มาตรา ๑๑
มาตรา ๑๑ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนประกอบธุรกิจเงินทุน
มาตรา ๑๑ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนประกอบธุรกิจเงินทุน
มาตรา ๑๒ บริษัทเงินทุน ต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า บริษัทเงินทุน นำหน้า และ จำกัด ต่อท้าย
มาตรา ๑๓* ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อ ในธุรกิจว่า เงินทุน การเงิน การลงทุน เครดิต ทรัสต์ ไฟแนนซ์ หรือคำอื่นใด ที่มีความหมายเช่นเดียวกัน เว้นแต่ธนาคารพาณิชย์หรือสำนักงานที่กระทำการแทนธนาคาร ต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ *[มาตรา ๑๓ แก้ไขโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการ ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๑๔ บริษัทเงินทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตาม จำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท *บุคคลใดจะถือหุ้นบริษัทเงินทุนใดเกินอัตราร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่ จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะ หรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น ธนาคาร แห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเป็นอย่างอื่น ได้ และในการผ่อนผันจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ หุ้นบริษัทเงินทุนที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวมเป็นหุ้น ของบุคคลตามวรรคสองด้วย (๑) คู่สมรสของบุคคลตามวรรคสอง (๒) บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคสอง (๓) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) เป็นหุ้นส่วน (๔) ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคสองหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดชอบ หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มี หุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ้นทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นหรือ (๕) บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคสอง หรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่าย ได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น *[มาตรา ๑๔ วรรค ๑ และวรรค ๒ แก้ไขโดยพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจการเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๑๕ ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนใดจำหน่ายหุ้นบริษัทเงินทุนนั้นอันจะ ทำให้บุคคลบุคคลหนึ่งถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๑๔
มาตรา ๑๖ หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทเงินทุนต้องเป็นหุ้นชนิด ระบุชื่อผู้ถือมีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท และข้อบังคับของบริษัทเงินทุนต้องไม่มี ข้อจำกัดในการโอนหุ้น เว้นแต่เพื่อเป็นปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายว่าด้วย บริษัทมหาชนจำกัด
มาตรา ๑๗ บริษัทเงินทุนต้องมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อย ราย โดยผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของจำนวนหุ้นที่ จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดและแต่ละรายต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละศูนย์จุดหกของจำนวนหุ้นที่ จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด บริษัทเงินทุนใดมีผู้ถือหุ้นและหรือการถือหุ้นไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่งใน ขณะใดขณะหนึ่งให้บริษัทเงินทุนนั้นขอผ่อนจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อดำเนินการแก้ไข ให้ถูกต้องภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด บริษัทเงินทุนต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าสาม ในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด แล้วต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทย ไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
มาตรา ๑๘ เมื่อปรากฏว่าการได้มาซึ่งหุ้นของบริษัทเงินทุนเป็นเหตุ ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดถือหุ้นเกินจำนวนที่จะถือได้ตามมาตรา ๑๔ บุคคลนั้นจะยกเอาการถือ หุ้นในส่วนที่เกินจำนวนดังกล่าวขึ้นใช้ยันต่อบริษัทเงินทุนนั้นมิได้ และบริษัทเงินทุนนั้นจะจ่าย เงินปันผลหรือเงินตอบแทนอย่างอื่นให้แก่บุคคลนั้นหรือให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่ ประชุมของผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วนที่เกินมิได้
มาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๔ วรรคสองและ วรรคสาม มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ให้บริษัทเงินทุนตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกคราว ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นและก่อนจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทนอื่นใด แล้วแจ้งผลการตรวจ สอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามรายการและภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด และในกรณีที่พบว่าผู้ถือหุ้นรายใดถือหุ้นเกินจำนวนที่กำหนดในมาตรา ๑๔ ให้บริษัท เงินทุนแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อดำเนินการจำหน่ายหุ้นที่เกินนั้นเสีย
มาตรา ๒๐* ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนกระทำการดังต่อไปนี้ (๑) ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (๒) ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่ (ก) เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจ หรือ สำหรับเป็นที่พัก หรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น ตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ข) เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนได้มาจากการชำระหนี้การประกัน การให้กู้ยืมเงิน หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับจำนองไว้จากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาล หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในสามปีนับแต่วัน ที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเงินทุน หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตามที่ได้รับ อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ (ค) เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการ เคหะมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ในการอนุญาตตาม (ก) หรือ (ข) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไข ใด ๆ ก็ได้ (๓) รับหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของบริษัทเงินทุน จากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน (๔) ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้น ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (๕) ซื้อหรือมีหุ้นบริษัทเงินทุนอื่น เว้นแต่ (ก) เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือการประกันการให้กู้ยืมเงินแต่ต้อง จำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา หรือ (ข) เป็นการได้มาเนื่องจากการประกอบธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาตจาก รัฐมนตรี (๖) ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเงินทุนในประเภทที่ได้รับอนุญาต เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา ให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบการดังต่อไปนี้ได้ด้วย (ก) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาเงินกู้ยืมหรือเงินลงทุน ให้แก่กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม หรือการจัดการเกี่ยวกับการให้กู้ยืม เงินแก่หรือการลงทุนในกิจการดังกล่าว (ข) การให้บริการจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน (ค) การเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเงินหรือการดำเนินงานของกิจการ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม (ง) การเป็นที่ปรึกษาในการจัดซื้อกิจการหรือการจัดการควบธุรกิจ เข้าด้วยกัน (๗) ให้กรรมการของบริษัทเงินทุนนั้นกู้ยืมเงิน การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กรรมการนั้นกู้ยืมเงินด้วย (ก) การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของ กรรมการ (ข) การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการ คู่สมรสหรือบุตรซึ่ง ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ เป็นหุ้นส่วน (ค) การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือบุตรซึ่ง ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็นหุ้น ส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วน จำกัดนั้น (ง) การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือบุตรซึ่งยังไม่ บรรลุนิติภาวะของกรรมการ หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ สามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น (จ) การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่บริษัทจำกัดตาม (ง) ถือหุ้นรวมกัน เกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น (ฉ) การเป็นผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้สอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนตาม (ก) (ข) (ค) (ง) หรือ (จ) เป็นผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋ว หรือ ผู้สลักหลัง (๘) ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเงินทุนโดยมิได้รับ อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ (๙) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท เงินทุนนั้นเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบ ธุรกิจใด ๆ ของบริษัทเงินทุนนั้น ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จ เงินเดือนรางวัล และเงินเพิ่มอย่าง อื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ (๑๐) ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกัน สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ หรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการ ทั้งนี้ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (๑๑) โฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนนั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (๑๒) ทำสัญญาหรือยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือ พนักงานของบริษัทเงินทุน มีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของบริษัทเงินทุน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย *[มาตรา ๒๐ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชการประกอบธุรกิจ เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๑ เมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ ให้บริษัทเงินทุนแจ้งแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น (๑) การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทเงินทุน (๒) การเปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ ในการจัดการของบริษัทเงินทุน *[มาตรา ๒๑ (๓) และ (๔) ยกเลิกโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติการประกอบธุรกิจการเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๒* ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือ ที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน (๑) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย (๒) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต (๓) เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย (๔) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนอื่น (๕) ถูกถอดถอนจากการเป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้จัดการตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๕๗ ทวิ (๑) (๖) เป็นข้าราชการการเมือง (๗) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย เว้นแต่ (ก) เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเพื่อ เข้าไปช่วยเหลือในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน หรือ (ข) เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒) (๘) เป็นผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของ ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดซึ่งตนหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดตามมาตรา ๒๐ (๗) วรรคสอง เป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นอยู่ เว้นแต่ (ก) เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุนซึ่งไม่มีอำนาจในการจัดการ (ข) เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นจากรัฐมนตรีเพราะมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน (ค) เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒) (๙) เป็นบุคคลซึ่งมิได้มีคุณวุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานหรือคุณสมบัติอื่น ทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี (๑๐) มีลักษณะต้องห้ามอย่างอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี บริษัทเงินทุนจะแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน หรือทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบมิได้ และในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าบุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิกถอนความเห็นชอบที่ได้ให้ไว้แล้ว และให้บริษัทเงินทุนเสนอชื่อบุคคลอื่นแทนเพื่อขอความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนความเห็นชอบ ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่บุคคลซึ่งบริษัทเงินทุนทำสัญญาให้มี อำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนนั้น ตลอดจนผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่บุคคลนั้น ด้วยโดยอนุโลม *[มาตรา ๒๒ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการ ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๒ ทวิ* ให้บริษัทเงินทุนจัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้ครบถ้วนถูกต้องเป็นปัจจุบันตามความเป็นจริง บัญชีนั้นให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด *[มาตรา ๒๒ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๒ ตรี* ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรับหรือจ่ายเงิน การทำนิติกรรมใด ๆ ตลอดจนการตรวจสอบและควบคุมภายในได้ *[มาตรา ๒๒ ตรี แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๓* ให้บริษัทเงินทุนประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ได้รับ อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่แล้วภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของบริษัทเงินทุนตามแบบที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของบริษัท เงินทุนนั้น และในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับภายในยี่สิบเอ็ดวันนับจากวันที่ได้รับ อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้ เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และให้เสนอต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยแห่งละหนึ่งฉบับ ให้บริษัทเงินทุนประกาศรายการหรือเปิดเผยข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับบริษัทเงินทุนนั้นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดประกาศรายการหรือข้อมูลดังกล่าวให้แสดงไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของบริษัทเงินทุนนั้น และให้รายงานต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบพร้อมด้วยสำเนาประกาศรายการหรือข้อมูลที่เปิดเผยแห่งละ หนึ่งฉบับ งบดุลตามวรรคหนึ่งจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชีนั้นต้อง เป็นผู้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบทุกรอบปีบัญชี และต้องมิใช่กรรมการ พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น ผู้สอบบัญชีตามวรรคสาม ต้องรักษามารยาทและปฏิบัติงานการตรวจสอบ และรับรองบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี รวมทั้ง มาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพิ่มขึ้นด้วย ในกรณีที่บริษัทเงินทุนได้ทำเอกสาร ประกอบการลงบัญชีและหรือลงบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง ให้ผู้สอบบัญชีเปิดเผยข้อเท็จ จริงอันเป็นสาระสำคัญของบัญชีและแจ้งพฤติการณ์ไว้ในรายงานการสอบบัญชีที่ตนจะต้องลง ลายมือชื่อรับรองพร้อมทั้งรายงานพฤติการณ์นั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบด้วย ผู้สอบบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคสี่ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเพิกถอน การให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีผู้นั้นได้ *[มาตรา ๒๓ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๓ ทวิ* ให้บริษัทเงินทุนปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะเวลา หกเดือน ถ้าบริษัทเงินทุนนั้นมีสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้หรือที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ ทั้งนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ให้บริษัทเงินทุนนั้นตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวออกจากบัญชี หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวเมื่อสิ้นงวดการบัญชีนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ถ้านำสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้ตัดออกจากบัญชีหรือสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้กันเงินสำรองมาหักออกจากเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนนั้นแล้ว หากปรากฏว่าเงินกองทุนที่คงเหลือมีจำนวนต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา ๒๙ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการใด ๆ ให้บริษัทเงินทุนนั้นถือปฏิบัติจนกว่าจะได้ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นหมดสิ้นไป หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นครบจำนวนแล้ว *[มาตรา ๒๓ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๓ ตรี* รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นรายงานเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะ โดยมีรายการและระยะเวลาตามที่กำหนด และจะให้ทำคำชี้แจงข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานนั้น ก็ได้ *[มาตรา ๒๓ ตรีเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๔ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดให้บริษัทเงินทุนบริษัทใด ยื่นรายงานหรือแสดงเอกสารใด ตามระยะเวลาหรือเป็นครั้งคราวตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดก็ได้ และธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ทำคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานหรือเอกสารนั้นด้วยก็ได้ รายงานและเอกสารที่ยื่นหรือแสดงหรือคำชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความตามวรรคหนึ่งบริษัทเงินทุนต้องทำให้ครบถ้วนและตรงต่อความเป็นจริง
มาตรา ๒๕ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ บริษัทเงินทุนต้องจัดให้กรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้สอบบัญชีของบริษัทเงินทุนมาให้ถ้อยคำหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการของบริษัทเงินทุนนั้นตามความประสงค์ของพนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๒๖* ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบริษัทเงินทุนใด (๑) จัดทำบัญชีไม่เรียบร้อยหรือไม่ทำให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร (๒) จัดความสัมพันธ์ของระยะเวลาการกู้ยืมเงินจากประชาชนกับระยะเวลา ในการเรียกคืนเงินให้กู้ยืมหรือลงทุนไม่เหมาะสม (๓) ให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในกิจการที่บริษัทเงินทุน กรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นในปริมาณเกินสมควร หรือมีเงื่อนไขหรือข้อ กำหนดพิเศษผิดไปจากปกติ หรือ (๔) กระทำการหรือไม่กระทำการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ดังต่อไปนี้ (ก) ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนดเป็นเนืองนิจ (ข) ให้กู้ยืมเงินเกินอัตราส่วนที่กำหนดหรือไม่มีหลักประกันเป็นปริมาณมาก (ค) ไม่ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ออกจากบัญชีถึงขนาดที่ จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น (ง) ไม่กันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืน ไม่ได้ถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น (จ) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนนั้นแก้ไขการกระทำ ดังกล่าว หรือกระทำการ หรืองดกระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรภายใน เวลาที่กำหนด บริษัทเงินทุนใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งการ เมื่อมีกรณีตาม (๔) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานต่อรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีมีอำนาจ สั่งควบคุมบริษัทเงินทุนนั้นหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยให้นำความในหมวด ๕ มาใช้ บังคับโดยอนุโลม *[มาตรา ๒๖ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๖ ทวิ* เมื่อบริษัทเงินทุนใดมีผลขาดทุนถึงจำนวนที่ทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือสามในสี่ของทุนซึ่งชำระแล้ว ไม่ว่าโดยบริษัทเงินทุนนั้นตรวจพบเองหรือปรากฏ จากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีหรือของธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทเงินทุนนั้นจะกู้ยืม เงิน หรือรับเงินจากประชาชนต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการ ให้กู้ยืมเงินหรือการลงทุน หรือเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ ถ้าผลขาดทุนตามวรรคหนึ่งทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือไม่เกินกึ่งหนึ่งของทุน ซึ่งชำระแล้ว ให้บริษัทเงินทุนนั้นเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อธนาคาร แห่งประเทศไทย เพื่อขอความเห็นชอบภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่บริษัทเงินทุนหรือผู้สอบบัญชี ตรวจพบหรือวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบ ในการให้ความเห็น ชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ และให้แจ้งให้บริษัท เงินทุนนั้นทราบโดยมิชักช้า ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบในโครงการตามวรรคสอง บริษัทเงินทุนนั้นอาจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง คำชี้ขาดของ รัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ให้บริษัทเงินทุนที่มีผลขาดทุนตามวรรคสอง ระงับการดำเนินกิจการทันทีจนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบในโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงาน หรือรัฐมนตรีจะได้มีคำชี้ขาดให้ดำเนินการตามโครงการนั้นได้ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ดำเนินกิจการบางอย่างได้ *[มาตรา ๒๖ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๖ ตรี* บริษัทเงินทุนใดหยุดทำการจ่ายเงินที่มีหน้าที่จะต้องคืนเงิน ให้บริษัทเงินทุนนั้นแจ้งให้รัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทันที และห้ามมิให้ ดำเนินกิจการใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี และให้บริษัทเงินทุนนั้น ส่งรายงานเพิ่มเติมโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้องหยุดทำการจ่ายเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ หยุดทำการจ่ายเงิน เมื่อรัฐมนตรีได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งพนักงาน เจ้าหน้าที่ไปทำการสอบสวนพฤติการณ์ และเมื่อได้รับรายงานการสอบสวนแล้วให้รัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควรหรือจะสั่งควบคุมบริษัทเงินทุนหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้ โดยให้นำความในหมวด ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม *[มาตรา ๒๖ ตรี เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๗ ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) วงเงินขั้นต่ำ (๒) ระยะเวลาชำระคืน (๓) หลักเกณฑ์และวิธีการในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน การกำหนดมาตรานี้ จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุน ประเภทกิจการ หรือประเภทของบุคคลก็ได้
มาตรา ๒๘ ให้บริษัทเงินทุนดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับเงินที่ได้จากการกู้ยืมได้รับจากประชาชน อันบริษัทเงินทุนมีหน้าที่จะต้องชำระคืนให้แก่บุคคลเหล่านี้ ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี การกำหนดอัตราส่วนตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดตามประเภทของบุคคลที่ บริษัทเงินทุนกู้ยืมหรือได้รับเงินก็ได้ สินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่ สินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด การกำหนดสินทรัพย์สภาพคล่องจะกำหนดอัตราส่วนระหว่างสินทรัพย์สภาพ คล่องแต่ละประเภทหรืออัตราส่วนตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้ อัตราส่วนที่ดำรงนั้น จะกำหนดให้ถือว่าเอาส่วนเฉลี่ยตามระยะเวลามากน้อย เท่าใดก็ได้
มาตรา ๒๙* ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินกองทุนเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็นอัตรา ส่วนกับ (๑) สินทรัพย์เสี่ยงไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย ความเห็นชอบของรัฐมนตรี (๒) จำนวนเงินที่รับรองและหรือรับอาวัลตั๋วเงินไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี (๓) ยอดเงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนทั้งหมด หรือยอดเงินกู้ยืมแต่ละประเภทไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี สินทรัพย์เสี่ยงตาม (๑) ได้แก่สินทรัพย์ทุกประเภทนอกจากสินทรัพย์สภาพคล่องและสินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าไม่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง การกำหนดอัตราส่วนตาม (๑) จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้ ส่วนอัตราส่วนตาม (๒) หรือ (๓) นั้น จะไม่กำหนดหรือจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท และจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนด ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการชำระคืนเงินกู้ยืมตาม (๓) บางประเภทและจะกำหนด เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ *[มาตรา ๒๙ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๒๙ ทวิ* ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินทุนจดทะเบียนและเงินทุนซึ่ง ชำระแล้วไว้เป็นสินทรัพย์ตามชนิด วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย ความเห็นชอบของรัฐมนตรี *[มาตรา ๒๙ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๓๐ ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายได้ในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน (๒) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ (๓) ค่าบริการที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ (๔) ผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้จากการให้เช่าซื้อ (๕) หลักประกันเป็นทรัพย์สินที่บริษัทเงินทุนต้องเรียก บรรดาเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจกำหนดเป็นเงินได้ ที่บุคคลใดได้รับ จากบริษัทเงินทุน หรือพนักงาน หรือลูกจ้าง ของบริษัทเงินทุนนั้น เนื่องจากการที่บริษัทเงินทุน กู้ยืมเงิน หรือรับเงิน หรือที่บริษัทเงินทุน หรือพนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นได้รับ เนื่องจากการประกอบธุรกิจนั้นของบริษัทเงินทุนให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดค่าบริการ หรือผลประโยชน์ใน (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) แล้วแต่กรณี เว้นแต่ค่าบริการตาม (๓) ไม่ให้ ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลด ที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกได้ตาม (๒) การกำหนดตามมาตรานี้ จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนหรือตาม ประเภทการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนหรือประเภทกิจการที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรือ อาจเรียก หรือจะกำหนดวิธีการคำนวณและระยะเวลาการจ่ายหรือระยะเวลาเรียกเก็บก็ได้
มาตรา ๓๑ ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติเรื่องต่อไปนี้อันเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและการบริโภค หรือกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ (๑) จำนวนเงินที่ต้องชำระครั้งแรกและครั้งต่อ ๆ ไป เป็นอัตราส่วนกับยอดเงินให้เช่าซื้อแต่ละราย (๒) ระยะเวลาในการให้เช่าซื้อ (๓) วิธีการชำระเงิน (๔) เงื่อนไขการริบเงินที่ได้รับชำระแล้ว และการกลับเข้าครองทรัพย์สินที่ให้ เช่าซื้อ (๕) วิธีการแสดงผลประโยชน์ที่บริษัทเงินทุนเรียกเก็บ
มาตรา ๓๒ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศหรือเพื่อแก้ไขภาวะเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) การให้กู้ยืมเงินแก่กิจการประเภทใดประเภทหนึ่งไม่น้อยกว่าอัตราที่ กำหนด (๒) วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้กู้ยืมแก่และหรือรับรองและรับอาวัลตั๋ว เงินที่เกิดจากกิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือวงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้อ (๓) วงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง และหรือจะให้กู้ยืมแก้ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น
มาตรา ๓๓ ในการกำหนดอัตราตามมาตรา ๓๒ (๑) ให้กำหนดเป็นอัตรา ส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ ขณะใดขณะหนึ่ง และอัตราที่ กำหนดนั้นรวมกันทั้งสิ้นต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของยอดเงินดังกล่าว การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา ๓๒ (๒) จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับยอด เงินที่บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมและหรือรับรองและรับอาวัลตั๋วเงินหรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนให้ เช่าซื้อและยังคงค้างชำระอยู่ ณ ขณะใดขณะหนึ่งหรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัท เงินทุน หรือยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ ขณะใดขณะหนึ่งก็ได้ การกำหนดวงเงินสูงสุดตามมาตรา ๓๒ (๓) จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับ ยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อและหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้เช่าซื้อทั้งสิ้น ซึ่งยัง คงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด หรือเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินที่บริษัทเงินทุนได้ให้เช่าซื้อ อสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ และหรือได้ให้กู้ยืมแก่ผู้ดำเนินกิจการให้ เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น ๆ ซึ่งยังคงค้างชำระอยู่ในวันที่กำหนด หรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนก็ได้
มาตรา ๓๔ ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีในเรื่องต่อไปนี้ (๑) การลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง (๒) การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน
มาตรา ๓๕* ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งและ หรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ รวมกันเกินจำนวนเงินหรืออัตราส่วนกับ เงินกองทุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ทั้งนี้ เว้น แต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะ กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ การให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินหรือลงทุน ตามวรรคหนึ่งด้วย (๑) การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น (๒) การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลนั้น คู่สมรส หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้นเป็นหุ้นส่วน (๓) การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็น หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น (๔) การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในบริษัทจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส บุตรซึ่ง ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๒) หรือ (๓) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อย ละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น การกำหนดตามมาตรานี้ จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนแต่ละประเภทก็ได้ การให้กู้ยืมเงินตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้กู้ยืมเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด จำนวนเงินให้กู้ยืมจะต้องไม่เกินอัตราส่วนกับทุนหรือเงินกองทุนของผู้กู้ยืมตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการผ่อนผันธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท และจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้ *[มาตรา ๓๕ แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖]
มาตรา ๓๖ ความในมาตรา ๓๕ ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่บริษัทเงินทุน (ก) ให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือหลักทรัพย์ อื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด (ข) ให้กู้ยืมเงินโดยมีประกันด้วยหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือทรัพย์สินอื่นที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ไม่เกินราคาของหลักประกัน การ คำนวณราคาของหลักประกัน ถ้าเป็นหลักทรัพย์รัฐบาลไทย ให้ถือตามราคาที่ตราไว้ ถ้าเป็น หลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นให้ถือตามราคาตลาด ถ้าไม่มีราคาตลาดให้ถือตามราคาที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยกำหนด
มาตรา ๓๗ บริษัทเงินทุนต้องเปิดทำการตามเวลา และหยุดทำการตามวันที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้เปิดทำการหรือหยุดทำการในเวลา หรือวันอื่นจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการอนุญาตดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๓๘ การกำหนดตามมาตรา ๒๐ (๒) (ค) และ (๑๑)
本頁條文逐字來自該國官方公開資料,出處見署名列。
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).