法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (Update ณ วันที่ 15/12/2526)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
46
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒

เป็นปีที่ ๓๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ

หลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า

ฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินี้ไว้โดยคำแนะนำ

และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ

เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครคิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒”

มาตรา ๒

มาตรา ๒*

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

*[รก.

๒๕๒๒/๗๔/๓๙พ/๙ พฤษภาคม ๒๕๒๒]

มาตรา ๓

มาตรา ๓ บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ

และประกาศอื่นในส่วนที่

บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้

หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้

พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

“ธุรกิจเงินทุน” หมายความว่า

ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้น

ในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้

(๑)

กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์

(๒)

กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา

(๓)

กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค

(๔)

กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ

(๕)

กิจการเงินทุนอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

“กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์” หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก

ประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะสั้น รวมทั้งการเป็นผู้รับรอง

ผู้รับอาวัลหรือผู้สอดเข้าแก้หน้าใน

ตั๋วเงินเป็นทางค้าปกติ

“กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา” หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก

ประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง หรือระยะยาวแก่กิจการอุตสาหกรรม

เกษตรกรรม

หรือพาณิชยกรรมเป็นทางค้าปกติ

“กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค” หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจากประชาชน

และทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ

(๑)

ให้กู้ยืมเงินเพื่อให้ใช้เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าโดยชำระราคาเป็นงวด ๆ

หรือโดยให้เช่าซื้อ

(๒)

ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชน เพื่อให้ใช้ในการซื้อสินค้าจากกิจการที่มิใช่ของ

ตนเอง

(๓)

ให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากกิจการซึ่งจำหน่าย

สินค้านั้นเมื่อได้ตกลงจะให้เช่าซื้อ หรือให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าซึ่งยึดได้จากผู้เช่าซื้อรายอื่น

(๔)

รับโอนโดยมีค่าตอบแทนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการจำหน่ายสินค้า

"กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ"

หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก

ประชาชนและทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ

(๑)

ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและหรือบ้าน

ที่อยู่อาศัย

(๒)

ให้กู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการจัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยสำหรับ

จำหน่ายแก่ประชาชนหรือให้ประชาชนเช่าซื้อ หรือ

(๓)

จัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยมาจำหน่ายแก่ประชาชน รวมทั้งให้

ประชาชนเช่าซื้อ

“ให้กู้ยืมเงิน” เฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจเงินทุน

หมายความรวมถึงรับซื้อซื้อลด

หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน ตราสารเปลี่ยนมืออื่น หรือตราสารการเครดิต

“ให้กู้ยืมเงินระยะสั้น” หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืนเมื่อทวง

ถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันให้กู้ยืม

“ให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง” หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืน

เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินหนึ่งปี แต่ไม่เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม

“ให้กู้ยืมเงินระยะยาว” หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืนเมื่อสิ้น

ระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม

“เงินกองทุน” หมายความว่า

(๑)

ทุนชำระแล้วซึ่งรวมทั้งส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่บริษัทได้รับ

(๒) ทุนสำรอง

(๓)

เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุม

ใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับของบริษัท

แต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของสิน

ทรัพย์และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้ และ

(๔)

กำไรสุทธิคงเหลือจากการจัดสรรแล้ว

ทั้งนี้

เมื่อหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกแล้ว

“ธุรกิจหลักทรัพย์” หมายความว่า ธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทดังต่อไปนี้

(๑)

กิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

(๒)

กิจการค้าหลักทรัพย์

(๓)

กิจการที่ปรึกษาการลงทุน

(๔)

กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์

(๕)

กิจการจัดการลงทุน

(๖)

กิจการอื่นเกี่ยวกับหลักทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

“กิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์” หมายความว่า กิจการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่น

โดยได้รับค่านายหน้าหรือบำเหน็จเป็นการตอบแทนเป็นทางค้าปกติ

“กิจการค้าหลักทรัพย์” หมายความว่า กิจการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ในนามของตนเอง

เป็นทางค้าปกติ

“กิจการที่ปรึกษาการลงทุน” หมายความว่า กิจการให้คำแนะนำแก่ประชาชน

ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวกับคุณค่าของหลักทรัพย์หรือความเหมะสมในการลงทุนหรือซื้อ

หรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ เป็นทางค้าปกติ

ทั้งนี้ โดยได้รับค่าบริการหรือบำเหน็จเป็นการ ตอบแทนสำหรับการนั้น

“กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์” หมายความว่า กิจการรับจัดการจำหน่าย

หลักทรัพย์ให้แก่ประชาชน

“กิจการจัดการลงทุน” หมายความว่า กิจการจัดการลงทุนตามโครงการ

โดยการออกตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของแต่ละโครงการจำหน่ายแก่ประชาชนและนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธินั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ตามที่กำหนดไว้ในโครงการ

““หลักทรัพย์” หมายความว่า

(๑) ตั๋วเงินคลัง

(๒) พันธบัตร

(๓)

หุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ

ที่จะซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดงการเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้

(๔)

ใบสำคัญแสดงสิทธิในเงินปันผลหรือดอกเบี้ยจากหลักทรัพย์

(๕)

ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของโครงการลงทุนซึ่ง

ผู้ประกอบกิจการจัดการลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศเป็นผู้ออก

(๖)

ตราสารอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

*[นิยามคำว่า “หลักทรัพย์” แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช

บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

“ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์” หมายความว่า ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ประเภท

ดังต่อไปนี้

(๑)

กิจการเครดิตฟองซิเอร์

(๒)

กิจการรับซื้อฝาก

(๓)

กิจการอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

“กิจการเครดิตฟองซิเอร์” หมายความว่า กิจการให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนอง

อสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าปกติ

“กิจการรับซื้อฝาก” หมายความว่า กิจการรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามสัญญา

ขายฝากเป็นทางค้าปกติ

“บริษัทจำกัด” หมายความว่า บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและ

พาณิชย์หรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

“บริษัท” หมายความว่า บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์

หรือบริษัทเครดิต

ฟองซิเอร์

“บริษัทเงินทุน” หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบ

ธุรกิจเงินทุน

“บริษัทหลักทรัพย์” หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้

ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์

“บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้

ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

“สำนักงานสาขา” หมายความรวมถึง สำนักงานใด ๆ

ซึ่งแยกออกจากสำนัก

งานใหญ่ของบริษัทไปประกอบการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของบริษัท

“ใบอนุญาต” หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ

หลักทรัพย์ หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

““ผู้จัดการ” หมายความรวมถึงรองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ

และผู้ซึ่งดำรง

ตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นด้วย

*[นิยามคำว่า “ผู้จัดการ” เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]

*“สถาบันการเงิน” หมายความว่า

สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วย

ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน

*[นิยามคำว่า “สถาบันการเงิน” เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.

๒๕๒๖]

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีหรือผู้ว่าการธนาคาร

แห่งประเทศไทย แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕

มาตรา ๕

พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลที่มี

กฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

มาตรา ๖

มาตรา ๖

รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้

การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ทวิ* ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง

เป็นประธานกรรมการ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นรองประธานกรรมการ

และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ

และผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ให้คำเสนอแนะต่อธนาคารแห่ง

ประเทศไทย ในการออกข้อกำหนด และการดำเนินมาตรการใด ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ

ธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้

*[มาตรา ๖ ทวิ เพิ่มเติมโดย

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ

นี้และให้มีอำนาจ

(๑) แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่

(๒)

ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราตามบัญชีท้าย

พระราชบัญญัตินี้

(๓)

ออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นใดให้เป็นธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลัก

ทรัพย์หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

(๔)

ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการหรือแบบบัตรประจำตัวของ

พนักงานเจ้าหน้าที่

(๕)

ออกประกาศตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

ทั้งนี้

เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงตาม (๓)

ให้ระบุความหมายของกิจการที่กำหนดด้วย และจะ

กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประกอบกิจการนั้นไว้ด้วยก็ได้

กฎกระทรวงและประกาศนั้น

เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ให้ใช้บังคับได้

การจัดตั้งบริษัทและการขอรับใบอนุญาต

มาตรา ๘

มาตรา ๘ การประกอบธุรกิจเงินทุน

หรือการประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี

การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทจำกัด

และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี

การจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด

หรือบริษัทจำกัด ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง

จะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ในการให้ความเห็นชอบ

รัฐมนตรี

จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

การควบบริษัทเข้ากันให้ถือว่าเป็นการจัดตั้งบริษัทจำกัด

การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธี

การและเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ในการออกใบอนุญาตตามมาตรา ๘

รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไข

ใด ๆ ก็ได้

เงื่อนไขที่กำหนดในวรรคหนึ่ง

เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อความ

ปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน รัฐมนตรีจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง

หรือเพิ่มเติมก็ได้และ

กำหนดให้เงื่อนไขที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมนั้นมีผลบังคับเมื่อระยะเวลาใดระยะเวลา

หนึ่งได้ล่วงพ้นไปแล้วก็ได้ ทั้งนี้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ บริษัทอาจมีสำนักงานสาขาได้

แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี

การขออนุญาตและการอนุญาต

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด

ในการอนุญาต รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด

ๆ ก็ได้

บริษัทเงินทุน

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑

ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนประกอบธุรกิจเงินทุน

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ บริษัทเงินทุน ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า “บริษัทเงินทุน” นำหน้า

และ “จำกัด” ต่อท้าย

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓* ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อ

ในธุรกิจว่า “เงินทุน” “การเงิน” “การลงทุน” “เครดิต” “ทรัสต์” “ไฟแนนซ์” หรือคำอื่นใด

ที่มีความหมายเช่นเดียวกัน

เว้นแต่ธนาคารพาณิชย์หรือสำนักงานที่กระทำการแทนธนาคาร

ต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์

*[มาตรา ๑๓ แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔

บริษัทเงินทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตาม

จำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท

*บุคคลใดจะถือหุ้นบริษัทเงินทุนใดเกินอัตราร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่

จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้นมิได้

เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ

รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะ หรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น

ธนาคาร

แห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

มีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเป็นอย่างอื่น

ได้ และในการผ่อนผันจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

หุ้นบริษัทเงินทุนที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวมเป็นหุ้น

ของบุคคลตามวรรคสองด้วย

(๑)

คู่สมรสของบุคคลตามวรรคสอง

(๒)

บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคสอง

(๓)

ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)

เป็นหุ้นส่วน

(๔)

ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)

เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดชอบ

หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มี

หุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ้นทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นหรือ

(๕)

บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสอง หรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)

หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่าย

ได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

*[มาตรา ๑๔ วรรค ๑ และวรรค ๒ แก้ไขโดยพระราชกำหนด

แก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจการเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนใดจำหน่ายหุ้นบริษัทเงินทุนนั้นอันจะ

ทำให้บุคคลบุคคลหนึ่งถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๑๔

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทเงินทุนต้องเป็นหุ้นชนิด

ระบุชื่อผู้ถือมีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท

และข้อบังคับของบริษัทเงินทุนต้องไม่มี

ข้อจำกัดในการโอนหุ้น

เว้นแต่เพื่อเป็นปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายว่าด้วย

บริษัทมหาชนจำกัด

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗

บริษัทเงินทุนต้องมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อย

ราย โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่

จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดและแต่ละรายต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละศูนย์จุดหกของจำนวนหุ้นที่

จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

บริษัทเงินทุนใดมีผู้ถือหุ้นและหรือการถือหุ้นไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่งใน

ขณะใดขณะหนึ่งให้บริษัทเงินทุนนั้นขอผ่อนจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อดำเนินการแก้ไข

ให้ถูกต้องภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

บริษัทเงินทุนต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าสาม

ในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

แล้วต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย

ไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘

เมื่อปรากฏว่าการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัทเงินทุนเป็นเหตุ

ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดถือหุ้นเกินจำนวนที่จะถือได้ตามมาตรา ๑๔

บุคคลนั้นจะยกเอาการถือ

หุ้นในส่วนที่เกินจำนวนดังกล่าวขึ้นใช้ยันต่อบริษัทเงินทุนนั้นมิได้

และบริษัทเงินทุนนั้นจะจ่าย

เงินปันผลหรือเงินตอบแทนอย่างอื่นให้แก่บุคคลนั้นหรือให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่

ประชุมของผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วนที่เกินมิได้

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๔

วรรคสองและ

วรรคสาม มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ให้บริษัทเงินทุนตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกคราว

ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นและก่อนจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทนอื่นใด

แล้วแจ้งผลการตรวจ

สอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามรายการและภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนด และในกรณีที่พบว่าผู้ถือหุ้นรายใดถือหุ้นเกินจำนวนที่กำหนดในมาตรา ๑๔

ให้บริษัท

เงินทุนแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อดำเนินการจำหน่ายหุ้นที่เกินนั้นเสีย

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐*

ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนกระทำการดังต่อไปนี้

(๑)

ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต

รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

(๒) ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์

เว้นแต่

(ก)

เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจ หรือ

สำหรับเป็นที่พัก

หรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น

ตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(ข) เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนได้มาจากการชำระหนี้การประกัน

การให้กู้ยืมเงิน

หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับจำนองไว้จากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาล

หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

แต่ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในสามปีนับแต่วัน

ที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเงินทุน

หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับ

อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ

(ค)

เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการ

เคหะมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

ในการอนุญาตตาม (ก)

หรือ (ข) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไข ใด ๆ ก็ได้

(๓)

รับหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของบริษัทเงินทุน

จากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน

(๔)

ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้น

ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง

ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

(๕)

ซื้อหรือมีหุ้นบริษัทเงินทุนอื่น เว้นแต่

(ก)

เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือการประกันการให้กู้ยืมเงินแต่ต้อง

จำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา หรือ

(ข)

เป็นการได้มาเนื่องจากการประกอบธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาตจาก

รัฐมนตรี

(๖)

ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเงินทุนในประเภทที่ได้รับอนุญาต

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา

ให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบการดังต่อไปนี้ได้ด้วย

(ก)

การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาเงินกู้ยืมหรือเงินลงทุน

ให้แก่กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม

หรือการจัดการเกี่ยวกับการให้กู้ยืม

เงินแก่หรือการลงทุนในกิจการดังกล่าว

(ข)

การให้บริการจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน

(ค)

การเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเงินหรือการดำเนินงานของกิจการ

อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม

(ง)

การเป็นที่ปรึกษาในการจัดซื้อกิจการหรือการจัดการควบธุรกิจ

เข้าด้วยกัน

(๗)

ให้กรรมการของบริษัทเงินทุนนั้นกู้ยืมเงิน

การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กรรมการนั้นกู้ยืมเงินด้วย

(ก)

การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของ

กรรมการ

(ข)

การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการ คู่สมรสหรือบุตรซึ่ง

ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ เป็นหุ้นส่วน

(ค)

การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือบุตรซึ่ง

ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็นหุ้น

ส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน

จำกัดนั้น

(ง)

การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือบุตรซึ่งยังไม่

บรรลุนิติภาวะของกรรมการ หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ

สามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

(จ)

การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่บริษัทจำกัดตาม (ง) ถือหุ้นรวมกัน

เกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

(ฉ) การเป็นผู้รับรอง

ผู้รับอาวัล หรือผู้สอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนตาม

(ก) (ข) (ค) (ง) หรือ (จ) เป็นผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋ว หรือ ผู้สลักหลัง

(๘)

ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเงินทุนโดยมิได้รับ

อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด

ๆ ก็ได้

(๙)

จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท

เงินทุนนั้นเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบ

ธุรกิจใด ๆ ของบริษัทเงินทุนนั้น

ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จ เงินเดือนรางวัล และเงินเพิ่มอย่าง

อื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ

(๑๐)

ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกัน

สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ

หรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการ ทั้งนี้

เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๑๑)

โฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนนั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำ

ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

(๑๒)

ทำสัญญาหรือยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือ

พนักงานของบริษัทเงินทุน

มีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของบริษัทเงินทุน

เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

*[มาตรา ๒๐

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชการประกอบธุรกิจ

เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ เมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

ให้บริษัทเงินทุนแจ้งแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น

(๑)

การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทเงินทุน

(๒)

การเปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ

ในการจัดการของบริษัทเงินทุน

*[มาตรา ๒๑ (๓) และ

(๔) ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช

บัญญัติการประกอบธุรกิจการเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒* ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้

เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ

หรือ ที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน

(๑)

เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

(๒)

เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด

เกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต

(๓) เคยเป็นกรรมการ

ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต

เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๔) เป็นกรรมการ

ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนอื่น

(๕)

ถูกถอดถอนจากการเป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้จัดการตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง

หรือมาตรา ๕๗ ทวิ (๑)

(๖)

เป็นข้าราชการการเมือง

(๗)

เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย

เว้นแต่

(ก) เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเพื่อ เข้าไปช่วยเหลือในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน

หรือ

(ข)

เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)

(๘) เป็นผู้จัดการ

หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของ ห้างหุ้นส่วน

หรือบริษัทจำกัดซึ่งตนหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดตามมาตรา ๒๐ (๗)

วรรคสอง เป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นอยู่ เว้นแต่

(ก)

เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุนซึ่งไม่มีอำนาจในการจัดการ

(ข)

เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นจากรัฐมนตรีเพราะมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน

(ค)

เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)

(๙)

เป็นบุคคลซึ่งมิได้มีคุณวุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานหรือคุณสมบัติอื่น ทั้งนี้

ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

(๑๐) มีลักษณะต้องห้ามอย่างอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

บริษัทเงินทุนจะแต่งตั้งกรรมการ

ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ

หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน หรือทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบมิได้ และในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าบุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิกถอนความเห็นชอบที่ได้ให้ไว้แล้ว

และให้บริษัทเงินทุนเสนอชื่อบุคคลอื่นแทนเพื่อขอความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนความเห็นชอบ

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่บุคคลซึ่งบริษัทเงินทุนทำสัญญาให้มี

อำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนนั้น

ตลอดจนผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่บุคคลนั้น

ด้วยโดยอนุโลม

*[มาตรา ๒๒

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ทวิ*

ให้บริษัทเงินทุนจัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้ครบถ้วนถูกต้องเป็นปัจจุบันตามความเป็นจริง

บัญชีนั้นให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

*[มาตรา ๒๒ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ตรี*

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรับหรือจ่ายเงิน

การทำนิติกรรมใด ๆ ตลอดจนการตรวจสอบและควบคุมภายในได้

*[มาตรา ๒๒ ตรี

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓*

ให้บริษัทเงินทุนประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ได้รับ

อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่แล้วภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของบริษัทเงินทุนตามแบบที่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ

สำนักงานของบริษัท

เงินทุนนั้น

และในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับภายในยี่สิบเอ็ดวันนับจากวันที่ได้รับ

อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้

เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

และให้เสนอต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยแห่งละหนึ่งฉบับ

ให้บริษัทเงินทุนประกาศรายการหรือเปิดเผยข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับบริษัทเงินทุนนั้นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดประกาศรายการหรือข้อมูลดังกล่าวให้แสดงไว้ในที่เปิดเผย

ณ สำนักงานของบริษัทเงินทุนนั้น และให้รายงานต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบพร้อมด้วยสำเนาประกาศรายการหรือข้อมูลที่เปิดเผยแห่งละ หนึ่งฉบับ

งบดุลตามวรรคหนึ่งจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชี

ผู้สอบบัญชีนั้นต้อง

เป็นผู้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบทุกรอบปีบัญชี

และต้องมิใช่กรรมการ

พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น

ผู้สอบบัญชีตามวรรคสาม

ต้องรักษามารยาทและปฏิบัติงานการตรวจสอบ

และรับรองบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี

รวมทั้ง

มาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพิ่มขึ้นด้วย

ในกรณีที่บริษัทเงินทุนได้ทำเอกสาร

ประกอบการลงบัญชีและหรือลงบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง

ให้ผู้สอบบัญชีเปิดเผยข้อเท็จ

จริงอันเป็นสาระสำคัญของบัญชีและแจ้งพฤติการณ์ไว้ในรายงานการสอบบัญชีที่ตนจะต้องลง

ลายมือชื่อรับรองพร้อมทั้งรายงานพฤติการณ์นั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบด้วย

ผู้สอบบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคสี่

ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเพิกถอน

การให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีผู้นั้นได้

*[มาตรา ๒๓

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ทวิ*

ให้บริษัทเงินทุนปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะเวลา หกเดือน

ถ้าบริษัทเงินทุนนั้นมีสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้หรือที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้

ทั้งนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ให้บริษัทเงินทุนนั้นตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวออกจากบัญชี

หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวเมื่อสิ้นงวดการบัญชีนั้น

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น

ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตตามวรรคหนึ่ง

ถ้านำสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้ตัดออกจากบัญชีหรือสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้กันเงินสำรองมาหักออกจากเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนนั้นแล้ว

หากปรากฏว่าเงินกองทุนที่คงเหลือมีจำนวนต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา ๒๙

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการใด ๆ ให้บริษัทเงินทุนนั้นถือปฏิบัติจนกว่าจะได้ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นหมดสิ้นไป

หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นครบจำนวนแล้ว

*[มาตรา ๒๓

ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ตรี*

รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นรายงานเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะ

โดยมีรายการและระยะเวลาตามที่กำหนด

และจะให้ทำคำชี้แจงข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานนั้น ก็ได้

*[มาตรา ๒๓

ตรีเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔

ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดให้บริษัทเงินทุนบริษัทใด

ยื่นรายงานหรือแสดงเอกสารใด

ตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดก็ได้

และธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ทำคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานหรือเอกสารนั้นด้วยก็ได้

รายงานและเอกสารที่ยื่นหรือแสดงหรือคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความตามวรรคหนึ่งบริษัทเงินทุนต้องทำให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริง

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ

บริษัทเงินทุนต้องจัดให้กรรมการ

พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้สอบบัญชีของบริษัทเงินทุนมาให้ถ้อยคำหรือแสดงสมุดบัญชี

เอกสาร

และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการของบริษัทเงินทุนนั้นตามความประสงค์ของพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖*

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบริษัทเงินทุนใด

(๑)

จัดทำบัญชีไม่เรียบร้อยหรือไม่ทำให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร

(๒)

จัดความสัมพันธ์ของระยะเวลาการกู้ยืมเงินจากประชาชนกับระยะเวลา

ในการเรียกคืนเงินให้กู้ยืมหรือลงทุนไม่เหมาะสม

(๓)

ให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในกิจการที่บริษัทเงินทุน กรรมการ ผู้จัดการ

หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง

หรือให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นในปริมาณเกินสมควร หรือมีเงื่อนไขหรือข้อ

กำหนดพิเศษผิดไปจากปกติ หรือ

(๔)

กระทำการหรือไม่กระทำการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม

ดังต่อไปนี้

(ก)

ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนดเป็นเนืองนิจ

(ข)

ให้กู้ยืมเงินเกินอัตราส่วนที่กำหนดหรือไม่มีหลักประกันเป็นปริมาณมาก

(ค)

ไม่ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ออกจากบัญชีถึงขนาดที่

จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น

(ง)

ไม่กันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืน

ไม่ได้ถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น

(จ)

กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนนั้นแก้ไขการกระทำ

ดังกล่าว หรือกระทำการ หรืองดกระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรภายใน

เวลาที่กำหนด

บริษัทเงินทุนใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งการ

เมื่อมีกรณีตาม (๔)

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานต่อรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีมีอำนาจ

สั่งควบคุมบริษัทเงินทุนนั้นหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยให้นำความในหมวด ๕

มาใช้

บังคับโดยอนุโลม

*[มาตรา ๒๖

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ.

๒๕๒๖]

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ทวิ*

เมื่อบริษัทเงินทุนใดมีผลขาดทุนถึงจำนวนที่ทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือสามในสี่ของทุนซึ่งชำระแล้ว

ไม่ว่าโดยบริษัทเงินทุนนั้นตรวจพบเองหรือปรากฏ

จากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีหรือของธนาคารแห่งประเทศไทย

บริษัทเงินทุนนั้นจะกู้ยืม

เงิน หรือรับเงินจากประชาชนต่อไปไม่ได้

เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง

ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการ

ให้กู้ยืมเงินหรือการลงทุน หรือเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

ถ้าผลขาดทุนตามวรรคหนึ่งทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือไม่เกินกึ่งหนึ่งของทุน

ซึ่งชำระแล้ว

ให้บริษัทเงินทุนนั้นเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อธนาคาร

แห่งประเทศไทย เพื่อขอความเห็นชอบภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่บริษัทเงินทุนหรือผู้สอบบัญชี

ตรวจพบหรือวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบ

ในการให้ความเห็น

ชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

และให้แจ้งให้บริษัท

เงินทุนนั้นทราบโดยมิชักช้า

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบในโครงการตามวรรคสอง

บริษัทเงินทุนนั้นอาจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

คำชี้ขาดของ รัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

ให้บริษัทเงินทุนที่มีผลขาดทุนตามวรรคสอง

ระงับการดำเนินกิจการทันทีจนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบในโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงาน

หรือรัฐมนตรีจะได้มีคำชี้ขาดให้ดำเนินการตามโครงการนั้นได้ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ดำเนินกิจการบางอย่างได้

*[มาตรา ๒๖

ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ตรี*

บริษัทเงินทุนใดหยุดทำการจ่ายเงินที่มีหน้าที่จะต้องคืนเงิน

ให้บริษัทเงินทุนนั้นแจ้งให้รัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทันที

และห้ามมิให้

ดำเนินกิจการใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี

และให้บริษัทเงินทุนนั้น

ส่งรายงานเพิ่มเติมโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้องหยุดทำการจ่ายเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่

หยุดทำการจ่ายเงิน

เมื่อรัฐมนตรีได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง

ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งพนักงาน

เจ้าหน้าที่ไปทำการสอบสวนพฤติการณ์

และเมื่อได้รับรายงานการสอบสวนแล้วให้รัฐมนตรี

มีอำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควรหรือจะสั่งควบคุมบริษัทเงินทุนหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้

โดยให้นำความในหมวด ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*[มาตรา ๒๖

ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช

บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑) วงเงินขั้นต่ำ

(๒)

ระยะเวลาชำระคืน

(๓)

หลักเกณฑ์และวิธีการในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน

การกำหนดมาตรานี้

จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุน ประเภทกิจการ

หรือประเภทของบุคคลก็ได้

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ ให้บริษัทเงินทุนดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับเงินที่ได้จากการกู้ยืมได้รับจากประชาชน

อันบริษัทเงินทุนมีหน้าที่จะต้องชำระคืนให้แก่บุคคลเหล่านี้ ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

การกำหนดอัตราส่วนตามวรรคหนึ่ง

จะกำหนดตามประเภทของบุคคลที่

บริษัทเงินทุนกู้ยืมหรือได้รับเงินก็ได้

สินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่

สินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

การกำหนดสินทรัพย์สภาพคล่องจะกำหนดอัตราส่วนระหว่างสินทรัพย์สภาพ

คล่องแต่ละประเภทหรืออัตราส่วนตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้

อัตราส่วนที่ดำรงนั้น

จะกำหนดให้ถือว่าเอาส่วนเฉลี่ยตามระยะเวลามากน้อย

เท่าใดก็ได้

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙*

ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินกองทุนเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตรา

ส่วนกับ

(๑)

สินทรัพย์เสี่ยงไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย

ความเห็นชอบของรัฐมนตรี

(๒)

จำนวนเงินที่รับรองและหรือรับอาวัลตั๋วเงินไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

(๓)

ยอดเงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนทั้งหมด หรือยอดเงินกู้ยืมแต่ละประเภทไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

สินทรัพย์เสี่ยงตาม

(๑) ได้แก่สินทรัพย์ทุกประเภทนอกจากสินทรัพย์สภาพคล่องและสินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าไม่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง

การกำหนดอัตราส่วนตาม

(๑) จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้

ส่วนอัตราส่วนตาม (๒) หรือ (๓) นั้น จะไม่กำหนดหรือจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท

และจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนด

ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการชำระคืนเงินกู้ยืมตาม (๓)

บางประเภทและจะกำหนด

เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

*[มาตรา ๒๙ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ทวิ*

ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินทุนจดทะเบียนและเงินทุนซึ่ง

ชำระแล้วไว้เป็นสินทรัพย์ตามชนิด วิธีการ

และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย

ความเห็นชอบของรัฐมนตรี

*[มาตรา ๒๙

ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑)

ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายได้ในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน

(๒)

ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้

(๓)

ค่าบริการที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้

(๔)

ผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้จากการให้เช่าซื้อ

(๕)

หลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก

บรรดาเงิน

ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจกำหนดเป็นเงินได้ ที่บุคคลใดได้รับ

จากบริษัทเงินทุน หรือพนักงาน หรือลูกจ้าง ของบริษัทเงินทุนนั้น

เนื่องจากการที่บริษัทเงินทุน

กู้ยืมเงิน หรือรับเงิน หรือที่บริษัทเงินทุน หรือพนักงาน

หรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นได้รับ

เนื่องจากการประกอบธุรกิจนั้นของบริษัทเงินทุนให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดค่าบริการ

หรือผลประโยชน์ใน (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) แล้วแต่กรณี เว้นแต่ค่าบริการตาม (๓)

ไม่ให้

ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลด ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ตาม (๒)

การกำหนดตามมาตรานี้

จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนหรือตาม

ประเภทการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนหรือประเภทกิจการที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรือ

อาจเรียก หรือจะกำหนดวิธีการคำนวณและระยะเวลาการจ่ายหรือระยะเวลาเรียกเก็บก็ได้

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติเรื่องต่อไปนี้อันเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค

หรือกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ

(๑) จำนวนเงินที่ต้องชำระครั้งแรกและครั้งต่อ

ๆ ไป เป็นอัตราส่วนกับยอดเงินให้เช่าซื้อแต่ละราย

(๒)

ระยะเวลาในการให้เช่าซื้อ

(๓)

วิธีการชำระเงิน

(๔)

เงื่อนไขการริบเงินที่ได้รับชำระแล้ว และการกลับเข้าครองทรัพย์สินที่ให้

เช่าซื้อ

(๕)

วิธีการแสดงผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนเรียกเก็บ

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒

เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศหรือเพื่อแก้ไขภาวะเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑)

การให้กู้ยืมเงินแก่กิจการประเภทใดประเภทหนึ่งไม่น้อยกว่าอัตราที่

กำหนด

(๒)

วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้กู้ยืมแก่และหรือรับรองและรับอาวัลตั๋ว

เงินที่เกิดจากกิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง

หรือวงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้อ

(๓)

วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง

และหรือจะให้กู้ยืมแก้ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ ในการกำหนดอัตราตามมาตรา ๓๒ (๑)

ให้กำหนดเป็นอัตรา

ส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ ขณะใดขณะหนึ่ง

และอัตราที่

กำหนดนั้นรวมกันทั้งสิ้นต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของยอดเงินดังกล่าว

การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา

๓๒ (๒) จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับยอด

เงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมและหรือรับรองและรับอาวัลตั๋วเงินหรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนให้

เช่าซื้อและยังคงค้างชำระอยู่ ณ ขณะใดขณะหนึ่งหรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัท

เงินทุน หรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ

ขณะใดขณะหนึ่งก็ได้

การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา

๓๒ (๓) จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับ

ยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อและหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้อทั้งสิ้น

ซึ่งยัง

คงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด

หรือเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อ

อสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ

และหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้

เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ

ซึ่งยังคงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด

หรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนก็ได้

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔

ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีในเรื่องต่อไปนี้

(๑)

การลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง

(๒)

การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕*

ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งและ

หรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ

รวมกันเกินจำนวนเงินหรืออัตราส่วนกับ

เงินกองทุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ทั้งนี้

เว้น

แต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะ

กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

การให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินหรือลงทุน

ตามวรรคหนึ่งด้วย

(๑)

การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น

(๒)

การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลนั้น คู่สมรส

หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้นเป็นหุ้นส่วน

(๓)

การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส

หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น

เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็น

หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น

(๔)

การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในบริษัทจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส บุตรซึ่ง

ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๒) หรือ (๓)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อย

ละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

การกำหนดตามมาตรานี้

จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนแต่ละประเภทก็ได้

การให้กู้ยืมเงินตามวรรคหนึ่ง

ถ้าผู้กู้ยืมเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด

จำนวนเงินให้กู้ยืมจะต้องไม่เกินอัตราส่วนกับทุนหรือเงินกองทุนของผู้กู้ยืมตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้

เว้นแต่จะได้รับผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการผ่อนผันธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท

และจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

*[มาตรา ๓๕

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖]

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖

ความในมาตรา ๓๕ ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่บริษัทเงินทุน

(ก)

ให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือหลักทรัพย์

อื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

(ข)

ให้กู้ยืมเงินโดยมีประกันด้วยหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือทรัพย์สินอื่นที่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ไม่เกินราคาของหลักประกัน การ

คำนวณราคาของหลักประกัน ถ้าเป็นหลักทรัพย์รัฐบาลไทย ให้ถือตามราคาที่ตราไว้

ถ้าเป็น

หลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นให้ถือตามราคาตลาด

ถ้าไม่มีราคาตลาดให้ถือตามราคาที่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยกำหนด

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ บริษัทเงินทุนต้องเปิดทำการตามเวลา

และหยุดทำการตามวันที่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้เปิดทำการหรือหยุดทำการในเวลา

หรือวันอื่นจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการอนุญาตดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ

กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘ การกำหนดตามมาตรา ๒๐ (๒) (ค) และ (๑๑)

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา

๓๖ และมาตรา ๓๗ เว้นแต่การกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาต

ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

บริษัทหลักทรัพย์

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙

ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทหลักทรัพย์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์

46 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (Update ณ วันที่ 15/12/2526) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_fb19b2269c35c5e4

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com