พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
เป็นปีที่ ๓๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ
หลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินี้ไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ
เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครคิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก.
๒๕๒๒/๗๔/๓๙พ/๙ พฤษภาคม ๒๕๒๒]
มาตรา ๓ บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ
และประกาศอื่นในส่วนที่
บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้
พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
ธุรกิจเงินทุน หมายความว่า
ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้น
ในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้
(๑)
กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์
(๒)
กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา
(๓)
กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค
(๔)
กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ
(๕)
กิจการเงินทุนอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก
ประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะสั้น รวมทั้งการเป็นผู้รับรอง
ผู้รับอาวัลหรือผู้สอดเข้าแก้หน้าใน
ตั๋วเงินเป็นทางค้าปกติ
กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก
ประชาชน และให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง หรือระยะยาวแก่กิจการอุตสาหกรรม
เกษตรกรรม
หรือพาณิชยกรรมเป็นทางค้าปกติ
กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจากประชาชน
และทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ
(๑)
ให้กู้ยืมเงินเพื่อให้ใช้เกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าโดยชำระราคาเป็นงวด ๆ
หรือโดยให้เช่าซื้อ
(๒)
ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชน เพื่อให้ใช้ในการซื้อสินค้าจากกิจการที่มิใช่ของ
ตนเอง
(๓)
ให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากกิจการซึ่งจำหน่าย
สินค้านั้นเมื่อได้ตกลงจะให้เช่าซื้อ หรือให้ประชาชนเช่าซื้อสินค้าซึ่งยึดได้จากผู้เช่าซื้อรายอื่น
(๔)
รับโอนโดยมีค่าตอบแทนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการจำหน่ายสินค้า
"กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ"
หมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจาก
ประชาชนและทำการดังต่อไปนี้ เป็นทางค้าปกติ
(๑)
ให้กู้ยืมเงินแก่ประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและหรือบ้าน
ที่อยู่อาศัย
(๒)
ให้กู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการจัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยสำหรับ
จำหน่ายแก่ประชาชนหรือให้ประชาชนเช่าซื้อ หรือ
(๓)
จัดหาที่ดินและหรือบ้านที่อยู่อาศัยมาจำหน่ายแก่ประชาชน รวมทั้งให้
ประชาชนเช่าซื้อ
ให้กู้ยืมเงิน เฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจเงินทุน
หมายความรวมถึงรับซื้อซื้อลด
หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน ตราสารเปลี่ยนมืออื่น หรือตราสารการเครดิต
ให้กู้ยืมเงินระยะสั้น หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืนเมื่อทวง
ถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันให้กู้ยืม
ให้กู้ยืมเงินระยะปานกลาง หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืน
เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินหนึ่งปี แต่ไม่เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม
ให้กู้ยืมเงินระยะยาว หมายความว่า ให้กู้ยืมเงินมีกำหนดชำระคืนเมื่อสิ้น
ระยะเวลาอันกำหนดไว้เกินห้าปีนับแต่วันให้กู้ยืม
เงินกองทุน หมายความว่า
(๑)
ทุนชำระแล้วซึ่งรวมทั้งส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่บริษัทได้รับ
(๒) ทุนสำรอง
(๓)
เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุม
ใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับของบริษัท
แต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของสิน
ทรัพย์และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้ และ
(๔)
กำไรสุทธิคงเหลือจากการจัดสรรแล้ว
ทั้งนี้
เมื่อหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกแล้ว
ธุรกิจหลักทรัพย์ หมายความว่า ธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทดังต่อไปนี้
(๑)
กิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
(๒)
กิจการค้าหลักทรัพย์
(๓)
กิจการที่ปรึกษาการลงทุน
(๔)
กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
(๕)
กิจการจัดการลงทุน
(๖)
กิจการอื่นเกี่ยวกับหลักทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
กิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หมายความว่า กิจการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่น
โดยได้รับค่านายหน้าหรือบำเหน็จเป็นการตอบแทนเป็นทางค้าปกติ
กิจการค้าหลักทรัพย์ หมายความว่า กิจการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ในนามของตนเอง
เป็นทางค้าปกติ
กิจการที่ปรึกษาการลงทุน หมายความว่า กิจการให้คำแนะนำแก่ประชาชน
ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวกับคุณค่าของหลักทรัพย์หรือความเหมะสมในการลงทุนหรือซื้อ
หรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ เป็นทางค้าปกติ
ทั้งนี้ โดยได้รับค่าบริการหรือบำเหน็จเป็นการ ตอบแทนสำหรับการนั้น
กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ หมายความว่า กิจการรับจัดการจำหน่าย
หลักทรัพย์ให้แก่ประชาชน
กิจการจัดการลงทุน หมายความว่า กิจการจัดการลงทุนตามโครงการ
โดยการออกตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของแต่ละโครงการจำหน่ายแก่ประชาชนและนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธินั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ตามที่กำหนดไว้ในโครงการ
หลักทรัพย์ หมายความว่า
(๑) ตั๋วเงินคลัง
(๒) พันธบัตร
(๓)
หุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ
ที่จะซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดงการเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้
(๔)
ใบสำคัญแสดงสิทธิในเงินปันผลหรือดอกเบี้ยจากหลักทรัพย์
(๕)
ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของโครงการลงทุนซึ่ง
ผู้ประกอบกิจการจัดการลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศเป็นผู้ออก
(๖)
ตราสารอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
*[นิยามคำว่า หลักทรัพย์ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หมายความว่า ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ประเภท
ดังต่อไปนี้
(๑)
กิจการเครดิตฟองซิเอร์
(๒)
กิจการรับซื้อฝาก
(๓)
กิจการอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
กิจการเครดิตฟองซิเอร์ หมายความว่า กิจการให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนอง
อสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าปกติ
กิจการรับซื้อฝาก หมายความว่า กิจการรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามสัญญา
ขายฝากเป็นทางค้าปกติ
บริษัทจำกัด หมายความว่า บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์หรือบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด
บริษัท หมายความว่า บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์
หรือบริษัทเครดิต
ฟองซิเอร์
บริษัทเงินทุน หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบ
ธุรกิจเงินทุน
บริษัทหลักทรัพย์ หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้
ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หมายความว่า บริษัทจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตให้
ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
สำนักงานสาขา หมายความรวมถึง สำนักงานใด ๆ
ซึ่งแยกออกจากสำนัก
งานใหญ่ของบริษัทไปประกอบการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของบริษัท
ใบอนุญาต หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ
หลักทรัพย์ หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
ผู้จัดการ หมายความรวมถึงรองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ
และผู้ซึ่งดำรง
ตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นด้วย
*[นิยามคำว่า ผู้จัดการ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
*สถาบันการเงิน หมายความว่า
สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วย
ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน
*[นิยามคำว่า สถาบันการเงิน เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.
๒๕๒๖]
พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีหรือผู้ว่าการธนาคาร
แห่งประเทศไทย แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕
พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลที่มี
กฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
มาตรา ๖
รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้
การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๖ ทวิ* ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง
เป็นประธานกรรมการ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นรองประธานกรรมการ
และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ
และผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ให้คำเสนอแนะต่อธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ในการออกข้อกำหนด และการดำเนินมาตรการใด ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ
ธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้
*[มาตรา ๖ ทวิ เพิ่มเติมโดย
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ
นี้และให้มีอำนาจ
(๑) แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่
(๒)
ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราตามบัญชีท้าย
พระราชบัญญัตินี้
(๓)
ออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นใดให้เป็นธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลัก
ทรัพย์หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(๔)
ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการหรือแบบบัตรประจำตัวของ
พนักงานเจ้าหน้าที่
(๕)
ออกประกาศตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
ทั้งนี้
เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงตาม (๓)
ให้ระบุความหมายของกิจการที่กำหนดด้วย และจะ
กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประกอบกิจการนั้นไว้ด้วยก็ได้
กฎกระทรวงและประกาศนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
การจัดตั้งบริษัทและการขอรับใบอนุญาต
มาตรา ๘ การประกอบธุรกิจเงินทุน
หรือการประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด
และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี
การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทจำกัด
และโดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี
การจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด
หรือบริษัทจำกัด ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
จะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ในการให้ความเห็นชอบ
รัฐมนตรี
จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
การควบบริษัทเข้ากันให้ถือว่าเป็นการจัดตั้งบริษัทจำกัด
การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธี
การและเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๙ ในการออกใบอนุญาตตามมาตรา ๘
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไข
ใด ๆ ก็ได้
เงื่อนไขที่กำหนดในวรรคหนึ่ง
เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อความ
ปลอดภัยหรือผาสุกของประชาชน รัฐมนตรีจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง
หรือเพิ่มเติมก็ได้และ
กำหนดให้เงื่อนไขที่แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมนั้นมีผลบังคับเมื่อระยะเวลาใดระยะเวลา
หนึ่งได้ล่วงพ้นไปแล้วก็ได้ ทั้งนี้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๑๐ บริษัทอาจมีสำนักงานสาขาได้
แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
การขออนุญาตและการอนุญาต
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด
ในการอนุญาต รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด
ๆ ก็ได้
บริษัทเงินทุน
มาตรา ๑๑
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนประกอบธุรกิจเงินทุน
มาตรา ๑๒ บริษัทเงินทุน ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า บริษัทเงินทุน นำหน้า
และ จำกัด ต่อท้าย
มาตรา ๑๓* ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อ
ในธุรกิจว่า เงินทุน การเงิน การลงทุน เครดิต ทรัสต์ ไฟแนนซ์ หรือคำอื่นใด
ที่มีความหมายเช่นเดียวกัน
เว้นแต่ธนาคารพาณิชย์หรือสำนักงานที่กระทำการแทนธนาคาร
ต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
*[มาตรา ๑๓ แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๑๔
บริษัทเงินทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตาม
จำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท
*บุคคลใดจะถือหุ้นบริษัทเงินทุนใดเกินอัตราร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้นมิได้
เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะ หรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น
ธนาคาร
แห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
มีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเป็นอย่างอื่น
ได้ และในการผ่อนผันจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
หุ้นบริษัทเงินทุนที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวมเป็นหุ้น
ของบุคคลตามวรรคสองด้วย
(๑)
คู่สมรสของบุคคลตามวรรคสอง
(๒)
บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคสอง
(๓)
ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
เป็นหุ้นส่วน
(๔)
ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดชอบ
หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มี
หุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ้นทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นหรือ
(๕)
บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสอง หรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)
หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่าย
ได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
*[มาตรา ๑๔ วรรค ๑ และวรรค ๒ แก้ไขโดยพระราชกำหนด
แก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจการเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๑๕
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนใดจำหน่ายหุ้นบริษัทเงินทุนนั้นอันจะ
ทำให้บุคคลบุคคลหนึ่งถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๑๔
มาตรา ๑๖
หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทเงินทุนต้องเป็นหุ้นชนิด
ระบุชื่อผู้ถือมีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท
และข้อบังคับของบริษัทเงินทุนต้องไม่มี
ข้อจำกัดในการโอนหุ้น
เว้นแต่เพื่อเป็นปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายว่าด้วย
บริษัทมหาชนจำกัด
มาตรา ๑๗
บริษัทเงินทุนต้องมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อย
ราย โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดและแต่ละรายต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละศูนย์จุดหกของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
บริษัทเงินทุนใดมีผู้ถือหุ้นและหรือการถือหุ้นไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่งใน
ขณะใดขณะหนึ่งให้บริษัทเงินทุนนั้นขอผ่อนจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อดำเนินการแก้ไข
ให้ถูกต้องภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
บริษัทเงินทุนต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าสาม
ในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
แล้วต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย
ไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
มาตรา ๑๘
เมื่อปรากฏว่าการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัทเงินทุนเป็นเหตุ
ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดถือหุ้นเกินจำนวนที่จะถือได้ตามมาตรา ๑๔
บุคคลนั้นจะยกเอาการถือ
หุ้นในส่วนที่เกินจำนวนดังกล่าวขึ้นใช้ยันต่อบริษัทเงินทุนนั้นมิได้
และบริษัทเงินทุนนั้นจะจ่าย
เงินปันผลหรือเงินตอบแทนอย่างอื่นให้แก่บุคคลนั้นหรือให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่
ประชุมของผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วนที่เกินมิได้
มาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๔
วรรคสองและ
วรรคสาม มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ให้บริษัทเงินทุนตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกคราว
ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นและก่อนจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทนอื่นใด
แล้วแจ้งผลการตรวจ
สอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามรายการและภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนด และในกรณีที่พบว่าผู้ถือหุ้นรายใดถือหุ้นเกินจำนวนที่กำหนดในมาตรา ๑๔
ให้บริษัท
เงินทุนแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อดำเนินการจำหน่ายหุ้นที่เกินนั้นเสีย
มาตรา ๒๐*
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนกระทำการดังต่อไปนี้
(๑)
ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๒) ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์
เว้นแต่
(ก)
เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจ หรือ
สำหรับเป็นที่พัก
หรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น
ตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ข) เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนได้มาจากการชำระหนี้การประกัน
การให้กู้ยืมเงิน
หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับจำนองไว้จากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาล
หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
แต่ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในสามปีนับแต่วัน
ที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเงินทุน
หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับ
อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ
(ค)
เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการ
เคหะมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ในการอนุญาตตาม (ก)
หรือ (ข) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไข ใด ๆ ก็ได้
(๓)
รับหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของบริษัทเงินทุน
จากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน
(๔)
ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้น
ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๕)
ซื้อหรือมีหุ้นบริษัทเงินทุนอื่น เว้นแต่
(ก)
เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือการประกันการให้กู้ยืมเงินแต่ต้อง
จำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา หรือ
(ข)
เป็นการได้มาเนื่องจากการประกอบธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาตจาก
รัฐมนตรี
(๖)
ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเงินทุนในประเภทที่ได้รับอนุญาต
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา
ให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบการดังต่อไปนี้ได้ด้วย
(ก)
การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาเงินกู้ยืมหรือเงินลงทุน
ให้แก่กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม
หรือการจัดการเกี่ยวกับการให้กู้ยืม
เงินแก่หรือการลงทุนในกิจการดังกล่าว
(ข)
การให้บริการจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน
(ค)
การเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเงินหรือการดำเนินงานของกิจการ
อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม
(ง)
การเป็นที่ปรึกษาในการจัดซื้อกิจการหรือการจัดการควบธุรกิจ
เข้าด้วยกัน
(๗)
ให้กรรมการของบริษัทเงินทุนนั้นกู้ยืมเงิน
การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กรรมการนั้นกู้ยืมเงินด้วย
(ก)
การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของ
กรรมการ
(ข)
การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการ คู่สมรสหรือบุตรซึ่ง
ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ เป็นหุ้นส่วน
(ค)
การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือบุตรซึ่ง
ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็นหุ้น
ส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน
จำกัดนั้น
(ง)
การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือบุตรซึ่งยังไม่
บรรลุนิติภาวะของกรรมการ หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ
สามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
(จ)
การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่บริษัทจำกัดตาม (ง) ถือหุ้นรวมกัน
เกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
(ฉ) การเป็นผู้รับรอง
ผู้รับอาวัล หรือผู้สอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนตาม
(ก) (ข) (ค) (ง) หรือ (จ) เป็นผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋ว หรือ ผู้สลักหลัง
(๘)
ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเงินทุนโดยมิได้รับ
อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด
ๆ ก็ได้
(๙)
จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท
เงินทุนนั้นเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบ
ธุรกิจใด ๆ ของบริษัทเงินทุนนั้น
ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จ เงินเดือนรางวัล และเงินเพิ่มอย่าง
อื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ
(๑๐)
ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกัน
สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ
หรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการ ทั้งนี้
เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๑๑)
โฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนนั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำ
ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๑๒)
ทำสัญญาหรือยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือ
พนักงานของบริษัทเงินทุน
มีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของบริษัทเงินทุน
เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
*[มาตรา ๒๐
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชการประกอบธุรกิจ
เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๑ เมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
ให้บริษัทเงินทุนแจ้งแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น
(๑)
การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทเงินทุน
(๒)
การเปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ
ในการจัดการของบริษัทเงินทุน
*[มาตรา ๒๑ (๓) และ
(๔) ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจการเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๒* ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้
เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ
หรือ ที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน
(๑)
เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
(๒)
เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด
เกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
(๓) เคยเป็นกรรมการ
ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๔) เป็นกรรมการ
ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนอื่น
(๕)
ถูกถอดถอนจากการเป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้จัดการตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง
หรือมาตรา ๕๗ ทวิ (๑)
(๖)
เป็นข้าราชการการเมือง
(๗)
เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย
เว้นแต่
(ก) เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเพื่อ เข้าไปช่วยเหลือในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน
หรือ
(ข)
เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)
(๘) เป็นผู้จัดการ
หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของ ห้างหุ้นส่วน
หรือบริษัทจำกัดซึ่งตนหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดตามมาตรา ๒๐ (๗)
วรรคสอง เป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นอยู่ เว้นแต่
(ก)
เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุนซึ่งไม่มีอำนาจในการจัดการ
(ข)
เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นจากรัฐมนตรีเพราะมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน
(ค)
เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)
(๙)
เป็นบุคคลซึ่งมิได้มีคุณวุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานหรือคุณสมบัติอื่น ทั้งนี้
ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
(๑๐) มีลักษณะต้องห้ามอย่างอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
บริษัทเงินทุนจะแต่งตั้งกรรมการ
ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ
หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน หรือทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบมิได้ และในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าบุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิกถอนความเห็นชอบที่ได้ให้ไว้แล้ว
และให้บริษัทเงินทุนเสนอชื่อบุคคลอื่นแทนเพื่อขอความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนความเห็นชอบ
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่บุคคลซึ่งบริษัทเงินทุนทำสัญญาให้มี
อำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนนั้น
ตลอดจนผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่บุคคลนั้น
ด้วยโดยอนุโลม
*[มาตรา ๒๒
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๒ ทวิ*
ให้บริษัทเงินทุนจัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้ครบถ้วนถูกต้องเป็นปัจจุบันตามความเป็นจริง
บัญชีนั้นให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
*[มาตรา ๒๒ ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.
๒๕๒๖]
มาตรา ๒๒ ตรี*
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรับหรือจ่ายเงิน
การทำนิติกรรมใด ๆ ตลอดจนการตรวจสอบและควบคุมภายในได้
*[มาตรา ๒๒ ตรี
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.
๒๕๒๖]
มาตรา ๒๓*
ให้บริษัทเงินทุนประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ได้รับ
อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่แล้วภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของบริษัทเงินทุนตามแบบที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ
สำนักงานของบริษัท
เงินทุนนั้น
และในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับภายในยี่สิบเอ็ดวันนับจากวันที่ได้รับ
อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้
เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
และให้เสนอต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยแห่งละหนึ่งฉบับ
ให้บริษัทเงินทุนประกาศรายการหรือเปิดเผยข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับบริษัทเงินทุนนั้นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดประกาศรายการหรือข้อมูลดังกล่าวให้แสดงไว้ในที่เปิดเผย
ณ สำนักงานของบริษัทเงินทุนนั้น และให้รายงานต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบพร้อมด้วยสำเนาประกาศรายการหรือข้อมูลที่เปิดเผยแห่งละ หนึ่งฉบับ
งบดุลตามวรรคหนึ่งจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชี
ผู้สอบบัญชีนั้นต้อง
เป็นผู้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบทุกรอบปีบัญชี
และต้องมิใช่กรรมการ
พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น
ผู้สอบบัญชีตามวรรคสาม
ต้องรักษามารยาทและปฏิบัติงานการตรวจสอบ
และรับรองบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี
รวมทั้ง
มาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพิ่มขึ้นด้วย
ในกรณีที่บริษัทเงินทุนได้ทำเอกสาร
ประกอบการลงบัญชีและหรือลงบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง
ให้ผู้สอบบัญชีเปิดเผยข้อเท็จ
จริงอันเป็นสาระสำคัญของบัญชีและแจ้งพฤติการณ์ไว้ในรายงานการสอบบัญชีที่ตนจะต้องลง
ลายมือชื่อรับรองพร้อมทั้งรายงานพฤติการณ์นั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบด้วย
ผู้สอบบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคสี่
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเพิกถอน
การให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีผู้นั้นได้
*[มาตรา ๒๓
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ.
๒๕๒๖]
มาตรา ๒๓ ทวิ*
ให้บริษัทเงินทุนปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะเวลา หกเดือน
ถ้าบริษัทเงินทุนนั้นมีสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้หรือที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้
ทั้งนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ให้บริษัทเงินทุนนั้นตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวออกจากบัญชี
หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวเมื่อสิ้นงวดการบัญชีนั้น
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตตามวรรคหนึ่ง
ถ้านำสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้ตัดออกจากบัญชีหรือสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้กันเงินสำรองมาหักออกจากเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนนั้นแล้ว
หากปรากฏว่าเงินกองทุนที่คงเหลือมีจำนวนต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา ๒๙
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการใด ๆ ให้บริษัทเงินทุนนั้นถือปฏิบัติจนกว่าจะได้ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นหมดสิ้นไป
หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นครบจำนวนแล้ว
*[มาตรา ๒๓
ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๓ ตรี*
รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นรายงานเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะ
โดยมีรายการและระยะเวลาตามที่กำหนด
และจะให้ทำคำชี้แจงข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานนั้น ก็ได้
*[มาตรา ๒๓
ตรีเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๔
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดให้บริษัทเงินทุนบริษัทใด
ยื่นรายงานหรือแสดงเอกสารใด
ตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดก็ได้
และธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ทำคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานหรือเอกสารนั้นด้วยก็ได้
รายงานและเอกสารที่ยื่นหรือแสดงหรือคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความตามวรรคหนึ่งบริษัทเงินทุนต้องทำให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริง
มาตรา ๒๕ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ
บริษัทเงินทุนต้องจัดให้กรรมการ
พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้สอบบัญชีของบริษัทเงินทุนมาให้ถ้อยคำหรือแสดงสมุดบัญชี
เอกสาร
และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการของบริษัทเงินทุนนั้นตามความประสงค์ของพนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๒๖*
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบริษัทเงินทุนใด
(๑)
จัดทำบัญชีไม่เรียบร้อยหรือไม่ทำให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร
(๒)
จัดความสัมพันธ์ของระยะเวลาการกู้ยืมเงินจากประชาชนกับระยะเวลา
ในการเรียกคืนเงินให้กู้ยืมหรือลงทุนไม่เหมาะสม
(๓)
ให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในกิจการที่บริษัทเงินทุน กรรมการ ผู้จัดการ
หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
หรือให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นในปริมาณเกินสมควร หรือมีเงื่อนไขหรือข้อ
กำหนดพิเศษผิดไปจากปกติ หรือ
(๔)
กระทำการหรือไม่กระทำการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม
ดังต่อไปนี้
(ก)
ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนดเป็นเนืองนิจ
(ข)
ให้กู้ยืมเงินเกินอัตราส่วนที่กำหนดหรือไม่มีหลักประกันเป็นปริมาณมาก
(ค)
ไม่ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ออกจากบัญชีถึงขนาดที่
จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น
(ง)
ไม่กันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืน
ไม่ได้ถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น
(จ)
กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนนั้นแก้ไขการกระทำ
ดังกล่าว หรือกระทำการ หรืองดกระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรภายใน
เวลาที่กำหนด
บริษัทเงินทุนใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งการ
เมื่อมีกรณีตาม (๔)
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานต่อรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีมีอำนาจ
สั่งควบคุมบริษัทเงินทุนนั้นหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยให้นำความในหมวด ๕
มาใช้
บังคับโดยอนุโลม
*[มาตรา ๒๖
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ.
๒๕๒๖]
มาตรา ๒๖ ทวิ*
เมื่อบริษัทเงินทุนใดมีผลขาดทุนถึงจำนวนที่ทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือสามในสี่ของทุนซึ่งชำระแล้ว
ไม่ว่าโดยบริษัทเงินทุนนั้นตรวจพบเองหรือปรากฏ
จากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีหรือของธนาคารแห่งประเทศไทย
บริษัทเงินทุนนั้นจะกู้ยืม
เงิน หรือรับเงินจากประชาชนต่อไปไม่ได้
เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการ
ให้กู้ยืมเงินหรือการลงทุน หรือเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ถ้าผลขาดทุนตามวรรคหนึ่งทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือไม่เกินกึ่งหนึ่งของทุน
ซึ่งชำระแล้ว
ให้บริษัทเงินทุนนั้นเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อธนาคาร
แห่งประเทศไทย เพื่อขอความเห็นชอบภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่บริษัทเงินทุนหรือผู้สอบบัญชี
ตรวจพบหรือวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบ
ในการให้ความเห็น
ชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
และให้แจ้งให้บริษัท
เงินทุนนั้นทราบโดยมิชักช้า
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบในโครงการตามวรรคสอง
บริษัทเงินทุนนั้นอาจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
คำชี้ขาดของ รัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
ให้บริษัทเงินทุนที่มีผลขาดทุนตามวรรคสอง
ระงับการดำเนินกิจการทันทีจนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบในโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงาน
หรือรัฐมนตรีจะได้มีคำชี้ขาดให้ดำเนินการตามโครงการนั้นได้ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ดำเนินกิจการบางอย่างได้
*[มาตรา ๒๖
ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๖ ตรี*
บริษัทเงินทุนใดหยุดทำการจ่ายเงินที่มีหน้าที่จะต้องคืนเงิน
ให้บริษัทเงินทุนนั้นแจ้งให้รัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทันที
และห้ามมิให้
ดำเนินกิจการใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี
และให้บริษัทเงินทุนนั้น
ส่งรายงานเพิ่มเติมโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้องหยุดทำการจ่ายเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่
หยุดทำการจ่ายเงิน
เมื่อรัฐมนตรีได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งพนักงาน
เจ้าหน้าที่ไปทำการสอบสวนพฤติการณ์
และเมื่อได้รับรายงานการสอบสวนแล้วให้รัฐมนตรี
มีอำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควรหรือจะสั่งควบคุมบริษัทเงินทุนหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้
โดยให้นำความในหมวด ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
*[มาตรา ๒๖
ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๗
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) วงเงินขั้นต่ำ
(๒)
ระยะเวลาชำระคืน
(๓)
หลักเกณฑ์และวิธีการในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน
การกำหนดมาตรานี้
จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุน ประเภทกิจการ
หรือประเภทของบุคคลก็ได้
มาตรา ๒๘ ให้บริษัทเงินทุนดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับเงินที่ได้จากการกู้ยืมได้รับจากประชาชน
อันบริษัทเงินทุนมีหน้าที่จะต้องชำระคืนให้แก่บุคคลเหล่านี้ ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การกำหนดอัตราส่วนตามวรรคหนึ่ง
จะกำหนดตามประเภทของบุคคลที่
บริษัทเงินทุนกู้ยืมหรือได้รับเงินก็ได้
สินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่
สินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
การกำหนดสินทรัพย์สภาพคล่องจะกำหนดอัตราส่วนระหว่างสินทรัพย์สภาพ
คล่องแต่ละประเภทหรืออัตราส่วนตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้
อัตราส่วนที่ดำรงนั้น
จะกำหนดให้ถือว่าเอาส่วนเฉลี่ยตามระยะเวลามากน้อย
เท่าใดก็ได้
มาตรา ๒๙*
ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินกองทุนเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตรา
ส่วนกับ
(๑)
สินทรัพย์เสี่ยงไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย
ความเห็นชอบของรัฐมนตรี
(๒)
จำนวนเงินที่รับรองและหรือรับอาวัลตั๋วเงินไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
(๓)
ยอดเงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนทั้งหมด หรือยอดเงินกู้ยืมแต่ละประเภทไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
สินทรัพย์เสี่ยงตาม
(๑) ได้แก่สินทรัพย์ทุกประเภทนอกจากสินทรัพย์สภาพคล่องและสินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าไม่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง
การกำหนดอัตราส่วนตาม
(๑) จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้
ส่วนอัตราส่วนตาม (๒) หรือ (๓) นั้น จะไม่กำหนดหรือจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท
และจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนด
ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการชำระคืนเงินกู้ยืมตาม (๓)
บางประเภทและจะกำหนด
เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
*[มาตรา ๒๙ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๙ ทวิ*
ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินทุนจดทะเบียนและเงินทุนซึ่ง
ชำระแล้วไว้เป็นสินทรัพย์ตามชนิด วิธีการ
และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย
ความเห็นชอบของรัฐมนตรี
*[มาตรา ๒๙
ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๓๐
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑)
ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายได้ในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน
(๒)
ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้
(๓)
ค่าบริการที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้
(๔)
ผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้จากการให้เช่าซื้อ
(๕)
หลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก
บรรดาเงิน
ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจกำหนดเป็นเงินได้ ที่บุคคลใดได้รับ
จากบริษัทเงินทุน หรือพนักงาน หรือลูกจ้าง ของบริษัทเงินทุนนั้น
เนื่องจากการที่บริษัทเงินทุน
กู้ยืมเงิน หรือรับเงิน หรือที่บริษัทเงินทุน หรือพนักงาน
หรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นได้รับ
เนื่องจากการประกอบธุรกิจนั้นของบริษัทเงินทุนให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดค่าบริการ
หรือผลประโยชน์ใน (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) แล้วแต่กรณี เว้นแต่ค่าบริการตาม (๓)
ไม่ให้
ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลด ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ตาม (๒)
การกำหนดตามมาตรานี้
จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนหรือตาม
ประเภทการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนหรือประเภทกิจการที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรือ
อาจเรียก หรือจะกำหนดวิธีการคำนวณและระยะเวลาการจ่ายหรือระยะเวลาเรียกเก็บก็ได้
มาตรา ๓๑
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติเรื่องต่อไปนี้อันเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค
หรือกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ
(๑) จำนวนเงินที่ต้องชำระครั้งแรกและครั้งต่อ
ๆ ไป เป็นอัตราส่วนกับยอดเงินให้เช่าซื้อแต่ละราย
(๒)
ระยะเวลาในการให้เช่าซื้อ
(๓)
วิธีการชำระเงิน
(๔)
เงื่อนไขการริบเงินที่ได้รับชำระแล้ว และการกลับเข้าครองทรัพย์สินที่ให้
เช่าซื้อ
(๕)
วิธีการแสดงผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนเรียกเก็บ
มาตรา ๓๒
เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศหรือเพื่อแก้ไขภาวะเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑)
การให้กู้ยืมเงินแก่กิจการประเภทใดประเภทหนึ่งไม่น้อยกว่าอัตราที่
กำหนด
(๒)
วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้กู้ยืมแก่และหรือรับรองและรับอาวัลตั๋ว
เงินที่เกิดจากกิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง
หรือวงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้อ
(๓)
วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง
และหรือจะให้กู้ยืมแก้ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น
มาตรา ๓๓ ในการกำหนดอัตราตามมาตรา ๓๒ (๑)
ให้กำหนดเป็นอัตรา
ส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ ขณะใดขณะหนึ่ง
และอัตราที่
กำหนดนั้นรวมกันทั้งสิ้นต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของยอดเงินดังกล่าว
การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา
๓๒ (๒) จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับยอด
เงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมและหรือรับรองและรับอาวัลตั๋วเงินหรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนให้
เช่าซื้อและยังคงค้างชำระอยู่ ณ ขณะใดขณะหนึ่งหรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัท
เงินทุน หรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ
ขณะใดขณะหนึ่งก็ได้
การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา
๓๒ (๓) จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับ
ยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อและหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้อทั้งสิ้น
ซึ่งยัง
คงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด
หรือเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อ
อสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ
และหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้
เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ
ซึ่งยังคงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด
หรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนก็ได้
มาตรา ๓๔
ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีในเรื่องต่อไปนี้
(๑)
การลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง
(๒)
การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน
มาตรา ๓๕*
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งและ
หรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ
รวมกันเกินจำนวนเงินหรืออัตราส่วนกับ
เงินกองทุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ทั้งนี้
เว้น
แต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
การให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินหรือลงทุน
ตามวรรคหนึ่งด้วย
(๑)
การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น
(๒)
การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลนั้น คู่สมรส
หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้นเป็นหุ้นส่วน
(๓)
การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส
หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น
เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็น
หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น
(๔)
การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในบริษัทจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส บุตรซึ่ง
ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๒) หรือ (๓)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อย
ละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
การกำหนดตามมาตรานี้
จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนแต่ละประเภทก็ได้
การให้กู้ยืมเงินตามวรรคหนึ่ง
ถ้าผู้กู้ยืมเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด
จำนวนเงินให้กู้ยืมจะต้องไม่เกินอัตราส่วนกับทุนหรือเงินกองทุนของผู้กู้ยืมตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้
เว้นแต่จะได้รับผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการผ่อนผันธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท
และจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
*[มาตรา ๓๕
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๓๖
ความในมาตรา ๓๕ ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่บริษัทเงินทุน
(ก)
ให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือหลักทรัพย์
อื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
(ข)
ให้กู้ยืมเงินโดยมีประกันด้วยหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือทรัพย์สินอื่นที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ไม่เกินราคาของหลักประกัน การ
คำนวณราคาของหลักประกัน ถ้าเป็นหลักทรัพย์รัฐบาลไทย ให้ถือตามราคาที่ตราไว้
ถ้าเป็น
หลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นให้ถือตามราคาตลาด
ถ้าไม่มีราคาตลาดให้ถือตามราคาที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนด
มาตรา ๓๗ บริษัทเงินทุนต้องเปิดทำการตามเวลา
และหยุดทำการตามวันที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้เปิดทำการหรือหยุดทำการในเวลา
หรือวันอื่นจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการอนุญาตดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๓๘ การกำหนดตามมาตรา ๒๐ (๒) (ค) และ (๑๑)
附則
มาตรา ๒๗
มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา
๓๖ และมาตรา ๓๗ เว้นแต่การกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาต
ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
บริษัทหลักทรัพย์
มาตรา ๓๙
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทหลักทรัพย์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์
มาตรา ๔๐ บริษัทหลักทรัพย์ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า บริษัทหลักทรัพย์
นำหน้า และ จำกัด ต่อท้าย
มาตรา ๔๑
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทหลักทรัพย์ใช้ชื่อหรือคำแสดง
ชื่อในธุรกิจว่า บริษัทหลักทรัพย์ หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน
มาตรา ๔๒
บริษัทหลักทรัพย์ประกอบกิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ต้องมี
ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนด
ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ที่ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
กิจการค้า
หลักทรัพย์ กิจการที่ปรึกษาการลงทุน หรือกิจการจัดการลงทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่ง
ชำระแล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าห้าล้านบาท
มาตรา ๔๓
ห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์กระทำการดังต่อไปนี้
(๑)
ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
(๒) กระทำการใด ๆ
อันจะทำให้ลูกค้า หรือบุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับ
ราคาคุณค่า และลักษณะของหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง
(๓) กระทำการใด ๆ
อันเป็นการเอาเปรียบลูกค้า หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
อย่างไม่เป็นธรรม ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
(๔)
ซื้อขายหลักทรัพย์ล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายในนามของตนเอง
หรือลูกค้าเว้นแต่รัฐมนตรีจะประกาศกำหนดให้กระทำได้
ในการประกาศดังกล่าวรัฐมนตรี
จะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
(๕)
ขายหลักทรัพย์โดยที่บริษัทยังไม่มีหลักทรัพย์นั้นอยู่ในครอบครองหรือ
มิได้มีบุคคลใดมอบหมายให้ขายหลักทรัพย์นั้น เว้นแต่รัฐมนตรีจะประกาศกำหนดให้กระทำ
ได้ ในการประกาศดังกล่าว รัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์
วิธีการและเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติ
ด้วยก็ได้
(๖)
ประกอบกิจการอื่นใด นอกจากธุรกิจหลักทรัพย์ในประเภทที่ได้รับ
อนุญาต เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด
ๆ
ก็ได้
ส่วนการให้กู้ยืมเงินเพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์เกี่ยวกับ
การประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หรือกิจการค้าหลักทรัพย์นั้น
ให้บริษัทหลักทรัพย์กระทำได้
(๗)
ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทหลักทรัพย์
โดยมิได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย
จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๘)
โฆษณากิจการของบริษัทหลักทรัพย์นั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
มาตรา ๔๔ การตั้งบุคคลใดเป็นตัวแทนหรือนายหน้าของบริษัทหลักทรัพย์
ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน
การขอรับอนุญาตและการอนุญาต
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด
ๆ ก็ได้
มาตรา ๔๕ เมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
ให้บริษัทหลักทรัพย์แจ้งแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น
(๑)
การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับของบริษัทหลักทรัพย์
(๒)
การเปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ
ในการจัดการของบริษัทหลักทรัพย์
(๓)
การทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัท
หลักทรัพย์
(๔)
การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลผู้มีอำนาจในการบริหารบริษัทหลักทรัพย์
เนื่องจากการโอนหุ้น
(๕)
การที่บริษัทหลักทรัพย์ที่มีหุ้นในบริษัทจำกัดอื่นเกินร้อยละยี่สิบของ
จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดในบริษัทจำกัดนั้น
เว้นแต่การมีหุ้นเนื่องจากประกอบ
กิจการค้าหลักทรัพย์หรือกิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
มาตรา ๔๖
ในการกระทำการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือในการค้า
หลักทรัพย์ตลอดจนการกู้ยืมเงินหรือการให้กู้ยืมเงินเพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์
บริษัทหลักทรัพย์ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
มาตรา ๔๗ ในการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์
หรือในการจัดการลงทุนบริษัท
หลักทรัพย์จำกัดต้องดำเนินการหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย
ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๔๘ การกำหนดตามมาตรา ๔๓ (๓) (๔) (๕) และ (๘)
มาตรา ๔๔
วรรคสอง มาตรา ๔๖ และมาตรา ๔๗ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๔๙* ให้นำมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๒ ตรี
มาตรา ๒๓
มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๓ ตรี มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๓๗ และมาตรา
๓๘ มาใช้บังคับแก่บริษัทหลักทรัพย์โดยอนุโลม
*[มาตรา ๔๙
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ.
๒๕๒๖]
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
มาตรา ๕๐
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ประกอบธุรกิจ
เครดิตฟองซิเอร์
มาตรา ๕๑ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า
บริษัทเครดิต
ฟองซิเอร์ นำหน้า และ จำกัด ต่อท้าย
มาตรา ๕๒ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ใช้ชื่อหรือคำแสดง
ชื่อในธุรกิจว่า บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน
มาตรา ๕๓*
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระ
แล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท
*[มาตรา ๕๓
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ.
๒๕๒๖]
มาตรา ๕๔
ห้ามมิให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์กระทำการดังต่อไปนี้
(๑)*
ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๒) ให้กู้ยืมเงิน
เว้นแต่การรับจำนองทรัพย์สินลำดับหนึ่งเป็นประกัน
(๓)
ให้กรรมการของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นกู้ยืมเงิน และให้นำความใน
มาตรา ๒๐ (๗) วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๔) ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ในประเภทที่ได้รับอนุญาต
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ส่วนการให้ประชาชนเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากผู้จำหน่ายอสังหาริมทรัพย์เมื่อได้มีบุคคลตกลงจะเช่าซื้อแล้ว
รวมทั้งการให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้กลับเข้าครองอสังหาริมทรัพย์เนื่องจากผู้เช่าซื้อผิดสัญญานั้น
ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์กระทำได้ เมื่อได้กระทำตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี การกำหนดดังกล่าวนี้ให้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา
(๕)
ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่
(ก)
อสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจหรือสำหรับ
เป็นที่พักหรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นตาม
สมควร และได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ข)
อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้มาเนื่องจากการรับจำนอง
และซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นจากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
หรือได้รับโอนอสังหาริมทรัพย์นั้นมาเนื่องจากการชำระหนี้
แต่จะต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์
ดังกล่าวภายในห้าปี
นับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือ
ภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ค) อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาเพื่อ
การใช้เช่าซื้อตาม (๔) วรรคสอง และเมื่อมีการให้เช่าซื้อแล้ว
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์จะนำเอา
อสังหาริมทรัพย์นั้นไปจำนองหรือก่อให้เกิดทรัพยสิทธิใด ๆ ไม่ได้
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก
ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ง)
อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้มาเนื่องจากสัญญาขายฝาก
แต่จะต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นพ้นกำหนดไถ่คืนตามสัญญาหรือตามเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วแต่กรณี
หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในการอนุญาตตาม (ก)
(ข) (ค) หรือ (ง) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๖)
ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
หรือซื้อหุ้นหรือมีหุ้นหรือหุ้นกู้มีมูลค่าหุ้นรวมกันทั้งสิ้นเกินร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้น ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๗)
จัดหาเงินทุนจากประชาชนเว้นแต่การออกหุ้นกู้ และการกู้ยืมเงินที่มี
กำหนดเวลาจ่ายคืนไม่ต่ำกว่าสามปี ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการกู้ยืม
การชำระคืน
และวงเงินขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การ
กำหนดดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๘)
ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
โดยมิได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาต ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๙)
โฆษณากิจการของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้น เว้นแต่การโฆษณานั้น
จะได้กระทำตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดใน
ราชกิจจานุเบกษา
*[มาตรา ๕๔
(๑)
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๕๕
ในสัญญาที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้กู้ยืมเงินโดยการรับจำนอง
ต้องมีข้อสงวนสิทธิให้ผู้กู้โดยสมบูรณ์ในการชำระเงินคืนทั้งสิ้น
หรือแต่บางส่วนได้ก่อนเวลาที่
กำหนดไว้ในสัญญา
ในการนี้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์จะเรียกค่าชดเชยได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ในสัญญาที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์
ต้องมีข้อสงวน
สิทธิให้ผู้เช่าซื้อโดยสมบูรณ์ในการชำระราคาที่เช่าซื้อทั้งสิ้นได้ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา
ในการนี้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องลดราคาที่เช่าซื้อลงตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การกำหนดตามมาตรานี้
จะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ และ
ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๕๖* ให้นำมาตรา ๑๔ วรรคสองและวรรคสาม มาตรา ๑๕
มาตรา
๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๒
ตรี มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๓ ตรี มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา
๒๖ ทวิ มาตรา ๒๖ ตรี มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๒๙ ทวิ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑
มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ มาใช้บังคับแก่
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์โดยอนุโลม
*[มาตรา ๕๖ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
การควบคุมบริษัท การเพิกถอนใบอนุญาต
และการเลิกบริษัท
มาตรา ๕๗ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า
บริษัทใดมีฐานะหรือ
การดำเนินงานอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นดำเนินการแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานให้
เป็นไปตามมาตรฐานและภายในระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หรือเมื่อธนาคาร
แห่งประเทศไทยได้สั่งให้แก้ไขดังกล่าวแล้วบริษัทไม่ดำเนินการ
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย
ความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้บริษัทถอดถอนประธานกรรมการ กรรมการหรือ
ผู้จัดการผู้เป็นต้นเหตุโดยตรงที่ทำให้บริษัทมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะดังกล่าว
ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าบริษัทใดมีฐานะหรือการดำเนินงานอยู่ในลักษณะ
อันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประโยชน์ของประชาชนรัฐมนตรีมีอำนาจ
สั่งควบคุมบริษัทหรือเพิกถอนใบอนุญาต
แต่ในกรณีที่บริษัทดำเนินการแก้ไขการบริหารงาน
ให้ถูกต้อง หรือดำเนินการอื่นใดตามคำแนะนำของรัฐมนตรีภายในระยะเวลาที่รัฐมนตรี
กำหนด รัฐมนตรีจะยังไม่สั่งควบคุมบริษัทนั้นหรือยังไม่สั่งเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้
ในการนี้
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ
เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัท
นั้น ให้บริษัทต้องปฏิบัติด้วยก็ได้
ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งควบคุมบริษัทใดตามวรรคสอง
รัฐมนตรีมีอำนาจสั่ง
ให้บริษัทนั้นระงับการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่
รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๕๗ ทวิ*
บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่กำหนดตาม
มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจ
สั่งดังต่อไปนี้
(๑) ถอดถอนกรรมการ
หรือผู้จัดการ ซึ่งบริษัทนั้นไม่ถอดถอนภายในสิบสี่
วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
(๒)
แต่งตั้งบุคคลใด ๆ ไปดำรงตำแหน่งแทนผู้ซึ่งถูกถอดถอนตาม (๑)
ชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกินหนึ่งปี โดยให้บุคคลนั้น ๆ
มีอำนาจเช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน และให้
ได้รับค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยให้สั่งจ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้น
ห้ามมิให้บุคคลซึ่งถูกถอดถอนตาม
(๑) เข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใด
ทั้งทางตรงและทางอ้อมในบริษัทนั้นนับแต่วันที่ถูกถอดถอนเป็นต้นไปเว้นแต่เป็นการอำนวย
ความสะดวกหรือแจ้งข้อเท็จจริงแก่บุคคลตาม (๒)
หรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้
ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรานี้เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามกฎหมาย ว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี
*[มาตรา ๕๗
ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๕๘
ในการสั่งควบคุมบริษัทหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๕๗
วรรคสอง ให้รัฐมนตรีแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือให้บริษัทนั้นทราบ และปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย
ณ สำนักงานของบริษัทนั้น
กับทั้งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวัน
อย่างน้อยหนึ่งฉบับ
มาตรา ๕๙
ในการควบคุมบริษัทให้รัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการควบคุมบริษัท
ขึ้นประกอบด้วยประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนคณะกรรมการมี
อำนาจและหน้าที่ดำเนินกิจการของบริษัทนั้นได้ทุกประการ
และให้ประธานกรรมการเป็น
ผู้แทนของบริษัทนั้น
ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งและกำหนดอำนาจและหน้าที่พนักงานควบคุม
บริษัทคนหนึ่งหรือหลายคนให้ปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งได้
การตั้งคณะกรรมการและการแต่งตั้งกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน
กรรมการให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๖๐
เมื่อรัฐมนตรีได้แจ้งคำสั่งควบคุมแก่บริษัทใด
(๑) ห้ามมิให้กรรมการและพนักงานของบริษัทกระทำกิจการของบริษัทนั้น
อีกต่อไป เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการควบคุมบริษัท
(๒) ให้กรรมการ
พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทนั้นจัดการอันสมควรเพื่อ ปกปักรักษาทรัพย์และประโยชน์ของบริษัทไว้
และรีบรายงานกิจการ และมอบทรัพย์สินพร้อม
ด้วยสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์
และหนี้สินของ
บริษัทให้แก่คณะกรรมการควบคุมบริษัทโดยมิชักช้า
มาตรา ๖๑ เมื่อบริษัทใดถูกควบคุม
ให้ผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือเอกสาร
ของบริษัทนั้นแจ้งการครอบครองให้คณะกรรมการควบคุมบริษัททราบโดยมิชักช้า
มาตรา ๖๒ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา ๕๗
ให้คณะกรรมการควบคุมบริษัท
หรือพนักงานควบคุมบริษัทที่ได้รับมอบอำนาจ มีอำนาจสั่งให้บุคคลใด ๆ
มาให้ถ้อยคำหรือให้
แสดง หรือส่งสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ
สินทรัพย์ และ
หนี้สินของบริษัทที่ถูกควบคุม
มาตรา ๖๓
เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่าบริษัทที่ถูกควบคุม
สามารถจะดำเนินกิจการของตนเองได้ ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ
ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควร
ก็ให้สั่งเลิกการควบคุม
และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันอย่าง
น้อยหนึ่งฉบับ
เมื่อคณะกรรมการควบคุมบริษัทเห็นว่า
บริษัทที่ถูกควบคุมไม่อาจดำเนิน
กิจการต่อไปได้ ให้รายงานให้รัฐมนตรีทราบ
ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรก็ให้สั่งเพิกถอนใบ
อนุญาต
และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ
มาตรา ๖๔ ในกรณีที่บริษัทใดไม่ประกอบกิจการประเภทที่ได้รับใบอนุญาต
ตามปริมาณที่รัฐมนตรีเห็นสมควรในช่วงระยะเวลาสองปีใด ๆ
รัฐมนตรีจะสั่งเพิกถอนใบ
อนุญาตให้ประกอบกิจการทุกประเภทหรือประเภทใดประเภทหนึ่งที่ได้รับใบอนุญาตก็ได้
มาตรา ๖๔ ทวิ* ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา
๕๗
วรรคสอง มาตรา ๖๓ วรรคสอง
หรือในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทุกประเภทตาม
มาตรา ๖๔ ให้บริษัทที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวเป็นอันเลิกบริษัทจำกัด
*[มาตรา ๖๔
ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๖๕
เมื่อบริษัทใดมีความประสงค์ที่จะเลิกประกอบกิจการตามประเภทที่ได้รับอนุญาต
ให้ยื่นขออนุญาตเลิกประกอบกิจการต่อรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด
ๆ ก็ได้
มาตรา ๖๕ ทวิ* บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดมีผลขาดทุน
ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง
ให้บริษัทนั้นเป็นอันเลิกบริษัทจำกัดและให้ถือว่าใบอนุญาตของ
บริษัทนั้นถูกเพิกถอน เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑)
บริษัทมิได้เสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานภายในระยะ
เวลาที่กำหนดตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง
(๒)
บริษัทมิได้ปฏิบัติตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบตามมาตรา ๒๖ ทวิ
ภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
(๓)
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบด้วยในโครงการ
ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง และบริษัทไม่อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี
ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสาม
(๔)
รัฐมนตรีมีคำชี้ขาดยืนตามการไม่ให้ความเห็นชอบด้วยของธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา
๒๖ ทวิ วรรคสาม
*[มาตรา ๖๕ ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๖๖* เมื่อมีการเลิกบริษัทตามมาตรา ๖๔ ทวิ
หรือมาตรา ๖๕ ทวิ
ให้มีการชำระบัญชีและให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
การชำระบัญชีให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ว่าด้วยการชำระบัญชีบริษัทจำกัด หรือกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดว่าด้วยการชำระบัญชี
แล้วแต่กรณี เว้นแต่การใดที่เป็นอำนาจและหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐมนตรี
*[มาตรา ๖๖
วรรคหนึ่งแก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๖๗ กรรมการควบคุมบริษัท พนักงานควบคุมบริษัท
และผู้ชำระ
บัญชีอาจได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด
ค่าใช้จ่ายและเงินค่าตอบแทนในการควบคุมหรือชำระบัญชีบริษัทใด
ให้จ่าย
จากทรัพย์สินของบริษัทนั้น
พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๖๘* ในการปฏิบัติหน้าที่
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ
(๑) สั่งให้กรรมการ
พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท และผู้สอบบัญชีของ
บริษัทมาให้ถ้อยคำ หรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา
หรือหลักฐานอื่น
อันเกี่ยวกับกิจการสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท
(๒)
เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจของบริษัท หรือสถานที่ที่มีเหตุอันควร
สงสัยว่ามีสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ
สินทรัพย์และหนี้สิน
ของบริษัท เพื่อตรวจสอบกิจการสินทรัพย์
และหนี้สินของบริษัทในเวลาทำงานปกติหรือใน
เวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก
(๓)
เข้าไปในสถานที่ใด ๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำอันเป็นความ
ผิดตามมาตรา ๑๑ มาตรา ๓๙ หรือมาตรา ๕๐ หรือมีหลักฐานหรือเอกสารที่เกี่ยวกับการ
กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว
เพื่อตรวจสอบได้ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนถึง
พระอาทิตย์ตก
(๔)
ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสารหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ
ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดี
(๕)
เข้าไปตรวจสอบฐานะหรือการดำเนินงานในสถานที่ประกอบธุรกิจ
ของลูกหนี้ของบริษัท
ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง
ให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง
อำนวยความสะดวกตามสมควร
*[มาตรา ๖๘
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๖๙ ในการปฏิบัติหน้าที่
พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัว
แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๗๐* บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐
มาตรา ๑๒
มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑
มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสาม มาตรา ๒๓ ทวิ
วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ วรรคสอง มาตรา ๒๖ ทวิ
วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่
มาตรา ๒๖ ตรี วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๐ วรรค
หนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๗
มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๕๑
มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่กำหนด
ตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๒๐ (๑) (๒) (๔) (๖) (๘) หรือ (๑๑) มาตรา ๒๒ ตรี
มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๒๖ ตรี วรรคสองมาตรา ๒๙
วรรคสาม หรือวรรคสี่ มาตรา ๒๙ ทวิ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา ๓๗
มาตรา
๔๓ (๔) (๕) (๖) (๗) หรือ (๘) มาตรา ๔๔ วรรคสาม มาตรา ๕๔ (๑) (๔) (๕) (๖) (๘)
หรือ (๙) มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๗ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือมาตรา ๖๕
หรือฝ่าฝืนหรือไม่
ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขในกฎกระทรวงตามมาตรา ๗ วรรคสาม ต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือ
จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
*[มาตรา ๗๐
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๑* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ มาตรา ๓๙ หรือมาตรา ๕๐
ต้องระวาง
โทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี
และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาทและปรับอีกไม่เกิน วันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
*[มาตรา ๗๑
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๒* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ มาตรา ๔๑ หรือมาตรา
๕๒ ต้องระวาง
โทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี
และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาทและปรับอีก ไม่เกินวันละสองพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
*[มาตรา ๗๒
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๓* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๗ ทวิ วรรคสอง มาตรา ๖๐
หรือมาตรา
๖๑ หรือฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการควบคุมบริษัท หรือพนักงานควบคุมบริษัทตามมาตรา
๖๒
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสามแสนบาท
และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่ง
พันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
*[มาตรา ๗๓
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๓ ทวิ*
ผู้ใดให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจทำ
ให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
*[มาตรา ๗๓ ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน และธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ.
๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๔*
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
*[มาตรา ๗๔
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน และธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ.
๒๕๒๖]
มาตรา ๗๔ ทวิ* ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่ง
ตราหรือเครื่องหมายซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใด ๆ
ในการปฏิบัติการ
ตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดหรืออายัด หรือรักษาสิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี
และปรับไม่เกินสามแสนบาท
*[มาตรา ๗๔ ทวิ
เพิ่มมเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๔ ตรี* ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น
เอาไปเสียหรือทำให้สูญ
หายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ อันพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึด
อายัด รักษาไว้
หรือสั่งให้ส่ง เพื่อเป็นพยานหลักฐานหรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย
ไม่ว่าพนักงาน
เจ้าหน้าที่จะรักษาทรัพย์สินหรือเอกสารนั้นไว้เอง
หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่นส่งหรือรักษาไว้ก็
ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี
และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
*[มาตรา ๗๔ ตรี
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕* ในกรณีที่บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา
๑๐ มาตรา
๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง วรรคสองหรือวรรคสาม มาตรา ๒๔
มาตรา ๒๕ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ หรือมาตรา ๕๓ กรรมการ หรือ
ผู้จัดการของบริษัทนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น
ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสามแสนบาท
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการ
กระทำความผิดของบริษัทนั้นด้วย
ในกรณีที่บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา
๒๐ มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา
๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา ๒๖ ตรี วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง
มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๓ มาตรา ๕๔
หรือมาตรา ๕๕ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา ๙ มาตรา
๑๐ มาตรา ๒๐ (๑) (๒) (๔) (๖) หรือ (๑๑) มาตรา ๒๒ ตรี มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๖
วรรคสอง มาตรา ๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๒๙ วรรคสามหรือวรรคสี่ มาตรา ๒๙
ทวิ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๓ (๔) (๕) (๖)
หรือ (๘) มาตรา ๕๔ (๑) (๔) (๕) (๖) หรือ (๙) มาตรา ๕๕ หรือมาตรา ๕๗
วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง กรรมการ หรือผู้จัดการของบริษัทนั้นหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทนั้นด้วย
*[มาตรา ๗๕
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕ ทวิ* กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินงานของบริษัทโดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน
หรือ
ด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไป
ซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
หรือทำให้ประชาชนผู้ถูกหลอกลวง
หรือบุคคลที่สาม ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และ
ปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
*[มาตรา ๗๕ ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕ ตรี* กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินงานของบริษัท ซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของบริษัทหรือทรัพย์สินที่บริษัท
เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ
โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิด
ความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของบริษัท
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ห้าปีถึงสิบปี
และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
*[มาตรา ๗๕ ตรี
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕
จัตวา* กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินงานของบริษัท ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของบริษัทหรือซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง
สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
*[มาตรา ๗๕ จัตวา
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.
๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕ เบญจ กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินงานของบริษัท เอาไปเสีย ทำให้เสียหาย ทำลาย
ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่ง
ทรัพย์สินอันบริษัทมีหน้าที่ดูแลหรือที่อยู่ในความครอบครองของบริษัท
ถ้าได้กระทำเพื่อให้
เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
และปรับไม่เกิน ห้าแสนบาท
*[มาตรา ๗๕ เบญจ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕ ฉ กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนิน
งานของบริษัท
รู้ว่าเจ้าหนี้ของบริษัทหรือเจ้าหนี้ของบุคคลอื่นซึ่งจะใช้สิทธิของเจ้าหนี้บริษัท
บังคับการชำระหนี้จากบริษัท ใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้
(๑) ย้ายไปเสีย
ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของบริษัทหรือ
(๒)
แกล้งให้บริษัทเป็นหนี้ซึ่งไม่เป็นความจริง
ถ้าได้กระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
ต้องระวาง
โทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
*[มาตรา ๗๕ ฉ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕
สัตต* กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบใน
การดำเนินงานของบริษัท
กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดย
ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่บริษัทนั้น
ต้องระวางโทษจำคุก
ตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
*[มาตรา ๗๕ สัตต
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕
อัฏฐ* กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินงานของบริษัท กระทำหรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้
(๑) ทำให้เสียหาย
ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชีเอกสาร
หรือหลักประกันของบริษัทหรือที่เกี่ยวกับบริษัท
(๒)
ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท
หรือที่เกี่ยวกับบริษัท หรือ
(๓)
ทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง
ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำ
เพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์
อันควรได้ หรือลวงบุคคลใด ๆ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี
และปรับตั้งแต่ห้าแสน
บาทถึงหนึ่งล้านบาท
*[มาตรา ๗๕ อัฎฐ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕ นว* ผู้สอบบัญชีใดของบริษัทรับรองงบดุล
หรือบัญชีอื่นใด
อันไม่ถูกต้อง หรือทำรายงานเท็จ หรือฝ่าฝืนมาตรา ๒๓ วรรคสี่ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สาม
เดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
*[มาตรา ๗๕ นว
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕ ทศ* ผู้ใดก่อให้กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบ
ในการดำเนินงานของบริษัท หรือผู้สอบบัญชีกระทำความผิดตามที่บัญญัติในมาตรา ๗๕
ทวิ
มาตรา ๗๕ ตรี มาตรา ๗๕ จัตวา มาตรา ๗๕ เบญจ มาตรา ๗๕ ฉ มาตรา ๗๕ สัตต มาตรา
๗๕ อัฏฐ และมาตรา ๗๕ นว ไม่ว่าด้วยการใช้ สั่ง ขู่เข็ญ จ้าง
หรือด้วยวิธีอื่นใดต้องระวาง
โทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ
*[มาตรา ๗๕ ทศ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ.
๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕ เอกาทศ ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ
อันเป็นการช่วยเหลือ
หรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของ
บริษัท กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๕ ทวิ มาตรา ๗๕ ตรี มาตรา ๗๕
จัตวา
มาตรา ๗๕ เบญจ มาตรา ๗๕ ฉ มาตรา ๗๕ สัตต และมาตรา ๗๕ อัฏฐ ไม่ว่าก่อนหรือ
ขณะกระทำความผิด ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ
เว้นแต่ผู้นั้นมิได้รู้ถึงการ
ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้น
*[มาตรา ๗๕ เอกาทศ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๕
ทวาทศ* ในความผิดตามมาตรา ๗๕ ทวิ
มาตรา ๗๕ ตรี
มาตรา ๗๕ จัตวา มาตรา ๗๕ เบญจ มาตรา ๗๕ ฉ มาตรา ๗๕ สัตต มาตรา ๗๕ อัฏฐ มาตรา
๗๕ นว มาตรา ๗๕ ทศ หรือมาตรา ๗๕ เอกาทศ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ให้
พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สิน หรือราคา
หรือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแทน
ผู้เสียหายด้วย และให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล
*[มาตรา ๗๕ ทวาทศ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๖ ความผิดตามมาตรา ๗๐
ถ้ามิได้ฟ้องต่อศาลหรือมิได้มีการ
เปรียบเทียบตามมาตรา ๗๙
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำ
ความผิดหรือภายในห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
มาตรา ๗๗*
ผู้ใดล่วงรู้กิจการของบริษัทใดเนื่องจากการปฏิบัติตามอำนาจ
และหน้าที่ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
อันเป็นกิจการที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย
ถ้าผู้นั้นนำไปเปิดเผยนอกจากตามหน้าที่ หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวน
หรือการพิจารณาคดี หรือเป็นการเปิดเผยเกี่ยวกับการกระทำความผิดของบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[มาตรา ๗๗
แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๗๘
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา ๗๑ มาตรา
๗๒ หรือมาตรา ๗๓ เป็นนิติบุคคล กรรมการของนิติบุคคลนั้น
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบใน
การดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย
เว้น
แต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น
มาตรา ๗๙ ความผิดตามมาตรา ๗๐ หรือมาตรา ๗๕
ให้คณะกรรมการ
ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้
คณะกรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง
ให้มีจำนวนสามคนซึ่งคนหนึ่ง
ต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เมื่อคณะกรรมการได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใด
และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับ
ตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว
ให้คดีนั้นเป็นอันเลิกกัน
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๘๐ ให้ถือว่าบริษัทที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจ
หลักทรัพย์หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ประเภทใด ๆ
ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการ
ค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชนอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ เป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ หรือธุรกิจเครดิต
ฟองซิเอร์ประเภทนั้น แล้วแต่กรณี ตามพระราชบัญญัตินี้
และให้ถือว่าสำนักงานสาขาที่ได้รับ
อนุญาตของบริษัทตามกฎหมายดังกล่าวในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
เป็นสำนักงานสาขา
ที่ได้รับอนุญาตของบริษัทนั้นตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีได้กำหนดไว้
ในการอนุญาต
มาตรา ๘๑
บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา ๘๐ บริษัท
ใดมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเป็นจำนวนต่ำกว่าอัตราที่กำหนดใน
มาตรา ๑๗ วรรคสาม อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้คงมีผู้ถือหุ้นหรือ
กรรมการที่เป็นผู้มีสัญชาติไทยในอัตราที่เป็นอยู่นั้นได้ต่อไปแต่ถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัท
เครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา ๘๐
บริษัทใดมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ถึงสาม
ในห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด หรือมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ถึง
สามในห้าของจำนวนกรรมการทั้งหมด บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้น
ต้อง
ดำเนินการให้มีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถือไม่ต่ำกว่าสามในห้าของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายแล้วทั้งหมด
หรือมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในห้าของจำนวน
กรรมการทั้งหมดภายในเวลาเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๘๒
บุคคลใดถือหุ้นบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
รวมกันเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๑๔
อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงมี
สิทธิถือหุ้นนั้นได้ต่อไป แต่ถ้าได้จำหน่ายหุ้นนั้นไปเท่าใด
ก็ให้คงมีสิทธิถือหุ้นเกินอัตราที่
กำหนดได้เท่าจำนวนหุ้นที่เหลือนั้น
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งได้รับมรดกในหุ้น
นั้นในวันหรือหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
บทบัญญัติมาตรา ๑๘
มิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นตามหลักเกณฑ์
ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง
มาตรา ๘๓
บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่จัดตั้งขึ้นเป็นบริษัท
จำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือ
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชนอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ยังคงเป็นบริษัท
จำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อไปได้และถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิต
ฟองซิเอร์นั้นได้ออกหุ้นไว้แล้ว ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๖
และหรือมีผู้ถือหุ้นซึ่งไม่เป็นไป
ตามมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง
ให้บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครคิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการแก้ไขเสีย
ให้ถูกต้องตามมาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี
ภายในเจ็ดปีนับแต่วันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยต้องดำเนินการตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑)
ภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี
ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าห้าสิบราย
โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้น
รวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
(๒)
ภายในห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้
มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบห้าราย
โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือ
หุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละสี่สิบของจำนวนหุ้นที่
จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
(๓) ภายในเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ต้องดำเนินการ
ให้มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยราย
โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้อง
ถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
(๑) (๒) หรือ (๓) ถ้ามีเหตุจำเป็นและ
สมควร รัฐมนตรีจะขยายให้เวลาให้ก็ได้
ในการขยายระยะเวลาดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนด
เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๘๔
ภายในเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือภายใน
ระยะเวลาที่รัฐมนตรีขยายให้ตามมาตรา ๘๓ หากบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใด
ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์อยู่แล้วก่อนวันที่พระราช
บัญญัตินี้ใช้บังคับ
ประสงค์จะเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นใหม่ถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิต
ฟองซิเอร์นั้นยังมิได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด
ให้บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟอง
ซิเอร์นั้นดำเนินการออกหนังสือชี้ชวนให้ประชาชนเข้าชื่อซื้อหุ้นได้
ในการออกหนังสือชี้ชวน
ดังกล่าว
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยหนังสือชี้ชวนในกรณีเพิ่มทุนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัท
มหาชนจำกัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม
บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ห้ามมิให้บริษัทจำกัดตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้น
และบทบัญญัติว่าด้วยการเสนอ
ขายหุ้นที่ออกใหม่มิให้นำมาใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนตามมาตรานี้
มาตรา ๘๕*
*[มาตรา ๘๕
ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๘๖ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์
หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามมาตรา ๘๐ บริษัทใดมีทุนถูกต้องตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๒ หรือมาตรา ๕๓
แล้วแต่กรณีอยู่แล้ว
และได้มีมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้เพิ่มกองทุนก่อนวันที่พระราช
บัญญัตินี้ใช้บังคับให้บริษัทนั้นดำเนินการเพิ่มทุนตามมติพิเศษนั้นไปได้
โดยไม่ต้องขอรับ
อนุญาตตามมาตรา ๒๐ (๑) มาตรา ๔๓ (๑) หรือมาตรา ๕๔ (๑) แล้วแต่กรณี
มาตรา ๘๗ ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ตามมาตรา ๘๐
ประกอบกิจการ
ใด ๆ ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ไม่อาจกระทำได้ตามมาตรา ๔๓ (๖)
อยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัติ
นี้ใช้บังคับ ให้บริษัทหลักทรัพย์เลิกประกอบกิจการนั้น ๆ
ให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
แต่ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวมีความผูกพันตามนิติกรรมที่จะเลิก
ประกอบกิจการที่ต้องห้ามตามมาตรา ๔๓ (๖) ภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งมิได้
ให้บริษัทหลักทรัพย์นั้นยื่นขออนุญาตต่อรัฐมนตรี
และให้รัฐมนตรีขยายกำหนดระยะเวลา
ดังกล่าวออกไปได้เท่าที่เห็นสมควร ในการอนุญาตให้ขยายกำหนดระยะเวลา รัฐมนตรีจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๘๘ ให้บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์
หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามมาตรา ๘๐ ปฏิบัติตามมาตรา ๑๒ มาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๕๑ ตามแต่กรณีให้แล้วเสร็จ
ภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
บริษัทเงินทุนตามมาตรา
๘๐ ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์
อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า
"บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์" นำ
หน้า และ "จำกัด" ต่อท้าย
ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามที่วรรคหนึ่ง
มาตรา ๘๙ ให้ผู้ที่ใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า
บริษัทเงินทุน บริษัท
หลักทรัพย์ หรือ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือ คำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันอยู่แล้ว
ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งต้องห้ามมิให้ใช้ตามมาตรา ๑๓ มาตรา ๔๑
หรือมาตรา ๕๒
เลิกใช้ชื่อหรือคำอื่นใดดังกล่าวภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๙๐ บริษัทเงินทุนตามมาตรา ๘๐
บริษัทใดรับหุ้นของบริษัทเงินทุน
จากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน
หรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของ
จำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้นหรือมีหุ้นในบริษัทเงินทุนอื่นโดยชอบ
อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้บริษัทเงินทุนนั้นปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา ๒๐
(๓) (๔) หรือ (๕)
แล้วแต่กรณีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา
๘๐ บริษัทใดมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็น
จำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้นหรือมีหุ้นหรือ
หุ้นกู้มีมูลค่าหุ้นรวมกันทั้งสิ้นเกินร้อยละยี่สิบของเงินกองทุนของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้น
โดยชอบอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นปฏิบัติให้ถูกต้อง
ตามมาตรา ๕๔ (๖)
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหรือภายในกำหนด
เวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
มาตรา ๙๑ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามมาตรา ๘๐
บริษัทใดมีอสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อการประกอบธุรกิจให้เช่าซื้ออยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นแจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทยภายในเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
แล้วให้ดำเนินการหรือให้จำหน่ายไปภายในเงื่อนไขและระยะเวลาที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
มาตรา ๙๒
ให้ถือว่าสัญญาที่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มีข้อสงวนสิทธิให้ผู้เช่าซื้อโดยสมบูรณ์ในการชำระราคาที่เช่าซื้อทั้งสิ้นได้ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว
และให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นปฏิบัติตามมาตรา ๕๕ วรรคสอง ด้วย
มาตรา ๙๓ บริษัทตามมาตรา ๘๐ บริษัทใดมีกรรมการ
ผู้จัดการพนักงาน
หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาอยู่แล้วโดยชอบก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้
บังคับ ให้บริษัทนั้นปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา ๒๒
ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราช
บัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๙๔
ให้บรรดาประกาศของกระทรวงการคลังที่ออกตามประกาศของ
คณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ และประกาศและเงื่อนไขของ
กระทรวงการคลัง และประกาศและเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกตามประกาศ
ของกระทรวงการคลังดังกล่าวซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ยังคงใช้บังคับ
ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีกฎ
กระทรวง ประกาศ หรือเงื่อนไขตามพระราชบัญญัตินี้ออกใช้บังคับ
มาตรา ๙๕ บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามมาตรา ๘๐
บริษัทใดไม่ดำเนินการแก้ไขจำนวนหุ้นหรือกรรมการที่ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดตาม
มาตรา ๘๑ หรือไม่ดำเนินการแก้ไขหุ้นหรือผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามมาตรา ๑๖
หรือมาตรา ๑๗
วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณีภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือที่รัฐมนตรีขยายให้ตามมาตรา ๘๓
ต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยัง
กระทำการฝ่าฝืนอยู่
มาตรา ๙๖ บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามมาตรา ๘๐
บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๙๗ ความผิดตามมาตรา ๙๕ และมาตรา ๙๖
ให้คณะกรรมการ
ตามมาตรา ๗๙ มีอำนาจเปรียบเทียบได้ และให้นำมาตรา ๗๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส. โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
อัตราค่าธรรมเนียม
(๑)
คำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ๕๐๐ บาท
(๒)
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
ประเภทละ ๑๐,๐๐๐ บาท
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยขณะนี้ยังไม่มี
กฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
โดย
เฉพาะ การควบคุมการประกอบธุรกิจดังกล่าวได้อาศัยประกาศของกระทรวงการคลังและ
ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ ๕๘
ลงวันที่
๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมาย ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันเป็น
สาธารณูปโภคโดยทั่วไป ซึ่งยังไม่รัดกุมพอทำให้ประชาชนซึ่งเกี่ยวข้องเสียเปรียบและไม่ได้รับ
ความคุ้มครองเท่าที่ควร สมควรมีกฎหมายเฉพาะควบคุมการประกอบธุรกิจดังกล่าว
เพื่อ
คุ้มครองประโยชน์ของประชาชนได้โดยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราช
บัญญัตินี้ขึ้น
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖
มาตรา ๓๗ ให้บุคคลซึ่งใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจที่มีคำว่า
การลงทุน
เครดิต
หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันอยู่แล้วในวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับซึ่ง
ต้องห้ามมิให้ใช้ตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลัก
ทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ เลิกใช้
ชื่อคำแสดงชื่อหรือคำอื่นใดดังกล่าวภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้
บังคับ
มาตรา ๓๘ บริษัทเงินทุนใดมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วไม่ถูกต้อง
ตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และ
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้
ให้บริษัทเงินทุน
นั้นดำเนินการตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(๑) ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
ต้องดำเนินการให้มี
ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท
(๒)
ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท
(๓)
ภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาท
(๔)
ภายในสี่ปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท
มาตรา ๓๙
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระ
แล้วไม่ถูกต้องตามมาตรา ๕๓
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้
ให้บริษัท
เครดิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑)
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี
ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาท
(๒)
ภายในกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนิน
การให้มีทุนจดทะเบียน
และทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่ายี่สิบล้านบาท
(๓)
ภายในกำหนดสามปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนิน
การให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท
มาตรา ๔๐ ในการดำเนินการตามมาตรา ๓๘ หรือมาตรา ๓๙
แห่งพระราช
กำหนดนี้ ถ้ามีเหตุจำเป็นและสมควร รัฐมนตรีจะขยายระยะเวลาให้ก็ได้
ในการขยายระยะเวลา
ดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ความในมาตรา ๒๐ (๑)
หรือมาตรา ๕๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดนี้
ไม่ให้ใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนของบริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์เพื่อดำเนินการตามมาตรา
๓๘ หรือมาตรา ๓๙ แห่งพระราชกำหนดนี้ แล้วแต่กรณี
มาตรา ๔๑ ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดที่ได้รับ
อนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้
ใช้บังคับ จะต้องเพิ่มทุนตามมาตรา ๓๘ หรือมาตรา ๓๙ แห่งพระราชกำหนดนี้
โดยการออก
หุ้นใหม่ ถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นยังมิได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน
จำกัดให้บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการออกหนังสือชี้ชวนให้ประชาชน
เข้าชื่อซื้อหุ้นได้
ในการออกหนังสือชี้ชวนดังกล่าวให้นำบทบัญญัติว่าด้วยหนังสือชี้ชวนในกรณี
เพิ่มทุนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม
บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ห้ามมิให้บริษัทจำกัดตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้นและบทบัญญัติว่าด้วยการเสนอขาย
หุ้นที่ออกใหม่ มิให้นำมาใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนตามมาตรานี้
มาตรา ๔๒ บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดไม่ดำเนินการให้มีทุน
จดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนให้ถูกต้องตามมาตรา ๓๘ หรือมาตรา ๓๙
แห่งพระราชกำหนดนี้
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละสาม
พันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
ความผิดตามวรรคหนึ่งให้คณะกรรมการตามมาตรา
๗๙ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอำนาจเปรียบเทียบได้ และให้นำความในมาตรา ๗๖
แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๔๓ ให้บริษัทปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะเวลาหกเดือนตาม
มาตรา ๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้
ตั้งแต่ปีบัญชี
เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๗ เป็นต้นไป
มาตรา ๔๔
ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์บริษัทใดมีผล
ขาดทุนตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ
เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชกำหนดนี้อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับให้บริษัทดังกล่าวเสนอโครงการ
เพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
ภายในสามเดือนนับแต่วันที่
พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และให้นำความในมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสองและวรรคสาม และ
มาตรา ๖๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจ
เครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนด
มาตรการและเงื่อนไขในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามวรรค
หนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๔๕
ให้บริษัทซึ่งดำเนินการอยู่แล้วในวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
ดำเนินการขอความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ
หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มี
อำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๒๒
มาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๕๖ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้
ภายในหกสิบ
วันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา ๔๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจ ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มีมาตรการยังไม่
เพียงพอในการควบคุมการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
และขณะนี้
สถาบันการเงินหลายแห่งกำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรงซึ่งต้องได้รับการควบคุมกำกับเป็น
กรณีเร่งด่วน
และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงใน
ทางเศรษฐกิจของประเทศ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
*[รก.
๒๕๒๖/๑๙๕/๑พ/๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๖]
ไพรินทร์/แก้ไข
๒๗/๐๒/๔๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).