ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สกส. 11 /2559
เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ
ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการเป็นความเสี่ยงพื้นฐานที่อาจเกิดจากการปฏิบัติงาน ได้แก่ ความบกพร่องของระบบงาน บุคลากร กระบวนการ รวมทั้งปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้กับทุกหน่วยงาน รวมถึงการดําเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จึงควรมีเงินกองทุนรองรับความเสี่ยงดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดแนวทางการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามประกาศฉบับนี้ เพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้ประเมินระดับเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยกําหนดวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการไว้สองทางเลือก ได้แก่ Basic Indicator Approach(วิธี BIA) และ Standardised Approach (วิธี SA-OR)
ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องนําปริมาณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับนี้ไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านอื่น ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อหาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดต่อไป
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 71 ประกอบมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกหลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
อื่นๆ - 4. เนื้อหา
4.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"สถาบันการเงินเฉพาะกิจ" หมายความว่า สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย
"ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational risk)" หมายความว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่าง ๆ อันเนื่องมาจากความไม่เพียงพอหรือความบกพร่องของกระบวนการควบคุมภายในบุคลากรและระบบงาน หรือจากเหตุการณ์ภายนอก รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมาย' แต่ไม่รวมความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic risk) และด้านชื่อเสียง (Reputational risk)
"รายได้จากการดําเนินงาน (Gross income)" หมายความว่า รายได้ที่เกิดจากการดําเนินธุรกิจตามปกติของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ (เอกสารแนบ 1)
"ยอดคงค้าง " หมายความว่า เงินให้สินเชื่อรวมดอกเบี้ยค้างรับ และมูลค่าตามบัญชี (Book value) ของเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนในบัญชีเพื่อการธนาคารก่อนหักเงินสํารองที่กันไว้ ยกเว้นกรณียอดคงค้างที่กันสํารองไว้เต็มจํานวนแล้ว ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้นําเงินสํารองที่กันไว้ดังกล่าวมาหักจากยอดคงค้างได้ การคํานวณยอดคงค้างในแต่ละปี ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้ค่าเฉลี่ยของยอดคงค้างสําหรับในแต่ละรอบระยะเวลา 6 เดือน จํานวน 2 งวด
"ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ" หมายความว่า ค่าที่ใช้ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ ทั้งนี้ ค่าฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการไม่เท่ากับเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องดํารงตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นค่าที่คํานวณจากอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําที่ร้อยละ 8 ซึ่งต่างจากอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ําตามกฎหมายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
"มูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ" หมายความว่า ค่าระบุระดับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด เพื่อใช้ในการคํานวณรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตและสินทรัพย์เสี่ยงด้านตลาด เพื่อหาเงินกองทุนขั้นต่ําที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องดํารงตามกฎหมาย ทั้งนี้ เนื่องจากความเสี่ยงด้านปฏิบัติการไม่ได้เกิดจากสินทรัพย์ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเหมือนความเสี่ยงด้านเครดิตและความเสี่ยงด้านตลาด จึงไม่มีสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่แท้จริง แต่เป็นเพียงมูลค่าเทียบเท่าเท่านั้น
4.2 หลักการ
หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามประกาศฉบับนี้กําหนดให้คํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการไว้สองทางเลือก ได้แก่ Basic Indicator Approach (วิธี BIA) และ Standardised Approach (วิธี SA-OR) เพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเลือกใช้ตามความเหมาะสม โดยให้พิจารณาถึงความซับซ้อนของการดําเนินธุรกิจ ระดับความเสี่ยง รวมทั้งระบบการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของตนเอง ซึ่งทั้งสองวิธีข้างต้นใช้รายได้จากการดําเนินงานเป็นค่าตัวแทน (Proxy) ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการกล่าวคือ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีรายได้จากการดําเนินงานสูง จะมีความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอยู่ในระดับสูง ดังนั้น สถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้นจะมีมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการสูงและจะต้องดํารงเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการในระดับที่สูงเช่นเดียวกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดให้มีทางเลือกภายใต้วิธี SA-OR อีกหนึ่งวิธี คือ Alternative Standardised Approach (วิธี ASA) ซึ่งอนุญาตให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีการประกอบธุรกิจให้สินเชื่อสามารถเลือกใช้ยอดคงค้างเป็น Proxy ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของสายธุรกิจ Retail banking และ Commercial banking แทนการใช้รายได้จากการดําเนินงาน เนื่องจากยอดคงค้างอาจจะเป็น Proxy ที่ดีกว่ารายได้จากการดําเนินงานในสายธุรกิจดังกล่าว
ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เลือกใช้วิธี SA-OR หรือวิธี ASA จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้ในข้อ 4.6 ด้วย
4.3 หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ และข้อกําหนดที่เกี่ยวข้อง
4.3.1 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) Basic Indicator Approach (วิธี BIA) ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 4.4
(2) Standardised Approach วิธี SA-OR) รวมถึง Alternative Standardised Approach (วิธี ASA) ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 4.5
ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องเลือกใช้วิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่สอดคล้องกับลักษณะและความซับซ้อนของการดําเนินธุรกิจ
4.3.2 สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ประสงค์จะใช้วิธี SA-OR หรือวิธี ASA ต้องยื่นขออนุญาตพร้อมเอกสารแสดงการจัดแบ่งรายได้จากการดําเนินงาน และ/หรือยอดคงค้าง ตามประเภทสายธุรกิจโดยวิธี SA-OR หรือวิธี ASA พร้อมทั้งแบบประเมินความพร้อมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการโดยวิธี SA-OR และวิธี ASA (เอกสารแนบ 2) และนําส่งที่ฝ่ายกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งเอกสารสําคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้าก่อนงวดการบัญชีที่จะเริ่มใช้วิธีการคํานวณวิธีใหม่ไม่น้อยกว่า 3 เดือน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน60 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารครบถ้วนถูกต้อง
4.3.3 ในกรณีที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยให้ดําเนินการดังนี้
(1) กรณีที่เปลี่ยนแปลงจากวิธีที่ซับซ้อนน้อยกว่าเป็นวิธีที่ซับซ้อนมากกว่าซึ่งได้แก่เปลี่ยนแปลงจากวิธี BIA เป็นวิธี ASA หรือ จากวิธี BIA เป็นวิธี SA-OR หรือ จากวิธี ASA เป็นวิธี SA OR ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจดําเนินการตามที่กําหนดไว้ในข้อ 4.3.2 ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ต้องการเปลี่ยนแปลงจากวิธี ASA ไปเป็นวิธี SA-OR ให้กรอกข้อมูลตามแบบประเมินความพร้อมฯ เฉพาะข้อ 4
(2) กรณีที่เปลี่ยนแปลงจากวิธีที่ซับซ้อนมากกว่าเป็นวิธีที่ซับซ้อนน้อยกว่าซึ่งได้แก่ เปลี่ยนแปลงจากวิธี SA-OR เป็นวิธี ASA หรือ จากวิธี SA-OR เป็นวิธี BIA หรือ จากวิธี ASA เป็นวิธี BIA สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณีโดยจะต้องมีเหตุผลอันสมควรเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น
4.3.4 สําหรับกรณีพิเศษที่มีผลทําให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามข้อ 4.6 เช่น มีเหตุการณ์ที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญต่อการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดสําหรับการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ หรือมีการควบหรือรวมกิจการ (Merger and acquisition) หรือมีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอย่างมีนัยสําคัญเป็นต้น ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจยื่นขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารครบถ้วนถูกต้อง
4.4 หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการโดย Basic Indicator Approach (วิธี BIA)
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีของผลคูณค่าคงที่ 150 กับรายได้จากการดําเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในกรณีที่รายได้จากการดําเนินงานในปีใดมีค่าติดลบหรือเท่ากับศูนย์ ให้ตัดรายได้ดังกล่าวออกจากตัวเศษ และตัดปีดังกล่าวออกจากจํานวนปีในตัวส่วน โดยหลังจากนั้น ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วยการนํา 12.5 คูณด้วยฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ตามสูตรการคํานวณต่อไปนี้
ERWABIA = 12.5 x KBIA
KBIA = Ʃ(GI1...n x α)
n
โดย ERWABIA = มูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามวิธี BIA
KBIA = ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามวิธี BIA
GI1...n = รายได้จากการดําเนินงานย้อนหลัง 3 ปี เฉพาะที่มีค่าบวก
α = ค่าคงที่ความเสี่ยงตามวิธี BIA มีค่าเท่ากับ 15%
n = จํานวนปีที่รายได้จากการดําเนินงานมีค่าเป็นบวก
4.5 หลักเกณฑ์การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการโดย Standardised Approach (วิธี SA-OR) รวมถึง Alternative Standardised Approach (วิธี ASA)
4.5.1 ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วยวิธี SA-OR ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
(1) ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจจัดสรรรายได้ จากการดําเนินงานลงในประเภทสายธุรกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
- สายธุรกิจแบ่งตามลักษณะของธุรกรรมออกเป็น 8 ประเภท (เอกสารแนบ 3) โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดประเภทสายธุรกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้ (เอกสารแนบ 4) และสําหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีระบบภายในที่ใช้งานอยู่แล้วในการจัดประเภทสายธุรกิจ สามารถจัดธุรกรรมบางประเภทให้อยู่ในสายธุรกิจที่แตกต่างจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้ได้ในกรณีที่สายธุรกิจนั้นมีค่าคงที่ (ค่า B) สูงกว่าหรือเท่ากับสายธุรกิจตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
- ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจจัดสรรรายได้จากการดําเนินงานลงในประเภทสายธุรกิจที่กล่าวข้างต้นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แนบตัวอย่างการจัดสรรรายได้จากการดําเนินงานเพื่อให้การจัดสรรรายได้จากการดําเนินงานลงในแต่ละสายธุรกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกัน (เอกสารแนบ 5)
(2) ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของแต่ละสายธุรกิจดังกล่าว โดยการนํารายได้จากการดําเนินงานคูณกับค่าคงที่ความเสี่ยง(ค่า 8) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้สําหรับแต่ละสายธุรกิจ (เอกสารแนบ 3) จากนั้นให้นําผลการคํานวณที่ได้ของแต่ละสายธุรกิจมารวมกันจะเป็นฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจในปีนั้น อนึ่ง กรณีที่ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําของสายธุรกิจใดติดลบ สถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถนําฐานเงินกองทุนขั้นต่ําที่ติดลบของสายธุรกิจนั้นมาหักลบกับฐานเงินกองทุนขั้นต่ําที่เป็นบวกของสายธุรกิจอื่น ๆ ในปีเดียวกันได้
(3) ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจนําผลการคํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่คํานวณได้ตามข้อ (2) ย้อนหลัง 3 ปี มาคํานวณหาค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ หากฐานเงินกองทุนขั้นต่ํารวมของทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจในปีใดมีค่าติดลบ ให้ถือว่าฐานเงินกองทุนขั้นต่ําในปีนั้นเป็น 0 โดยที่ตัวหารยังคงเป็น 3 ปีเช่นเดิม
(4) ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วยการนํา 12.5 คูณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณได้ตามข้อ (3)
ทั้งนี้ การคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการตามวิธี SA-OR สามารถสรุปเป็นสูตรการคํานวณได้ ดังต่อไปนี้
ERWASA-OR = 12.5 x KSA-OR
KSA-OR = Ʃyear1-3 max [Ʃ(GI1-8 x β1-8),0]
3
โดย ERWASA-OR = มูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามวิธี SA-OR
KSA-OR = ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่คํานวณตามวิธี SAOR
GI1-8 = รายได้จากการดําเนินงานของแต่ละสายธุรกิจ 8 ประเภท
β1-8 = ค่าคงที่ความเสี่ยงตามวิธี SA-OR ที่กําหนดแตกต่างกันตามประเภทของสายธุรกิจ 8 ประเภท
4.5.2 สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีการประกอบธุรกิจให้สินเชื่อสามารถเลือกใช้ Alternative Standardised Approach (วิธี ASA) ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการ ตามวิธีต่อไปนี้
ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ํา และมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการของทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตามที่กําหนดในวิธี SA-OR ข้อ 4.5.1 (1) - 4.5.1 (4 แต่มีข้อแตกต่างคือ ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจคํานวณฐานเงินกองทุนในแต่ละปีสําหรับสายธุรกิจ Retail banking' และ Commercial ban king" โดยใช้ยอดคงค้างเฉลี่ยของแต่ละปีคูณกับค่าคงที่ "m" ที่กําหนดไว้เท่ากับ 0.035 แล้วนําไปคูณกับค่า βของแต่ละสายธุรกิจ ตามสูตรการคํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับสายธุรกิจ Retail banking และ Commercial banking ดังต่อไปนี้
KRB = βRB x m x LARB (กรณี Retail banking)
KCB = β CB x m x LACB (กรณี Commercial banking)
โดย KRB, KCB = ฐานเงินกองทุนขั้นต่ําที่ต้องดํารงสําหรับสายธุรกิจ Retail banking และ Commercial banking ตามวิธี ASA
βRB, β CB = ค่าคงที่ความเสี่ยงของสายธุรกิจ Retail banking และ Commercial banking
LARB, LACB = ยอดคงค้างเฉลี่ยแต่ละปี 3 ปีย้อนหลังของสายธุรกิจ Retail banking และ Commercial banking
m = ค่าคงที่ มีค่าเท่ากับ 0.035
ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เลือกใช้วิธี ASA แต่ไม่สามารถจัดสรรรายได้จากการดําเนินงานหรือยอดคงค้างตามวิธีข้างต้น ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเลือกคํานวณฐานเงินกองทุนของสายธุรกิจหรือกลุ่มสายธุรกิจด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้
- คํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่มสายธุรกิจ โดยใช้ยอดรวมของยอดคงค้างของ Retail banking และ Commercial banking คูณด้วยค่า m แล้วจึงนําไปคูณค่า βที่สูงกว่าของ 2 สายธุรกิจนี้ ซึ่งเท่ากับ 15% และใช้ยอดรวมของรายได้จากการดําเนินงานของสายธุรกิจที่เหลือคูณด้วยค่า β สูงสุดของทั้ง 6 สายธุรกิจซึ่งเท่ากับ 18%
- คํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่มสายธุรกิจ หรือสายธุรกิจ โดยใช้ยอดรวมของยอดคงค้างของ Retail banking และ Commercial banking คูณด้วยค่า m แล้ว จึงนําไปคูณค่า βที่สูงกว่าของ 2 สายธุรกิจนี้ ซึ่งเท่ากับ 15% และใช้รายได้จากการดําเนินงานของแต่ละสายธุรกิจที่เหลืออีก 6 สายธุรกิจคูณด้วยค่า β ของแต่ละสายธุรกิจนั้น
- คํานวณฐานเงินกองทุนขั้นต่ําสําหรับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของสายธุรกิจหรือกลุ่มสายธุรกิจ โดยใช้ยอดคงค้างของ Retail banking และ Commercial banking คูณด้วยค่า m แล้ว จึงนําไปคูณกับค่า βของแต่ละสายธุรกิจนี้ และใช้ยอดรวมของรายได้จากการดําเนินงานของสายธุรกิจที่เหลืออีก 6 สาย คูณด้วยค่า β สูงสุดของทั้ง 6 สายธุรกิจ ซึ่งเท่ากับ 18%
4.6 แนวทางการบริหารความเสี่ยง และเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําสําหรับ Standardised Approach (วิธี SA-OR) รวมถึง Alternative Standardised Approach (วิธี ASA)
สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่จะเลือกใช้วิธี SA-OR และวิธี ASA ในการคํานวณมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านปฏิบัติการจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ดังนี้
(1) คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีส่วนร่วมในการกําหนดกรอบนโยบายและการติดตามดูแลการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
(2) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่ดีมีการนําระบบดังกล่าวไปใช้ในทางปฏิบัติ รวมทั้งมีการกําหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจนให้แก่หน่วยงานที่ทําหน้าที่บริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ซึ่งควรมีหน้าที่สําคัญดังนี้
(2.1) พัฒนากลยุทธ์ที่จะใช้ในการบ่งชี้ ประเมิน ติดตาม ควบคุม และลดความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
(2.2) กําหนดนโยบายและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและควบคุมความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
(2.3) กําหนดวิธีการที่จะใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และนําวิธีการดังกล่าวไปปฏิบัติ และ
(2.4) กําหนดรูปแบบการรายงานความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และนํารายงานดังกล่าวไปใช้
(3) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีทรัพยากรเพียงพอสําหรับการใช้วิธี SA-OR หรือวิธี ASA ในแต่ละสายธุรกิจและในสายงานควบคุมและตรวจสอบกิจการภายใน
(4) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีนโยบายและหลักเกณฑ์ในการเชื่อมโยงรายได้จากการดําเนินงานสําหรับแต่ละสายธุรกิจตามวิธี SA-OR หรือยอดคงค้างสําหรับสายธุรกิจ Retail banking และ Commercial banking ตามวิธี ASA เป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งมีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจหรือมีการทําธุรกิจใหม่
(5) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีระบบการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงจากความเสี่ยงด้านปฏิบัติการในแต่ละสายธุรกิจ ซึ่งต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจใช้ และระบบประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการต้องสามารถรวมเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจได้เป็นอย่างดี เช่น ข้อมูลผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินความเสี่ยงต้องเป็นส่วนสําคัญในรายงานความเสี่ยงที่ส่งให้ผู้บริหารและถูกนําไปใช้ในการวิเคราะห์ ติดตาม และควบคุมความเสี่ยง เป็นต้น
(6) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีการจัดทํารายงานความเสี่ยงด้านปฏิบัติการและข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นประจํา ซึ่งในรายงานควรกล่าวถึงการดําเนินการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เหมาะสมต่อข้อมูลความเสียหายดังกล่าวให้แก่ผู้บริหารหน่วยงาน ผู้บริหารระดับสูง และคณะกรรมการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทราบ
(7) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องจัดทําเอกสารที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอย่างครบถ้วน และมีการติดตามการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดไว้ การควบคุม และกระบวนการที่เกี่ยวกับระบบบริหารความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงการดําเนินการเมื่อเกิดกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดไว้
(8) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีการสอบทานกระบวนการบริหารความเสี่ยงและระบบประเมินความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่เป็นอิสระเป็นประจําอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมี การเปลี่ยนแปลงที่สําคัญในการทําธุรกรรม กระบวนการ หรือระบบบริหารความเสี่ยง โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องสอบทานทั้งหน่วยงานที่ทําธุรกรรมต่าง ๆ และหน่วยงานบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการด้วย
(9) ระบบการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องมีการสอบทานโดยผู้ตรวจสอบภายนอก เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควร
อื่นๆ - 5. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2559
(นายวิรไท สันติประภพ)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย