ข้อ ๗ ความในข้อ 2 มิให้ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้
7.1 การควบรวม และการโอนกิจการโดยผลของกฎหมาย เช่น ตามพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 เป็นต้น
7.2 การโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือการโอนสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ตามกฎหมาย เช่น ตามพระราชกําหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 พระราชกําหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 พระราชกําหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 เป็นต้น
7.3 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของผู้ล้มละลาย ซึ่งผู้ซื้อได้ชําระราคา ครบถ้วนและได้บอกกล่าวการโอนสิทธิไปยังลูกหนี้แห่งสิทธิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
7.4 การรับช่วงสิทธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
7.5 การโอนสิทธิเรียกร้อง หรือการโอนหนี้ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าได้ทําเป็น หนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนและได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังผู้ที่มีอํานาจกระทําการ แทนลูกหนี้ หรือผู้ที่มีอํานาจกระทําการแทนลูกหนี้ได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้นเป็นหนังสือ โดยถูกต้อง ตามกฎหมาย
ในกรณีดังกล่าวข้างต้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคําสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิ แทนเจ้าหนี้ในสํานวนคําขอรับชําระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ โดยไม่ต้องนัดพิจารณาคําร้อง เว้นแต่จะมี เหตุผลสมควรประการอื่น หรือปรากฏว่าแผนที่ศาลมีคําสั่งเห็นชอบแล้วกําหนดวิธีปฏิบัติ เรื่องการโอนสิทธิ เรียกร้อง หรือโอนหนี้ไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคําสั่งประการใดให้แจ้งคําสั่งให้ผู้ร้อง ขอสวมสิทธิ์ เจ้าหนี้ที่ถูกสวมสิทธิ์ และผู้ทําแผนหรือผู้บริหารแผนแล้วแต่กรณีทราบ
ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - สั่ง ณ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ 2549
(นายสิรวัต จันทรัฐ)
อธิบดีกรมบังคับคดี