法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
11

บทเฉพาะกาล

มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

(ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๖๓

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อให้หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง

การมอบหมายพนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เพื่อแสวงหาข้อมูลและพยานหลักฐาน

การไต่สวนข้อเท็จจริง การแจ้งข้อกล่าวหา การจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ

ป.ป.ท. และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่

ป.ป.ท. มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๔ วรรคสอง มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๒ วรรคสาม

มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

พ.ศ. ๒๕๕๑ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๓”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๕/๑ และข้อ ๕/๒

แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔

“ข้อ ๕/๑

ห้ามอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. เจ้าหน้าที่

ป.ป.ท. และบุคคลซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ท. แต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างใด

เปิดเผยข้อมูลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้

(๑) ข้อมูลเฉพาะของบุคคล

(๒) ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของพยาน

หรือกระทำการใดอันจะทำให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามที่ระเบียบนี้กำหนด

(๓) ข้อมูลรายงานและสำนวนการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน

การสอบสวน หรือการไต่สวนข้อเท็จจริง รวมทั้งบรรดาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน

การสอบสวน หรือการไต่สวนข้อเท็จจริง

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

เพื่อประโยชน์ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้ผู้ไต่สวนข้อเท็จจริงหรือผู้ที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวข้องตามระเบียบนี้

ทำความเห็นเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย เพื่อพิจารณาและมีมติ

เว้นแต่ระเบียบนี้จะได้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการหรือประโยชน์สาธารณะ คณะกรรมการ ป.ป.ท.

หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย อาจเปิดเผยข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ให้สาธารณชนทราบได้ ทั้งนี้ การเปิดเผยดังกล่าวจะต้องไม่กระทบต่อรูปคดี

หรือความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของบุคคล หรือความเที่ยงธรรม

มาตรา ข้อ ๕/๒

ข้อ ๕/๒

คำกล่าวหา ความเห็น เอกสารหลักฐาน เอกสารที่เกี่ยวข้อง

หรือเอกสารที่กรรมการ ป.ป.ท. อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. จัดทำขึ้น

คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจมีคำสั่งให้สำนักงานดำเนินการ หรือเก็บรักษาในรูปแบบและวิธีการใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้เอกสารก็ได้”

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ยกเลิกความในข้อ ๖ และข้อ ๗ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๖ คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทำหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงแทน

โดยให้แต่งตั้งจากบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริง และคำนึงถึงความเหมาะสมกับระดับและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหาด้วย

คณะอนุกรรมการประกอบด้วยประธานอนุกรรมการ

อนุกรรมการ อนุกรรมการและเลขานุการ และอาจมีอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้

ทั้งนี้ อนุกรรมการและเลขานุการ และอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการดังกล่าวให้แต่งตั้งจากพนักงาน

ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.

ในกรณีที่การไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องใดจำเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน

ความชำนาญในวิชาการหรือกิจการ หรือมีความจำเป็นอื่น

ๆ อันเป็นประโยชน์ในการไต่สวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจแต่งตั้งบุคคลเป็นที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยเหลือคณะอนุกรรมการด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ต้องประกอบด้วย

ชื่อของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ ชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา และคำกล่าวหา

ทั้งนี้ ให้มีสาระสำคัญตามแบบที่คณะกรรมการ

ป.ป.ท. กำหนด

กรณีบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง

หรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ไม่กระทบถึงการที่ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง

กรณีพนักงาน

ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ หรืออนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ พ้นจากการเป็นข้าราชการของสำนักงาน

ป.ป.ท. ให้พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ผู้นั้นพ้นจากการเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

หรืออนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และให้คณะอนุกรรมการที่เหลืออยู่เสนอคณะกรรมการ

ป.ป.ท. พิจารณาว่าเห็นควรแต่งตั้งอนุกรรมการและเลขานุการ หรืออนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการใหม่หรือไม่

ถ้ามิได้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นสาระสำคัญของคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะไม่แต่งตั้งอนุกรรมการแทนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้

ให้อนุกรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่าคณะอนุกรรมการประกอบด้วยอนุกรรมการเท่าที่มีอยู่

การปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง

ให้เป็นไปตามหมวด ๖”

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๐ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๑๐

อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่

ป.ป.ท. ที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมาย แล้วแต่กรณี จะต้องไม่เป็นบุคคลซึ่งมีเหตุ

ดังต่อไปนี้

(๑) รู้เห็นเหตุการณ์หรือเคยสอบสวนหรือพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาในฐานะอื่นที่มิใช่ในฐานะพนักงาน

ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. มาก่อน

(๒) มีส่วนได้เสียในเรื่องที่กล่าวหา

(๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา

(๔) เป็นผู้กล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหา หรือเป็นคู่สมรส บุพการี

ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา

(๕) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในฐานะญาติ

หรือเป็นหุ้นส่วน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือขัดแย้งกันทางธุรกิจกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา

อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ผู้ใดซึ่งมีเหตุตามวรรคหนึ่ง

ให้ผู้นั้นมีบันทึกแจ้งต่อคณะกรรมการ

ป.ป.ท. หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย โดยเสนอผ่านผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปโดยเร็ว

และระหว่างนั้นห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นจนกว่าคณะกรรมการ

ป.ป.ท. หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมายจะวินิจฉัย

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้มีส่วนได้เสียจะคัดค้านอนุกรรมการ

พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ซึ่งมีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ

ป.ป.ท. หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ปรากฏเหตุดังกล่าวเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างที่รอการวินิจฉัย ให้อนุกรรมการ

พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ซึ่งถูกคัดค้านระงับการปฏิบัติหน้าที่ไว้พลางก่อนจนกว่าคณะกรรมการ

ป.ป.ท. หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมายจะวินิจฉัย

คำร้องคัดค้านต้องแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในคำร้องคัดค้านด้วยว่าจะทำให้การไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างใด

ในกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่

ป.ป.ท. ตามวรรคสามภายหลังที่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว

ให้แจ้งรายชื่อบุคคลผู้ได้รับแต่งตั้งหรือได้รับมอบหมายที่ปรับเปลี่ยนดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบพร้อมทั้งแจ้งสิทธิในการคัดค้าน”

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ และข้อ ๑๔ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๑๒

เมื่อสำนักงานได้รับหนังสือคัดค้านแล้ว

ให้แจ้งผู้ถูกคัดค้านทราบทันที และให้เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างที่รอการวินิจฉัยของคณะกรรมการ

ป.ป.ท. ให้ผู้ถูกคัดค้านระงับการปฏิบัติหน้าที่ไว้พลางก่อน

ในระหว่างที่รอผลการวินิจฉัย

ให้อนุกรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หากไม่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในการพิจารณาคำร้องคัดค้าน คณะกรรมการ ป.ป.ท.

อาจให้โอกาสผู้ถูกคัดค้านชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบข้อซักถาม

และคณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องนั้น

ๆ ได้ตามความเหมาะสม

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้พิจารณาหนังสือคัดค้านหรือบันทึกแจ้งเหตุที่อาจถูกคัดค้านแล้ว

ให้ดำเนินการดังนี้

(๑) มีมติยกคำร้องคัดค้าน

ในกรณีที่เห็นว่าคำร้องคัดค้านมิได้เป็นไปตามข้อ ๑๐ วรรคหนึ่ง หรือ

(๒) มีมติสั่งให้ผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการแต่งตั้งหรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนั้น

ๆ ในกรณีที่คำร้องคัดค้านนั้นฟังขึ้น หรือเป็นกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาแล้วเห็นว่าหากให้ผู้ถูกคัดค้านปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจทำให้เสียประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ในการแจ้งมติหรือคำสั่งตามวรรคหนึ่ง

ให้มีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านและผู้ถูกคัดค้านทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่คณะกรรมการ

ป.ป.ท. มีมติ

ผลการวินิจฉัยคำร้องคัดค้านของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามวรรคหนึ่ง

ให้ถือเป็นที่สุด”

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๖ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๑๖

ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติให้อนุกรรมการผู้ใดพ้นจากการเป็นอนุกรรมการ

ถ้ามิได้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะไม่แต่งตั้งอนุกรรมการแทนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้อนุกรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

และให้ถือว่าคณะอนุกรรมการประกอบด้วยอนุกรรมการเท่าที่เหลืออยู่

ความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับกับกรณีที่บุคคลใดซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายขอถอนตัวหรือลาออกจากการแต่งตั้งหรือมอบหมาย หรือตาย หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในระหว่างเป็นอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม”

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้ยกเลิกข้อ ๑๘ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๔

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้ยกเลิกความในข้อ ๒๐ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๒๐

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เมื่อผู้ถูกกล่าวหา

พยานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมีคำร้องขอขยายระยะเวลา หรือเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือผู้ที่คณะกรรมการ

ป.ป.ท. มอบหมายเห็นสมควร ให้มีอำนาจขยายระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ได้ตามความเหมาะสม

การนับระยะเวลาตามระเบียบนี้ ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์”

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้ยกเลิกความในข้อ

๒๒ และข้อ ๒๓ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๒๒

เมื่อปรากฏว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหา

ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

โดยให้จัดส่งหนังสือเรียกทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาที่ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

หรือที่อยู่ที่ปรากฏจากการไต่สวนข้อเท็จจริง ในกรณีที่ไม่ปรากฏภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรปัจจุบัน

ก็ให้จัดส่งไปยังที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาที่ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งล่าสุด

และให้บันทึกการดำเนินการดังกล่าวไว้ให้ปรากฏเป็นหลักฐานด้วย

ทั้งนี้ ในการมีหนังสือเรียกดังกล่าว

ให้คำนึงถึงระยะเวลาในการเดินทาง เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสมาถึงตามวันเวลาที่กำหนด

เว้นแต่ผู้ถูกกล่าวหามาปรากฏตัวต่อหน้าอาจแจ้งข้อกล่าวหาโดยไม่ต้องมีหนังสือเรียกก็ได้

เมื่อผู้ถูกกล่าวหามาพบ

ให้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจัดทำบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามแบบที่คณะกรรมการ

ป.ป.ท. กำหนด ซึ่งสรุปสาระสำคัญของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มีรายละเอียดเพียงพอเท่าที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี

และต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำ

ถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหานั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และมีสิทธิที่จะนำทนายความหรือบุคคลซึ่งผู้ถูกกล่าวหาไว้วางใจไม่เกินสองคนเข้าฟังการให้ถ้อยคำของตนได้

พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงสิทธิการคัดค้านตามข้อ ๑๐ วรรคสาม และวรรคสี่ด้วย

ทั้งนี้

ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับทราบข้อกล่าวหา

แล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้ กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจะขยายระยะเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้

การดำเนินการตามวรรคสอง ต้องไม่เป็นการเปิดเผยชื่อ ตำแหน่ง ที่อยู่ของผู้กล่าวหาหรือพยาน หรือข้อมูลอื่นใดอันเป็นเหตุให้ทราบถึงตัวผู้กล่าวหาหรือพยาน

เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี

ให้จัดทำบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นสองฉบับเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงหนึ่งฉบับ

และมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ

การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเอง หรือจะอ้างพยานหลักฐาน โดยขอให้คณะกรรมการ

ป.ป.ท. เรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา

แต่ไม่ยินยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา ให้จดแจ้งเหตุดังกล่าวไว้ หากเป็นกรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ให้พิมพ์ลายนิ้วมือแทน

และบันทึกเหตุที่ไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ไว้ด้วย แล้วให้รวมไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง

หากผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา

ให้ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาที่ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรหรือที่อยู่ที่ปรากฏจากการไต่สวนข้อเท็จจริง

ในกรณีที่ไม่ปรากฏภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

ก็ให้จัดส่งไปยังที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาที่ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งล่าสุด

การแจ้งในกรณีนี้ให้ทำบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นสองฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงหนึ่งฉบับ

ส่งไปให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ และให้ถือว่าวันที่ระบุในใบตอบรับทางไปรษณีย์เป็นวันที่ได้รับแจ้ง หากพ้นกำหนดเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งแล้วผู้ถูกกล่าวหาไม่มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาและไม่ประสงค์ที่จะแก้ข้อกล่าวหา

ถ้าการส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ไม่อาจกระทำได้ด้วยเหตุใด

ๆ ให้ดำเนินการส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้ถูกกล่าวหาแทน

หากพบผู้ถูกกล่าวหา แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา

ให้วางบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไว้ ณ ที่นั้น แล้วบันทึกเหตุไว้ หากไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้ถูกกล่าวหาแล้วไม่พบผู้ถูกกล่าวหาให้ปิดบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา

ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้ถูกกล่าวหาแทนได้ หากไม่สามารถดำเนินการปิดบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยวิธีดังกล่าวได้

ให้ปิดบันทึกดังกล่าวนั้นไว้ ณ ภูมิลำเนาที่ปรากฏตามทะเบียนราษฎรหรือสำนักทำการงานสุดท้าย

หากโดยสภาพแล้ว ภูมิลำเนาที่ปรากฏตามทะเบียนราษฎรหรือสำนักทำการงานสุดท้ายไม่สามารถจะปิดบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาได้

ให้ปิดบันทึกนั้นไว้ ณ ที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ท.

หรือสำนักงาน ปปท. เขตที่รับผิดชอบสำนวนคดีนั้น ทั้งนี้ การวางหรือปิดบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยวิธีข้างต้นให้มีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นพยาน

และลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ และให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบการแจ้งข้อกล่าวหานั้น

เมื่อเลยกำหนดเวลาสิบห้าวันนับตั้งแต่วันที่วางหรือปิดบันทึกดังกล่าว”

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้ยกเลิกความในข้อ

๒๕ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๒๕

ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาอาจแก้ข้อกล่าวหาโดยทำเป็นหนังสือหรือมาชี้แจงด้วยวาจาก็ได้

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา

ให้บันทึกถ้อยคำโดยมีสาระสำคัญตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนด โดยก่อนเริ่มถามคำให้การ

ให้แจ้งสิทธิให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธินำทนายความหรือบุคคลซึ่งผู้ถูกกล่าวหาไว้วางใจไม่เกินสองคนเข้าฟังการให้ถ้อยคำของตนได้

และให้นำความในข้อ ๓๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

การถามคำให้การผู้ถูกกล่าวหา

ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือคดีที่ผู้ถูกกล่าวหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่แจ้งข้อกล่าวหา

ก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้ถามผู้ถูกกล่าวหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้จัดหาทนายความให้”

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๒๕/๑ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔

“ข้อ ๒๕/๑

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

โดยก่อนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาอาจยื่นคำร้องขอเป็นหนังสือพร้อมด้วยเหตุผลต่อคณะกรรมการ

ป.ป.ท. เพื่อขอตรวจพยานหลักฐานในสำนวนเพื่อประกอบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาตรวจพยานหลักฐานตามที่ร้องขอก็ได้ เว้นแต่เป็นพยานหลักฐานที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของพยานบุคคล

ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ทำคำร้อง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ให้ถ้อยคำ หรือผู้ที่แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลใดเกี่ยวกับการกระทำผิดตามที่กล่าวหา หรือกระทบต่อสาระสำคัญของพยานหลักฐานในคดี

ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีอำนาจที่จะปฏิเสธไม่อนุญาตให้มีการตรวจพยานหลักฐานตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้

ในกรณีที่คณะกรรมการ

ป.ป.ท. อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาตรวจพยานหลักฐานได้ตามวรรคสอง ผู้ถูกกล่าวหาสามารถขอจดบันทึกหรือคัดลอกเอกสารได้ตามสมควรเท่าที่จะไม่กระทบต่อรูปคดีหรือการคุ้มครองบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ถูกกล่าวหาอาจนำทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจไม่เกินสามคนเข้าช่วยเหลือในการตรวจพยานหลักฐานด้วยก็ได้

กรณีตามวรรคหนึ่ง หากคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าตรวจพยานหลักฐานได้ด้วยตนเอง

จะอนุญาตให้บุคคลอื่นที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกกล่าวหาเข้าตรวจพยานหลักฐานตามที่ร้องขอก็ได้”

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้ยกเลิกความในข้อ

๒๖ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๒๖

พยานหลักฐานใดที่ผู้ถูกกล่าวหานำส่ง คณะกรรมการ

ป.ป.ท. จะไม่รับด้วยเหตุล่วงเลยเวลาหรือผิดขั้นตอนมิได้ เว้นแต่คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะมีมติชี้มูลแล้ว

หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจประวิงเวลา

หรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จะไม่รับก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย”

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๒๖/๑ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔

“ข้อ ๒๖/๑

ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นสมควรอาจทำการไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมโดยสอบปากคำพยานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

หรือมีคำสั่งเรียกเอกสารหรือหลักฐานจากหน่วยงานหรือบุคคลใด

เพื่อประกอบการพิจารณาในการวินิจฉัยคดีหลังจากที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและได้รับฟังคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาโดยได้ไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาแล้วก็ได้”

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๒๙/๑ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔

“ข้อ ๒๙/๑

ให้นำพยานหลักฐานที่ได้มาจากการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานตามมาตรา

๒๓/๑ วรรคสอง มาใช้เป็นพยานหลักฐานในการไต่สวนข้อเท็จจริงตามหมวดนี้ด้วย”

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ ๓๔ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๓๔

ในการสอบปากคำพยาน ห้ามบุคคลอื่นอยู่ในที่สอบปากคำ

เว้นแต่บุคคลซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ท. อนุญาต”

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ ๓๕ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ ๓๕

การสอบปากคำพยาน ให้บันทึกถ้อยคำโดยมีสาระสำคัญตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กำหนด เมื่อได้บันทึกถ้อยคำเสร็จแล้ว

ให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟังหรือจะให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเองก็ได้ แล้วให้ผู้ให้ถ้อยคำและผู้บันทึกถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

และให้ผู้ร่วมสอบปากคำทุกคนลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายหน้า ให้ผู้ร่วมสอบปากคำอย่างน้อยหนึ่งคนและผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกหน้า

หากผู้บันทึกถ้อยคำหรือผู้ร่วมสอบปากคำมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจลงลายมือชื่อได้ ให้บันทึกเหตุแห่งการนั้นไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย”

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๓๕/๑ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔

“ข้อ ๓๕/๑

ในการสอบปากคำพยานจะกระทำโดยใช้วิธีการบันทึกลงในวัสดุซึ่งถ่ายทอดออกเป็นภาพ

หรือเสียง หรือโดยวิธีการอื่นใด ซึ่งพยานนั้นได้ตรวจสอบถึงความถูกต้องของบันทึกการให้ปากคำนั้นแล้ว

กรรมการ ป.ป.ท. อาจทำสำเนาข้อความดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรหรือสิ่งบันทึกอย่างอื่นก็ได้”

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๓๗/๑ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔

“ข้อ ๓๗/๑

ในกรณีที่คณะอนุกรรมการ

พนักงาน ป.ป.ท. เห็นว่าพยานหลักฐานใดในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงซึ่งต้องอ้างอิงในภายหน้าจะสูญหาย

หรือยากแก่การนำมาสืบพยานในภายหลัง ให้คณะอนุกรรมการ หรือพนักงาน ป.ป.ท. ทำความเห็นเสนอคณะกรรมการ

ป.ป.ท. เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานนั้นไว้ทันทีได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ”

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ให้ยกเลิกความในวรรคห้าของข้อ

๔๖ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง

พ.ศ. ๒๕๕๔

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ในกรณีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง

แต่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติยืนยันให้ฟ้อง ให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดวินิจฉัย คำวินิจฉัยของอัยการสูงสุดถือเป็นที่สุด”

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๕๗/๑ ของหมวด ๖

การปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ แห่งระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๔

“ข้อ ๕๗/๑

คณะอนุกรรมการอาจมีมติมอบหมายให้พนักงาน

ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่

ป.ป.ท. ที่ไม่ได้เป็นอนุกรรมการ ดำเนินการส่งหมาย วางหรือปิดบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา ส่งสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้พนักงานอัยการ

หรือดำเนินการเกี่ยวกับงานธุรการอื่นก็ได้”

ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓

กิตติ ลิ้มชัยกิจ

ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

ชญานิศ/จัดทำ

๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

สุภาทิพย์/ตรวจ

๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๗/ตอนที่ ๔๑ ก/หน้า ๔๔/๙ มิถุนายน ๒๕๖๓

11 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_03e93ffcd24a44e8

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com