法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อบังคับ ก.อ.ร. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการและคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2560

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
26
มาตรา อารัมภบท

ข้อบังคับ ก

ข้อบังคับ

ก.อ.ร.

ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

คำสั่งให้ออกจากราชการและคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

พ.ศ.

๒๕๖๐

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗/๔

และประกอบมาตรา ๑๗/๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์ (ก.อ.ร.)

จึงออกข้อบังคับ ก.อ.ร. ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับ ก.อ.ร. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการและคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

พ.ศ. ๒๕๖๐”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑]

ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

ในข้อบังคับ ก.อ.ร. นี้

“ก.อ.ร.” หมายความว่า

คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์

“ประธาน ก.อ.ร.” หมายความว่า

ประธานคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์

“เลขานุการ ก.อ.ร.” หมายความว่า

เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา

“ที่ประชุม ก.อ.ร.” หมายความว่า

ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์

“สำนักงาน” หมายความว่า

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

“คณะอนุกรรมการ ก.อ.ร.” หมายความว่า

คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์ที่ ก.อ.ร.

แต่งตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ก.อ.ร. มอบหมาย

“สำนวนการสอบสวน” หมายความว่า

สำนวนการสอบสวนกรณีมีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ให้ประธาน ก.อ.ร. เป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้ ก.อ.ร.

มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้บังคับตามข้อบังคับนี้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

ในกรณีที่ข้อบังคับนี้ มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

หมวด

การยื่นอุทธรณ์และการดำเนินการก่อนการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.อ.ร. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับนี้

ความในวรรคหนึ่ง

มิให้ใช้บังคับกับการถูกสั่งให้ออกจากราชการ ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดม ศึกษา

ผู้ใดสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ

(๒) เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตำแหน่งที่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาปฏิบัติหน้าที่หรือดำรงอยู่

(๓)

เมื่อข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาผู้ใดไปรับราชการทหาร

ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

(๔) ถูกจำคุกในความผิดที่มิใช่กระทำโดยประมาท

หรือความผิดลหุโทษ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

การอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงเป็นเรื่องเฉพาะตัว

ต้องกระทำด้วยตนเอง

ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถอุทธรณ์ด้วยตนเองได้

ผู้อุทธรณ์จะมอบหมายให้ทายาทโดยธรรมหรือบุคคลอื่นในกรณีที่ไม่มีทายาทโดยธรรม

ทำการอุทธรณ์แทนได้

ในกรณีที่ผู้ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ทายาทผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดหรือทายาทคนหนึ่งคนใดของผู้นั้นมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งแทนได้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

การอุทธรณ์ต้องยื่นภายในกำหนดระยะเวลาสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

สำหรับผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

ในกรณีที่ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงยังไม่ได้ยื่นอุทธรณ์แต่ถึงแก่ความตายในระยะเวลาอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง

ให้ทายาทของผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

การอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือถึงประธาน ก.อ.ร.

โดยใช้ถ้อยคำสุภาพและมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ ตำแหน่ง

สังกัด และที่อยู่สำหรับการติดต่อเกี่ยวกับการอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์

(๒)

วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์

(๓)

ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคำสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์

(๔) คำขอของผู้อุทธรณ์

(๕) ลงลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์

(๖) คำสั่งลงโทษทางวินัย

ในการอุทธรณ์

หากผู้อุทธรณ์ประสงค์จะแถลงการณ์ด้วยวาจาต่อ ก.อ.ร.

ให้แสดงความประสงค์ไว้ในหนังสืออุทธรณ์ หรือจะทำเป็นหนังสือถึงประธาน ก.อ.ร.

โดยยื่นหรือส่งหนังสือขอแถลงการณ์ด้วยวาจาต่อสำนักงานในวันยื่นหนังสืออุทธรณ์ก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

การยื่นอุทธรณ์ตามข้อ ๙

ให้ยื่นหนังสืออุทธรณ์พร้อมกับสำเนารับรองถูกต้องหนึ่งฉบับต่อสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือยื่นต่อสำนักงาน

ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ต่อสถาบันอุดมศึกษา

ให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการจัดส่งอุทธรณ์และสำนวนการดำเนินการสั่งให้ออกจากราชการหรือสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงไปยังประธาน

ก.อ.ร. โดยเร็ว

กรณีที่ผู้อุทธรณ์ยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือมีคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงให้วันที่สถาบันอุดมศึกษาประทับตรารับหนังสือไว้เป็นหลักฐานตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณเป็นวันรับอุทธรณ์

กรณีที่ผู้อุทธรณ์ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์หรือวิธีอื่นที่

ก.อ.ร. กำหนด ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางออกใบรับฝากเป็นหลักฐานฝากส่ง

หรือวันที่ ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองหนังสือเป็นวันยื่นอุทธรณ์

ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ประสงค์จะยื่นหรือส่งคำแถลงการณ์หรือเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้ทำเป็นหนังสือถึงประธาน ก.อ.ร. หาก ก.อ.ร.

พิจารณาเรื่องอุทธรณ์นั้นแล้วเสร็จก่อน ให้คำแถลงการณ์นั้นตกไป

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ในกรณีที่มีการยื่นอุทธรณ์ที่สถาบันอุดมศึกษา

ให้สถาบันอุดมศึกษาส่งเอกสารดังต่อไปนี้ให้สำนักงานภายในเจ็ดวัน

(๑)

หนังสืออุทธรณ์

(๒)

สำเนาหลักฐานการรับทราบคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษของผู้อุทธรณ์

(๓)

คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

(๔)

คำคัดค้านกรรมการสอบสวน (ถ้ามี)

(๕)

รายงานการประชุมของสภาสถาบันอุดมศึกษา

และคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายในการพิจารณาสั่งให้ออกจากราชการหรือสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

(๖)

สำนวนการสอบสวนและหลักฐานการสอบสวนทั้งหมดในกรณีตามมาตรา ๔๙

หรือเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาดำเนินการตามมาตรา ๕๗ พร้อมบัญชีเอกสาร

(๗)

ข้อบังคับสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวกับการสอบสวนและการพิจารณาลงโทษทางวินัย

เมื่อสำนักงาน ได้รับหนังสืออุทธรณ์ตามข้อ ๑๐

ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดส่งสำเนาอุทธรณ์และแจ้งให้สถาบันอุดมศึกษาจัดส่งเอกสารตามวรรคหนึ่ง

ให้ ก.อ.ร. เพื่อพิจารณาภายในเจ็ดวันและรายงานให้ ก.อ.ร.

เพื่อทราบในการประชุมครั้งถัดไป

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

เมื่อสำนักงาน ได้รับเอกสารตามข้อ ๑๑ จากสถาบันอุดมศึกษาครบถ้วนแล้วให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน

สรุปสำนวนเสนอต่อ ก.อ.ร. เพื่อพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเอกสาร

หมวด

การพิจารณาอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

อุทธรณ์ที่ ก.อ.ร. จะรับไว้พิจารณาได้ต้องเป็นไปตามข้อ ๙

และยื่นหรือส่งภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๘

ในกรณีที่ ก.อ.ร.

เห็นว่าหนังสืออุทธรณ์ที่ยื่นไว้ตามวรรคหนึ่งนั้น อ่านไม่ออก อ่านไม่เข้าใจ

มีสาระสำคัญไม่ครบถ้วนถูกต้อง หรือไม่ลงลายมือชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์ ก.อ.ร

มีอำนาจสั่งให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด

ถ้าผู้อุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามก็ให้มีมติไม่รับอุทธรณ์

กรณีอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นระยะเวลาตามข้อ ๘

หากกรณีมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ก.อ.ร. มีอำนาจรับอุทธรณ์ดังกล่าวไว้พิจารณาได้

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

การนับระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์

(๑)

กรณีที่ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ต่อสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

ให้นับแต่วันที่ประธาน ก.อ.ร. ได้รับอุทธรณ์พร้อมเอกสารตามข้อ ๑๑

ครบถ้วนจากสถาบันอุดมศึกษา

(๒)

กรณีที่ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงาน ให้นับแต่วันที่สำนักงานได้รับอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านกรรมการ ก.อ.ร.

โดยทำเป็นหนังสือแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านยื่นต่อประธาน

ก.อ.ร. ภายในระยะเวลาอุทธรณ์ ถ้ากรรมการ ก.อ.ร. ผู้นั้นมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง

ดังต่อไปนี้

(๑)

รู้เห็นเหตุการณ์ในการกระทำที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

(๒)

มีส่วนได้ส่วนเสียในการกระทำผิดวินัยที่ผู้อุทธรณ์ถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

(๓)

มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้อุทธรณ์

(๔)

เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นหรือเคยเป็นผู้สั่งให้ออกจากราชการหรือสั่งลงโทษทางวินัย

(๕)

เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินการสั่งให้ออกจากราชการหรือการดำเนินการทางวินัย

(๖)

มีความเกี่ยวพันทางเครือญาติหรือทางการสมรสกับบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)

อันอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้อุทธรณ์

เมื่อประธาน ก.อ.ร. ได้รับหนังสือคัดค้าน

ให้แจ้งกรรมการ ก.อ.ร.

ทราบก่อนเริ่มพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้พิจารณาว่าสมควรถอนตัวหรือไม่ กรรมการ ก.อร.

ซึ่งมีกรณีตามวรรคหนึ่ง อาจขอถอนตัวจากการพิจาณาอุทธรณ์

เว้นแต่การถอนตัวนั้นจะมีผลกระทบต่อองค์ประชุม ก.อ.ร.

อาจใช้ดุลพินิจในการพิจารณาขอให้กรรมการ ก.อ.ร. เข้าร่วมประชุมต่อไปได้

กรณีที่กรรมการ ก.อ.ร. มิได้ขอถอนตัว

ให้ที่ประชุม ก.อ.ร. พิจารณาข้อเท็จจริงที่คัดค้าน ถ้าที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการเห็นว่าข้อเท็จจริงนั้นน่าเชื่อถือให้แจ้งกรรมการผู้นั้นทราบ

และไม่ให้ร่วมพิจารณาอุทธรณ์เรื่องนั้น เว้นแต่การให้กรรมการผู้นั้นร่วมพิจารณาอุทธรณ์จะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า

เพราะจะทำให้ได้ความจริงและเป็นธรรม จะอนุญาตให้ร่วมพิจารณาอุทธรณ์ด้วยก็ได้

การที่กรรมการ ก.อ.ร.

ผู้ถูกคัดค้านที่ถูกสั่งไม่ให้ร่วมพิจารณาอุทธรณ์หรือถอนตัวเพราะมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านนั้น

ย่อมไม่กระทบถึงการกระทำใด ๆ

ที่ได้กระทำไปแล้วแม้ว่าจะได้ดำเนินการหลังจากที่ได้มีการยื่นคำคัดค้าน

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

ในกรณีมีเหตุผลความจำเป็น ก.อ.ร. อาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ก.อ.ร.

ขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ โดยแต่ละคณะให้มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง

ตรวจสอบสำนวนอุทธรณ์ของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา แล้วเสนอต่อ ก.อ.ร.

เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของ ก.อ.ร.หรือปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมายจาก

ก.อ.ร.

คณะอนุกรรมการ ก.อ.ร.

ตามวรรคหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ใน ก.อ.ร.

คนหนึ่งเป็นประธาน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.อ.ร. คนหนึ่งเป็นอนุกรรมการ

และอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์สองคนซึ่งแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนในสำนักงานหรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่พิจารณาตามความจำเป็น

และในกรณีที่เป็นการตรวจสอบกลั่นกรองสำนวนอุทธรณ์

ให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวน เป็นกรรมการและเลขานุการ

การคัดค้านอนุกรรมการ ก.อ.ร. ตามวรรคสอง

ให้นำข้อ ๑๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา

แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเป็นผู้รับผิดชอบสำนวน

เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ ก.อ.ร.

เกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

การพิจารณาอุทธรณ์ให้ ก.อ.ร. พิจารณาจากสำนวนการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นและสำนวนการสอบสวนและให้มีอำนาจ

ดังต่อไปนี้

(๑)

ให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ

หรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง

ชี้แจงข้อเท็จจริง และจัดส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

(๒)

ให้บุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

หรือสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำเป็นพยานหรือชี้แจงข้อเท็จจริง

และจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

(๓)

สั่งให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงสอบสวนใหม่หรือสอบสวนเพิ่มเติม

ในกรณีที่ ก.อ.ร.

เห็นว่าข้อเท็จจริงซึ่งได้มาจากการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตาม (๑) ถึง (๓) อาจเป็นผลร้ายหรือไม่เป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ ให้เลขานุการ ก.อ.ร.

มีหนังสือแจ้งผู้อุทธรณ์ให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนภายในระเวลาที่

ก.อ.ร. กำหนด

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ขอแถลงการณ์ด้วยวาจา ให้ ก.อ.ร.

รับฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ทุกกรณี

และผู้อุทธรณ์มีสิทธินำทนายความหรือที่ปรึกษาของตนเข้ามาในกระบวนพิจารณาของ ก.อ.ร. ได้คนหนึ่ง

การใดที่ทนายความหรือที่ปรึกษาได้กระทำลงต่อหน้าผู้อุทธรณ์และ ก.อ.ร. ให้ถือว่าเป็นการกระทำแทนผู้อุทธรณ์

เว้นแต่ผู้อุทธรณ์จะได้คัดค้านเสียในขณะนั้น และหาก ก.อ.ร.

พิจารณาเห็นว่าการแถลงการณ์ด้วยวาจาไม่จำเป็นแก่การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์

จะให้งดการแถลงการณ์ด้วยวาจาก็ได้

หากสถาบันอุดมศึกษาประสงค์จะมาแถลงแก้

ก็ให้มาแถลงหรือมอบหมายเป็นหนังสือให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้มาแถลงแก้ต่อที่ประชุมครั้งนั้นได้ ทั้งนี้ ให้แจ้งล่วงหน้าตามควรแก่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐

เมื่อความปรากฏแก่ ก.อ.ร. ว่าผู้อุทธรณ์ถึงแก่ความตายก่อนการวินิจฉัยอุทธรณ์

ให้รอการวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นออกไปจนกว่าทายาทตามข้อ ๗ จะมีคำขอเข้ามาหรือโดยที่ ก.อ.ร.

เรียกเข้ามาเพื่อเปิดโอกาสให้ทายาทเข้ามาแถลงชี้แจงประเด็นการอุทธรณ์

โดยให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อประธาน ก.อ.ร.

ภายในกำหนดสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่ผู้อุทธรณ์ถึงแก่ความตาย และให้ ก.อ.ร.

ดำเนินการพิจารณาอุทธรณ์ต่อไป

ทั้งนี้ จะวินิจฉัยเป็นผลร้ายยิ่งกว่า

แก่ผู้อุทธรณ์ที่ถึงแก่ความตายนั้นไม่ได้

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

เมื่อ ก.อ.ร. ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วให้มีมติหรือคำวินิจฉัยดังนี้

(๑)

ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการ

หรือการสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงชอบด้วยกฎหมายและเหมาะสมกับความผิดแล้ว

ให้มีมติยกอุทธรณ์

(๒)

ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการ

หรือการสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้มีมติเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้น

(ก) ถ้าการสั่งให้ออกจากราชการ

หรือการสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงไม่ชอบด้วยกฎหมายสารบัญญัติ

ให้อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งลงโทษทางวินัย สั่งให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการตามเดิม

และในกรณีที่อุทธรณ์ใดเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงให้อธิการบดีพิจารณาลงโทษในความผิดวินัยไม่ร้ายแรงนั้น

(ข)

ถ้าการสั่งลงโทษนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีสบัญญัติ

ให้อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง

ดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนดให้ครบถ้วน เมื่อดำเนินการครบถ้วนแล้ว

หากอธิการบดียังคงยืนยันคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงดังกล่าว

ก็ให้อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัย

ยืนยันคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงนั้น

แต่หากอธิการบดีมีความเห็นอย่างอื่นก็ให้ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งเดิมและอาจมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

(๓)

ถ้าเห็นว่าโทษที่ผู้อุทธรณ์ได้รับโทษไม่เหมาะสมกับความผิด

ให้อธิการบดีสั่งลงโทษตามมติของ ก.อ.ร.

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

คำวินิจฉัยหรือคำสั่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑)

ชื่อผู้อุทธรณ์

(๒)

ชื่อคู่กรณีในอุทธรณ์

(๓)

สรุปอุทธรณ์และคำขอของผู้อุทธรณ์

(๔)

สรุปคำแก้อุทธรณ์

(๕)

ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย

(๖)

คำวินิจฉัยแต่ละประเด็นพร้อมเหตุผล

(๗)

สรุปคำวินิจฉัยที่กำหนดให้คู่กรณีปฏิบัติหรือดำเนินการต่อไป

(๘)

แจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

คำวินิจฉัยหรือคำสั่งตามวรรคหนึ่ง

ต้องลงลายมือชื่อของ ก.อ.ร. ที่นั่งพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นด้วย

ถ้าผู้ใดมีเหตุจำเป็นไม่สามารถลงลายมือชื่อได้

ให้ผู้นั้นจดแจ้งเหตุดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยหรือคำสั่งนั้นด้วย

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

ผู้อุทธรณ์จะขอถอนอุทธรณ์ในเวลาใด ๆ ก่อนที่ ก.อ.ร.

จะพิจารณาอุทธรณ์เสร็จสิ้นก็ได้ โดยทำเป็นหนังสือถึงประธาน ก.อ.ร.

แต่ถ้าผู้อุทธรณ์ถอนอุทธรณ์ด้วยวาจาให้เลขานุการ ก.อ.ร.

บันทึกไว้และจัดให้ผู้อุทธรณ์ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

เมื่อได้ถอนอุทธรณ์แล้วการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นอันระงับ และให้ประธาน ก.อ.ร.

มีคำสั่งจำหน่ายอุทธรณ์ออกจากสารบบ

การถอนอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง

ไม่ตัดสิทธิผู้อุทธรณ์ที่ยื่นอุทธรณ์ใหม่ภายในระยะเวลาอุทธรณ์

หมวด

การดำเนินการตามมติและคำวินิจฉัยของ

ก.อ.ร.

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔

ในกรณีที่ ก.อ.ร. มีมติตามข้อ ๑๘ แล้วให้เลขานุการ ก.อ.ร. แจ้งมติให้สถาบันอุดมศึกษาทราบโดยเร็ว

ให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการออกคำสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งมติจากเลขานุการ

ก.อ.ร. และเมื่อได้มีการดำเนินการตามมติ ก.อ.ร.

เสร็จสิ้นแล้วให้รายงานผลการดำเนินการและจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปยังเลขานุการ

ก.อ.ร. โดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

เมื่อ ก.อ.ร. ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามข้อ ๒๑ แล้วให้เลขานุการ ก.อ.ร.

แจ้งคำวินิจฉัยให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือและแจ้งให้อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว

เมื่อ ก.อ.ร. มีมติตามข้อ ๒๑ (๒) (ก) และ (๓)

ให้อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงดำเนินการออกคำสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากเลขานุการ

ก.อ.ร. และเมื่อได้ออกคำสั่งหรือปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วให้แจ้ง

ก.อ.ร. ทราบภายในเจ็ดวัน

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

ในกรณีที่อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงมีคำสั่งตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ

ก.อ.ร. ให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการ

ทั้งนี้ ให้มีสิทธิได้รับเงินเดือนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้

ระหว่างถูกสั่งให้ออกจากราชการด้วย

ประกาศ

ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๐

ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ

ประธาน

ก.อ.ร.

พิมพ์มาดา/จัดทำ

เมษายน ๒๕๖๑

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๕/ตอนพิเศษ ๓๓ ง/หน้า ๕๐/๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

26 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อบังคับ ก.อ.ร. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งให้ออกจากราชการและคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2560 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_30b03a733b2bbdbe

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com