法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2558

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
62
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

พ.ศ. ๒๕๕๘

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

พ.ศ. ๒๕๔๕ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ มาตรา ๒๓ วรรคสองและวรรคสาม มาตรา ๒๔

วรรคสอง มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๖ วรรคสองและวรรคสาม

แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

พ.ศ. ๒๕๕๘”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๕๔๕

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“คณะกรรมการ” หมายความว่า

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“ประธานกรรมการ” หมายความว่า

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“กรรมการ” หมายความว่า

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า

คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่สืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริง

รับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐาน และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือทำหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้หรือที่คณะกรรมการมอบหมาย

“สำนักงาน” หมายความว่า

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“เลขาธิการ” หมายความว่า

เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

“คำร้อง” หมายความว่า

เรื่องที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้มีการตรวจสอบหรือเรื่องที่มีการเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“ผู้ร้อง” หมายความว่า

บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

และให้หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนที่ได้รับมอบหมาย

“ผู้ถูกร้อง” หมายความว่า บุคคลซึ่งถูกผู้ร้องกล่าวหาว่ากระทำละเมิดสิทธิมนุษยชน

และให้หมายความรวมถึงบุคคลที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามระเบียบนี้

“เจ้าหน้าที่รับคำร้อง” หมายความว่า

เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่รับคำร้อง

ดำเนินการตรวจสอบ

และกลั่นกรองคำร้องเบื้องต้นว่าเป็นคำร้องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือไม่

“เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน” หมายความว่า

เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสืบสวน

สอบสวน หรือตรวจสอบคำร้อง และจัดทำสำนวนเสนอต่อคณะอนุกรรมการหรือคณะกรรมการ

แล้วแต่กรณี

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า

บุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“องค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน” หมายความว่า

องค์การสิทธิมนุษยชนที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและระเบียบว่าด้วยการนั้น

“การติดตามผล” หมายความว่า

การติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการ

มาตราที่อ้างถึงในระเบียบนี้ ให้หมายถึงมาตราของพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรักษาการตามระเบียบนี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ แล้วแต่กรณี อาจย่นหรือขยายได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้

ให้คำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและประโยชน์แห่งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การใดที่ระเบียบนี้กำหนดให้คณะกรรมการต้องปฏิบัติในการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ให้นำมาใช้กับคณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การตรวจดูหรือขอข้อมูล ข้อเท็จจริง

บรรดาเอกสารหรือพยานหลักฐานที่ได้มาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ให้สำนักงานพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

และระเบียบว่าด้วยการนั้น

การยื่นคำร้อง

การตรวจคำร้อง

และการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

การยื่นคำร้อง

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ บุคคลใดที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

รวมทั้งองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่พบเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔

บุคคลนั้นเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ

ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในหมวดนี้

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นไปโดยรวดเร็วและเหมาะสมแก่กรณีเมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรอาจกำหนดให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีใดโดยไม่มีการยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ คำร้องที่ทำเป็นหนังสือต้องมีรายการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา

๒๓ ได้แก่

(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง

(๒)

ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเป็นเหตุแห่งการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(๓) ลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ร้อง

คำร้องตามวรรคหนึ่งต้องจัดทำเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

กรณีคำร้องเป็นภาษาอื่นให้ผู้ร้องจัดแปลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษด้วย

เว้นแต่คณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การยื่นคำร้องให้กระทำได้ ดังนี้

(๑) ยื่นต่อสำนักงาน

(๒) ยื่นต่อกรรมการคนใดคนหนึ่ง

(๓) ยื่นต่อองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อส่งต่อไปยังสำนักงาน

(๔) ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

(๕) ส่งคำร้องด้วยวิธีการหรือรูปแบบอื่น เช่น ทางโทรสาร

หรือส่งทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่ออื่น ๆ

(๖) ส่งคำร้องผ่านส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ

หรือหน่วยงานของรัฐตามที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ เพื่อให้การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเป็นไปโดยสะดวก

ในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนผู้ร้องอาจร้องเรียนด้วยวาจา หรือทางโทรศัพท์

หรือวิธีอื่น

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในการรับคำร้องตามข้อ

๑๒ ให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานดำเนินการดังนี้

(๑) บันทึกการร้องเรียนตามแบบที่สำนักงานกำหนด

ซึ่งอย่างน้อยจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เดือน ปีที่รับคำร้อง ชื่อ ที่อยู่

และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ร้อง

ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อันเป็นเหตุแห่งการร้องเรียน และความประสงค์ของผู้ร้อง

(๒)

ประสานกับผู้ร้องเพื่อให้ส่งหนังสือยืนยันคำร้องและส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคำร้อง

ในกรณีที่มีเหตุขัดข้องอันไม่อาจดำเนินการได้ อาจเสนอให้คณะกรรมการ พิจารณาตามข้อ

๒๐ (๑) หรือข้อ ๒๖ แล้วแต่กรณี

(๓) ในกรณีเป็นการรับคำร้องตามข้อ ๑๒ ต้องจัดให้ผู้ร้องลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในแบบบันทึกการร้องเรียนด้วย

ถ้าผู้ร้องไม่อาจลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ ก็ให้บันทึกเหตุดังกล่าวไว้ ทั้งนี้

ให้ออกใบรับคำร้องให้แก่ผู้ร้องดังกล่าว แล้วรายงานสำนักงานเพื่อพิจารณาต่อไป

(๔) ในกรณีที่ไม่อาจบันทึกการร้องเรียน ตาม (๑)

หรือในกรณีที่ได้รับการร้องเรียนนอกสถานที่ตั้งสำนักงาน

หรือกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจะต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขเยียวยาผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ดำเนินการไปตามความเหมาะสม

และจัดให้มีการบันทึกการร้องเรียนเรื่องที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นในภายหลัง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในกรณีการร้องเรียนด้วยวาจา

หากต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักงานไม่สามารถติดต่อ

กับผู้ร้องตามที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้ให้ไว้นั้นได้

ให้เสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณายุติเรื่องที่ร้องเรียนนั้น

เว้นแต่คณะกรรมการเห็นสมควรให้ทำการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ในการเสนอคำร้องขององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน

ให้กระทำโดยวิธีการตามหมวดนี้

โดยองค์การเอกชนดังกล่าวต้องพิจารณาและจัดทำความเห็นในเบื้องต้นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการด้วยว่ากรณีมีมูลหรือไม่

แล้วเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นให้สำนักงานดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การร้องเรียนด้วยวิธีการอื่นใดนอกจากที่ได้กำหนดไว้ในหมวดนี้

ให้เจ้าหน้าที่รับคำร้องประสานกับผู้ร้องเพื่อให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคำร้องเพื่อประกอบการพิจารณารับคำร้องไว้ตรวจสอบต่อไป

ทั้งนี้

คณะกรรมการจะรับคำร้องไว้ตรวจสอบต่อเมื่อปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานพอสมควรที่เห็นว่ามีมูลสมควรได้รับการตรวจสอบ

การตรวจคำร้อง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เมื่อได้รับคำร้อง ให้สำนักงานดำเนินการ

ดังนี้

(๑) แจ้งผู้ร้อง หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน แล้วแต่กรณี

ทราบภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง

(๒)

มอบหมายเจ้าหน้าที่รับคำร้องเพื่อตรวจคำร้องให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

(๓)

เสนอคณะกรรมการพิจารณามอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่รับผิดชอบในประเด็นตามคำร้องนั้นพิจารณาตรวจสอบต่อไป

ในกรณีที่คำร้องมีประเด็นเกี่ยวพันกับอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการมากกว่าหนึ่งคณะให้เสนอคณะกรรมการพิจารณามอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในประเด็นหลักเป็นผู้ตรวจสอบทุกประเด็น

เว้นแต่คณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในการตรวจคำร้อง

ให้เจ้าหน้าที่รับคำร้องดำเนินการ ดังนี้

(๑) ในกรณีที่คำร้องใดไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่ชัดเจน

หรือมีข้อบกพร่องในสาระสำคัญให้แจ้งผู้ร้อง หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน

ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือเพิ่มเติมคำร้องให้ชัดเจนหรือจะเชิญผู้ร้อง

หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน มาพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง

หรือขอเอกสารหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ได้ รวมถึงสามารถดำเนินการใด ๆ

เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่เพียงพอต่อการทำความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการได้

(๒) ถ้าผู้ร้อง หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน

มีความประสงค์ขอให้คณะกรรมการให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการฟ้องคดีต่อศาลรวมมาด้วย

ให้ส่งคำร้องไปยังหน่วยงานในสำนักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ เมื่อได้ตรวจคำร้องตามข้อ

๑๘ แล้ว ให้เจ้าหน้าที่รับคำร้องจัดทำบันทึกสรุป พร้อมความเห็นว่าควรรับหรือไม่รับคำร้องไว้ตรวจสอบ

หรือดำเนินการอื่นใด เสนอต่อเลขาธิการเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ เจ้าหน้าที่รับคำร้องอาจมีความเห็นเสนอให้คณะกรรมการไม่รับคำร้องไว้ตรวจสอบหรือยุติเรื่อง

ในกรณีที่คำร้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

(๑)

เรื่องที่ผู้ร้องไม่ดำเนินการแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำร้องภายในระยะเวลาอันสมควรหรือไม่สามารถติดต่อผู้ร้องได้

(๒) เรื่องที่ผู้ร้องได้รับการแก้ไขความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมหรือได้รับการชดใช้ความเสียหายอย่างเหมาะสมแล้ว

(๓) เรื่องที่ผู้ร้องประสงค์ขอถอนคำร้อง หรือผู้ร้องตาย

หรือเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนสาบสูญตามคำสั่งศาล

โดยไม่มีทายาท หรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์เข้าแทนที่

และการพิจารณาต่อไปจะไม่เป็นประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชน

(๔) เรื่องที่คณะกรรมการเคยพิจารณาแล้ว

และไม่ปรากฏหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่อันอาจทำให้ผลการพิจารณาเปลี่ยนแปลงไป

(๕) เหตุอื่นใดที่เห็นว่าควรไม่รับคำร้องไว้ตรวจสอบ

การประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในกรณีที่อาจแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ร้องได้ด้วยวิธีการประสานงานกับหน่วยราชการ

องค์การเอกชน หรือองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ (๔) หรือการประสานกับบุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ร้อง

ให้เจ้าหน้าที่รับคำร้องหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าวได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วน

และเหมาะสมแก่กรณี

รวมทั้งต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อมิให้เกิดผลกระทบที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้องหรือผู้เกี่ยวข้อง

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ การประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้แก่ผู้ร้อง

อาจดำเนินการได้ในกรณี ดังนี้

(๑) ผู้ร้องขอมา

(๒) คณะกรรมการมีมติให้ดำเนินการ

๓) สำนักงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นว่าควรดำเนินการให้แก่ผู้ร้อง

ในกรณีตาม (๒) และ (๓) ให้สอบถามความสมัครใจของผู้ร้องมาพิจารณาประกอบการดำเนินการ

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ถ้าหน่วยราชการ องค์การเอกชนหรือองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน หรือบุคคล

หรือหน่วยงานอื่นใด ได้แก้ไขปัญหาให้ผู้ร้องตามสมควรแก่กรณีแล้ว

ให้สำนักงานจัดทำรายงานผลการดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ภายใต้บังคับข้อ

๒๓ ในกรณีที่ปรากฏว่าหน่วยราชการ องค์การเอกชนหรือองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน

หรือบุคคล หรือหน่วยงานอื่นใด

ไม่ได้แก้ไขปัญหาให้ผู้ร้องหรือไม่ได้รับแจ้งผลการดำเนินการจากหน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวภายในระยะเวลาที่จำเป็นและตามสมควรแก่กรณี

ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานรายงานเหตุข้างต้นต่อสำนักงานเพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณาต่อไป

การพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

การพิจารณารับคำร้องไว้ตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาตามข้อ

๑๙ แล้วเห็นว่า คำร้องที่เสนอเป็นเรื่องที่มีมูลและอยู่ในอำนาจหน้าที่

และมีมติให้รับคำร้องไว้พิจารณาตรวจสอบ

ให้สำนักงานมอบหมายเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนเพื่อดำเนินการสืบสวน

สอบสวน หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง และจัดทำสำนวนเสนอต่อคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ

แล้วแต่กรณี ต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ คณะกรรมการอาจพิจารณาเห็นสมควรให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากกรณี

ดังต่อไปนี้

(๑)

กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและมีผลกระทบต่อส่วนรวม

(๒) ผู้ร้องเป็นผู้ทำการแทนองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่มิได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย

(๓) กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในหมวด ๒

หรือกรณีอื่นใดแต่คณะกรมการเห็นสมควรให้มีการตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ถ้าคำร้องที่รับไว้พิจารณาตรวจสอบตามข้อ ๒๕

จำนวนมากกว่าหนึ่งคำร้องขึ้นไปมีข้อกล่าวหาหรือประเด็นร้องเรียนอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกันหรือมีคู่กรณีเดียวกันหรือร่วมกันถ้าคณะกรรมการเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

จะมีมติให้รวมพิจารณาและวินิจฉัยรวมกันไปก็ได้

ในกรณีที่คณะกรรมการมีมติให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง

ให้แจ้งมติดังกล่าวให้คู่กรณีทราบเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มีการรับรองมติดังกล่าวนั้น

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าคำร้องที่รับไว้ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่

หรือควรได้รับการพิจารณาแก้ไขโดยองค์กรอื่นซึ่งมีอำนาจหน้าที่

ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕ วรรคสอง หรือวรรคสาม ให้สำนักงานดำเนินการตามมติคณะกรรมการต่อไป

ในกรณีที่คณะกรรมการส่งเรื่องให้องค์กรอื่นพิจารณาตามวรรคหนึ่ง

ให้สำนักงานติดตามผลดำเนินการขององค์กรนั้น

หากองค์กรนั้นไม่แจ้งผลดำเนินการในเวลาอันสมควรหรือได้แจ้งผลการดำเนินการแล้ว

ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาตามที่เห็นสมควรต่อไป

การแสวงหาข้อเท็จจริงตามคำร้อง

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ในการสืบสวน

สอบสวน หรือตรวจสอบข้อเท็จจริง

ให้สำนักงานแจ้งบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือบุคคลหรือหน่วยงานใดที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เพื่อให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นชี้แจงข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่กำหนดในการแจ้งดังกล่าวให้สรุปรายละเอียดข้อเท็จจริงตามคำร้องให้เพียงพอแก่การชี้แจงได้โดยถูกต้องครบถ้วนด้วย

เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย

หรือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงแต่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องสืบสวนสอบสวน หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงอีก

ให้สำนักงานแจ้งให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นทราบด้วยว่าจะต้องชี้แจงภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว

ในกรณีบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ไม่อาจชี้แจงข้อเท็จจริงหรือส่งหลักฐานได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด

อาจขอขยายระยะเวลาได้คราวละไม่เกินสิบห้าวัน รวมแล้วไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนด

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการชี้แจงข้อเท็จจริงตามข้อ

๒๙ แล้ว ให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยแจ้งข้อเท็จจริงตามคำร้องและที่ได้จากการชี้แจงของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ผู้ร้อง

ผู้ถูกร้อง และผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ และต้องให้โอกาสบุคคลดังกล่าว

ชี้แจงและเสนอพยานหลักฐานตามสมควรเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนรวบรวมข้อเท็จจริงที่ได้จากคำร้อง

คำชี้แจงของบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

และจัดทำบันทึกสรุปสำนวนเสนอต่อคณะกรรมการ

บันทึกสรุปสำนวนอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) ชื่อผู้ร้องและผู้ถูกร้อง

(๒) เหตุแห่งการร้องและความประสงค์ของผู้ร้อง

(๓) สรุปข้อเท็จจริงจากคำร้อง

คำชี้แจงของบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

(๔) ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(๕) ความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลในประเด็นหรือเรื่องที่พิจารณา

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปเห็นว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์

ให้สั่งการเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการให้สมบูรณ์ ทั้งนี้

ในส่วนความเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน

ถ้าผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปมีความเห็นแย้ง ก็ให้บันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ด้วย

การรับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ เมื่อได้รับบันทึกสรุปสำนวนตามข้อ ๓๑

หากคณะกรรมการเห็นสมควรให้คู่กรณีบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการ

ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ วรรคสอง ให้แจ้งคู่กรณี บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

อาจแจ้งกำหนดวันนัดตรวจสอบล่วงหน้าตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

หากคู่กรณี บุคคล

หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่อาจมาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการอาจมอบอำนาจเป็นหนังสือให้บุคคลอื่นมาดำเนินการแทนได้

ทั้งนี้

การดำเนินการของบุคคลดังกล่าวให้ถือเป็นการดำเนินการของคู่กรณี บุคคล

หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ในวันนัดตรวจสอบ

ให้คู่กรณี บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีสิทธิชี้แจงเป็นหนังสือหรือวาจาก็ได้

ในกรณีเป็นการชี้แจงเป็นหนังสือ คณะกรรมการอาจสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้

ในการชี้แจงด้วยวาจา หรือการรับฟังพยานหลักฐาน ถ้าคู่กรณี บุคคล

หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝ่ายใดจำเป็นต้องใช้ล่ามหรือสื่ออื่น ๆ

เพื่อให้สามารถเข้าใจหรือให้ถ้อยคำได้

ให้บุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าวแจ้งถึงเหตุนั้นให้สำนักงานทราบล่วงหน้าก่อนถึงวันนัด

เพื่อจัดหาให้

ในกรณีที่การตรวจสอบไม่อาจดำเนินการเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว

ให้กำหนดวันนัดอื่นต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ในการชี้แจงด้วยวาจาให้ดำเนินการ

ดังต่อไปนี้

(๑) ให้ผู้ร้องและพยานของผู้ร้องให้ถ้อยคำก่อน

และให้ผู้ถูกร้องและพยานของผู้ถูกร้องให้ถ้อยคำในลำดับต่อไป

เว้นแต่คณะกรรมการจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

(๒)

คณะกรรมการอาจซักถามเพิ่มเติมจากคู่กรณีและพยานได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ คณะกรรมการอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการตรวจสอบได้

ทนายความหรือที่ปรึกษาของคู่กรณี

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ในกรณีที่คู่กรณีต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการในการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

คู่กรณีมีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาในกระบวนการพิจารณาตรวจสอบได้

แต่ห้ามมิให้ทนายความหรือที่ปรึกษาตอบคำถามแทนคู่กรณีหรือพยานฝ่ายตน

เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ

กรณีผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง หรือพยาน เป็นเด็กหรือเยาวชน

คณะกรรมการอาจจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เข้าร่วมในการตรวจสอบด้วยตามสมควรแก่กรณี

ในระหว่างการตรวจสอบหากคณะกรรมการเห็นว่าทนายความหรือที่ปรึกษาของคู่กรณีมีพฤติการณ์หรือความประพฤติไม่เหมาะสม

คณะกรรมการอาจไม่อนุญาตให้ทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมในกระบวนการตรวจสอบครั้งนั้นได้

โดยให้มีการตรวจสอบในวันนั้นต่อไป

แต่คู่กรณีอาจนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการตรวจสอบครั้งต่อไปได้

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ ในการให้ถ้อยคำของคู่กรณีหรือพยานฝ่ายหนึ่ง

คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

รวมทั้งทนายความหรือที่ปรึกษาของฝ่ายดังกล่าวจะเข้ารับฟังไม่ได้

เว้นแต่คณะกรรมการจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

การไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การดำเนินการไกล่เกลี่ยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา

๒๗ คณะกรรมการอาจดำเนินการหรือมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ สำนักงาน หรือบุคคล

ที่คณะกรรมการเห็นสมควรดำเนินการแทนได้

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว

ให้จัดทำข้อตกลงระหว่างคู่กรณีเป็นหนังสือไว้และให้คณะกรรมการพิจารณายุติเรื่อง

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ข้อตกลงระหว่างคู่กรณีตามข้อ ๓๘

อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) สถานที่ดำเนินการไกล่เกลี่ย

(๒) วัน เดือน ปี ที่ดำเนินการไกล่เกลี่ย

(๓) ชื่อและที่อยู่ของคู่กรณี

(๔) รายละเอียดข้อตกลง

(๕) ลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของคู่กรณี และพยานอย่างน้อยสองคน

(๖) ลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ดำเนินการไกล่เกลี่ย

ก่อนการลงลายมือชื่อตามวรรคหนึ่ง ต้องอ่านข้อตกลงให้คู่กรณีฟัง

และให้คู่กรณีมีเวลาตามสมควรในการพิจารณารายละเอียดในบันทึกข้อตกลงด้วย

ข้อตกลงตามวรรคหนึ่งให้จัดทำเป็นสามฉบับ

เพื่อมอบให้กับคู่กรณีฝ่ายละหนึ่งฉบับ และเก็บไว้ในสำนวนหนึ่งฉบับ

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ กรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดไม่ลงลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือ

หรือไม่มีการปฏิบัติตามข้อตกลง หรือมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง

ให้สำนักงานเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

การจัดทำรายงาน

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ ในกรณีที่คณะกรรมการได้พิจารณาตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วเห็นว่ามีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งต้องจัดทำรายงานผลการตรวจสอบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา

๒๘ คณะกรรมการอาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการหรือสำนักงาน แล้วแต่กรณี

เป็นผู้จัดทำเสนอคณะกรรมการพิจารณาก็ได้ โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อของผู้ร้องหรือผู้ซึ่งถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและผู้ถูกร้อง

เว้นแต่คณะกรรมการจะให้ปกปิดชื่อ

(๒) สรุปข้อเท็จจริงตามคำร้องและความประสงค์ของผู้ร้อง

(๓) รายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(๔) ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(๕) ความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลที่มีความเห็นดังกล่าว

(๖) มาตรการการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ซึ่งต้องกำหนดโดยชัดแจ้งว่าบุคคลหรือหน่วยงานใด

มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายใดและด้วยวิธีการอย่างไร รวมทั้งระยะเวลาในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว

ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่า การกระทำหรือการละเลยการกระทำนั้น

ไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ให้จัดทำรายงานผลการตรวจสอบตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม

ในกรณีที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

แต่มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือเป็นกรณีที่เห็นสมควรได้รับการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายให้ดำเนินการ

ดังนี้

(๑)

กรณีที่เห็นว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมซึ่งสมควรแก่การแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ถูกกระทำเช่นว่านั้น

คณะกรรมการอาจกำหนดแนวทางแก้ไข

เพื่อแจ้งให้บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามความเหมาะสมภายใต้อำนาจหน้าที่ของบุคคลหรือหน่วยงานนั้น

(๒)

กรณีที่เห็นว่าสมควรมีการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนรวมด้วย

คณะกรรมการอาจมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อแจ้งให้คณะรัฐมนตรี

รัฐสภาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี พิจารณาดำเนินการ

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ในกรณีที่คณะกรรมการให้รวมการพิจารณาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามข้อ

๒๗ อาจจัดทำรายงานเป็นฉบับเดียวกันก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ ให้สำนักงานแจ้งรายงานไปยังผู้เกี่ยวข้อง

ดังนี้

(๑) แจ้งไปยังบุคคลหรือหน่วยงาน

หรือหน่วยราชการที่มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามข้อ ๔๑ วรรคหนึ่ง (๖) หรือวรรคสาม (๑)

หรือ (๒) แล้วแต่กรณี

(๒) แจ้งไปยังผู้ร้อง หรือองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน แล้วแต่กรณี

เพื่อทราบ

ให้สำนักงานแจ้งรายงานตามวรรคหนึ่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่คณะกรรมการได้ลงนามในรายงาน

คณะอนุกรรมการและการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและการทำหน้าที่ของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา

๒๖

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้หรือที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในคำสั่งแต่งตั้ง

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ คณะอนุกรรมการมีวาระการทำหน้าที่ตามที่คณะกรรมการกำหนด

กรณีที่คณะอนุกรรมการครบวาระแล้วและยังไม่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นใหม่ให้สำนักงานมอบหมายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการนั้น

แล้วเสนอคณะกรรมการพิจารณาต่อไป

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ อนุกรรมการต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้าม

ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปี

(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

(๔) ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก

แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ

เว้นแต่เป็นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดและมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

ความผิดลหุโทษหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

(๕) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ

รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น เพราะการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

(๖) ไม่เคยถูกวุฒิสภามีมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง

(๗) ไม่เคยถูกคณะกรรมการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

หรือเป็นผู้มีพฤติการณ์ปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

(๘) ไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

เพราะมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือร่ำรวยผิดปกติ

(๙) ไม่เคยมีประวัติการถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลว่าเป็นผู้กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่

กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

เว้นแต่ต่อมาภายหลังศาลวินิจฉัยว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิดตามที่ถูกชี้มูล

(๑๐) ไม่เป็นบุคคลติดยาเสพติดให้โทษ

กรณีตาม (๑) (๒) และ (๔) คณะกรรมการอาจมีมติยกเว้นได้

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้คณะอนุกรรมการระงับหรือแก้ไขการกระทำใด

ๆ ที่ปรากฏว่าขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ หรือมติของคณะกรรมการ

ในกรณีที่คณะอนุกรรมการหรืออนุกรรมการคนใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง

หรือกระทำการใด ๆ

อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่คุ้มครองหรือส่งเสริมสิทธิมนุษยชนคณะกรรมการจะสั่งให้คณะอนุกรรมการพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรืออนุกรรมการคนนั้นพ้นจากตำแหน่งก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ อนุกรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ครบวาระตามที่คณะกรรมการกำหนด

(๒) ตาย

(๓) ขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๔๖

(๔) ลาออก

(๕) คณะกรรมการมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง

(๖) คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคณะใหม่แทนคณะอนุกรรมการคณะเดิม

(๗) เมื่อคณะกรรมการพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ การประชุมของคณะอนุกรรมการตามระเบียบนี้

ให้นำระเบียบว่าด้วยการประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ให้คณะอนุกรรมการรับฟังรายละเอียดทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย

และความเห็น พร้อมทั้งพยานหลักฐานต่าง ๆ

ที่เกี่ยวข้องจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน ตลอดจนความเห็นของผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน

เพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบด้วย

62 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2558 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_1e58bc5cb65daad5

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com