ข้อ ๑๖ ในกรณีที่ข้าราชการซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามระเบียบนี้ ได้เช่าซื้อหรือผ่อนชําระเงินกู้เพื่อชําระราคาบ้านที่ค้างชําระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจําสํานักงานใหม่หรือท้องที่ใกล้เคียงกับท้องที่ที่ไปประจําสํานักงานใหม่ตามที่เลขาธิการกําหนด[2](#fn2) เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้นให้ข้าราชการผู้นั้นมีสิทธินําหลักฐานการชําระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชําระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจํานวนเงินที่กระทรวงการคลังกําหนดไว้สําหรับข้าราชการพลเรือน ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) ตนเอง หรือคู่สมรส ได้ผ่อนชําระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชําระเงินกู้เพื่อชําระราคาบ้านในท้องที่นั้น จะเบิกจ่ายได้เฉพาะบ้านหลังแรกเท่านั้น เว้นแต่บ้านหลังที่เคยใช้สิทธิถูกทําลายหรือเสียหายเนื่องจากภัยพิบัติจนไม่สามารถพักอาศัยอยู่ได้
(๒) หากเช่าซื้อหรือกู้เงินเพื่อชําระราคาบ้านร่วมกับบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่คู่สมรสและมีกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่นในบ้านนั้น จะเบิกจ่ายค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชําระเงินกู้ได้ตามสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์สําหรับบ้านหลังดังกล่าว
(๓) จะต้องเป็นการผ่อนชําระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชําระเงินกู้เพื่อชําระราคาบ้านกับสถาบันการเงิน และสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาเงินกู้จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกําหนดไว้สําหรับข้าราชการพลเรือน
(๔) จะต้องไม่เคยใช้สิทธินําหลักฐานการชําระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชําระเงินกู้สําหรับบ้านหลังหนึ่งหลังใดในท้องที่นั้นมาแล้ว เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับแต่งตั้งให้กลับไปรับราชการในท้องที่ที่เคยใช้สิทธินั้นอีก และเป็นการใช้สิทธินําหลักฐานการชําระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชําระเงินกู้ตามที่ได้เคยใช้สิทธิมาแล้วหรือขณะที่ย้ายมารับราชการในท้องที่นั้นบ้านที่เคยใช้สิทธิได้โอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว
(๕) หากเงินกู้เพื่อชําระราคาบ้านสูงกว่าราคาบ้าน ให้นําค่าผ่อนชําระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านได้ โดยให้คํานวณตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกําหนดไว้สําหรับข้าราชการพลเรือน
ให้นําบทบัญญัติข้อ ๙ ถึงข้อ ๑๔ มาใช้บังคับกับการเช่าซื้อหรือการผ่อนชําระเงินกู้เพื่อชําระราคาบ้านโดยอนุโลม