คำแถลงการณ์
คำแถลงการณ์
เรื่อง การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก
และธรรมนูญศาลทหาร พุทธศักราช ๒๔๘๗[๑]
ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
แล้วนั้น รัฐบาลปัจจุบันมาพิจารณาเห็นว่าการใช้กฎอัยการศึกเป็นการบั่นทอนเสรีภาพของราษฎรซึ่งมีอยู่โดยปกติลงไปหลายประการ
เพราะในระบอบการใช้กฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนย่อมมีอำนาจเหนือราษฎรยิ่งกว่าในยามปกติเป็นอันมาก
แต่ในขณะเดียวกันความจำเป็นแห่งสถานะสงครามก็บังคับให้รัฐบาลจำต้องใช้กฎอัยการศึกต่อไป
เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของชาติ
เมื่อประโยชน์ของรัฐและของราษฎรขัดกันอยู่เช่นนี้รัฐบาลจึงได้เลือกดำเนินการเป็นสายกลาง
คือยังคงให้ใช้กฎอัยการศึกต่อไปทั่วประเทศ แต่ได้หาทางผ่อนผันความเข้มงวดแห่งกฎอัยการศึกนั้นลงเพื่อให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุดที่อาจเป็นไปได้
จึงได้ดำเนินการปรับปรุงพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกและธรรมนูญศาลทหารเสียใหม่
ซึ่งได้รับความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ดังปรากฏเป็นรูปพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก
พุทธศักราช ๒๔๕๗ (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๗ และพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร
พุทธศักราช ๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๗ ซึ่งได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายไปนั้นแล้ว
การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกและพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารครั้งนี้
มีหลักการใหญ่อยู่สองประการ คือ (๑) ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนเฉพาะในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ไม่ใช่ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนทุกตำแหน่งทุกกระทรวงดังที่เคยเป็นอยู่แต่ก่อน
และ (๒) แก้ไขให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาต่อไปโดยปกติแม้ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก
และให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาเฉพาะที่มีผู้กระทำความผิดฐานประทุษร้ายต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร
ขัดขวางทางดำเนินการของราชการทหารในการป้องกันประเทศหรือทำลายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในยามสงครามเท่านั้น
ผลจึงเป็นว่าคดีอาญาประเภทอื่นนอกจากที่กล่าวนี้ ให้ศาลพลเรือนเป็นผู้พิจารณาพิพากษาแทนที่จะให้ศาลทหารเป็นผู้พิจารณาพิพากษาดังที่เคยเป็นมาแต่เดิม
การที่คดีอาญาจะได้รับการพิจารณาพิพากษาในศาลทหารหรือพลเรือนนั้น
มีผลแตกต่างกันตั้งแต่แรกดำเนินคดีจนถึงคดีถึงที่สุด ถ้าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน
การจับกุมและสอบสวนผู้ต้องหาโดยเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ซึ่งมีหลักประกันในเสรีภาพของผู้ต้องหาเป็นอย่างดี แต่ถ้าคดีอยู่ในอำนาจศาลทหารแล้ว
ตามวิธีการของกฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการสอบสวนอาจขังผู้ต้องหาไว้ก่อนฟ้องศาลเป็นเวลานาน
นอกจากนั้นราษฎรผู้เป็นเจ้าทุกข์ไม่มีโอกาสนำคดีขึ้นฟ้องร้องยังศาลโดยตนเองได้
ต้องมอบคดีให้เจ้าพนักงานเป็นผู้ฟ้องร้อง ในชั้นพิจารณาจำเลยก็ไม่มีสิทธิแต่งทนายความเข้าช่วยแก้คดี
และเมื่อศาลทหารตัดสินไปประการใดแล้ว คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไม่มีทางที่จะอุทธรณ์
ฎีกาต่อไปได้ ซึ่งต่างกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนดังนี้
เมื่อได้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยอำนาจศาลในยามสงครามดังว่านี้แล้ว
ยังได้มีประกาศพระบรมราชโองการให้จัดแบ่งพื้นที่แห่งราชอาณาจักรเกี่ยวแก่การศาลออกเป็น
๓ เขต ในเขต (๑) ซึ่งเป็นเขตสำคัญ อันทางราชการทหารต้องระวังระไวมาก ได้ระบุประเภทคดีที่พลเมืองต้องอยู่ในอำนาจศาลทหารมากกว่าในเขตอื่น
แต่ก็ยังน้อยกว่าจำนวนประเภทคดีที่เคยอยู่ในอำนาจศาลทหารมาแต่เดิม ในเขต (๒)
ได้ลดจำนวนประเภทคดีที่พลเมืองจะต้องอยู่ในอำนาจศาลทหารลงมาอีกชั้นหนึ่ง ส่วนในเขต
(๓) พลเมืองจะไม่ต้องอยู่ในอำนาจศาลทหารเลย ดังนี้
จึงเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ให้หลักประกันในเสรีภาพแห่งชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนในยามฉุกเฉินนี้อย่างมากที่สุดที่จะให้ได้
เป็นการช่วยปลดเปลื้องความเดือดร้อนของประชาชนซึ่งถูกกล่าวหาในคดีอาญาไปส่วนหนึ่ง
ตรงตามนโยบายที่รัฐบาลคณะนี้ได้แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเข้ารับตำแหน่ง
การให้หลักประกันแห่งเสรีภาพดังกล่าวแล้วนี้ ประดุจเป็นของขวัญอันดีที่รัฐบาลจะพึงให้แก่ประชาชนได้ในวาระดิถีแห่งวันขึ้นปีใหม่นี้
จึงหวังว่าจะเห็นเจตนาดีของรัฐบาลโดยทั่วกัน
สุกัญญา/ผู้จัดทำ
๘
เมษายน ๒๕๕๓
นฤดล/ตรวจ
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๑/ตอนที่ ๗๙/หน้า ๑๒๕๖/๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๗