法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย พ.ศ. 2535 (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
31

บทเฉพาะกาล

มาตรา อารัมภบท

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย

พ.ศ. ๒๕๓๕

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้จัดตั้งเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมายตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอขอรับการสนับสนุน และพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนดังกล่าวแล้ว ฉะนั้น เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมายเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเอื้อต่อการสนับสนุนการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย พ.ศ. ๒๕๓๕”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

“เงินทุนหมุนเวียน” หมายความว่า เงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย

“คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย” หมายความว่า คณะกรรมการพัฒนากฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

“คณะกรรมการบริหาร” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมายตามระเบียบนี้

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ เงินทุนหมุนเวียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัย การจัดประชุมสัมมนา การรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานหรือบุคคลต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน การจัดให้ได้มาซึ่งข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมาย การจัดทำและเผยแพร่รายงาน การศึกษาวิจัย การให้เงินอุดหนุนหรือเงินรางวัลแก่งานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากฎหมาย และการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือตามที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายกำหนด

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้สำนักงานเปิดบัญชีเงินทุนหมุนเวียนไว้ที่กรมบัญชีกลาง เรียกว่า “บัญชีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย”

เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน ให้สำนักงานมีบัญชีเงินฝากไว้ ณ ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อใช้จ่ายในกิจการได้ภายในวงเงินและเงื่อนไขที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ เงินที่นำเข้าบัญชีเงินทุนหมุนเวียนนี้ ได้แก่

(๑) เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่าย

(๒) เงินที่ได้รับจากกองทุนสนับสนุนการวิจัย

(๓) เงินที่ได้รับจากการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ในข้อ ๔

(๔) ค่าลิขสิทธิ์

(๕) เงินที่มีผู้มอบให้เพื่อสมทบเงินทุนหมุนเวียนนี้

(๖) เงินรายรับอื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ เงินที่ได้รับตามข้อ ๖ (๒) ถึง (๖) ให้นำส่งเข้าบัญชีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมายที่กรมบัญชีกลางโดยเร็วที่สุด แต่อย่างช้าต้องไม่เกินเจ็ดวันทำการนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ได้รับเงิน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘[๑] ให้สำนักงานจัดทำประมาณการรายรับรายจ่ายประจำปีเกี่ยวกับการดำเนินการตามเงินทุนหมุนเวียนนี้เสนอกระทรวงการคลังพิจารณาอนุมัติภายในระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

ความในวรรคหนึ่งไม่รวมถึงรายจ่ายในการดำเนินการตามโครงการพัฒนากฎหมายที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี

ในกรณีที่มีความจำเป็น สำนักงานอาจจัดทำประมาณการรายรับรายจ่ายเพิ่มเติมภายหลังเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาอนุมัติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงประมาณการรายรับรายจ่ายประจำปีนั้นได้

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เงินทุนหมุนเวียนนี้ให้จ่ายได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในข้อ ๔ ดังรายการต่อไปนี้

(๑) ค่าตอบแทนและเงินอุดหนุนแก่การวิจัย

(๒) ค่าตอบแทนผู้ตรวจและประเมินงานวิจัยกฎหมายและค่าตอบแทนวิทยากรในการประชุมสัมมนา

(๓) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการประชุมสัมมนาและการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานหรือบุคคลต่าง ๆ

(๔) ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญให้ทำความเห็นหรือค่าตอบแทนในการเข้าร่วมประชุมสัมมนาและค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาหรือดูงานเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายในต่างประเทศ

(๕) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดพิมพ์และเผยแพร่รายงานการวิจัย การประชุมสัมมนา การรับฟังความคิดเห็น และรายงานของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย

(๖) ค่าใช้จ่ายอื่นใดในการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมาย

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้มีคณะกรรมการคนหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย” ประกอบด้วยเลขาธิการเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เป็นกรรมการ และผู้แทนสำนักงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้คณะกรรมการบริหารมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดสรรเงินและควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินทุนหมุนเวียน

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒[๒] (ยกเลิก)

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การให้ค่าตอบแทนและเงินอุดหนุนแก่การวิจัย ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกากำหนดตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔[๓] การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การนำส่งเงิน ให้ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕[๔] การซื้อ การจ้าง การเช่า การกำหนดค่าใช้จ่ายเงินทุนหมุนเวียนนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ทวิ[๕] โครงการพัฒนากฎหมายใดซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินการได้แต่เกินวงเงินที่เงินทุนหมุนเวียนอยู่ หากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการโดยให้ผูกพันเงินงบประมาณรายจ่ายปีถัดไป หรือกรณีเป็นการแน่นอนว่าเงินทุนหมุนเวียนจะมีรายรับอื่นใดเพียงพอที่จะใช้ดำเนินการโครงการดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวแล้ว ให้สำนักงานก่อหนี้ผูกพันเกินวงเงินงบประมาณที่ได้รับแล้วได้

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การบัญชี ให้ปฏิบัติตามระบบบัญชีที่สำนักงานกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

การปิดบัญชี ให้กระทำปีละครั้งโดยถือปีงบประมาณเป็นรอบปีบัญชี และให้จัดทำงบการเงินพร้อมทั้งรายละเอียดประกอบส่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบและรับรองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับตั้งแต่วันสิ้นงวดบัญชี เมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบรับรองแล้ว ให้ส่งสำเนางบการเงินดังกล่าวให้กรมบัญชีกลางและสำนักงานงบประมาณเพื่อทราบต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการดำเนินงาน การเงิน และการบัญชีของเงินทุนหมุนเวียนนี้แล้วรายงานผลการตรวจสอบให้เลขาธิการทราบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ วิธีปฏิบัติอื่นใดนอกเหนือจากที่ได้กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือในกรณีที่มีความจำเป็นซึ่งไม่อาจดำเนินการตามระเบียบนี้ได้ ให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังก่อน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้เลขาธิการเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจออกคำสั่งหรือระเบียบภายในเกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียนนี้ได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕

วัฒนา รัตนวิจิตร

(นายวัฒนา รัตนวิจิตร)

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗[๖]

หลักเกณฑ์และวิธีการในการซื้อ การจ้าง การเช่า

การกำหนดค่าใช้จ่าย การใช้จ่ายเงิน และการเบิกจ่ายทุนหมุนเวียน

เพื่อพัฒนากฎหมาย พ.ศ. ๒๕๓๖

โดยที่เป็นการสมควรให้มีหลักเกณฑ์และวิธีการในการซื้อ การจ้าง การเช่า การกำหนดค่าใช้จ่าย การจ่ายเงิน และการเบิกจ่ายเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย ให้เป็นไปตามข้อ ๑๕ แห่งระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย พ.ศ. ๒๕๓๕ คณะกรรมการพัฒนากฎหมายโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังจึงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการซื้อ การจ้าง การเช่า การกำหนดค่าใช้จ่าย การใช้จ่ายเงิน และการเบิกจ่ายเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมายไว้ ดังต่อไปนี้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ หลักเกณฑ์และวิธีการนี้เรียกว่า “หลักเกณฑ์และวิธีการในการซื้อ การจ้าง การเช่า การกำหนดค่าใช้จ่าย การใช้จ่ายเงิน และการเบิกจ่ายทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย พ.ศ.๒๕๓๖”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ หลักเกณฑ์และวิธีการนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้รักษาการตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในหลักเกณฑ์และวิธีการนี้

“เงินทุนหมุนเวียน” หมายความว่า เงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการพัฒนากฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

“กรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการพัฒนากฎหมายและกรรมการพัฒนากฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

“อนุกรรมการ” หมายความว่า ประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้ง

“คณะกรรมการบริหาร” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมายตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยเงินทุนหนุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย พ.ศ. ๒๕๓๕

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ได้รับมอบหมาย

“เจ้าหน้าที่พัสดุ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการพัสดุหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากเลขาธิการให้มีหน้าที่หรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัสดุตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้

การซื้อ

การซื้อพัสดุเพื่อดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมาย

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การซื้อพัสดุเพื่อดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมายให้ดำเนินการโดยวิธีดังต่อไปนี้

(๑) การซื้อพัสดุครั้งหนึ่งซึ่งมีวงเงินไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้ดำเนินการโดยวิธีตกลงราคา

(๒) การซื้อพัสดุครั้งหนึ่งซึ่งมีวงเงินเกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้ดำเนินการโดยวิธีสอบราคา

(๓) การซื้อหนังสือ เอกสาร หรือข้อมูลจากต่างประเทศ ให้ดำเนินการโดยวิธีพิเศษ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การซื้อตามข้อ ๕ (๑) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ก่อนการดำเนินการซื้อ ให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานเสนอเลขาธิการตามรายการดังต่อไปนี้

(ก) รายละเอียดของพัสดุที่จะซื้อ

(ข) ราคามาตรฐาน หรือราคากลางของทางราชการ หรือราคาที่เคยซื้อครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา ๒ ปีงบประมาณ

(ค) วงเงินมีจะซื้อในครั้งนั้น

(ง) การขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ

(๒) เมื่อเลขาธิการให้ความเห็นชอบตามรายงานที่เสนอตาม (๑) แล้ว ให้เจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคาต่อไปได้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การซื้อตามข้อ ๕ (๒) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ก่อนดำเนินการซื้อ ให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานเสนอเลขาธิการตามรายการ ดังต่อไปนี้

(ก) รายการตามข้อ ๖ (๑) (ก) (ข) และ (ค)

(ข) การขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการเปิดซองสอบราคา และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ

(๒) เมื่อเลขาธิการให้ความเห็นชอบตามรายงานที่เสนอตาม (๑) แล้ว ให้เจ้าหน้าที่พัสดุและคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีสอบราคาต่อไปได้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การซื้อตามข้อ ๕ (๓) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ก่อนดำเนินการซื้อ ให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานเสนอเลขาธิการตามรายการดังต่อไปนี้

(ก) รายละเอียดของหนังสือ เอกสาร หรือข้อมูลที่จะซื้อ

(ข) ราคาของหนังสือ เอกสาร หรือข้อมูลที่สืบมาได้

(ค) วงเงินที่จะซื้อในครั้งนั้น

(ง) การขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ

(๒) เมื่อเลขาธิการให้ความเห็นชอบตามรายงานที่เสนอตาม (๑) แล้ว ให้เจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการสั่งซื้อจากต่างประเทศต่อไปได้

การซื้อพัสดุเพื่อดำเนินงานที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมาย

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การซื้อพัสดุเพื่อดำเนินงานที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายซึ่งยังมิได้กำหนดไว้เป็นแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมาย ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

การตรวจรับพัสดุ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การตรวจรับพัสดุที่ได้ดำเนินการจัดซื้อตามข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๘ ให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

การจ้าง

การจ้างผู้ดำเนินการวิจัย

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การจ้างผู้ดำเนินการวิจัยเพื่อดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมายให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการให้ค่าตอบแทนและเงินอุดหนุนแก่การวิจัยเพื่อการพัฒนากฎหมาย

การจ้างผู้เชี่ยวชาญให้ทำความเห็น

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การจ้างผู้เชี่ยวชาญให้ทำความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใดเพื่อดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมาย อาจกระทำได้โดยวิธีตกลงหรือวิธีคัดเลือก

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ก่อนดำเนินการจ้างผู้เชี่ยวชาญ ให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานเสนอเลขาธิการตามรายการ ดังต่อไปนี้

(๑) ขอบเขตโดยละเอียดของงานที่จะจ้าง (Terms of Reference)

(๒) คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญที่จะจ้าง

(๓) วงเงินค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญโดยประมาณ

(๔) กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน

(๕) วิธีจ้างผู้เชี่ยวชาญและเหตุผลที่ต้องจ้างโดยวิธีนั้น

(๖) การขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจ้างผู้เชี่ยวชาญ

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ การจ้างโดยวิธีตกลงราคา ให้กระทำได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) เป็นการจ้างในกรณีที่ทราบแน่ชัดว่าผู้เชี่ยวชาญในงานที่จะให้บริการตามที่ต้องการมีจำนวนจำกัดไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการด้วยวิธีคัดเลือก

(๒) เป็นการจ้างผู้เชี่ยวชาญซึ่งเคยทราบหรือเคยเห็นความสามารถและผลงานแล้ว และเป็นผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้

(๓) เป็นการจ้างที่ต้องกระทำโดยเร่งด่วน หากล่าช้าอาจจะเสียหายแก่ราชการ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ การดำเนินการจ้างผู้เชี่ยวชาญโดยวิธีตกลงราคา ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างผู้เชี่ยวชาญดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) พิจารณาอัตราค่าจ้างและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับบริการที่จะจ้างและเจรจาต่อรอง

(๒) พิจารณารายละเอียดที่จะกำหนดในสัญญา

(๓) รายงานผลการพิจารณาตาม (ก) และ (ข) พร้อมด้วยความเห็นของคณะกรรมการต่อเลขาธิการเพื่อสั่งการ

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การดำเนินการจ้างผู้เชี่ยวชาญโดยวิธีคัดเลือก ให้คณะกรรมการดำเนินการจ้างผู้เชี่ยวชาญดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) จัดหารายซื่อของผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ได้มากรายที่สุด โดยอาจขอรายชื่อผู้เชี่ยวชาญจากสถานทูต องค์การระหว่างประเทศ สมาคมหรือสถาบันอาชีพที่เกี่ยวข้อง หรือลงประกาศในหนังสือพิมพ์หรือขอความร่วมมือจากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งเคยดำเนินการจ้างผู้เชี่ยวชาญในงานประเภทเดียวกัน

(๒) กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก

(๓) ดำเนินการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญให้เหลือน้อยรายและรายงานผล การดำเนินการต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาคัดเลือก

(๔) เชิญชวนผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการคัดเลือกให้เหลือน้อยรายตาม (๒) ให้ยื่นข้อเสนอเพื่อรับงานนั้น

(๕) พิจารณาข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญทุกรายและจัดลำดับ

(๖) เชิญผู้เชี่ยวชาญรายที่เหมาะสมที่สุดมาเจรจาต่อรองให้ได้ราคาที่เหมาะสม

(๗) เมื่อเจรจาได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว ให้พิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะกำหนดในสัญญา

(๘) รายงานผลการพิจารณาและความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าวต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาสั่งจ้าง

การจ้างผู้ดำเนินงานอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การจ้างผู้ดำเนินงานอย่างอื่นนอกจากการจ้างผู้ดำเนินการวิจัยตามข้อ ๑๑ และผู้เชี่ยวชาญตามข้อ ๑๒ ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) การจ้างเพื่อดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมายให้ดำเนินการตามข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗ โดยอนุโลม

(๒) การจ้างเพื่อดำเนินงานที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายซึ่งยังมิได้กำหนดไว้ใน แผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมาย ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

การให้ค่าตอบแทนและเงินอุดหนุนแก่การวิจัย

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ การให้ค่าตอบแทนผู้ทรงลิขสิทธิ์ซึ่งได้ยินยอมให้นำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมาย การให้รางวัลหรือเงินอุดหนุนการพิมพ์หรือการเผยแพร่หรือรางวัลแก่งานวิจัยที่ดีเด่นและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากฎหมาย และการให้ค่าตอบแทนแก่ผู้ดำเนินการศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องหรือกฎหมายที่สมควรได้รับการพัฒนาผู้คัดเลือกและผู้ประเมินงานวิจัย ให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการให้ค่าตอบแทนและเงินอุดหนุนแก่การวิจัยเพื่อการพัฒนากฎหมาย

การเช่า

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การเช่าสังหาริมทรัพย์เพื่อดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมายให้ดำเนินการตามข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗ โดยอนุโลม การเช่าสังหาริมทรัพย์เพื่อดำเนินงานที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายซึ่งยังมิได้กำหนดไว้ในแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมายให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ในกรณีอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในหมวด ๖ ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาหรือในการรับฟังความคิดเห็น

ค่าเช่าสถานที่

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ การเช่าสถานที่เพื่อใช้ในการจัดประชุมสัมมนาหรือในการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานหรือบุคคลต่าง ๆ ให้ดำเนินการโดยวิธีตกลงราคา

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ การเช่าตามข้อ ๒๑ ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ก่อนดำเนินการเช่า ให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานเสนอเลขาธิการตามรายการ ดังต่อไปนี้

(ก) เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องเช่า

(ข) ราคาค่าเช่าที่ผู้ให้เช่าเสนอ

(ค) รายละเอียดของสถานที่ที่จะเช่า

(ง) อัตราค่าเช่าของสถานที่ซึ่งมีสภาพใกล้เคียงกับที่จะเช่า ถ้ามี

(๒) เมื่อเลขาธิการให้ความเห็นชอบตามรายงานที่เสนอตาม (๑) แล้ว ให้เจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการเช่าโดยวิธีตกลงราคาต่อไปได้

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางในราชอาณาจักร

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสัมมนาหรือการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานหรือบุคคลต่าง ๆ หรือดำเนินงานอย่างอื่นที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายของกรรมการ อนุกรรมการ ข้าราชการของสำนักงานผู้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาหรือการรับฟังความคิดเห็น หรือบุคคลอื่นที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมาย ให้เบิกจ่ายได้ ดังต่อไปนี้

(๑) กรรมการหรืออนุกรรมการ

(ก) ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้เบิกได้ในลักษณะเหมาจ่ายในอัตราคนละวันละ ๘๐๐ บาท

(ข) ค่าเช่าที่พัก ให้เบิกได้ในลักษณะเหมาจ่ายในอัตราคนละวันละ ๒,๔๐๐ บาท

(ค) ค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายอื่น ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นและเหมาะสม

(๒) บุคคลอื่นนอกจาก (๑) ให้เบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะหรือค่าใช้จ่ายอื่นตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ หรือระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการใช้จ่ายเฉพาะเรื่องนั้น ๆ โดยอนุโลม

ค่าตอบแทนวิทยากรในการประชุมสัมมนา

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การให้ค่าตอบแทนวิทยากรให้การประชุมสัมมนาหรือการรับฟังความคิดเห็นเพื่อดำเนินงานที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมาย ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าการเข้าร่วมประชุมสัมมนาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามสัญญาจ้างดำเนินการวิจัยให้ผู้วิจัยจ่ายค่าตอบแทนตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว

(๒) ถ้าการเข้าร่วมประชุมสัมมนามิได้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามสัญญาจ้างดำเนินการวิจัย การจ่ายค่าตอบแทนแก่วิทยากร ให้อยู่ในดุลยพินิจของเลขาธิการแต่ไม่เกินคนละ/ครั้งละ ๕,๐๐๐ บาท

ค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญในการเข้าร่วมประชุมสัมมนา

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ การให้ค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญในการเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อดำเนินงานที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมาย ให้ดำเนินการดังนี้

(๑) ถ้าการเข้าร่วมประชุมสัมมนาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญให้ทำความเห็น ให้จ่ายค่าตอบแทนตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว

(๒) ถ้าการเข้าร่วมประชุมสัมมนามิได้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญให้ทำความเห็น การจ่ายค่าตอบแทนให้อยู่ในดุลยพินิจของเลขาธิการ

ค่าอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ค่าอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้

(ก) ค่าอาหาร (ทุกมื้อ) ๒,๐๐๐/วัน/คน

(ข) ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ๒๐๐/ครึ่งวัน/คน

(ค) ค่าเครื่องดื่ม ๑๐๐/ครึ่งวัน/คน

ในกรณีที่การจัดประชุมสัมมนาหรือรับฟังความคิดเห็นหรือดำเนินการอย่างอื่นที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมาย ตามข้อ ๒๓ ถ้าสำนักงานได้ออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหารตามวรรคหนึ่ง (ก) ให้งดเบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการจัดประชุมสัมมนาหรือในการรับฟังความคิดเห็น

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นในการจัดประชุมสัมมนาหรือในการรับฟังความคิดเห็นให้เบิกจ่ายได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมโดยประหยัด

ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาหรือดูงานเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายในต่างประเทศ

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาหรือดูงานเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายในต่างประเทศของกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลอื่นซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการตามที่กำหนดไว้ในแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมาย ให้เบิกจ่ายได้ดังต่อไปนี้

(๑) กรรมการหรืออนุกรรมการ

(ก) ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางให้เบิกได้ในลักษณะเหมาจ่ายในอัตราคนละวันละ ๒,๕๐๐ บาท

(ข) ค่าเช่าที่พักให้เบิกได้ในอัตราเหมาจ่ายในอัตราคนละวันละ ๖,๐๐๐ บาท

(ค) ค่าโดยสารเครื่องบินให้เบิกได้ในชั้นหนึ่ง

(ง) ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นและเหมาะสมโดยประหยัด

(๒) บุคคลอื่นนอกจาก (๑) ให้เบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ หรือค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ

ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมการบริหาร

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ให้กรรมการในคณะกรรมการบริหารได้รับเบี้ยประชุมโดยให้เบิกจ่ายได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ โดยให้ถือว่าเป็นกรรมการลักษณะ ๒ ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

ค่าใช้จ่ายอื่นใดในการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการพัฒนากฎหมาย

31 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนากฎหมาย พ.ศ. 2535 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_1519b1cab7ca2db2

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com