ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สกส. 18 /2562
เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยง
ด้านตลาดของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ทําธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยความเสี่ยงด้านตลาด ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาตราสารทุน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ มีความเสี่ยงที่อาจได้รับความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของรายการสินทรัพย์ หนี้สิน หรือภาระผูกพัน ที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือครอง ซึ่งเกิดจากความผันผวนของปัจจัยสี่ยงด้านตลาดเหล่านั้น ดังนั้น หากสถาบันการเงินเฉพาะกิจถือครองฐานะที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านตลาดเป็นจํานวนมาก จึงควรมีเงินกองทุนรองรับความเสี่ยงดังกล่าว
ธนาคารแห่งประทศไทยจึงได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินเฉพาะกิจฉบับนี้ เพื่อกําหนดหลักเกณฑ์การจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้า การควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาด รวมทั้ง กําหนดแนวทางการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดเพื่อส่งเสริมให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดที่เหมาะสม สามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพถูกต้องและสอดคล้องกับลักษณะ ปริมาณ และความชับซ้อน ของธุรกรรมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่ง โดยการออกประกาศฉบับนี้เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีการปรับปรุงสาระสําคัญของหลักเกณฑ์คือ ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในส่วนของการกําหนดน้ําหนักเงินกองทุนด้านอัตราดอกเบี้ยประเภทSpecific risk สําหรับตราสารหนี้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้น โดยให้รวมถึงตราสารที่มี Credit rating ที่ดีกว่า BB+ ด้วย
ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องนําปริมาณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับนี้ไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านอื่น ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อหาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดต่อไป
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 120/1 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ประกาศที่ยกเลิก
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส. 10/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2559
อื่นๆ - 4. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมและบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"สถาบันการเงินเฉพาะกิจ" หมายความว่า สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
"ความเสี่ยงด้านตลาด" หมายความว่า ความเสี่ยงที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของฐานะทั้งที่อยู่ในงบแสดงฐานะการเงินและนอกงบดุลที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย ราคาตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์
"บัญชีเพื่อการค้า" (Trading book) หมายความว่า ฐานะ (Position) ในเครื่องมือทางการเงิน (Financial instrument) และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีเจตนาถือไว้เพื่อการค้า(Trading intent หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงของฐานะอื่น ๆ ในบัญชีเพื่อการค้า รวมถึงธุรกรรมอนุพันธ์ทุกประเภทที่ไม่ได้นําไปใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงของฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking book) ของตนเอง โดยเครื่องมือทางการเงินที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าต้องไม่มีข้อจํากัดในการซื้อขายหรือในการป้องกันความเสี่ยง นอกจากนี้ ฐานะเหล่านั้นต้องมีการประเมินมูลค่าอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบันอย่างสม่ําเสมอ รวมทั้งต้องมีการบริหารจัดการที่ดี
"บัญชีเพื่อการธนาคาร" (Banking book หมายความว่า ฐานะในเครื่องมือทางการเงินหรือธุรกรรมอื่นที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า หรือเครื่องมือทางการเงินที่มีเจตนาตั้งแต่แรกว่าจะถือครองระยะยาวหรือถือจนครบกําหนดอายุ
"ฐานะที่มีเจตนาถือไว้เพื่อการค้า" (Trading intent หมายความว่า ฐานะต่าง ๆ ที่ถือไว้ในระยะสั้นโดยมีเจตนาเพื่อการขายต่อ และ/หรือ เพื่อหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของราคาหรือเพื่อหากําไรจากความแตกต่างของราคาในแต่ละตลาดเปรียบเทียบกัน (Arbitrage) ครอบคลุมทั้งฐานะที่เป็นของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเอง ฐานะที่เกิดจากการทําธุรกรรมเพื่อลูกค้า เช่น การให้บริการเป็นนายหน้าโดยซื้อขายในนามของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Matched principal brokering) และฐานะที่เกิดขึ้นจากการเป็นผู้เสนอราคาซื้อขายในตลาด (Market maker)
"ปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญ" หมายความว่า ปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ประเมินแล้วอยู่ในระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) ตามหลักเกณฑ์การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กําหนดในเอกสารแนบ 1
"ปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ" หมายความว่า ปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ประเมินแล้วต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) ตามหลักเกณฑ์การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กําหนดในเอกสารแนบ 1
5.2 ขอบเขตของหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาด
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดซึ่งครอบคลุมถึงองค์ประกอบความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ราคาของตราสารทุนอัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมีรายละเอียดแบ่งออกเป็น 5 เรื่อง ดังนี้
5.2.1 การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า
5.2.2 การควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาด
5.2.3 การจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้า
5.2.4 การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดตามวิธีมาตรฐาน
5.2.5 การจัดทําข้อมูลและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง
5.3 การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาด
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาด โดยต้องมีการประเมินปริมาณการทําธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าก่อนตามข้อ 5.4 เพื่อพิจารณาระดับที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องถือปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะ ปริมาณ และความซับซ้อนในการทําธุรกรรม ดังนี้
5.3.1 สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ให้ถือปฏิบัติตามนโยบายในข้อ 5.2.1 - 5.2.5
5.3.2 สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ให้ถือปฏิบัติตามนโยบายในข้อ 5.2.1 - 5.2.3 โดยหากสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีฐานะในสินค้าโภคภัณฑ์ หรืออนุพันธ์ด้านเครดิตในบัญชีเพื่อการค้า ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดสําหรับองค์ประกอบด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรืออนุพันธ์ด้านเครดิตที่จัดอยู่ในบัญชีเพื่อการค้าในส่วนที่เกี่ยวข้องตามนโยบายในข้อ 5.2.4 - 5.2.5 ด้วย
5.3.3 สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ไม่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าและไม่มีความประสงค์ที่จะทําธุรกรรมเพื่อการค้าไม่ต้องถือปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ แต่หากในภายหลังสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีความประสงค์จะทําธุรกรรมเพื่อการค้า ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแจ้งให้ฝ่ายกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบล่วงหน้าก่อนเริ่มทําธุรกรรมดังกล่าวไม่น้อยกว่า 15 วัน และให้ถือปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ด้วย
ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาทบทวนระดับที่มีนัยสําคัญของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทุก 6 เดือน ทั้งนี้ เมื่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญตามข้อ 5.3.1 แล้ว ให้ถือว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจดังกล่าวต้องถือปฏิบัติตามนโยบายในข้อ 5.2.1 - 5.2.5 ไปตลอด แม้ว่าภายหลังจากนั้นสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะมีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินเฉพาะกิจอาจขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อขอยกเลิกการปฏิบัติตามนโยบายในเรื่องดังกล่าวได้ หากสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีเหตุผลเหมาะสม ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้เป็นรายกรณี เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีนโยบายจะไม่ทําธุรกรรมเพื่อการค้าแล้ว หรือมีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าในระดับที่ต่ํามากเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น ซึ่งในการพิจารณาอนุญาต ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดเงื่อนไขหรือให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามนโยบายในบางเรื่องด้วยก็ได้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน
ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจตามข้อ 5.3.2 และ 5.3.3 ต้องคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่เกี่ยวข้องสําหรับฐานะที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าทุกฐานะตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดตามประกาศฉบับนี้ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งนําหลักเกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้มาบังคับใช้ตามประเภทธุรกรรมที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้รับอนุญาตตามกฎหมายจัดตั้ง
5.4 การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้า
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจอ้างอิงปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาว่าเป็นระดับที่มีนัยสําคัญ (Threshold) จากหลักเกณฑ์การประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตามเอกสารแนบ 1 และให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจประเมินปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าเพื่อเปรียบเทียบกับระดับที่มีนัยสําคัญ โดยการประเมินปริมาณธุรกรรมจะคํานวณตามแบบรายงานปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในตัวอย่างตามเอกสารแนบ 1.1
5.5 การควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาด
คณะกรรมการสถาบันการเงินเฉพาะกิจและผู้บริหารระดับสูงต้องจัดให้มีระบบการควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 2 ทั้งนี้ ระบบการควบคุมภายในดังกล่าวต้องครอบคลุมประเด็นสําคัญอย่างน้อยดังต่อไปนี้
5.5.1 บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบันการเงินเฉพาะกิจและผู้บริหารระดับสูง
5.5.2 แนวทางการวัด ติดตาม และประเมินความเสี่ยง
5.5.3 แนวปฏิบัติในการควบคุมความเสี่ยงและการแบ่งแยกหน้าที่
5.5.4 แนวทางการเก็บข้อมูลและการสื่อสารภายในองค์กร
5.5.5 ระบบกรตรวจสอบภายในและการแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น
5.6 การจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้า
5.6.1 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจจัดทํานโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้า (Trading book policy) ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เหมาะสมกับลักษณะ ปริมาณ และความซับซ้อนของธุรกรรมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในเอกสารแนบ 3
5.6.2 สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องจัดทํานโยบายดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมให้ผู้ตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบได้เมื่อร้องขอ และต้องมีรายละเอียดครอบคลุมในประเด็นต่าง ๆ อย่างน้อยตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยเฉพาะเรื่องนโยบายการจัดกลุ่มตราสารการเงินให้อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าและบัญชีเพื่อการธนาคาร นโยบายการโยกย้ายรายการระหว่างบัญชี การกําหนดระยะเวลาการถือครองฐานะในบัญชีเพื่อการค้า การกําหนดนโยบาย กลยุทธ์ทางการค้า และกระบวนการบริหารฐานะที่ชัดเจน เป็นต้น
5.6.3 คณะกรรมการสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือคณะกรรมการอื่นที่ได้รับมอบหมายต้องเป็นผู้อนุมัตินโยบายดังกล่าวและต้องเผยแพรให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบและนําไปปฏิบัติโดยทั่วกัน
5.6.4 นโยบายดังกล่าวต้องมีการกําหนดเวลาทบทวนเป็นประจําที่ชัดเจนเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ หากมีการปรับปรุงในประเด็นที่สําคัญจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือคณะกรรมการอื่นที่ได้รับมอบหมาย
5.6.5 สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องจัดให้มีระบบการประเมินมูลค่าฐานะในบัญชีเพื่อการค้าที่เหมาะสม และมีระบบการควบคุมภายในอย่างเพียงพอ เพื่อให้คณะกรรมการสถาบันการเงินเฉพาะกิจและผู้บริหารระดับสูงมีความมั่นใจว่าระบบการประเมินมูลค่าฐานะดังกล่าวมีความถูกต้องเหมาะสมและน่าเชื่อถือ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 3.2
5.7 การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
5.7.1 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าตั้งแต่ระดับที่มีนัยสําคัญ คํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามองค์ประกอบตามข้อ (1) ถึงข้อ (4)
(1) ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยจากฐานะที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า
(2) ความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุนจากฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า
(3) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากฐานะที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าและบัญชีเพื่อการธนาคารที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ
(4) ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์จากฐานะที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้าและบัญชีเพื่อการธนาคารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์
5.7.2 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญคํานวณเงินกองทุน ดังนี้
(1) สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีฐานะในธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิตที่จัดอยู่ในบัญชีเพื่อการค้าให้คํานวณเงินกองทุนตามข้อ 5.7.1 (1)
(2) สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีฐานะในสินค้าโภคภัณฑ์ให้คํานวณเงินกองทุนตามข้อ 5.7.1 (4)
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาสั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าต่ํากว่าระดับที่มีนัยสําคัญ ต้องคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดในทุกองค์ประกอบหรือองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งเพิ่มเติมจากความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิตที่จัดอยู่ในบัญชีเพื่อการค้าได้ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการสั่งการดังกล่าวทําให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแห่งนั้นมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งกรณีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาสั่งการในภายหลัง
5.7.3 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดตามวิธีมาตรฐาน (Standardised approach) โดยการคํานวณเงินกองทุนตามวิธีมาตรฐานนั้นจะเป็นวิธีการคํานวณเงินกองทุน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้กําหนดน้ําหนักเงินกองทุน (Capital charge) สําหรับปัจจัยความเสี่ยงแต่ละประเภท ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย ราคาตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งในแง่ของ Specific risk และ General market risk โดยมีรายละเอียดสรุปได้ตามตารางด้านล่างนี้
| | | |
| --- | --- | --- |
| ความเสี่ยงด้าน | น้ําหนักเงินกองทุน (Capital charge) เพื่อรองรับความเสี่ยงประเภท | รายละเอียดการคํานวณ |
| Specific risk | General market risk |
| อัตราดอกเบี้ย(รวมถึงธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิต) | 0 -12% 0-12.5%ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออกตราสารหนี้หรือผู้ออกสินทรัพย์อ้างอิงนั้น | ขึ้นอยู่กับอายุคงเหลือหรือระยะเวลากําหนดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปของตราสารหนี้นั้น | เอกสารแนบ 4 |
| ราคาตราสารทุน | 2, 4 และ 8%ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของตราสารทุนนั้น และการกระจายตัวในการลงทุน | 8% | เอกสารแนบ 5 |
| อัตราแลกเปลี่ยน | ไม่มี | 8% | เอกสารแนบ 6 |
| ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ | ไม่มี | 0.6 -15%ขึ้นกับอายุคงเหลือของสัญญา | เอกสารแนบ 7 |
| Options | การคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงของOptions แบ่งเป็น 3 วิธี ได้แก่ 1) วิธี Simplified2) วิธี Delta-plus 3) วิธี Contingent loss | เอกสารแนบ 8 |
5.7.4 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาดโดยนําเงินกองทุนขั้นต่ําเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดที่คํานวณได้ตามวิธีที่ระบุในข้อ 5.7.3 มาคูณด้วย 12.5 เพื่อนําไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านอื่น ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อหาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดต่อไป
5.8 การจัดทําข้อมูลแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจจัดทําข้อมูลและจัดส่งแบบรายงานที่เกี่ยวข้องกับการคํานวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด โดยจัดส่งในรูป Excel fรle ตามหลักเกณฑ์การจัดทําข้อมูลและแบบรายงานที่เกี่ยวข้องที่กําหนดในเอกสารแนบ 9
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2562 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 2 กันยายน 2562
(นายวิรไท สันติประภพ)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย