มาตรา 38
มาตรา 38 ข้าราชการอัยการจักต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัด ผู้ใดฝ่าฝืนจักต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 แห่งลักษณะนี้
มาตรา 38 ข้าราชการอัยการจักต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัด ผู้ใดฝ่าฝืนจักต้องได้รับโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 แห่งลักษณะนี้
มาตรา 39 ข้าราชการอัยการต้องสนับสนุนการปกครองตามรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มาตรา 40 ข้าราชการอัยการต้องดำรงตนอยู่ในมารยาทอันดีงาม เหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่ ทนายแผ่นดิน และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามอำนาจหน้าที่ ต้องไม่ปฏิบัติการอันใดซึ่งเป็นปฏิปักษ์แก่อำนาจหน้าที่นั้น
มาตรา 41 ข้าราชการอัยการจะเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองไม่ได้
มาตรา 42 ข้าราชการอัยการต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายห้ามมิให้ขัดขืนหลักเลี่ยง ถ้าไม่เห็นพ้องด้วยคำสั่งนั้น จะเสนอความเห็นทัดทานเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้องเสนอโดยด่วนและเมื่อได้ทัดทานดังกล่าวมานั้นแล้ว ผู้บังคับบัญชามิได้สั่งถอนหรือแก้คำสั่งที่สั่งไป ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามแต่ให้ผู้บังคับบัญชารีบรายงานตามลำดับจนถึงรัฐมนตรี ในการปฏิบัติราชการ ห้ามมิให้กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่จะได้รับอนุญาต
มาตรา 43 ข้าราชการอัยการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราช การและด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้คนอื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือแก่ผู้อื่น ห้ามมิให้รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
มาตรา 44 ข้าราชการอัยการต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ ราชการไม่ได้ ห้ามมิให้เป็นตัวกระทำการในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนอกจากทางราชการเป็นผู้สั่ง หรือได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี
มาตรา 45 ข้าราชการอัยการต้องรักษาชื่อเสียงมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ห้ามมิให้ประพฤติเป็นคนเสเพล มีหนี้สินรุงรัง เสพสุรายาเมา หรือเล่นการพนันเป็นอาจิณ กระทำความผิดอาญาหรือกระทำการอื่นใดซึ่งความประพฤติหรือการกระทำดังกล่าวแล้วอาจทำให้เสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ
มาตรา 46 ข้าราชการอัยการต้องต้อนรับ ให้ความสะดวกและให้ความสงเคราะห์ต่อประชาชน ผู้มาติดต่อในกิจการอันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า ห้ามมิให้ดูหมิ่นเหยียดหยามบุคคลใด ๆ และต้องสุภาพเรียบร้อยต่อประชาชน
มาตรา 47 ข้าราชการอัยการต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และต้องสุภาพเรียบร้อยต่อผู้บังคับบัญชา
มาตรา 48 ข้าราชการอัยการต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราช การ และต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหน้าที่ราชการ
มาตรา 49 ข้าราชการอัยการต้องอุตสาหะและอำนวยความสะดวกในหน้าที่ราชการ
มาตรา 50 ข้าราชการอัยการต้องรักษาความลับในราชการ
มาตรา 51 ผู้บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายอัยการผู้ใดรู้ว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยแล้ว ไม่จัดการสอบสวนพิจารณาและดำเนินการตามความในหมวด 2 และหมวด 3 แห่งลักษณะนี้ หรือตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน แล้วแต่กรณี หรือไม่จัดการลงโทษตามอำนาจและหน้าที่หรือจัดการลงโทษโดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชานั้นกระทำผิดวินัย การลงโทษ
มาตรา 52 โทษผิดวินัย มี 5 สถาน (1) ไล่ออก (2) ปลดออก (3) ให้ออก (4) ตัดเงินเดือน (5) ภาคทัณฑ์ การสั่งลงโทษข้าราชการอัยการในสถานไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกนั้น จะกระทำได้เมื่อได้ ดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 แห่งลักษณะนี้แล้ว
มาตรา 53 ภายใต้บังคับมาตรา 27 วรรคสอง การไล่ออกนั้น รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีจะสั่งลงโทษได้เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังต่อไปนี้ (ก) ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ (ข) ทำความผิดต้องรับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เสีย หายแก่ราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน (ค) ต้องคำพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายเพราะทำหนี้สินขึ้นด้วยความทุจริต หรือต้องคำ พิพากษาในคดีแพ่งอันแสดงว่าเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่อย่างร้ายแรง (ง) ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย และการขัดคำสั่งนั้นอาจเป็นเหตุ ให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (จ) เปิดเผยความลับของราชการเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (ฉ) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (ช) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
มาตรา 54 ภายใต้บังคับมาตรา 27 วรรคสอง การปลดออกนั้น รัฐมนตรี หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีจะสั่งลงโทษได้ เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแต่ยังไม่ถึงกับจะต้องถูกไล่ออกหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน
มาตรา 55 ภายใต้บังคับมาตรา 27 วรรคสอง การลงโทษให้ออกนั้นจะกระทำได้ เมื่อข้า ราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่ยังไม่ถึงกับจะต้องถูกปลดออกหรือมีเหตุอันควร ลดหย่อน การสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรานี้ ให้ถือว่าเป็นกรณีมีคำสั่งให้ออกโดยไม่มีความผิดตามความหมายแห่งกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
มาตรา 56 การลงโทษตัดเงินเดือนจะกระทำได้ เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยไม่ ร้ายแรงถึงขนาดที่จะไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หรือถ้าเห็นว่ามีเหตุอันควรลดหย่อนหรือในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อย จะสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โดยแสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏเป็นหนังสือและจะให้ทำทัณฑ์บนไว้ด้วยก็ได้ โทษตัดเงินเดือนจะลงโทษผู้กระทำผิดวินัยได้ครั้งหนึ่งไม่เกินร้อยละยี่สิบของเงินเดือน และไม่เกินกำหนดเวลาสิบสองเดือน การรักษาวินัย
มาตรา 57 เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดถูกกล่าวหาหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการสอบสวนชั้นต้นโดยมิชักช้า วิธีสอบสวนชั้นต้นนี้ จะทำโดยให้มีผู้มีกรณีเกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องราวเป็นหนังสือ หรือโดยบันทึก เรื่องราวและความเห็นก็ได้ เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สอบสวนชั้นต้นแล้ว เห็นว่าข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการตามมาตรา 61 แต่ถ้าเห็นว่าเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ดำเนินการตามมาตรา58 หรือมาตรา 60 แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเกินอำนาจของตนให้รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปตามลำดับ เพื่อดำเนินการตามควรแก่กรณี
มาตรา 58 ข้าราชการอัยการผู้ใดซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาต่อไปนี้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นอย่างน้อยสามคนเพื่อทำการสอบสวน คือ (1) รัฐมนตรี สำหรับข้าราชการอัยการทุกชั้น (2) อธิบดี สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2 (3) อัยการพิเศษประจำเขต สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2 ภายในเขตอำนาจและหน้าที่ ผู้ที่เป็นกรรมการต้องเป็นข้าราชการอัยการ คณะกรรมการสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ให้คำชี้แจง แล้วรีบดำเนิน การสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว กำหนดอย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง ถ้ามีความจำเป็นซึ่งจะสอบสวนให้ทันภายในกำหนดนั้นไม่ได้ ก็ให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน และต้องแสดงเหตุที่ต้องขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง แต่ถ้าขยายเวลาแล้วยังสอบสวนไม่เสร็จ จะขยายเวลาต่อไปอีกได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้แต่งตั้ง ให้ ก.อ. มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนการตั้งกรรมการ การกำหนดองค์คณะ กรรมการที่จะทำการสอบสวน การส่งประเด็นไปสอบสวนพยานบุคคลซึ่งอยู่ต่างท้องที่ การรวบรวม พยานหลักฐานและกิจการอื่น ๆ เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรม เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้วให้รายงานเสนอความเห็นต่ออธิบดี ทั้งนี้ โดยให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาตามลำดับได้มีโอกาสแสดงความเห็นด้วยถ้าคณะกรรมการ ผู้บังคับบัญชาหรืออธิบดีเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดวินัยก็ให้อธิบดีทำความเห็นรายงานไปยัง ก.อ. เมื่อ ก.อ. ได้พิจารณาเห็นสมควรไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ จึงให้สั่งไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการต่อไป ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา 27 วรรคสอง สำหรับกรณีข้าราชการอัยการต้องหาคดีอาญานั้น จะใช้คำพิพากษาของศาลประกอบการพิจารณา ตามความในวรรคก่อนโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนก็ได้
มาตรา 59 ให้คณะกรรมการตามมาตรา 58 เป็นเจ้าพนักงานตามความหมายของประมวล กฎหมายอาญา และให้มีอำนาจอย่างพนักงานสอบสวนตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา เพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ และโดยเฉพาะให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ (1) มีหนังสือสอบถามกระทรวงทบวงกรม เทศบาลหรือสุขาภิบาลที่เกี่ยวข้องให้ชี้แจงข้อเท็จจริง และการปฏิบัติพร้อมทั้งเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน (2) ให้กระทรวงทบวงกรม เทศบาลหรือสุขาภิบาลที่เกี่ยวข้องส่งเอกสารหลักฐานหรือสั่งบุคคล ในสังกัดมาให้ถ้อยคำประกอบการพิจารณา (3) ให้กระทรวงทบวงกรม เทศบาลหรือสุขาภิบาลที่เกี่ยวข้องส่งผู้แทนมาชี้แจง (4) มีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาทำการสอบสวนหรือให้ส่งเอกสารหลักฐานมาประกอบการ พิจารณา (5) เรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกรณีนั้น
มาตรา 60 ภายใต้บังคับมาตรา 27 วรรคสอง ข้าราชการอัยการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้าย แรงอันเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งดังระบุไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.อ. กำหนด ให้รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีพิจารณาสั่งไล่ออกหรือปลดออกจากราชการได้โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนและพิจารณาตามมาตรา 58 แต่ต้องได้รับความเห็นชอบของ ก.อ. ก่อน
มาตรา 61 ข้าราชการอัยการผู้ใด กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง และผู้บังคับบัญชาสอบสวน พิจารณาแล้ว เห็นว่าสมควรลงโทษเพียงสถานตัดเงินเดือนหรือภาคทัณฑ์ ก็ให้ผู้บังคับบัญชารายงานตามลำดับถึงอธิบดีเพื่อเสนอ ก.อ. เมื่อ ก.อ. พิจารณาเห็นสมควรลงโทษสถานใด ก็ให้รายงานไปยัง รัฐมนตรีเพื่อสั่ง
มาตรา 62 ในคำสั่งลงโทษให้แสดงว่าผู้รับโทษนั้นกระทำความผิดเรื่องใด ฐานใด มาตราใด
มาตรา 63 เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูก ฟ้องคดีอาญา เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าจะให้อยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ จะสั่งให้พักราชการก็ได้ ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจสั่งให้พักราชการตามความในวรรคก่อนนั้น คือ (1) รัฐมนตรี สำหรับข้าราชการอัยการทุกชั้น (2) อธิบดี สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2 (3) อัยการพิเศษประจำเขต สำหรับข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเงินเดือนชั้น 1 และชั้น 2 ภายในเขตอำนาจและหน้าที่ การให้พักราชการนั้น ให้พักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา หรือตลอดเวลาที่คดียังไม่ถึงที่สุด เมื่อสอบสวนพิจารณาเสร็จแล้วหรือคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้พักมิได้กระทำความผิดและไม่มีมลทินหรือมัวหมอง ผู้บังคับบัญชาที่สั่งพักราชการต้องสั่งให้ผู้นั้นเข้ารับราชการตามเดิม เงินเดือนของผู้ที่ถูกสั่งให้พักราชการดังกล่าวมานั้น ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา 64 ในกรณีที่อาจสั่งพักราชการได้ตามมาตรา 63 ถ้ารัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า ข้าราช การอัยการผู้ถูกสอบสวนในกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกฟ้องคดีอาญานั้น มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่พิจารณาสอบสวนหรือในคดีนั้นจะให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างพิจารณาหรือสอบสวนจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ก.อ. แล้ว จะสั่งให้ออกจากราชการโดยให้รอการพิจารณาจ่ายบำเหน็จบำนาญไว้ก่อนก็ได้ แต่ถ้าภายหลังการสอบสวนพิจารณาได้ความเป็นสัตย์ หรือศาลพิพากษาว่ามีความผิดที่จะต้องลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก ก็ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ตรงตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ถ้าปรากฏว่าไม่มีมลทินหรือมัวหมอง ให้รัฐมนตรีสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้ารับราชการ และให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินเดือนในระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นเสมือนว่าผู้นั้นถูกสั่งให้พักราชการ
มาตรา 65 ถ้าปรากฏว่าคำสั่งลงโทษทางวินัยได้สั่งไปโดยผิดหลง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแก้ไข เปลี่ยนแปลงให้เป็นคุณแก่ผู้ถูกลงโทษได้ แต่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.อ. เสียก่อน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวในวรรคก่อน ให้กระทำได้ภายในกำหนดสองปีนับแต่วันสั่ง ลงโทษ บทเฉพาะกาล
本頁條文逐字來自該國官方公開資料,出處見署名列。
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).