法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องของจับกุมและควบคุมตัวบุคคลตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
8
มาตรา อารัมภบท

คำแนะนำของประธานศาลฎีกา

คำแนะนำของประธานศาลฎีกา

เกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องขอจับกุมและควบคุมตัวบุคคล

ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พ.ศ. ๒๕๔๘[๑]

โดยที่พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา

๑๑ วรรคสอง (๑) และมาตรา ๑๒ บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลเพื่อขออนุญาตจับกุมและควบคุมตัวบุคคล

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลในท้องที่ที่ได้มีการประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงไว้เป็นกรณีพิเศษแตกต่างไปจากหลักเกณฑ์และวิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ดังนั้น

เพื่อให้การดำเนินการของศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่

๓) พ.ศ. ๒๕๕๑ ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ นอกจากที่ได้กำหนดไว้ในคำแนะนำนี้

การร้องขออนุญาตต่อศาลเพื่อจับกุมและควบคุมตัวบุคคลตามมาตรา ๑๑ วรรคสอง (๑)

และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘

ให้นำข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา

พ.ศ. ๒๕๔๘ หมายอาญา หมวด ๑ และหมวด ๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ การยื่นคำร้องขออนุญาตจับกุมและควบคุมตัวบุคคลตามข้อ

๑ ให้ยื่นต่อ

(๑) ศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

ตามมาตรา ๕ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.

๒๕๔๘ และพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ซึ่งเกิดหรือเชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง

หรือบุคคลที่ต้องสงสัยมีถิ่นที่อยู่ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ร้องได้แสดงให้ศาลเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนต้องออกหมายจับและควบคุมตัวเพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง

จะยื่นคำร้องต่อศาลในเขตพื้นที่ซึ่งพยานหลักฐานสำคัญที่จะใช้ประกอบการไต่สวนคำร้องอยู่ในเขตศาลนั้นก็ได้

หรือ

(๒) ศาลอาญา

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ การพิจารณาคำร้องขออนุญาตจับกุมและควบคุมตัวบุคคลตามข้อ

ต้องไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พ.ศ. ๒๕๔๘ และมีเหตุที่จะจับกุมบุคคลตามคำร้องได้ตามมาตรา ๑๑ วรรคสอง (๑)

แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว

ศาลควรสอบถามผู้ร้องด้วยว่าเคยมีการอนุญาตให้จับกุมและควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พ.ศ. ๒๕๔๘ มาก่อนที่ศาลใดหรือไม่ หากมี

ศาลพึงไต่สวนให้ได้ความว่าการอนุญาตครั้งก่อนเป็นเหตุการณ์เดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกันกับที่ขอให้มีการจับกุมและควบคุมตัวตามคำร้องครั้งนี้หรือไม่

ทั้งนี้

เพื่อมิให้บุคคลนั้นต้องถูกควบคุมตัวเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในกรณีที่มีคำสั่งอนุญาตให้ออกหมายจับและควบคุมตัว

ศาลควรกำหนดให้ผู้ร้องมีหน้าที่ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑)

รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการติดตามจับกุมต่อศาลทุกสามเดือนจนกว่าจะจับกุมได้

(๒) เมื่อจับกุมบุคคลตามคำร้องได้แล้ว

ให้จัดทำรายงานการจับกุมและควบคุมตัวโดยแนบภาพถ่ายผู้ถูกจับกุมรวมทั้งระบุถึงสถานที่ควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวเสนอต่อศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จับกุมได้

(๓) หากมีการเปลี่ยนสถานที่ควบคุมตัว ให้รายงานให้ศาลทราบทันที

(๔) เมื่อจะมีการปล่อยตัวบุคคลผู้ถูกควบคุมไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม

ผู้ร้องต้องแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกควบคุมตัวไว้วางใจทราบล่วงหน้าถึงการปล่อยตัวและนำบุคคลผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลที่ออกหมายจับและควบคุมเพื่อการปล่อยตัว

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในกรณีที่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามข้อ

๔ (๑) (๒) หรือ (๓) ศาลจะเพิกถอนหมายจับและควบคุมตัว

หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้

เมื่อครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับและควบคุมตัวแล้ว

หากยังไม่สามารถจับกุมบุคคลตามหมายได้

ศาลอาจเรียกผู้ร้องมาสอบถามหรือจะเพิกถอนหมายจับและควบคุมตัวนั้นก็ได้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในกรณีที่มีผู้ยื่นคำร้องหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าการจับกุมหรือควบคุมตัวไม่เป็นไปตามกฎหมาย

ให้ศาลทำการไต่สวน โดยจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำบุคคลผู้ถูกจับกุมและควบคุมตัวมาศาลเพื่อสอบถามด้วยก็ได้

และหากได้ความว่าไม่มีเหตุที่จะจับกุมหรือควบคุมตัวบุคคลดังกล่าว

หรือการจับกุมหรือควบคุมตัวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลเพิกถอนหมายจับและควบคุมตัว

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ในการพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาการควบคุมตัวตามมาตรา

๑๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘

หากมีข้อสงสัยว่าสถานที่ควบคุมตัวหรือการปฏิบัติต่อบุคคลผู้ถูกควบคุมตัวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว

หรือมีการคัดค้านการขยายระยะเวลาการควบคุมตัว ศาลอาจไต่สวนหรือมีคำสั่งให้นำบุคคลผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลเพื่อสอบถาม

หากปรากฏว่าการควบคุมตัวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หรือไม่มีเหตุที่จะควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวต่อไป ให้ศาลสั่งยกคำร้อง

ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการควบคุมตัว

ให้ขยายได้คราวละไม่เกินเจ็ดวันแต่รวมระยะเวลาควบคุมตัวทั้งหมดต้องไม่เกินกว่าสามสิบวัน

โดยไม่จำต้องมีการออกหมายขัง

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในกรณีที่มีการยกเลิกประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงตามมาตรา

๑๑ วรรคสาม แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้ศาลยกเลิกหมายจับและควบคุมตัวเสีย

ประกาศ

ณ วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

สบโชค สุขารมณ์

ประธานศาลฎีกา

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔

ณัฐวดี/ตรวจ

๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๘/ตอนที่ ๓๐ ก/หน้า ๔๔/๒๙ เมษายน ๒๕๕๔

8 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องของจับกุมและควบคุมตัวบุคคลตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_30fbc6451fb0120d

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com