法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส. 17/2562 เรื่อง หลักเกณฑ์การคำนวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สกส. 17 /2562

เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

ความเสี่ยงด้านเครดิตเป็นความเสี่ยงจากธุรกิจหลักของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งเกิดจากการที่ลูกหนี้หรือคู่สัญญาของสถาบันการเงินเฉพาะกิจอาจไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการให้สิ้นเชื่อ การลงทุน และการก่อภาระผูกพันได้ เช่น ลูกหนี้ไม่สามารถชําระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้ ทําให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจในฐานะเจ้าหนี้เกิดความเสียหาย เป็นต้น ดังนั้น สถาบันการเงินเฉพาะกิจจึงต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับความเสียหายที่อาจเกิดจากความเสี่ยงด้านเครดิต

ในการออกประกาศฉบับนี้เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยสาระสําคัญของหลักเกณฑ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากหลักเกณฑ์เดิม โดยกําหนดแนวทางการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเฉพาะกิจฉบับนี้ เพื่อให้การคํานวณความเสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน และสามารถเทียบเคียงกันได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย

จึงได้ประยุกต์หลักการคํานวณมาจากมาตรฐานสากลที่ยอมรับโดยทั่วไปมาใช้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องนําปริมาณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับนี้ไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อหาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดต่อไป

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 120/1 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้

อื่นๆ - 3. ประกาศที่ยกเลิก

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส. 9/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2559

อื่นๆ - 4. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมและบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

อื่นๆ - 5. เนื้อหา

5.1 คําจํากัดความ

ในประกาศฉบับนี้

"สถาบันการเงินเฉพาะกิจ" หมายความว่า สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

"ลูกหนี้" หมายความว่า เงินให้สินเชื่อ เงินลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝาก และรายการนอกงบดุล รวมถึงข้อผูกพันและสิทธิเรียกร้องให้ชําระหนี้ตามกฎหมายอื่น ๆ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งนี้ กรณีที่เป็นเงินให้สินเชื่อ เงินลงทุนในตราสารหนี้ และเงินฝาก ให้รวมดอกเบี้ยค้างรับที่บันทึกบัญชีด้วย

"ลูกหนี้ด้อยคุณภาพ" หมายความว่า ลูกหนี้ที่จัดเป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ํากว่ามาตรฐานสงสัย สงสัยจะสูญ และสูญ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

"Specific provision" หมายความว่า เงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทั้งหมด โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องสามารถระบุได้ว่าเป็นเงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์หรือรายการนอกงบดุลใด ทั้งนี้ รวมถึงเงินสํารองที่กันไว้สําหรับส่วนที่ลดลงจากการปรับมูลค่าตามราคาตลาดของตราสารหนี้และตราสารทุนที่ถือไว้เพื่อค้าและเผื่อขาย และมูลค่าการด้อยค่าด้วยแต่ไม่รวมเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจนับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 แล้ว

5.2 หลักการ

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดแนวทางการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเลือกใช้ 2 วิธี ได้แก่ Standardised Approach (วิธี SA) และ Simplified Standardised Approach (วิธี SSA) เพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้เป็นทางเลือกในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงให้เหมาะสมกับระบบการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตของตนเอง

การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA เป็นวิธีการคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่กําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้ข้อมูลจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอกในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต โดยน้ําหนักความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับประเภทและคุณภาพของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุล สําหรับวิธี S5A นั้น เป็นวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่มีหลักการคล้ายกับวิธี SA แต่มีการปรับรายละเอียดการคํานวณบางส่วนให้มีความซับซ้อนน้อยลง เช่น การคํานวณที่ไม่อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก และวิธีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตที่อนุญาตเฉพาะวิธีที่มีความซับซ้อนน้อย เป็นต้น

สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องนําปริมาณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับนี้ไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านอื่น ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อคํานวณอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดต่อไป

5.3 หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA

ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ดังนี้

5.3.1 วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA

(1) สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณหายอดสุทธิของสินทรัพย์โดยหักยอดสินทรัพย์แต่ละรายการด้วย Specific provision ของสินทรัพย์นั้น แล้วนํายอดสุทธิของสินทรัพย์ไปคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยง โดยคูณกับน้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักเกณฑ์ในข้อ 5.3.2 (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 1)

(2) รายการนอกงบดุลที่ไม่ใช่ธุรกรรมอนุพันธ์

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณหายอดสุทธิของรายการนอกงบดุลโดยหักรายการนอกงบดุลแต่ละรายการด้วย Specific provision ของรายการนอกงบดุลนั้น แล้วจึงนํายอดสุทธิของรายการนอกงบดุลไปคูณด้วยค่าแปลงสภาพ (Credit Conversion Factor: CCF) ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามเอกสารแนบ 2 เพื่อคํานวณหามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงินสุทธิ แล้วนํามูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงินสุทธิของรายการนอกงบดุลนั้นไปคูณกับน้ําหนักความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามหลักเกณฑ์ในข้อ 5.3.2 (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 1) เพื่อคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยง

ทั้งนี้ สําหรับรายการนอกงบดุลที่เป็นภาระผูกพันที่เกิดจากการรับประกันความเสี่ยงของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามเอกสารแนบ 3

(3) รายการนอกงบดุลประเภทธุรกรรมอนุพันธ์

ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ในอนาคต โดยจะประกาศกําหนดต่อไป

ทั้งนี้ ยกเว้นฐานะของธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิตในบัญชีเพื่อการธนาคารทั้งกรณีสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นผู้ขายข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงด้านเครดิตและผู้ซื้อข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงด้านเครดิต ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามเอกสารแนบ 4

อนึ่ง การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA ข้างต้น สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามข้อ 5.3.4

ในกรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกประเภท ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแปลงเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันในวันที่รายงานตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยข้อกําหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

5.3.2 น้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุล

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุล โดยพิจารณาตามประเภทและคุณภาพของสินทรัพย์ โดยจําแนกเป็น 2 กรณี (เอกสารแนบ 1) ดังนี้

(1) น้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลที่ไม่ด้อยคุณภาพจําแนกเป็น 10 ประเภท ได้แก่

(1.1) ลูกหนี้ภาครัฐบาล และธนาคารกลาง

(1.2) ลูกหนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ

(1.3) ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

(1.4) ลูกหนี้สถาบันการเงิน

(1.5) ลูกหนี้บริษัทหลักทรัพย์

(1.6) ลูกหนี้ธุรกิจเอกชน

(1.7) ลูกหนี้รายย่อย

(1.8) สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

(1.9) เงินลงทุนในตราสารธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitisation)

(1.10) สินทรัพย์อื่น

ในการกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์ประเภท (1.1) ถึง (1.10 นั้นสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องอ้างอิงหลักเกณฑ์ตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 1 สําหรับสินทรัพย์ประเภท (1.1) ถึง (1.6) นั้น สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อันดับเครดิตจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอกในข้อ 5.3.3 ด้วย

(2) น้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลที่ด้อยคุณภาพจําแนกเป็น 3 กรณี ได้แก่

(2.1) กรณีลูกหนี้ด้อยคุณภาพ ในส่วนที่ไม่ได้มีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตในข้อ 5.3 .4

(2.2) กรณีลูกหนี้ด้อยคุณภาพในส่วนที่ไม่มีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตในข้อ 5.3.4 แต่มีหลักประกันประเภท (ก) อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Commercial Real Estate: CRE) (ข) อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย (Residential Real Estate: RRE และ (ค) ลูกหนี้การค้าหรือลูกหนี้การเงินของลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Receivable) เป็นประกันเต็มจํานวน

(2.3) กรณีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยตามข้อ 5.3.2 (1.8) ซึ่งได้รับน้ําหนักความเสี่ยร้อยละ 35 หรือร้อยละ 75 และจัดเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพ

5.3.3 อันดับเครดิต (Credit rating) จากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (External Credit Assessment Institutions: ECAIs)

(1) การใช้ Credit rating จาก ECAIs เพื่อกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้

ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้ Credit rating จาก ECAIs ที่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้ โดยให้อ้างอิงรายชื่อและการเทียบเคียง Credit rating จาก ECAIS กับ Rating grade ของลูกหนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รวมทั้งปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การใช้อันดับเครดิตจากสถาบันจัดอันดับเครดิตภายนอก (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 5)

(2) การขอความเห็นชอบ ECAIs

ในกรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีความประสงค์จะใช้ Credit rating จาก ECAIs รายอื่นนอกเหนือจากรายชื่อ ECAIs ที่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามเอกสารแนบ 5 ในการกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของลูกหนี้ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจหารือมายังฝ่ายกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

5.3.4 การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตสําหรับวิธี SA (Credit Risk Mitigation: CRM)

(1) เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําสําหรับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต

(1.1) เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําด้านกฎหมาย

(1.1.1) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีเอกสารหรือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตซึ่งมีผลผูกพันกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และสามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมายโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่น

(1.1.2) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีกระบวนการและระบบในการพิจารณาถึงเงื่อนไขด้านกฎหมาย การติดตามทบทวนว่าเอกสารหรือสัญญาดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

(1.2) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีกระบวนการในการควบคุมความเสี่ยงอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการนําวิธีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมาใช้ เช่น ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงที่เกิดจากการกระจุกตัวของความเสี่ยงด้านเครดิต เป็นต้น

(2) ประเภทของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตการปรับลดความเสี่ยงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนํามาใช้ปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SA มี 3 ประเภท ดังนี้

(2.1) หลักประกันทางการเงิน (Financial collateral)

สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถนํามูลค่าหลักประกันทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตมาปรับลดยอดสินทรัพย์ก่อนนําไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตได้ตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยหลักประกันทางการเงิน (รายละเอียดตามเอกสารแนบ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถเลือกวิธีคํานวณการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตด้วยหลักประกันทางการเงินได้ 2 วิธี ได้แก่ วิธี Simple และวิธี Comprehensive

(2.2) การหักกลบหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน (On-balance sheet netting)

สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถใช้วิธีหักกลบหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ระหว่างสินทรัพย์ (เงินให้กู้) และหนี้สิน (เงินฝาก) ของคู่สัญญารายเดียวกัน เพื่อปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตได้ตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยการหักกลบหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 7)

(2.3) การค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิต (Guarantee and credit derivatives)

สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยให้มีการค้ําประกันหรือใช้อนุพันธ์ด้านเครดิต ตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตโดยการค้ําประกันและธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิต (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 8)

ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องยื่นแบบประเมินความพร้อมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ในการคํานวณเงินกองทุน (Self-Assessment of Compliance-SAC-CRM) (ร้ายละเอียดตามเอกสารแนบ 9) อย่างน้อย 15 วันก่อนนําการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมาใช้ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต โดยนําส่งที่ฝ่ายกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

(3) ความแตกต่างระหว่างอายุสัญญา (Maturity mismatch)

กรณีที่มีความแตกต่างระหว่างอายุสัญญา กล่าวคือเมื่ออายุคงเหลือของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตน้อยกว่าอายุคงเหลือของยอดสุทธิของธุรกรรมที่จะปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตกรณีมีความแตกต่างของอายุสัญญาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด (รายละเอียดตามเอกสารแนบ 10)

(4) กรณีมีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตหลายประเภท

กรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตหลายประเภทเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากลูกหนี้รายเดียวกัน เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีทั้งหลักประกันทางการเงินและการค้ําประกัน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแบ่งยอดลูกหนี้ออกเป็นส่วน ๆ ตามประเภทของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต และคํานวณหาสินทรัพย์เสี่ยงแยกสําหรับแต่ละส่วน

กรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตจากผู้ขายรายเดียวกัน แต่การปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตมีอายุสัญญาต่างกัน ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแบ่งยอดลูกหนี้ออกเป็นส่วน ๆ และคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงแยกตามอายุของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต

(5) การนับซ้ําผลของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต

ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนับซ้ําผลของการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิต ดังนั้น สินทรัพย์ที่ใช้ Issue-specific rating ที่ได้มีการสะท้อนการปรับลดความเสี่ยงเข้าไปใน Credit rating เพื่อกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงสําหรับลูกหนี้แล้ว จะไม่สามารถนํามาปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตได้อีก

5.4 หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี SSA

ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถเลือกใช้วิธี SSA เป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตได้ ซึ่งวิธี SSA นั้น เป็นวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่มีหลักการคล้ายกับวิธี SA แต่มีการปรับการคํานวณบางส่วนให้มีความซับซ้อนน้อยกว่า

ทั้งนี้ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในเรื่องวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต การกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงของสินทรัพย์และการปรับลดความเสี่ยงด้านเครดิตสําหรับวิธี SSA ตามรายละเอียดในเอกสารแนบ 11

5.5 การแจ้งและการยื่นขออนุญาต

ในกรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องการเปลี่ยนวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตจากวิธี SSA เป็นวิธี SA ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจแจ้งให้ฝ่ายกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ ล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ส่วนในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตจากวิธี SA เป็นวิธี SSA ให้ยื่นคําขออนุญาตมาที่ฝ่ายกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนการใช้วิธี SSA โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

สําหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เลือกใช้วิธี SA ที่จะเลือกใช้น้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 100 สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชนทุกรายตามข้อ 5.3.2 (1.6) ให้ยื่นคําขออนุญาตมาที่ฝ่ายกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนการใช้น้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 100 สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชนทุกราย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 2 กันยายน 2562

(นายวิรไท สันติประภพ)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส. 17/2562 เรื่อง หลักเกณฑ์การคำนวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_1386f2d46fdf261d

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com