ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน พ.ศ. 2550
ประกาศ ระเบียบ และคำสั่ง · ประกาศ 16 พ.ค. 2550 (2007-05-16) · 19 ข้อ
แท็บใหม่ ↗ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เรื่อง
คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
พ.ศ.
๒๕๕๐
โดยที่ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนามาตรฐานแรงงานไทย
(มรท. ๘๐๐๑ - ๒๕๔๖) พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๑๑ วรรคสาม กำหนดให้ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
ต้องมีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าวอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
จึงกำหนดคุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานไว้ ดังต่อไปนี้
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เรื่อง คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๐
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๒[๑]
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๓ ให้ยกเลิกประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เรื่อง คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม
พ.ศ. ๒๕๔๙
หมวด
๑
คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญ
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๔ ผู้เชี่ยวชาญต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) มีประสบการณ์ในการทำงานไม่น้อยกว่าสิบปีในสาขาด้านแรงงาน
ด้านการผลิต ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ด้านการบริหารคุณภาพ ด้านกฎหมาย หรือด้านการฝึกอบรม
(๒) มีบุคลิกภาพดี เป็นที่น่าเชื่อถือ ยอมรับข้อคิดเห็นของผู้อื่น
มีเหตุมีผลเชื่อมั่นในตนเองมีความสามารถในการเป็นผู้นำ การวิเคราะห์แก้ไขปัญหา
(๓) มีความสามารถในการบริหารจัดการทั้งระบบ เพื่อให้การเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์อย่างมีคุณภาพ
(๔) มีความสามารถรับรู้สื่อความได้ดีทั้งโดยการเขียนหรือพูดในภาษาที่ใช้ในการเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
(๕) มีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานกระบวนการให้คำปรึกษาด้านแรงงาน
หมวด
๒
คุณสมบัติและการจดทะเบียนที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๕ ที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
๕.๑ สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี
๕.๒ มีคุณลักษณะส่วนบุคคลดังต่อไปนี้
(๑) มีจริยธรรม
(๒) มีบุคลิกภาพเป็นที่น่าเชื่อถือ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
(๓) ช่างสังเกต ตระหนักถึงวัฒนธรรม และคุณค่าขององค์กร
รวมทั้งมีความสนใจต่อสิ่งรอบตัวและกิจกรรมตลอดเวลา
(๔) มีความสามารถในการรับรู้ และสื่อข้อความได้ดีทั้งการเขียนและการพูดสามารถประสานงานกับพนักงานทุกระดับในองค์กร
มีความเชื่อมั่น ไวต่อวัฒนธรรมขององค์กร
(๕) เชื่อมั่นในตนเอง ทำงานอย่างอิสระ โดยไม่มีผลประโยชน์ทางวิชาชีพในงานที่รับผิดชอบ
(๖) ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ
(๗) มีความสามารถในการให้คำปรึกษา รู้จักยืดหยุ่นในการบริหารเวลาที่ดีและมีความสามารถในการเป็นผู้นำ
(๘) มีความรับผิดชอบในงาน และมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน
(๙) ควบคุมงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตกลงไว้ และตัดสินใจเรื่องต่างๆ
ภายใต้พื้นฐานความรู้ และข้อเท็จจริง
(๑๐) มีความหนักแน่น และยึดมั่นในหลักการ
(๑๑) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว ถูกต้อง
สมเหตุสมผล
(๑๒) ประพฤติตนเป็นผู้ตรงต่อเวลาและใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่
(๑๓) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ ใช้กิริยาวาจาที่สุภาพอ่อนโยน
และมีมนุษย์สัมพันธ์
(๑๔) สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ และให้คำตอบที่เป็นทางเลือก
และอย่างสร้างสรรค์
๕.๓ มีความรู้ และทักษะ ดังต่อไปนี้
(๑) มีความรู้ในการวางแผนและการจัดการเกี่ยวกับระบบบริหารการจัดการมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่ง
(๒) มีความรู้ ความเข้าใจในความหมาย ขอบเขต เจตนารมณ์
ขั้นตอน และกระบวนการตรวจประเมินเพื่อการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท. ๘๐๐๑ - ๒๕๔๖)
(๓) มีความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
พ.ศ. ๒๕๔๓ และกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
(๔) มีความรู้ ความเข้าใจในการปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานแรงงานอื่น
ซึ่งอาจประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานแรงงานไทย (มรท. ๘๐๐๑ - ๒๕๔๖)
(๕) มีความรู้ ความเข้าใจหลักการวิธีการและเทคนิคสำหรับระบบการบริหารจัดการมาตรฐานแรงงาน
เช่น หลักการการทบทวนระบบจัดการและพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวงจรเดมมิ่งวิธีการและเทคนิคการตรวจประเมิน
เทคนิคการวิเคราะห์ปัญหาในการดำเนินงาน เทคนิคและวิธีการบริหารการผลิตเพื่อควบคุมชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา
(๖) มีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องด้านแรงงาน
๕.๔ มีประสบการณ์ในการทำงานเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับระบบบริหารการจัดการมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่ง
หรือมีประสบการณ์การให้คำปรึกษาด้านใดด้านหนึ่งอย่างน้อยสี่แห่งภายในห้าปีก่อนจดทะเบียนครั้งแรก
ดังต่อไปนี้
(๑) มาตรฐานแรงงานอื่น
(๒) มาตรฐานระบบการจัดการอื่น
(๓) ด้านกฎหมายแรงงาน
(๔) การบริหารทรัพยากรมนุษย์
(๕) การบริหารการจัดการการผลิต
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๖ ผู้ที่ประสงค์จะขอจดทะเบียนเพื่อเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
จะต้องยื่นใบสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานพร้อมหลักฐานตามที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศกำหนด
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๗ เอกสารหลักฐานตามข้อ ๕.๔ จะต้องลงนามรับรองโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลของสถานประกอบกิจการ
ซึ่งผู้ยื่นใบสมัครตามข้อ ๖ ได้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา และอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด
ดังต่อไปนี้
(๑) วัน เดือน ปี ที่ให้คำปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
(๒) ระยะเวลาที่ให้คำปรึกษา ณ สถานประกอบกิจการแต่ละครั้ง
และเวลารวมทั้งหมด
(๓) กิจกรรมที่ให้คำปรึกษา ณ สถานประกอบกิจการแต่ละครั้ง
(๔) เอกสารที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐานที่ให้คำปรึกษา
(๕) ชื่อ และสถานที่ติดต่อของสถานประกอบกิจการ
(๖) ชื่อ และสถานที่ติดต่อของหน่วยงานที่ผู้ยื่นใบสมัครสังกัด
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๘ ผู้ยื่นใบสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามข้อ ๕.๑ และข้อ ๕.๔ จะต้องเข้ารับการประเมินคุณสมบัติตามข้อ
๕.๒ และตามข้อ ๕.๓ โดยการสอบข้อเขียน และการสอบสัมภาษณ์
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๙ ผู้ยื่นใบสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานซึ่งผ่านการประเมินคุณสมบัติตามข้อ
๘ จะเป็นผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานพร้อมได้รับหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
และบัตรประจำตัวที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
ผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานจะสามารถทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานได้เป็นเวลาสามปี
นับแต่วันที่ออกหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานจะต้องแสดงหลักฐานหนังสือรับรองการจดทะเบียนที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
พร้อมบัตรประจำตัวที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
หมวด
๓
การพัฒนาความรู้ของที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑๑ ที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานต้องได้รับการพัฒนาความรู้โดยการฝึกอบรมเพิ่มเติมหรือการทำกิจกรรมต่างๆ
เกี่ยวกับระบบบริหารการจัดการมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่งอย่างต่อเนื่องปีละไม่น้อยกว่าหกชั่วโมง
นับแต่วันได้รับการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
หลักฐานการฝึกอบรมตามวรรคหนึ่งต้องแสดงระยะเวลาที่ฝึกอบรม
เนื้อหา ชื่อผู้จัด และสถานที่ติดต่อของผู้จัดการฝึกอบรม
การพัฒนาความรู้โดยการทำกิจกรรมต่างๆ ตามวรรคหนึ่งต้องมีความต่อเนื่องกันตลอดระยะเวลาการเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
และต้องเป็นการพัฒนาความรู้และทักษะใหม่ๆ
โดยประเภทของกิจกรรมและหลักเกณฑ์การนับจำนวนชั่วโมงให้เป็นไปตามตารางท้ายประกาศนี้
หมวด
๔
การต่ออายุการเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑๒ ที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานที่ประสงค์จะต่ออายุการเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานต้องยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายในเก้าสิบวัน
ก่อนวันที่หนังสือรับรองตามข้อ ๙ หมดอายุ
การยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
จะต้องยื่นเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้
(๑) หนังสือรับรองซึ่งแสดงประสบการณ์ในการทำงานเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำระบบบริหารจัดการมาตรฐานแรงงานที่ลงนามโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลของสถานประกอบกิจการ
ที่ได้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาอย่างน้อยสามแห่ง
(๒) หลักฐานแสดงการพัฒนาความรู้ตามข้อ ๑๑ อย่างน้อยสิบแปดชั่วโมงในรอบสามปีที่ผ่านมา
(๓) เอกสารหลักฐานตามที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑๓ ผู้ยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
จะต้องได้รับการตรวจสอบเกี่ยวกับการพัฒนาความรู้ และประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑๔ ผู้ยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานซึ่งผ่านการตรวจสอบตามข้อ
๑๓ จะต้องเข้ารับการประเมินคุณสมบัติตามข้อ ๕.๒ และตามข้อ ๕.๓ โดยการสอบข้อเขียนหรือการสอบสัมภาษณ์
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑๕ ผู้ยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
ซึ่งผ่านการประเมินคุณสมบัติจะเป็นผู้ได้รับการต่ออายุการเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
หมวด
๕
บัตรประจำตัวที่ปรึกษา
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑๖ บัตรประจำตัวที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานมีผลใช้บังคับหนึ่งปีนับแต่วันที่ออกบัตรผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
ที่มีความประสงค์จะต่ออายุบัตรประจำตัวที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานประจำปีต้องยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
ต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายในสามสิบวันก่อนวันที่บัตรประจำตัวหมดอายุ
โดยยื่นหลักฐานแสดงประสบการณ์ในการทำงานเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานอย่างน้อยหนึ่งแห่งและหลักฐานการพัฒนาความรู้ตามข้อ
๑๑
หมวด
๖
การเพิกถอน
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑๗ ที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน ต้องรักษาจรรยาบรรณและชื่อเสียงของการเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานดังต่อไปนี้
(๑) ให้คำปรึกษาตามหน้าที่ความรับผิดชอบครบถ้วนถูกต้องตามหลักวิชาการ
และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างมีระบบ แบบแผน เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
(๒) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
(๓) เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และทักษะในการทำงานเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล
(๔) รักษาข้อมูลที่ได้รับจากผู้รับคำปรึกษาเป็นความลับ
(๕) ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
และไม่เรียกร้องให้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนตัว และสิ่งอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่
(๖) ละเว้นการนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
(๗) ไม่ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจประเมินในขณะที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
(๘) ไม่ประพฤติตนใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตนเอง
และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
(๙) ปฏิบัติตามข้อกำหนดในประกาศนี้ และปฏิบัติตามระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์
วิธีการพัฒนามาตรฐานแรงงานไทย (มรท. ๘๐๐๑ - ๒๕๔๖) พ.ศ. ๒๕๔๙
(๑๐) ไม่นำหนังสือรับรองการจดทะเบียน และบัตรประจำตัวที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานไปใช้ในทางที่อาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑๘ ที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้
ให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีอำนาจสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(๑) มีหนังสือเตือนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
(๒) ให้ระงับการดำเนินการเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
(๓) เพิกถอนหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงานและบัตรประจำตัวที่ปรึกษาพัฒนามาตรฐานแรงงาน
ประกาศ
ณ วันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐
ผดุงศักดิ์
เทพหัสดิน ณ อยุธยา
อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
[เอกสารแนบท้าย]
๑.
ประเภทของกิจกรรมและหลักเกณฑ์การนับจำนวนชั่วโมงของการพัฒนาความรู้
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
วัชศักดิ์/ผู้จัดทำ
๒๒
พฤษภาคม ๒๕๕๐
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๕๙ ง/หน้า ๔๔/๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ที่มา: ระบบกลางทางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).