการกระทบกระทั่งถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ และการได้รับเงินเดือนก่อนถอดถอน
การพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา 27 ข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) โอนไปรับราชการทางอื่น
(2)
ตาย
(3) ลาออก
(4) ให้ออก
(5) ปลดออก
(6) ไล่ออก
การพ้นจากตำแหน่งข้าราชการอัยการตาม (1) (2) หรือ (3) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อ
ทรงทราบ
แต่ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตาม (4) (5) หรือ (6) ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อ
ทรงถอดถอน
ทั้งนี้
เว้นแต่ตำแหน่งอัยการผู้ช่วยอัยการจังหวัดและอัยการประจำกอง
มาตรา 28
ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ข้าราชการอัยการผู้ใด
ประสงค์จะลาออกจากราชการก็ย่อมทำได้
เมื่อรัฐมนตรีได้สอบสวนพิจารณาและอนุญาตแล้ว ให้ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง
ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลา
ไม่เกินหนึ่งปี
นับแต่วันยื่นหนังสือขอลาออกก็ได้
ในกรณีผู้ขอลาออกมีเรื่องถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัย และอยู่ในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาทางวินัย รัฐมนตรีจะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เพื่อรอฟังผลของเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยก็ได้แต่ในกรณีที่ผู้ขอลาออกมีกรณีถูกกล่าวหาว่าทำผิดคดีอาญาซึ่งมิใช่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
หรือมีกรณีต้องหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ห้ามมิให้รัฐมนตรีอนุญาตการลาออก แต่เมื่อเรื่องถึงที่สุดแล้ว ผู้ขอลาออกไม่ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออกหรือถูกสั่งให้ออก จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกเพราะเหตุนั้นอีกต่อไปไม่ได้
มาตรา 29
เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ข้าราชการอัยการผู้ใดพ้นจากตำแหน่งโดยให้ออกจาก
ราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ
จะกราบบังคมทูลเพื่อให้ผู้นั้นออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการก็ได้
แต่
(1) การให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเพราะเหตุทดแทน ให้ทำได้เฉพาะเหตุดังนี้
(ก)
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้ดำเนินการ
สอบสวนพิจารณาตามวิธีการที่ได้บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 หมวด 3
แล้ว ไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่ากระทำผิดที่จะต้องถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก แต่ ก.อ.
เห็นว่าผู้นั้นมีมลทินหรือมัวหมอง จะให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ และเห็นสมควรให้ออกจากราชการ
(ข)
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดสำหรับความผิด
ลหุโทษ
หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
และ ก.อ. ได้พิจารณาเห็นสมควรให้ออกจากราชการ
(ค)
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดบกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติ
หน้าที่ราชการ
หรือประพฤติตนไม่สมควรที่จะให้คงเป็นข้าราชการต่อไป และ ก.อ.
ได้พิจารณาเห็น
สมควรให้ออกจากราชการ
(ง)
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการสม่ำเสมอแต่ไม่ถึง
ทุพพลภาพ และ
ก.อ. ได้พิจารณาเห็นสมควรให้ออกจากราชการ
(จ)
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใด ก.อ.
ได้สอบสวนพิจารณาเห็นว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา
23 (1) หรือ (11)
หรือขาดจากสมาชิกภาพแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือไปดำรงตำแหน่งการเมือง
(2) การให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเพราะเหตุทุพพลภาพ หรือเพราะเหตุรับราชการนาน
ให้ทำได้เมื่อ ก.อ. ได้พิจารณาเห็นสมควรให้ออกจากราชการ
ทั้งนี้
สำหรับตำแหน่งอัยการผู้ช่วย
อัยการจังหวัดและอัยการประจำกองไม่ต้องนำความกราบ
บังคมทูลในการให้ออกจากราชการ
มาตรา 30
เมื่อเจ้าหน้าที่ควบคุมเกษียณอายุข้าราชการได้ยื่นบัญชีรายชื่อข้าราชการอัยการผู้มี
สิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญ ซึ่งมีอายุจะครบกำหนดพ้นจากราชการ เพราะเหตุสูงอายุในปีถัดไปต่อเจ้ากระทรวงตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ให้เจ้ากระทรวงเสนอเรื่องไปให้ก.อ.
พิจารณา ถ้า ก.อ.
เห็นว่าข้าราชการผู้ใดสมควรได้รับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อต่อเวลาราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ก็ให้เจ้ากระทรวงดำเนินการต่อไป
มาตรา 31 การไล่ออก การปลดออก และการให้ออกจากราชการ ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้
ในลักษณะ 5
คณะกรรมการอัยการ
มาตรา 32
ให้มีคณะกรรมการอัยการคณะหนึ่ง
เรียกโดยย่อว่า ก.อ. ประกอบด้วยรัฐมนตรี
เป็นประธาน
อธิบดีเป็นรองประธาน
รองอธิบดี
อัยการพิเศษฝ่ายปรึกษา
อัยการพิเศษฝ่ายคดี
และอัยการพิเศษฝ่ายวิชาการ เป็นกรรมการอัยการโดยตำแหน่ง และกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิอีกสามคน ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
ให้ ก.อ. แต่งตั้งข้าราชการฝ่ายอัยการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ และให้มีเจ้าหน้าที่ตามสมควร
มาตรา 33
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ หากตำแหน่งกรรมการดังกล่าวว่างลงก่อนถึงกำหนด
รัฐมนตรีอาจดำเนินการให้มีการแต่งตั้งเพื่อซ่อม
กรรมการซึ่งได้รับเลือกซ่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของกรรมการที่ตนแทน
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิตามมาตรา 23 (4) (ก)
เป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภาไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าปี
และเป็นข้าราชการบำนาญซึ่งเคยทำงานในหน้าที่พนักงานอัยการ
มาแล้ว
มาตรา 34
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ครบกำหนดวาระ
(2) ตาย
(3) ลาออก
(4) กลับเข้ารับราชการ
(5) ขาดจากสมาชิกภาพแห่งเนติบัณฑิตยสภา
มาตรา 35 การประชุมของ ก.อ.
ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
จึงเป็นองค์
ประชุม
ถ้าประธานไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานทำหน้าที่แทน ถ้า
ประธานและรองประธานไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกันเองเป็นประธานสำหรับในการประชุมคราวนั้น
การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก
ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานแห่งที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา 36 ภายใต้บังคับมาตรา
17 ในกรณีที่ ก.อ.
มีหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ให้อธิบดีเป็นผู้เสนอเรื่องต่อ ก.อ.
มาตรา 37 ก.อ.
มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการให้ทำการใด ๆ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ก.อ.
เพื่อเสนอ ก.อ. ได้
วินัยและการลงโทษข้าราชการอัยการ
วินัย
มาตรา 38
ข้าราชการอัยการจักต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัด ผู้ใดฝ่าฝืนจักต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด
2 แห่งลักษณะนี้
มาตรา 39
ข้าราชการอัยการต้องสนับสนุนการปกครองตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มาตรา 40
ข้าราชการอัยการต้องดำรงตนอยู่ในมารยาทอันดีงาม เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่
ทนายแผ่นดิน
และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามอำนาจหน้าที่ ต้องไม่ปฏิบัติการอันใดซึ่งเป็นปฏิปักษ์แก่อำนาจหน้าที่นั้น
มาตรา 41 ข้าราชการอัยการจะเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองไม่ได้
มาตรา 42
ข้าราชการอัยการต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายห้ามมิให้ขัดขืนหลักเลี่ยง ถ้าไม่เห็นพ้องด้วยคำสั่งนั้น จะเสนอความเห็นทัดทานเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้องเสนอโดยด่วนและเมื่อได้ทัดทานดังกล่าวมานั้นแล้ว ผู้บังคับบัญชามิได้สั่งถอนหรือแก้คำสั่งที่สั่งไป
ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามแต่ให้ผู้บังคับบัญชารีบรายงานตามลำดับจนถึงรัฐมนตรี
ในการปฏิบัติราชการ
ห้ามมิให้กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่จะได้รับอนุญาต
มาตรา 43
ข้าราชการอัยการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราช
การและด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้คนอื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือแก่ผู้อื่น
ห้ามมิให้รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
มาตรา 44
ข้าราชการอัยการต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่
ราชการไม่ได้
ห้ามมิให้เป็นตัวกระทำการในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนอกจากทางราชการเป็นผู้สั่ง หรือได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี
มาตรา 45
ข้าราชการอัยการต้องรักษาชื่อเสียงมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
ห้ามมิให้ประพฤติเป็นคนเสเพล
มีหนี้สินรุงรัง
เสพสุรายาเมา
หรือเล่นการพนันเป็นอาจิณ
กระทำความผิดอาญาหรือกระทำการอื่นใดซึ่งความประพฤติหรือการกระทำดังกล่าวแล้วอาจทำให้เสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ
มาตรา 46
ข้าราชการอัยการต้องต้อนรับ
ให้ความสะดวกและให้ความสงเคราะห์ต่อประชาชน
ผู้มาติดต่อในกิจการอันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า
ห้ามมิให้ดูหมิ่นเหยียดหยามบุคคลใด ๆ และต้องสุภาพเรียบร้อยต่อประชาชน
มาตรา 47
ข้าราชการอัยการต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และต้องสุภาพเรียบร้อยต่อผู้บังคับบัญชา
มาตรา 48
ข้าราชการอัยการต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราช
การ
และต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหน้าที่ราชการ
มาตรา 49
ข้าราชการอัยการต้องอุตสาหะและอำนวยความสะดวกในหน้าที่ราชการ
มาตรา 50
ข้าราชการอัยการต้องรักษาความลับในราชการ
มาตรา 51
ผู้บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายอัยการผู้ใดรู้ว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยแล้ว
ไม่จัดการสอบสวนพิจารณาและดำเนินการตามความในหมวด 2 และหมวด
3 แห่งลักษณะนี้ หรือตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน แล้วแต่กรณี หรือไม่จัดการลงโทษตามอำนาจและหน้าที่หรือจัดการลงโทษโดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นกระทำผิดวินัย
การลงโทษ
มาตรา 52 โทษผิดวินัย มี 5
สถาน
(1) ไล่ออก
(2) ปลดออก
(3) ให้ออก
(4) ตัดเงินเดือน
(5) ภาคทัณฑ์
การสั่งลงโทษข้าราชการอัยการในสถานไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกนั้น จะกระทำได้เมื่อได้
ดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 แห่งลักษณะนี้แล้ว
มาตรา 53 ภายใต้บังคับมาตรา
27 วรรคสอง การไล่ออกนั้น รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีจะสั่งลงโทษได้เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังต่อไปนี้
(ก) ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
(ข) ทำความผิดต้องรับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
หรือให้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ
หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เสีย
หายแก่ราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
(ค)
ต้องคำพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายเพราะทำหนี้สินขึ้นด้วยความทุจริต หรือต้องคำ
พิพากษาในคดีแพ่งอันแสดงว่าเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่อย่างร้ายแรง
(ง)
ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย และการขัดคำสั่งนั้นอาจเป็นเหตุ
ให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(จ)
เปิดเผยความลับของราชการเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(ฉ)
ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(ช) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
มาตรา 54 ภายใต้บังคับมาตรา
27 วรรคสอง การปลดออกนั้น รัฐมนตรี หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีจะสั่งลงโทษได้
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแต่ยังไม่ถึงกับจะต้องถูกไล่ออกหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน
มาตรา 55 ภายใต้บังคับมาตรา
27 วรรคสอง
การลงโทษให้ออกนั้นจะกระทำได้
เมื่อข้า
ราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
แต่ยังไม่ถึงกับจะต้องถูกปลดออกหรือมีเหตุอันควร
ลดหย่อน
การสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรานี้
ให้ถือว่าเป็นกรณีมีคำสั่งให้ออกโดยไม่มีความผิดตามความหมายแห่งกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
มาตรา 56 การลงโทษตัดเงินเดือนจะกระทำได้
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยไม่
ร้ายแรงถึงขนาดที่จะไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หรือถ้าเห็นว่ามีเหตุอันควรลดหย่อนหรือในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อย
จะสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โดยแสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏเป็นหนังสือและจะให้ทำทัณฑ์บนไว้ด้วยก็ได้
โทษตัดเงินเดือนจะลงโทษผู้กระทำผิดวินัยได้ครั้งหนึ่งไม่เกินร้อยละยี่สิบของเงินเดือน
และไม่เกินกำหนดเวลาสิบสองเดือน
การรักษาวินัย
มาตรา 57
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดถูกกล่าวหาหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการสอบสวนชั้นต้นโดยมิชักช้า
วิธีสอบสวนชั้นต้นนี้
จะทำโดยให้มีผู้มีกรณีเกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องราวเป็นหนังสือ หรือโดยบันทึก
เรื่องราวและความเห็นก็ได้
เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สอบสวนชั้นต้นแล้ว เห็นว่าข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง
ให้ดำเนินการตามมาตรา 61
แต่ถ้าเห็นว่าเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ดำเนินการตามมาตรา58 หรือมาตรา
60 แล้วแต่กรณี
แต่ถ้าเกินอำนาจของตนให้รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปตามลำดับ เพื่อดำเนินการตามควรแก่กรณี
มาตรา 58
ข้าราชการอัยการผู้ใดซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาต่อไปนี้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นอย่างน้อยสามคนเพื่อทำการสอบสวน คือ
(1) รัฐมนตรี สำหรับข้าราชการอัยการทุกชั้น
(2) อธิบดี สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น
1 และชั้น 2
(3) อัยการพิเศษประจำเขต
สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2
ภายในเขตอำนาจและหน้าที่
ผู้ที่เป็นกรรมการต้องเป็นข้าราชการอัยการ
คณะกรรมการสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้คำชี้แจง แล้วรีบดำเนิน
การสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว
กำหนดอย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง ถ้ามีความจำเป็นซึ่งจะสอบสวนให้ทันภายในกำหนดนั้นไม่ได้ ก็ให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน และต้องแสดงเหตุที่ต้องขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง แต่ถ้าขยายเวลาแล้วยังสอบสวนไม่เสร็จ
จะขยายเวลาต่อไปอีกได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้แต่งตั้ง
ให้ ก.อ. มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนการตั้งกรรมการ การกำหนดองค์คณะ
กรรมการที่จะทำการสอบสวน การส่งประเด็นไปสอบสวนพยานบุคคลซึ่งอยู่ต่างท้องที่ การรวบรวม
พยานหลักฐานและกิจการอื่น ๆ
เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรม
เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้วให้รายงานเสนอความเห็นต่ออธิบดี ทั้งนี้
โดยให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาตามลำดับได้มีโอกาสแสดงความเห็นด้วยถ้าคณะกรรมการ ผู้บังคับบัญชาหรืออธิบดีเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดวินัยก็ให้อธิบดีทำความเห็นรายงานไปยัง
ก.อ. เมื่อ ก.อ. ได้พิจารณาเห็นสมควรไล่ออก
ปลดออก
หรือให้ออกจากราชการ
จึงให้สั่งไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการต่อไป ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 27 วรรคสอง
สำหรับกรณีข้าราชการอัยการต้องหาคดีอาญานั้น จะใช้คำพิพากษาของศาลประกอบการพิจารณา
ตามความในวรรคก่อนโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนก็ได้
มาตรา 59
ให้คณะกรรมการตามมาตรา 58
เป็นเจ้าพนักงานตามความหมายของประมวล
กฎหมายอาญา
และให้มีอำนาจอย่างพนักงานสอบสวนตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา
เพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ และโดยเฉพาะให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(1) มีหนังสือสอบถามกระทรวงทบวงกรม
เทศบาลหรือสุขาภิบาลที่เกี่ยวข้องให้ชี้แจงข้อเท็จจริง
และการปฏิบัติพร้อมทั้งเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน
(2) ให้กระทรวงทบวงกรม
เทศบาลหรือสุขาภิบาลที่เกี่ยวข้องส่งเอกสารหลักฐานหรือสั่งบุคคล
ในสังกัดมาให้ถ้อยคำประกอบการพิจารณา
(3) ให้กระทรวงทบวงกรม
เทศบาลหรือสุขาภิบาลที่เกี่ยวข้องส่งผู้แทนมาชี้แจง
(4) มีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาทำการสอบสวนหรือให้ส่งเอกสารหลักฐานมาประกอบการ
พิจารณา
(5) เรียกบุคคลใด ๆ
มาให้ถ้อยคำ
หรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกรณีนั้น
มาตรา 60 ภายใต้บังคับมาตรา
27 วรรคสอง
ข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้าย
แรงอันเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งดังระบุไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการที่
ก.อ. กำหนด ให้รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีพิจารณาสั่งไล่ออกหรือปลดออกจากราชการได้โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนและพิจารณาตามมาตรา
58 แต่ต้องได้รับความเห็นชอบของ ก.อ. ก่อน
มาตรา 61
ข้าราชการอัยการผู้ใด
กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง
และผู้บังคับบัญชาสอบสวน
พิจารณาแล้ว
เห็นว่าสมควรลงโทษเพียงสถานตัดเงินเดือนหรือภาคทัณฑ์ ก็ให้ผู้บังคับบัญชารายงานตามลำดับถึงอธิบดีเพื่อเสนอ
ก.อ. เมื่อ ก.อ. พิจารณาเห็นสมควรลงโทษสถานใด ก็ให้รายงานไปยัง
รัฐมนตรีเพื่อสั่ง
มาตรา 62
ในคำสั่งลงโทษให้แสดงว่าผู้รับโทษนั้นกระทำความผิดเรื่องใด ฐานใด มาตราใด
มาตรา 63
เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูก
ฟ้องคดีอาญา
เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าจะให้อยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ จะสั่งให้พักราชการก็ได้
ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งให้พักราชการตามความในวรรคก่อนนั้น คือ
(1) รัฐมนตรี สำหรับข้าราชการอัยการทุกชั้น
(2) อธิบดี
สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2
(3) อัยการพิเศษประจำเขต
สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2
ภายในเขตอำนาจและหน้าที่
การให้พักราชการนั้น ให้พักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา หรือตลอดเวลาที่คดียังไม่ถึงที่สุด
เมื่อสอบสวนพิจารณาเสร็จแล้วหรือคดีถึงที่สุดแล้ว
ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้พักมิได้กระทำความผิดและไม่มีมลทินหรือมัวหมอง
ผู้บังคับบัญชาที่สั่งพักราชการต้องสั่งให้ผู้นั้นเข้ารับราชการตามเดิม
เงินเดือนของผู้ที่ถูกสั่งให้พักราชการดังกล่าวมานั้น ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา 64
ในกรณีที่อาจสั่งพักราชการได้ตามมาตรา 63 ถ้ารัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า ข้าราช
การอัยการผู้ถูกสอบสวนในกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกฟ้องคดีอาญานั้น มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่พิจารณาสอบสวนหรือในคดีนั้นจะให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างพิจารณาหรือสอบสวนจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ก.อ. แล้ว จะสั่งให้ออกจากราชการโดยให้รอการพิจารณาจ่ายบำเหน็จบำนาญไว้ก่อนก็ได้ แต่ถ้าภายหลังการสอบสวนพิจารณาได้ความเป็นสัตย์ หรือศาลพิพากษาว่ามีความผิดที่จะต้องลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก ก็ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ตรงตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
ถ้าปรากฏว่าไม่มีมลทินหรือมัวหมอง
ให้รัฐมนตรีสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการ และให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินเดือนในระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นเสมือนว่าผู้นั้นถูกสั่งให้พักราชการ
มาตรา 65
ถ้าปรากฏว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยได้สั่งไปโดยผิดหลง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแก้ไข
เปลี่ยนแปลงให้เป็นคุณแก่ผู้ถูกลงโทษได้ แต่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.อ. เสียก่อน
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวในวรรคก่อน ให้กระทำได้ภายในกำหนดสองปีนับแต่วันสั่ง
ลงโทษ
บทเฉพาะกาล
มาตรา 66
ให้ข้าราชการสังกัดกรมอัยการซึ่งเป็นพนักงานอัยการตามกฎหมายว่าด้วยพนักงาน
อัยการอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นข้าราชการอัยการ และให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างเดียวกันกับตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้
ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างเดียวกันนั้น เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งอัยการประจำกรม ให้ดำรงตำแหน่งอัยการประจำกอง ผู้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดเอกให้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัด ผู้ดำรงตำแหน่งอัยการประจำกอง และผู้ดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดผู้ช่วย ให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย
ข้าราชการอัยการตามวรรคก่อนผู้ใดจะได้รับเงินเดือนเท่าใด ให้ ก.อ. เป็นผู้กำหนดภายใน
วงเงินงบประมาณ
แล้วเสนอรัฐมนตรีเพื่อสั่งตามมติของ ก.อ.นั้น
แต่ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่าที่ได้รับอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้า ก.อ.
ยังมิได้กำหนดก็ให้ได้รับเงินเดือนไปตามเดิมก่อน
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2504
ข้าราชการอัยการตนใดยังไม่ได้รับเงินเดือนในอัตราขั้นต่ำของ
ตำแหน่ง
และไม่มีเหตุอันไม่สมควรให้ได้รับการขึ้นเงินเดือน ให้ปรับให้ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำของ
ตำแหน่งแทนการขึ้นเงินเดือน
แต่ถ้าการปรับให้รับอัตราขั้นต่ำของตำแหน่ง จะเป็นการให้ได้รับการ
เลื่อนเงินเดือนสูงกว่าสองขั้น ก็ให้ได้รับเลื่อนเงินเดือนในปีนั้นเพียงสองขั้น และในปีต่อไปถ้าเงินเดือนยังไม่ถึงอัตราขั้นต่ำของตำแหน่ง
ให้ได้รับเลื่อนเงินเดือนปีละสองขั้นจนกว่าจะถึงขั้นต่ำของตำแหน่งขั้นเงินเดือนชั้นใดไม่อยู่ในบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้ขั้นแห่งอัตราเงินเดือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
ข้าราชการอัยการผู้ใดได้เลื่อนขึ้นรับตำแหน่งในชั้นสูงขึ้นหากมีผู้ดำรงตำแหน่งและชั้นนั้น ยังได้รับเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำของชั้น
ก.อ. อาจกำหนดให้ข้าราชการอัยการผู้ได้เลื่อนตำแหน่งนั้นได้รับเงินเดือนต่ำกว่าขั้นต่ำของตำแหน่งก็ได้
มาตรา 67
ข้าราชการธุรการและผู้สอบคัดเลือกเป็นผู้ฝึกหัดราชการในกรมอัยการได้ ซึ่งมีสิทธิ
ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นอัยการผู้ช่วยตามกฎ ก.พ.
ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. 2497
อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบสามปี
ให้มีสิทธิสอบคัดเลือกเป็นอัยการผู้ช่วยตามพระราชบัญญัตินี้ได้ภายในเวลาสี่ปีนับจากวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 68
ในการสอบคัดเลือกบุคคลเป็นอัยการผู้ช่วยตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ข้าราชการอัยการซึ่งมาตรา 66
บัญญัติให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย
และมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบสามปี
แต่ยังไม่ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำของตำแหน่งอัยการผู้ช่วย
มีสิทธิเข้าสอบคัดเลือกเพื่อรับการบรรจุให้ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยนั้นได้ด้วย ในกรณีเช่นว่านี้มิให้นำมาตรา 16 มาใช้บังคับ
มาตรา 69
ข้าราชการฝ่ายอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ
พลเรือนก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
ให้พิจารณาดำเนินการและสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาได้สั่งให้ดำเนินการสอบสวนไปแล้ว หากการสั่งและสอบสวนพิจารณาที่ได้กระทำไปแล้วถูกต้องตามวิธีการที่ใช้อยู่ขณะนั้น ให้ถือว่าเป็นอันสมบูรณ์ ถ้ากรณียังค้างระหว่างการสอบสวน ก็ให้ดำเนินการสอบสวนตามวิธีการนั้นต่อไปจนกว่าจะเสร็จ
แต่การพิจารณาและสั่งลงโทษให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 70 ให้มีการแต่งตั้งกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา
32 เป็นครั้งแรกภายใน
สามสิบวัน
นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ในระหว่างที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งให้กรรมการอัยการโดยตำแหน่งตามมาตรา 32
ทำหน้าที่คณะกรรมการอัยการไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
มาตรา 71
ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 ใช้บังคับ ให้นำกฎหมายว่าด้วย
เครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือนมาใช้บังคับแก่ข้าราชการอัยการโดยอนุโลม
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ส.ธนะรัชต์
นายกรัฐมนตรี
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่พนักงานอัยการมีตำแหน่ง
หน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน
และมีกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจปฏิบัติการเกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนไว้มากหมาย
ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคคลที่มีคุณสมบัติ ความรู้และความสามารถอย่างเดียวกันกับข้าราชการตุลาการ
และโดยที่การปฏิบัติงานของพนักงานอัยการเป็นไปโดยอิสระตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายทำนองเดียวกับงานของตุลาการ จึงสมควรกำหนดระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่เป็นพนักงานอัยการไว้ใช้บังคับแก่พนักงานอัยการ ทำนองเดียวกับข้าราชการตุลาการ เพื่อส่งเสริมระบบการยุติธรรมของประเทศให้ดียิ่งขึ้น
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).