法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
11

บทเฉพาะกาล

มาตรา อารัมภบท

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข

เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา

และข้อความของคำเตือน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๖ (๙) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการยา ประกาศระบุยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือนไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ในประกาศนี้

“ยา” หมายความว่า ตัวยา ยาปรุงเสร็จ หรือยาบรรจุเสร็จที่มีตัวยาเหล่านั้น

“ยาใช้ภายนอก” หมายความว่า ยาที่มีความมุ่งหมายสำหรับใช้กับผิวหนัง หู ตา จมูก ปาก ทวารหนัก ช่องคลอด หรือท่อปัสสาวะ โดยมีผลในการรักษาเฉพาะที่

“ยาใช้ภายใน” หมายความว่า ยาที่มีความมุ่งหมายสำหรับใช้ภายใน นอกจากที่เป็นยาใช้ภายนอก

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ยกเลิก

(๑) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๕

(๒) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒ ลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๒๘

(๓) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๘

(๔) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔ ลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๒๙

(๕) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕ ลงวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๒๙

(๖) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๖ ลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๓๐

(๗) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๗ ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ยาดังต่อไปนี้เป็นยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา

(๑) ยาต้านจุลชีพ ดังต่อไปนี้

(๑.๑) ยาจำพวกอะมิโนไกลโคไซด์ (Aminoglycosides) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้”

(๑.๒) ยาจำพวกอะมิโนไกลโคไซด์ (Aminoglycosides) สำหรับใช้กับตาหรือหู

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อประสาทหู ทำให้หูหนวกหูตึงได้”

(๑.๓)[๑] ยากลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ (aminoglycosides)

(๑.๓.๑) ยากลุ่มอะมิโนไกลโคไซด์ (aminoglycosides) สำหรับใช้ภายใน ยกเว้นยาเจนทาไมซิน (gentamicin), กานาไมซิน (kanamycin) และสเตร็ปโตไมซิน (streptomycin)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบประสาทหู ทำให้หูหนวก หูตึงได้

๓. ยานี้มีพิษต่อไต จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง และลดขนาดยาในผู้ป่วยที่ไตทำงานผิดปกติและเด็ก

๔. สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้

๕. สตรีให้นมบุตรควรระมัดระวังการใช้ยานี้

๖. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๗. เมื่อใช้ยานี้ หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็น Stevens - Johnson syndrome

(๑.๓.๒) ยาเจนทาไมซิน (gentamicin), กานาไมซิน (kanamycin) และสเตร็ปโตไมซิน (streptomycin) สำหรับใช้ภายใน

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบประสาทหู ทำให้หูหนวก หูตึงได้

๓. ยานี้มีพิษต่อไต จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง และลดขนาดยาในผู้ป่วยที่ไตทำงานผิดปกติและเด็ก

๔. สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้

๕. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๖. เมื่อใช้ยานี้ หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็น Stevens - Johnson syndrome (SJS)

(๑.๔) ยาจำพวกบาซิทราซิน (Bacitracin) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้”

(๑.๕) ยาจำพวกคาพรีโอไมซิน (Capreomycin) และวิโอไมซิน (Viomycin)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อประสาทหู ทำให้หูหนวกหูตึงได้

๓. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อไตได้”

(๑.๖)[๒] ยากลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins)

คำเตือนในฉลาก

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

๒. ผู้ที่แพ้ยากลุ่มเพนิซิลิน เมื่อใช้ยานี้ อาจทำให้เกิดการแพ้รุนแรงจนถึงเสียชีวิต

๓. หากใช้ยานี้แล้วมีผื่น ตุ่มน้ำพอง ให้หยุดใช้ยาและปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๑. - ๒. ให้ใช้ข้อความคำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก

๓. เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่น ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนัง และเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร

ทั้งนี้ คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้แสดงในกรอบใกล้กับข้อบ่งใช้

(๑.๗) ยาจำพวกคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้”

(๑.๘) ยาจำพวกคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) สำหรับใช้กับตาหรือหู

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายถึงตายได้ ให้ใช้ตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัด”

(๑.๙) ยาจำพวกคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า ๒ ปี ผู้ป่วยด้วยโรคตับ หญิงมีครรภ์ ระยะให้นมบุตร

๓. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายถึงตายได้ ให้ใช้ตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัด”

(๑.๑๐) ยาคลิโอควินอล (Clioquinol) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ยานี้อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติของประสาทตา และประสาทขาได้”

(๑.๑๑) ยาจำพวกไซโคลเซอรีน (Cycloserine)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ ผู้มีประวัติของโรคลมชักหรือโรคทางจิตและประสาทที่รุนแรง

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อไต จิตและประสาทได้

๓. ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในหญิงมีครรภ์ ระยะให้นมบุตร

๔. ระหว่างใช้ยานี้ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์”

(๑.๑๒) ยาจำพวกฟลูไซโทซีน (Flucytosine)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไต ไขกระดูกได้”

(๑.๑๓) ยาจำพวกกรดฟูซิดิก (Fusidic acid) และอนุพันธ์ของยาดังกล่าว

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้”

(๑.๑๔) ยาจำพวกกริซีโอฟูลวิน (Griseofulvin)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไตได้”

(๑.๑๕) ยาจำพวกคีโทโคนาโซล (Ketoconazole) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้”

(๑.๑๖) ยาจำพวกคีโทโคนาโซล (Ketoconazole) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ไม่ควรใช้ในหญิงมีครรภ์ ระยะให้นมบุตร

๓. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้”

(๑.๑๗) ยาจำพวกลินโคไมซิน (Lincomycin) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้”

(๑.๑๘) ยาจำพวกลินโคไมซิน (Lincomycin) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วย โรคตับ โรคไต และโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โดยเฉพาะโรคลำไส้อักเสบ ท้องเดินเรื้อรัง”

(๑.๑๙) ยาจำพวกมะโครไลด์ (Macrolides) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้”

(๑.๒๐) ยาจำพวกมะโครไลด์ (Macrolides) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้”

(๑.๒๑) ยาจำพวกไมโคนาโซล (Miconazole)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ไม่ควรใช้ในหญิงมีครรภ์ ระยะให้นมบุตร

๓. ยานี้อาจทำให้มีเลือดออกผิดปกติได้”

(๑.๒๒) ยาจำพวกไนโทรฟูแรนโทอิน (Nitrofurantoin)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะน้อย (Oliguria) หรือปัสสาวะไม่ออก (Anuria)

๓. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๒ เดือน และในหญิงมีครรภ์”

(๑.๒๓) ยาจำพวกโนโวไบโอซิน (Novobiocin)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้

๓. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติของเม็ดเลือดได้”

(๑.๒๔) ยาจำพวกนิสทาทิน (Nystatin) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้”

(๑.๒๕) ยาจำพวกนิสทาทิน (Nystatin) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไตได้”

(๑.๒๖)[๓] ยาจำพวกเพนิซิลลิน (Penicillins)

(๑.๒๖.๑) ยาจำพวกเพนิซิลลิน (Penicillins) ยกเว้น อะมอกซิซิลลิน (Amoxicillin)

คำเตือน

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดการแพ้และเป็นอันตรายถึงชีวิต

๓. หากเกิดอาการผื่นแดง ระคายเคืองหรือบวม ให้หยุดใช้ยาและปรึกษาแพทย์

(๑.๒๖.๒) ยาอะมอกซิซิลลิน (Amoxicillin)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดการแพ้และเป็นอันตรายถึงชีวิต

๓. หากเกิดอาการผื่นแดง ระคายเคืองหรือบวม ให้หยุดใช้ยาและปรึกษาแพทย์

๔. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๕. เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

(๑.๒๗) ยาจำพวกโพลิมิกซิน (Polymyxins) สำหรับใช้ภายนอก

คำเตือน : ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

(๑.๒๘) ยาจำพวกโพลิมิกซิน (Polymyxins) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อไต และระบบประสาทได้”

(๑.๒๙)[๔] ยาจำพวกควิโนโลน (Quinolone) และอนุพันธ์ของยาดังกล่าว

(๑.๒๙.๑) ยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลน (Fluroquinolones) สำหรับรับประทาน

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือยาในกลุ่มควิโนโลนตัวอื่น ๆ

๒. สตรีมีครรภ์และสตรีระยะให้นมบุตรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้

๓. หากใช้ยานี้แล้วมีผื่นขึ้น ปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเอ็นข้อมือหรือข้อเท้า ให้รีบหยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

๔. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไตได้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๕. ไม่ควรใช้ยานี้ หรือหากจำเป็นให้ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งง่ายต่อการเกิดอาการชัก โดยสัมพันธ์กับขนาดยาที่ให้

๖. ยานี้อาจทำให้เกิดผื่นแพ้แสงแดด (phototoxicity reaction) หรือผื่นชนิดรุนแรง เช่น Toxic Epidermal Necrolysis, Steven - Johnson syndrome, Erythema Multiforme เป็นต้น

๗. ยานี้อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน

๘. การใช้ยานี้ร่วมกับ warfarin อาจจะเพิ่มฤทธิ์ของ warfarin”

(๑.๒๙.๒) ยาไซโพรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin)

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือยาในกลุ่มควิโนโลนตัวอื่น ๆ

๒. สตรีมีครรภ์และสตรีระยะให้นมบุตรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้

๓. หากใช้ยานี้แล้วมีผื่นขึ้น ปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเอ็นข้อมือหรือข้อเท้า ให้รีบหยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

๔. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไตได้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๕. ไม่ควรใช้ยานี้ หรือหากจำเป็นให้ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งง่ายต่อการเกิดอาการชัก โดยสัมพันธ์กับขนาดยาที่ให้

๖. ระมัดระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงผ่านระบบเอนไซม์ cytochrome P450 1A2 เช่น theophilline, Methylxanthine, caffeine เพราะอาจจะเกิดอันตรกิริยา (drug interaction) ต่อกันมีผลให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้นจนเกิดอันตรายได้

๗. อาจพบภาวะความผิดปกติของระบบเลือด รวมทั้งการกดไขกระดูก หากพบควรหยุดยาทันที และการใช้ยานี้ร่วมกับ warfarin อาจจะเพิ่มฤทธิ์ของ warfarin

๘. ยานี้อาจทำให้เกิดผื่นแพ้แสงแดด (phototoxicity reaction) หรือผื่นชนิดรุนแรง เช่น Toxic Epidermal Necrolysis, Steven - Johnson syndrome, Erythema Multiforme เป็นต้น

๙. ยานี้อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน”

(๑.๒๙.๓) ยาเลโวฟลอกซาซิน (Levofloxacin)

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือยาในกลุ่มควิโนโลนตัวอื่น ๆ

๒. สตรีมีครรภ์และสตรีระยะให้นมบุตรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้

๓. หากใช้ยานี้แล้วมีผื่นขึ้น ปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเอ็นข้อมือหรือข้อเท้า ให้รีบหยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

๔. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไตได้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๕. ไม่ควรใช้ยานี้ หรือหากจำเป็นให้ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งง่ายต่อการเกิดอาการชัก โดยสัมพันธ์กับขนาดยาที่ให้

๖. ยานี้อาจทำให้เกิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาวขึ้นได้ จึงควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าว เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่มีระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ เป็นต้น

๗. หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่ทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาวขึ้น เช่น ยากลุ่ม antiarrhythmic class IA (เช่น quinidine, procainamide), class III (เช่น amiodarone) ยา cisapride, ยา erythromycin, ยากลุ่ม antipsychotics, tricyclic antidepressants เป็นต้น

๘. ยานี้อาจทำให้เกิดผื่นแพ้แสงแดด (phototoxicity reaction) หรือผื่นชนิดรุนแรง เช่น Toxic Epidermal Necrolysis, Steven – Johnson syndrome, Erythema Multiforme เป็นต้น

๙. ยานี้อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน

๑๐. การใช้ยานี้ร่วมกับ warfarin อาจจะเพิ่มฤทธิ์ของ warfarin”

(๑.๒๙.๔) ยามอกซิฟลอกซาซิน (Moxifloxacin)

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือยาในกลุ่มควิโนโลนตัวอื่น ๆ

๒. สตรีมีครรภ์และสตรีระยะให้นมบุตรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้

๓. หากใช้ยานี้แล้วมีผื่นขึ้น ปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเอ็นข้อมือหรือข้อเท้า ให้รีบหยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

๔. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไตได้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๕. ไม่ควรใช้ยานี้ หรือหากจำเป็นให้ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งง่ายต่อการเกิดอาการชัก โดยสัมพันธ์กับขนาดยาที่ให้

๖. ยานี้อาจทำให้เกิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาวขึ้นได้ จึงควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าว เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่มีระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ เป็นต้น

๗. หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่ทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาวขึ้น เช่น ยากลุ่ม antiarrhythmic class IA (เช่น quinidine, procainamide), class III (เช่น amiodarone) ยา cisapride, ยา erythromycin, ยากลุ่ม antipsychotics, tricyclic antidepressants เป็นต้น

๘. ยานี้อาจทำให้เกิดผื่นแพ้แสงแดด (phototoxicity reaction) หรือผื่นชนิดรุนแรง เช่น Toxic Epidermal Necrolysis, Steven - Johnson syndrome, Erythema Multiforme เป็นต้น

๙. ยานี้อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน

๑๐. การใช้ยานี้ร่วมกับ warfarin อาจจะเพิ่มฤทธิ์ของ warfarin”

(๑.๒๙.๕) ยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลน (Fluoroquinolones) ชนิดหยอดตา

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือยาในกลุ่มควิโนโลนตัวอื่น ๆ

๒. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการตาแดง บวมมากขึ้น หรือมีผื่นขึ้น ปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเอ็นข้อมือหรือข้อเท้า ให้รีบหยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

๓. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไตได้”

(๑.๒๙.๖) ยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลน (Fluoroquinolones) ชนิดหยอดหู

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้แพ้ยานี้ หรือยาในกลุ่มควิโนโลนตัวอื่น ๆ

๒. หากใช้ยานี้แล้วมีผื่นขึ้นที่ตัว มีอาการคัน บวม แดง อักเสบ มีน้ำเหลืองเยิ้ม มีสะเก็ดที่ช่องหู หรือใบหู ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที”

(๑.๒๙.๗) ยาจำพวกอะโครโซซาซิน (Acrosoxacin) และกรดนาลิดิซิก (Nalidixic acid)

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไตได้

๓. ขณะที่ใช้ยานี้ ไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล”

(๑.๓๐) ยาจำพวกไรฟาไมซิน (Rifamycins)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้”

(๑.๓๑) ยาจำพวกสเปกติโนไมซิน (Spectinomycin)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อไตได้”

(๑.๓๒)[๕] ยาจำพวกซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides) สำหรับใช้ภายนอก

(๑.๓๒.๑) ยาจำพวกซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides) สำหรับใช้ภายนอก ยกเว้นซัลฟาไดอะซีน (Sulfadiazine) ซัลฟาดอกซีน (Sulfadoxine) ซัลฟาฟูราโซล (Sulfafurazole) ซัลฟามีธอกซาโซล (Sulfamethoxazol) และซัลฟาซาลาซีน (Sulfasalazine)

คำเตือน

ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

(๑.๓๒.๒) ยาซัลฟาไดอะซีน (Sulfadiazine) ยาซัลฟาดอกซีน (Sulfadoxine) ยาซัลฟาฟูราโซล (Sulfafurazole) ยาซัลฟามีธอกซาโซล (Sulfamethoxazol) และยาซัลฟาซาลาซีน (Sulfasalazine) สำหรับใช้ภายนอก

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาปฏิชีวนะกลุ่มซัลโฟนาไมด์

๒. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๒ เดือน

๓. ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะบกพร่องเอนไซม์ G6PD

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๔. หากใช้ยาแล้วผู้ป่วยเกิดอาการตัวเขียว เหนื่อยง่าย ให้หยุดยา เนื่องจากอาจเกิดภาวะ methemoglobinemia

(๑.๓๓)[๖] ยาจำพวกซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides) สำหรับใช้ภายใน

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑ ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้และเด็กอายุต่ำกว่า ๒ เดือน

๒ ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับและไตได้

๓ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์ โดยเฉพาะไตรมาสที่ ๓ และระยะให้นมบุตร เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะทารกตัวเหลืองหลังคลอด

๔ หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

๕ ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องเอ็นไซม์ G6PD

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๖ เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็น Stevens - Johnson syndrome

๗ หากใช้ยาแล้วผู้ป่วยเกิดอาการตัวเขียว เหนื่อยง่าย ให้หยุดยา เนื่องจากอาจเกิดภาวะ methemoglobinemia

(๑.๓๔) ยาจำพวกเตตระไซคลิน (Tetracyclines) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้”

(๑.๓๕) ยาจำพวกเตตระไซคลิน (Tetracyclines) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ห้ามใช้ในเด็ก หญิงมีครรภ์ หรือ หญิงระยะให้นมบุตร”

(๑.๓๖) ยาจำพวกแวนโคไมซิน (Vancomycin)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๒. ในหญิงมีครรภ์ ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อประสาทหูของทารกในครรภ์ได้”

(๒)[๗] ยาจำพวกแอนติฮีสตามีน (Antihistamines) สำหรับใช้ภายใน

๒.๑ ยาแอนติฮีสตามีนทุกชนิด ที่จับอย่างไม่เจาะจงกับ central receptor และ peripheral H1 receptor เว้นแต่ในประกาศนี้จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น

“คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปี ผู้ที่กำลังมีอาการหอบหืด โรคต้อหิน ต่อมลูกหมากโต หรือปัสสาวะขัด นอกจากแพทย์สั่ง

๔. ระวังการใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ ระยะ ๓ เดือนแรกและสตรีให้นมบุตร

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก และเพิ่มเติมคำเตือนต่อไปนี้ด้วย

๑. ยานี้ทำให้ปากแห้ง ปัสสาวะขัด เสมหะเหนียวข้น ตาพร่า วิงเวียน และสับสนได้

๒. เด็กและผู้สูงอายุ จะไวต่อยานี้มากขึ้น ทำให้ง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตต่ำ หงุดหงิด นอนไม่หลับ และบางรายอาจมีอาการชักได้ (Paradoxical reaction)

๓. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazepines ยาที่มีฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก และยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ

๔. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ผู้ที่มีประวัติโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง”

(๒.๑.๑)[๘] สำหรับยาจำพวกบิวคลิซีน (Buclizine) คาร์บิน็อกซามีน (Carbinoxamine) คลอร์ไซคลิซีน (Chlorcyclizine) ไซคลิซีน (Cyclizine) โฮโมคลอร์ไซคลิซีน (Homochlorcyclizine) เมบไฮโดรลีน (Mebhydroline) มีควิทาซีน (Mequitazine) ออกซาโทไมด์ (Oxatomide) ไพพรินไฮดริเนท (Piprinhydrinate) โปรเมทาซีน (Promethazine) ไทรโปรลิดีน (Triprolidine)

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ยานี้ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลหรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุราหรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ไม่ควรใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก และสตรีให้นมบุตร

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๔. ยานี้ทำให้ปากแห้ง ปัสสาวะขัด เสมหะเหนียวข้น ตาพร่า วิงเวียนและสับสนได้

๕. เด็กและผู้สูงอายุจะไวต่อยานี้มากขึ้น ทำให้ง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตต่ำ หงุดหงิด นอนไม่หลับ และบางรายอาจมีอาการชักได้ (Paradoxical reaction)

๖. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazines ยาที่มีฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก และยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ

๗. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ผู้ที่มีประวัติโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง”

(๒.๑.๒) สำหรับยาจำพวกอะซาทาดีน (Azatadine) บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine) คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) เดกซ์คลอเฟนิรามีน (Dexchlorpheniramine) ดอกซีลามีน (Doxylamine)

“คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปี ผู้ที่กำลังมีอาการหอบหืด โรคต้อหิน ต่อมลูกหมากโต หรือปัสสาวะขัด นอกจากแพทย์สั่ง

๔. ระวังการใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีที่ให้นมบุตร

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก และเพิ่มเติมคำเตือนต่อไปนี้ด้วย

๑. ยานี้ทำให้ปากแห้ง ปัสสาวะขัด เสมหะเหนียวข้น ตาพร่า วิงเวียน สับสนและเม็ดเลือดผิดปกติได้

๒. เด็กและผู้สูงอายุ จะไวต่อยานี้มากขึ้น ทำให้ง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตต่ำ หงุดหงิด นอนไม่หลับ และบางรายอาจมีอาการชักได้ (paradoxical reaction)

๓. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazepines ยาที่มีฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก และยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ

๔. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ผู้ที่มีประวัติโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง”

(๒.๑.๓) สำหรับยาจำพวกไดเมนไฮดริเนท (Dimenhydrinate) ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine)

“คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปี ผู้ที่กำลังมีอาการหอบหืด โรคต้อหิน ต่อมลูกหมากโต หรือปัสสาวะขัด นอกจากแพทย์สั่ง

๔. ระวังการใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีที่ให้นมบุตร

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก และเพิ่มเติมคำเตือนต่อไปนี้ด้วย

๑. ยานี้ทำให้ปากแห้ง ปัสสาวะขัด เสมหะเหนียวข้น ตาพร่า วิงเวียน และสับสนได้

๒. เด็กและผู้สูงอายุ จะไวต่อยานี้มากขึ้น ทำให้ง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตต่ำ หงุดหงิด นอนไม่หลับ และบางรายอาจมีอาการชักได้ (paradoxical reaction)

๓. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazepines ยาที่มีฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก และยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ

๔. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ผู้ที่มีประวัติโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง

๕. ฤทธิ์แก้อาเจียนของยานี้ อาจบดบังอาการพิษที่เกิดจากการได้รับยาบางชนิดเกินขนาด หรืออาจทำให้การวินิจฉัยโรคบางอย่างผิดพลาดได้ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ”

(๒.๑.๔) สำหรับยาจำพวกไซโปรเฮปทาดีน (Cyproheptadine)

“คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปี ผู้ที่กำลังมีอาการหอบหืด โรคต้อหิน ต่อมลูกหมากโต หรือปัสสาวะขัด นอกจากแพทย์สั่ง

๔. ระวังการใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีที่ให้นมบุตร

๕. ห้ามใช้ยานี้ในเด็กติดต่อกันนานเกิน ๓ เดือน เพราะอาจกดการเจริญเติบโตได้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก และเพิ่มเติมคำเตือนต่อไปนี้ด้วย

๑. ยานี้ทำให้ปากแห้ง ปัสสาวะขัด เสมหะเหนียวข้น ตาพร่า วิงเวียน และสับสนได้

๒. เด็กและผู้สูงอายุ จะไวต่อยานี้มากขึ้น ทำให้ง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตต่ำ หงุดหงิด นอนไม่หลับ และบางรายอาจมีอาการชักได้ (paradoxical reaction)

๓. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazepines ยาที่มีฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก และยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ

๔. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ผู้ที่มีประวัติโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง

๕. ยานี้อาจทำให้น้ำหนักเพิ่ม ปวดท้อง ปวดข้อ ตับอักเสบ บวมน้ำ อ่อนเพลีย และเม็ดเลือดผิดปกติได้”

(๒.๑.๕) สำหรับยาจำพวกคีโททิเฟน (Ketotifen)

“คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๒ ปี นอกจากแพทย์สั่ง

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก และเพิ่มเติมคำเตือนต่อไปนี้ด้วย

๑. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazepines

๒. ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาลดน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทาน เพราะอาจทำให้จำนวนเกล็ดเลือดลดลงและเลือดหยุดช้าได้

๓. ยานี้ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้”

(๒.๑.๖) สำหรับยาจำพวกโปรเมทาซีน (Promethazine)

“คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปี ผู้ที่กำลังมีอาการหอบหืด โรคต้อหิน ต่อมลูกหมากโต หรือปัสสาวะขัด นอกจากแพทย์สั่ง

๔. ระวังการใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีที่ให้นมบุตร

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก และเพิ่มเติมคำเตือนต่อไปนี้ด้วย

๑. ยานี้ทำให้ปากแห้ง ปัสสาวะขัด เสมหะเหนียวข้น ตาพร่า วิงเวียน สับสน และเม็ดเลือดผิดปกติได้

๒. เด็กและผู้สูงอายุ จะไวต่อยานี้มากขึ้น ทำให้ง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตต่ำ หงุดหงิด นอนไม่หลับ และบางรายอาจมีอาการชักได้ (paradoxical reaction)

๓. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazepines ยาที่มีฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก และยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ

๔. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ผู้ที่มีประวัติโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง

๕. ฤทธิ์แก้อาเจียนของยานี้ อาจบดบังอาการพิษที่เกิดจากการได้รับยาบางชนิดเกินขนาด หรืออาจทำให้การวินิจฉัยโรคบางอย่างผิดพลาดได้ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ”

(๒.๑.๗)[๙] ยาจำพวกไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine)

“คำเตือนในฉลาก

๑. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือห้ามใช้ร่วมกับยาอื่นที่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ เช่นยา erythromycin

๒. ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้สูงอายุ และขนาดยาที่ใช้ไม่ควรเกิน ๑๐๐ มิลลิกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ หรือไม่เกิน ๕๐ มิลลิกรัมต่อวันในผู้สูงอายุ หรือไม่เกิน ๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันในเด็กที่มีน้ำหนักตัวไม่เกิน ๔๐ กิโลกรัม

๓. ให้ใช้ยาในขนาดที่ต่ำที่สุดที่ทำให้เกิดผลในการรักษา และใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด

๔. ยานี้ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลหรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๕. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๖. ไม่ควรใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีให้นมบุตร

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๑. - ๖. ให้ใช้ข้อความคำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก

๗. ยานี้ทำให้ปากแห้ง ปัสสาวะขัด เสมหะเหนียวข้น ตาพร่า วิงเวียน และสับสนได้

๘. เด็กและผู้สูงอายุจะไวต่อยานี้มากขึ้น ทำให้ง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตต่ำ หงุดหงิด นอนไม่หลับ และบางรายอาจมีอาการชักได้ (Paradoxical reaction)

๙. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazines ยาที่มีฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก และยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ

๑๐. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ผู้ที่มีประวัติโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง”

ทั้งนี้ คำเตือนในเอกสารกำกับยาตาม ๑. – ๓. ของ (๒.๑.๗) ให้แสดงในกรอบใกล้กับข้อบ่งใช้

(๒.๒) ยาแอนติฮีสตามีนทุกชนิด ที่จับอย่างเจาะจงกับ peripheral H1 receptor เว้นแต่ในประกาศนี้จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ระวังการใช้ยานี้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปี สตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีที่ให้นมบุตร”

(๒.๒.๑) สำหรับยาจำพวกอาคริวาสทีน (Acrivastine)

“คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้ทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลหรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุราหรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปี ผู้ที่กำลังมีอาการหอบหืด โรคต้อหิน ต่อมลูกหมากโต หรือปัสสาวะขัด นอกจากแพทย์สั่ง

๔. ระวังการใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีที่ให้นมบุตร

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก และเพิ่มเติมคำเตือนต่อไปนี้ด้วย

๑. ยานี้ทำให้ปากแห้ง ปัสสาวะขัด เสมหะเหนียวข้น ตาพร่า วิงเวียน และสับสนได้

๒. เด็กและผู้สูงอายุจะไวต่อยานี้มากขึ้น ทำให้ง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง ความดันโลหิตต่ำ หงุดหงิด นอนไม่หลับ และบางรายอาจมีอาการชักได้ (paradoxical reaction)

๓. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazepines ยาที่มีฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก และยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ

๔. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ผู้ที่มีประวัติโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง

๕. ฤทธิ์แก้อาเจียนของยานี้ อาจบดบังอาการพิษที่เกิดจากการได้รับยาบางชนิดเกินขนาด หรืออาจทำให้การวินิจฉัยโรคบางอย่างผิดพลาดได้ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ”

(๒.๒.๒) สำหรับยาจำพวกเซทิไรซีน (Cetirizine)

“คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก สตรีที่ให้นมบุตร และเด็กอายุต่ำกว่า ๒ ปี

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก และเพิ่มเติมคำเตือนต่อไปนี้ด้วย

๑. ระวังการใช้ยานี้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยากลุ่ม Benzodiazepines หรือยาต้านอาการซึมเศร้าชนิดต่าง ๆ

๒. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ หรือโรคไต

๓. ยานี้อาจทำให้ตาพร่า สับสน และปัสสาวะขัดได้”

(๒.๒.๓) สำหรับยาจำพวกอีบาสทีน (Ebastine)

“คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุราหรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ระวังการใช้ยานี้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปี สตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีที่ให้นมบุตร

๔. หากใช้ยานี้แล้วหัวใจเต้นผิดปกติ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก และเพิ่มเติมคำเตือนต่อไปนี้ด้วย

๑. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ

๒. การใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านจุลชีพกลุ่ม Macrolides เช่น erythromycin, clarithromycin หรือยาต้านเชื้อรากลุ่ม Imidazole เช่น ketoconazole, itraconazole, fluconazole หรือยากลุ่ม HIV Protease Inhibitors รวมทั้งยาอื่นที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP 450 เช่น cimetidine, metronidazole, zafirlukast ยากลุ่ม SSRls เป็นต้น จะทำให้ระดับยานี้ในเลือดสูงขึ้นเป็น ๒-๓ เท่า และมีรายงานการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาวขึ้นได้

๓. ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาที่ทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT interval ยาวขึ้น เช่น Calcium Channel Blockers (เช่น bepridil, verapamil) Tricyclic Antidepressant, cisapride, quinidine เป็นต้น”

(๒.๒.๔)[๑๐] สำหรับยาจำพวกลอราทาดีน (Loratadine)

คำเตือนในฉลาก

๑. ยานี้ทำให้ง่วงได้บ้างในผู้ใช้ยาบางราย ผู้ที่ขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลหรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง ควรทดสอบก่อนว่ารับประทานยานี้แล้วไม่ง่วง

๒. ไม่ควรรับประทานร่วมกับสุราหรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ

๓. ระวังการใช้ยานี้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๒ ปี สตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีที่ให้นมบุตร

๔. หากใช้ยานี้แล้วหัวใจเต้นผิดปกติ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๑. - ๔. ระบุข้อความเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก

๕. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ

๖. การใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านจุลชีพกลุ่ม Macrolides เช่น erythromycin, clarithromycin หรือยาต้านเชื้อรากลุ่ม Imidazole เช่น ketoconazole, itraconazole, fluconazole, หรือยากลุ่ม HIV Protease Inhibitors รวมทั้งยาอื่นที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP450 เช่น cimetidine, metronidazole, zafirlukast, ยากลุ่ม SSRIs เป็นต้น จะทำให้ระดับยานี้ในเลือดสูงขึ้นเป็น ๒ - ๓ เท่า และมีรายงานการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT ยาวขึ้นได้

๗. ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาที่ทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจ QT interval ยาวขึ้น เช่น Calcium Channel Blockers (เช่น bepridil, verapamil), Tricyclic Antidepressant, cisapride, quinidine เป็นต้น

ทั้งนี้ กรณีจัดทำเอกสารกำกับยาสำหรับประชาชน ให้มีรายละเอียดตามเอกสารท้ายประกาศนี้

(๒.๒.๕)[๑๑] ยาเดสลอราทาดีน (Desloratadine)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ยานี้อาจทำให้ง่วงได้บ้างในผู้ใช้ยาบางราย ผู้ที่ขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง ควรทดสอบก่อนว่ารับประทานยานี้แล้วไม่ง่วง

๒. ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก สตรีให้นมบุตรและเด็กอายุต่ำกว่า ๖ เดือน

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๓. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคไต

๔. การใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านจุลชีพกลุ่ม Macrolides เช่น erythromycin หรือยาต้านเชื้อรากลุ่ม Imidazole เช่น ketoconazole จะทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้น

(๒.๒.๖)[๑๒] ยาเฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ยานี้อาจทำให้ง่วงได้บ้างในผู้ใช้ยาบางราย ผู้ที่ขับขี่ยานยนต์ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง ควรทดสอบก่อนว่ารับประทานยานี้แล้วไม่ง่วง

๒. ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก สตรีให้นมบุตรและเด็กอายุต่ำกว่า ๖ เดือน

๓. หากใช้ยานี้แล้วหัวใจเต้นผิดปกติ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๔. ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคไต

๕. การใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านจุลชีพกลุ่ม Macrolides เช่น erythromycin หรือยาต้านเชื้อรากลุ่ม Imidazole เช่น ketoconazole จะทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้น

(๓)[๑๓] ยาแอสไพริน (Aspirin)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

ยาแอสไพรินที่ข้อบ่งใช้สำหรับแก้ปวด ลดไข้

“๑. ห้ามใช้แก้ปวด ลดไข้ในเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

๒. ห้ามใช้แก้ปวด ลดไข้ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และอีสุกอีใส

๓. ห้ามใช้รักษาอาการปวดเมื่อยเนื่องจากทำงานหนัก

๔. สตรีให้นมบุตรห้ามใช้ยานี้

๕. สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

๖. หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร อาการหอบหืด ความผิดปกติของตับและไต ยกเว้นแพทย์สั่ง”

โดยให้แสดงคำเตือนข้อ ๑ ถึง ๓ ในกรอบสีแดงและใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่อ่านออกและเห็นได้ชัดเจน

ยาแอสไพรินที่ข้อบ่งใช้อื่น

“๑. สตรีให้นมบุตรห้ามใช้ยานี้

๒. สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

๓. หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร อาการหอบหืด ความผิดปกติของตับและไต ยกเว้นแพทย์สั่ง”

(๔)[๑๔] ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ชนิดดั้งเดิม (Conventional NSAIDs)

(๔.๑) ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ชนิดดั้งเดิม (Conventional NSAIDs) ยกเว้น แอสไพริน (Aspirin), พาราเซตามอล (Paracetamol), ไนมิซุไลด์ (Nimesulide), ฟีนิลบิวตาโซน (Phenylbutazone), มีลอกซิแคม (Meloxicam), ไพรอกซิแคม (Piroxicam), ทีนอกซิแคม (Tenoxicam), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และที่เป็นยาใช้ภายนอก

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือผู้ที่มีอาการหอบหืด ลมพิษ หรือโพรงจมูกอักเสบแบบเฉียบพลันจากการแพ้ยาแอสไพริน หรือยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs)

๒. สตรีมีครรภ์ไตรมาสสุดท้ายหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้นอกจากแพทย์สั่ง

๓. ห้ามใช้ในผู้ที่มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ หรือมีแผลทะลุ

๔. ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต อย่างรุนแรง

๕. ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออก

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๖. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกหรือแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้

๗. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการตีบตันของหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจโดยเฉพาะเมื่อใช้ยาในขนาดสูงเป็นเวลานาน

๘. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ของภาวะบวมน้ำ จึงควรใช้ยาด้วยความระมัดระวังในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ไตทำงานผิดปกติ

๙. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือผู้สูงอายุ

๑๐. ยานี้มีผลต่อการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกหรือเกล็ดเลือดผิดปกติจากสาเหตุอื่น ๆ

(๔.๒) ยามีลอกซิแคม (Meloxicam), ยาไพรอกซิแคม (Piroxicam), ยาทีนอกซิแคม (Tenoxicam) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยกเว้นที่เป็นยาใช้ภายนอก

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือผู้ที่มีอาการหอบหืด ลมพิษ หรือโพรงจมูกอักเสบแบบเฉียบพลันจากการแพ้ยาแอสไพริน หรือยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs)

๒. สตรีมีครรภ์ไตรมาสสุดท้ายหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้นอกจากแพทย์สั่ง

๓. ห้ามใช้ในผู้ที่มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ หรือมีแผลทะลุ

๔. ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต อย่างรุนแรง

๕. ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออก

๖. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยา และรีบปรึกษาแพทย์ทันที

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๗. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกหรือแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้

๘. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการตีบตันของหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจโดยเฉพาะ เมื่อใช้ยาในขนาดสูงเป็นเวลานาน

๙. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ของภาวะบวมน้ำ จึงควรใช้ยาด้วยความระมัดระวังในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ไตทำงานผิดปกติ

๑๐. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือผู้สูงอายุ

๑๑. ยานี้มีผลต่อการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกหรือเกล็ดเลือดผิดปกติจากสาเหตุอื่น ๆ

๑๒. เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

(๔.๓) ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ชนิดดั้งเดิม (Conventional NSAIDs) ที่เป็นยาใช้ภายนอก

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ทางผิวหนัง หากพบอาการผิดปกติทางผิวหนังควรหยุดยาทันทีและรีบปรึกษาแพทย์

๒. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือผู้ที่มีอาการหอบหืด ลมพิษ หรือโพรงจมูกอักเสบแบบเฉียบพลันจากการแพ้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs)

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๓. หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ไตรมาสสุดท้าย นอกจากแพทย์สั่ง

๔. หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในผู้ที่มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือมีแผลทะลุ เนื่องจากยานี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการดังกล่าว

๕. หลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับหรือโรคไตหรือมีการทำงานของตับหรือไตผิดปกติ

๖. ยานี้หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์เช่นเดียวกับยาชนิดรับประทาน เช่น เสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของเกล็ดเลือด หรือความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด

๗. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้สูงอายุ

(๕)[๑๕] ยาฟีนิลบิวตาโซน (Phenylbutazone)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือผู้ที่มีอาการหอบหืด ลมพิษ หรือโพรงจมูกอักเสบแบบเฉียบพลันจากการแพ้ยากลุ่มแอสไพริน หรือกลุ่ม NSAIDs

๒. สตรีมีครรภ์ไตรมาสสุดท้ายหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้นอกจากแพทย์สั่ง

๓. ห้ามใช้ในผู้ที่มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ หรือมีแผลทะลุ

๔. ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต อย่างรุนแรง

๕. ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออก

๖. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของไขกระดูก

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๗. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกหรือแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้

๘. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการตีบตันของหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะ เมื่อใช้ยาในขนาดสูงเป็นเวลานาน

๙. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ของภาวะบวมน้ำ จึงควรใช้ยาด้วยความระมัดระวังในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ไตทำงานผิดปกติ

๑๐. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือผู้สูงอายุ

๑๑. ยานี้มีผลต่อการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออก หรือเกล็ดเลือดผิดปกติจากสาเหตุอื่น ๆ

(๖) ยาจำพวกสงบประสาท (Tranquilizers) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ๑. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล

๒. การใช้ยานี้อาจทำให้ติดเป็นนิสัยได้ ให้ใช้ตามแพทย์สั่ง”

(๖.๑)[๑๖] (ยกเลิก)

(๖.๒)[๑๗] (ยกเลิก)

(๖.๓) สำหรับยาสงบประสาทจำพวกบิวไทโรฟีโนน (Butyrophenones) ไทบาเมต (Tybamate) ต้องเพิ่มคำเตือนว่า

“๓. ยานี้อาจทำให้เกิดการผิดปกติของเม็ดเลือด ความดันโลหิตต่ำ ตัวเหลือง ความร้อนของร่างกายสูง”

(๖.๔) สำหรับยาสงบประสาทจำพวกฟีโนไทอาซีน (Phenothiazines) อะซาฟีโนไทอาซีน (Azaphenothiazines) พิโมไซด์ (Pimozide) โพรไทเพนดิล (Prothipendyl) ต้องเพิ่มคำเตือนว่า

“๓. ยานี้อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ การผิดปกติของเม็ดเลือด ตับ ไต หัวใจ และหลอดเลือด”

(๗) ยาจำพวกระงับประสาท (Sedatives & Hypnotics)

“คำเตือน : ๑. ยานี้ทำให้เกิดอาการง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล

๒. การใช้ยานี้อาจทำให้ติดเป็นนิสัยได้ ให้ใช้ตามแพทย์สั่ง

๓. ไม่ควรดื่มสุรา เครื่องดื่ม หรือยาที่มีแอลกอฮอล์”

(๗.๑) สำหรับยาระงับประสาทจำพวกบาร์บิทูเรต (Barbiturates) ต้องเพิ่มคำเตือนว่า

“๔. ยานี้อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ เส้นเลือดส่วนปลายฟุบแฟบภาวะการหายใจถูกกด หรือการผิดปกติของตับและไต”

(๗.๒) สำหรับยาระงับประสาทจำพวกที่ไม่ใช่บาร์บิทูเรต (Nonbarbiturates) ต้องเพิ่มคำเตือนว่า

“๔. ยานี้อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ ความร้อนในร่างกายลดต่ำ หายใจไม่สะดวก สมองถูกกดอย่างแรง หงุดหงิด การผิดปกติของหัวใจ ตับ และไต”

(๘) ยาลดความอ้วนโดยทำให้เบื่ออาหาร (Anorexigenics)

“คำเตือน : ยานี้อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติทางประสาทได้ ควรใช้ตามแพทย์สั่ง”

(๘.๑)[๑๘] สำหรับยาจำพวกเฟนฟลูรามีน (Fenfluramine) ต้องมีคำเตือนว่า

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ยานี้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี และสตรีมีครรภ์

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติทางประสาทได้ ควรใช้ตามแพทย์สั่ง”

(๙)[๑๙] ยาจำพวกรักษาโรคลมบ้าหมู (Antiepileptics)

(๙.๑)[๒๐] ยาจำพวกรักษาโรคลมบ้าหมู (Antiepileptics) ยกเว้น โทพิราเมท (Topiramate), คาร์บามาซีพีน (Carbamazepine), ลาโมทริจีน (Lamotrigine) และ ฟีนีโทอิน (Phenytoin)

คำเตือน

๑ ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร และไม่ควรดื่มสุราหรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ขณะใช้ยานี้

๒ ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเม็ดเลือด

๓ ห้ามใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกพิการได้

๔ ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต

(๙.๒) ยาโทพิราเมท (Topiramate)

คำเตือน

๑. ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร และไม่ควรดื่มสุราหรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ขณะใช้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเม็ดเลือด

๓. ห้ามใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกพิการได้

๔. ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต

๕. ยานี้อาจทำให้เกิดภาวะสายตาสั้นเฉียบพลัน (Acute myopia) และโรคต้อหินชนิด Secondary angle closure glaucoma

๖. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผิดปกติทางสายตา ได้แก่ มองเห็นไม่ชัด หรือปวดตา ให้หยุดใช้ยาทันทีและปรึกษาแพทย์

๗. ควรดื่มน้ำให้มากเพียงพอทุกวัน เพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในไต คำเตือนในเอกสารกำกับยา

(๙.๓)[๒๑] ยาคาร์บามาซีพีน (Carbamazepine), ยาลาโมทริจีน (Lamotrigine), และยาฟีนีโทอิน (Phenytoin)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑ ยานี้อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร และไม่ควรดื่มสุราหรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ขณะใช้ยานี้

๒ ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเม็ดเลือด

๓ ห้ามใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกพิการได้

๔ ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต

๕ หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

๖ ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๗ เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุด ลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

(๑๐) ยาจำพวกอิมิพรามีน (Imipramine)

“คำเตือน : ห้ามใช้กับหญิงมีครรภ์ ๓ เดือนแรก หรือคาดว่าจะมีครรภ์เพราะอาจทำให้เด็กในครรภ์พิการได้”

(๑๑) ยาไมแอนเซอริน (Mianserin)

“คำเตือน : ยานี้อาจกดไขกระดูกทำให้เกิดความผิดปกติของเม็ดเลือดได้”

(๑๒) ยาคุมกำเนิด

“คำเตือน : ๑. หากมีอาการผิดปกติ ให้รีบปรึกษาแพทย์

๒. ห้ามใช้กับผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคตับ”

(๑๒.๑)[๒๒] สำหรับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินต้องมีคำเตือนว่า

“คำเตือน : ๑. ก่อนใช้ยานี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

๒. ไม่ใช้ยานี้สำหรับป้องกันการตั้งครรภ์เป็นประจำ หากใช้ซ้ำหลายครั้งอาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้

๓. ยานี้ใช้ทำแท้งไม่ได้ผล และไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

๔. หากมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อประจำเดือนขาด ให้รีบปรึกษาแพทย์”

(๑๒.๒)[๒๓] ยาคุมกำเนิดชนิดผสมซึ่งประกอบด้วยเอสโตรเจนกับโปรเจสโตเจน

คำเตือน :

๑ ห้ามใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคตับ

๒ ไม่ควรใช้ในสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตัน เช่น มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดอักเสบ โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

๓ ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยหรือผู้ที่มีประวัติมีเนื้องอกที่ตับ และผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยเป็นมะเร็งที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ เช่น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์

๔ ระมัดระวังการใช้ในสตรีที่สูบบุหรี่โดยเฉพาะสตรีที่อายุมากกว่า ๓๕ ปี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

๕ กรณีที่ใช้นอกเหนือจากเพื่อการคุมกำเนิด ให้ปรึกษาแพทย์

๖ หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์

(๑๓) ยาไดเอทิลสติลเบสตรอล (Diethyl Stilbestol) ไดเอเนสทรอล (Dienestrol) เฮกเซสตรอล (Hexestrol) เบนเซสตรอล (Benzestrol)

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดผิดปกติของเยื่อเมือกด้านในของช่องคลอด (Vaginal Adenosis) ของบุตรได้”

(๑๔) ยาจำพวกคอร์ติโคสเตอรอยด์ (Corticosteroids) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : ห้ามใช้กับผู้ป่วยด้วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ โรคเบาหวาน วัณโรค โรคติดเชื้อไวรัส”

(๑๕)[๒๔] ยาคอร์ติโคสเตอรอยด์ (Corticosteroids) สำหรับใช้เฉพาะที่กับตา

“คำเตือน : (๑) การใช้ยานี้เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดโรคต้อหิน โรคต้อกระจก และติดเชื้อที่กระจกตาดำซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้

(๒) หากใช้ยานี้เป็นเวลา ๗ วัน แล้วอาการไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาแพทย์”

(๑๖)[๒๕]

ยารักษาโรคเบาหวาน

(๑๖.๑) ยารักษาโรคเบาหวาน ยกเว้นยากลุ่ม (๑๖.๒) (๑๖.๓) (๑๖.๔) (๑๖.๕) (๑๖.๖) (๑๖.๗)

คำเตือนที่ฉลากและเอกสารกำกับยา

ต้องใช้ยานี้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น หากมีอาการวิงเวียนจะเป็นลมให้รีบปรึกษาแพทย์

(๑๖.๒) ยากลุ่มไธอะโซลิดีนไดโอน (Thiazolidinedione) ยกเว้นยาไพโอกลิทาโซน (Pioglitazone)

คำเตือนที่ฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่มีหัวใจล้มเหลวในระดับที่รุนแรง (NYHA ในระดับ ๓ และ ๔)

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หากใช้ยานี้แล้วมีอาการหายใจลำบาก เหนื่อยง่าย น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว หรือเกิดอาการบวมมากให้รีบปรึกษาแพทย์โดยทันที

๓. การใช้ร่วมกับอินซูลินจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะบวมน้ำ และหัวใจล้มเหลวมากขึ้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

(๑๖.๓) ยาไพโอกลิทาโซน (Pioglitazone)

คำเตือนที่ฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่มีหัวใจล้มเหลวในระดับที่รุนแรง (NYHA ในระดับ ๓ และ ๔) ยานี้อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หากใช้ยานี้แล้วมีอาการหายใจลำบาก เหนื่อยง่าย น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว หรือเกิดอาการบวมมากให้รีบปรึกษาแพทย์โดยทันที

๒. การใช้ร่วมกับ NSAIDs Coxib หรืออินซูลินจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะบวมน้ำและหัวใจล้มเหลวมากขึ้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

๓. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

๔. ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่กำลังเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

๕. ให้ใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงประโยชน์และความเสี่ยงในผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การใช้ยา pioglitazone มากกว่า ๑ ปี อาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้น

๖. หากมีอาการ หรืออาการแสดงปัสสาวะเป็นเลือด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปวดเวลาปัสสาวะ ปวดหลัง หรือปวดท้อง ให้ปรึกษาแพทย์

(๑๖.๔) ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (sulfonylureas)

คำเตือนที่ฉลาก

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

๒. ห้ามใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ ๑ ผู้ป่วยภาวะ ketoacidosis ผู้ป่วยภาวะติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุรุนแรง

๓. สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ และสตรีให้นมบุตรระมัดระวังการใช้ยานี้

๔. ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

๕. ระมัดระวังการใช้ยานี้ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ เช่น มีอาการหิว ใจสั่น เหงื่อออก

๖. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง ให้รีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำเตือนที่เอกสารกำกับยา

๑ - ๕ เหมือนคำเตือนที่ฉลาก

๖. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนัง และเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยา และปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

๗. ระมัดระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีภาวการณ์ทำงานของไตบกพร่อง

(๑๖.๕) ยากลุ่มยับยั้งตัวลำเลียงร่วมโซเดียม - กลูโคส 2 [Sodium - Glucose cotransporter - 2 (SGLT2) inhibitors]

คำเตือนที่ฉลาก

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

๒. ห้ามใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ ๑ ผู้ป่วยภาวะ ketoacidosis ผู้ป่วยภาวะติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุรุนแรง

๓. สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ และสตรีให้นมบุตรระมัดระวังในการใช้ยานี้

๔. ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

๕. หากผู้ป่วยมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน หิวน้ำผิดปกติ หายใจลำบาก ให้รีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

๖. หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด ไข้สูง ปวดเอว คันบริเวณอวัยวะเพศให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำเตือนที่เอกสารกำกับยา

๑. - ๔. เหมือนคำเตือนที่ฉลาก

๕. หากผู้ป่วยมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง หิวน้ำผิดปกติ อ่อนเพลีย หายใจลำบาก สับสน แม้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงไม่มาก ให้รีบปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเนื่องจากอาจเกิดอาการ diabetic ketoacidosis

๖. ควรระมัดระวังการติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราที่อวัยวะเพศ และระบบทางเดินปัสสาวะในผู้ป่วยที่ใช้ยานี้

(๑๖.๖) ยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์ไดเพปทิดิลเพปทิเดส - 4 [dipeptidylpeptidase - 4 (DPP - 4) inhibitors] ยกเว้นยาแซกซะกลิปทิน (saxagliptin)

คำเตือนที่ฉลาก

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

๒. ห้ามใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ ๑ ผู้ป่วยภาวะ ketoacidosis ผู้ป่วยภาวะติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุรุนแรง

๓. สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ และสตรีให้นมบุตรระมัดระวังในการใช้ยานี้

๔. ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

คำเตือนที่เอกสารกำกับยา

๑. - ๔. เหมือนคำเตือนที่ฉลาก

๕. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเจ็บข้ออย่างรุนแรง (severe joint pain)

(๑๖.๗) ยาแซกซะกลิปทิน (saxagliptin)

คำเตือนที่ฉลาก

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

๒. ห้ามใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ ๑ ผู้ป่วยภาวะ ketoacidosis ผู้ป่วยภาวะติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุรุนแรง

๓. สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ และสตรีให้นมบุตรระมัดระวังในการใช้ยานี้

๔. ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

คำเตือนที่เอกสารกำกับยา

๑. - ๔. เหมือนคำเตือนที่ฉลาก

๕. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเจ็บข้ออย่างรุนแรง (severe joint pain)

๖. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

(๑๗) ยารักษาโรคมะเร็ง (Antineoplastics)

“คำเตือน : ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น”

(๑๘) ยาจำพวกสารหนู

“คำเตือน : หากใช้บ่อย ๆ หรือใช้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ต้องใช้ตามแพทย์สั่ง”

(๑๙) ยาจำพวกอะโทรพีน (Atropine) ไฮออสซีน (Hyoscine) ไฮออสไซอามีน (Hyoscyamine) สตราโมเนียม (Stramonium)

“คำเตือน : ๑. ผู้สูงอายุหรือเด็กอายุต่ำกว่า ๖ ปี ควรใช้ตามแพทย์สั่ง

๒. ห้ามใช้ในโรคต้อหิน (Glaucoma)

๓. หากเกิดอาการชีพจรเต้นเร็ว มึนงง หรือสายตาพร่า ให้หยุดใช้ยา”

(๒๐) ยาฉีดที่มีเบนซิลแอลกอฮอล์ (Benzyl alcohol) เป็นวัตถุกันเสียผสมอยู่ด้วย

“คำเตือน : ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๒ ปี”

(๒๑) กรดบอริก (Boric acid) เกลือของกรดบอริกในรูปของยาผง ยาขี้ผึ้งครีม หรือยาทา

“คำเตือน : ห้ามใช้ยานี้มากเกินไป หรือนานเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายได้”

(๒๒) ยาทิงเจอร์ฝิ่นการะบูนเกินกว่า ๒ มิลลิลิตรต่อขนาดรับประทานหนึ่งมื้อ

“คำเตือน : ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๖ ปี และคนชรา”

(๒๓) ซินโคเฟน (Cinchophen) และนีโอซินโคเฟน (Neocinchophen)

“คำเตือน : ๑. อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อตับได้

๒. ห้ามใช้กับผู้ป่วยด้วยโรคระบบการหมุนเวียนของโลหิต โรคตับ โรคไต”

(๒๔) ยาจำพวกไดแอมทาโซล (Diamthazole) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า ๖ ปี

๒. ห้ามใช้กับเนื้อเยื่อ (เยื่อเมือก)”

(๒๕) ยาจำพวกเอเฟดรีน (Ephedrine)

“คำเตือน : ห้ามใช้กับผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือโรคของต่อมไทรอยด์ นอกจากแพทย์สั่ง”

(๒๖) ยาเฮกซิลเรซอร์ซินอล (Hexylresorcinol) เททราคลอเอทิลีน (Tetrachlorethylene)

“คำเตือน : ห้ามเคี้ยวยา หรือทำให้เม็ดยาแตกในปาก”

(๒๗) ยาจำพวกไอโอดีน (Iodine) ไอโอไดด์ (Iodide) สำหรับใช้ภายใน

“คำเตือน : หากเกิดอาการผื่นแดง ปวดท้อง อาเจียน หายใจไม่สะดวกให้หยุดใช้ยา และปรึกษาแพทย์”

(๒๘) ยาถ่าย ยาระบาย

“คำเตือน : ห้ามใช้เมื่อมีอาการปวดท้องหรือคลื่นไส้อาเจียน”

(๒๙)[๒๖] ยาโลเพอราไมด์ (Loperamide)

“คำเตือน ๑. ห้ามใช้ในเด็ก และคนชรา

๒. หลังจากใช้รักษาโรคท้องร่วงชนิดเฉียบพลันเกิน ๔๘ ชั่วโมงไปแล้ว และอาการไม่ดีขึ้นให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์”

(๓๐) ยาจำพวกกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม (Hair Growth Stimulant) ซึ่งประกอบด้วยตัวยาสำคัญ ไมน็อกซิดิล (Minoxidil) สำหรับใช้ภายนอก

“คำเตือน : ๑. ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

๒. ยานี้อาจมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

๓. ผมที่ขึ้นแล้วจะร่วงหลังจากหยุดยา ๒–๓ เดือน”

(๓๑)[๒๗] ยาจำพวกสารหนู (Arsenic) ที่ใช้สำหรับสัตว์

(๓๑.๑) ยาจำพวกสารหนู (Arsenic) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้กับไก่ระยะออกไข่

(๒) ให้หยุดยาที่ใช้กับไก่ ไก่งวง ก่อนฆ่า ๕ วัน”

(๓๑.๒) ยาจำพวกสารหนู (Arsenic) ที่ใช้สำหรับสุกร

“คำเตือน : ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๕ วัน”

(๓๒) ยาฟิวราลทาโดน (Furaltadone) ที่ใช้สำหรับสัตว์

“คำเตือน : ห้ามใช้ยานี้กับเป็ด”

(๓๓)[๒๘] ยาสำหรับควบคุมโรคบิดในสัตว์ (Anticoccidia) ดังต่อไปนี้

(๓๓.๑) ยาแอมโพรเลียม (Amprolium)

(๓๓.๑.๑) ยาแอมโพรเลียม (Amprolium) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิด สำหรับไก่และไก่งวง อายุเกิน ๑๖ สัปดาห์”

(๓๓.๑.๒) ยาแอมโพรเลียม (Amprolium) ที่ใช้สำหรับลูกวัว

“คำเตือน : ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๒๔ ชั่วโมง”

(๓๓.๒) ยาโคลปิโดล (Clopidol)

(๓๓.๒.๑) ยาโคลปิโดล (Clopidol) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิดสำหรับไก่ อายุเกิน ๑๖ สัปดาห์

(๒) ให้หยุดยาที่ใช้กับไก่ ไก่งวง ก่อนฆ่า ๕ วัน”

(๓๓.๒.๒) ยาโคลปิโดล (Clopidol) ที่ใช้สำหรับสุกร

“คำเตือน : ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๕ วัน”

(๓๓.๒.๓) ยาโคลปิโดล (Clopidol) ที่ใช้สำหรับโค

“คำเตือน : ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๕ วัน”

(๓๓.๓) ยาดีโคควิเนท (Decoquinate)

(๓๓.๓.๑) ยาดีโคควิเนท (Decoquinate) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิดสำหรับไก่ระยะออกไข่

(๒) ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๕ วัน”

(๓๓.๓.๒) ยาดีโคควิเนท (Decoquinate) ที่ใช้สำหรับโค

“คำเตือน : (๑) ให้ใช้ในโคขุนเท่านั้น

(๒) ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๕ วัน”

(๓๓.๔) ยาฟิวราโซลิโดน (Furazolidone) ที่ใช้สำหรับสัตว์ปีก

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิดสำหรับเป็ด นกกระทาในระยะออกไข่ และไก่ ไก่งวง อายุเกิน ๑๔ สัปดาห์

(๒) ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๕ วัน”

(๓๓.๕) ยาลาซาโลซิด (Lasalocid) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๓ วัน”

(๓๓.๖) ยาโมเนนซิน (Monensin) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิดสำหรับไก่ระยะออกไข่

(๒) ห้ามใช้กับม้า เพราะอาจเป็นอันตรายถึงตายได้”

(๓๓.๗) ยานิคาบาซิน (Nicarbazin) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิดสำหรับไก่ระยะออกไข่

(๒) ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๔ วัน”

(๓๓.๘) ยาโรบีนิดิน (Robenidine) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิดสำหรับไก่ระยะออกไข่

(๒) ให้หยุดยาก่อนฆ่า ๖ วัน”

(๓๓.๙) ยาซาลิโนไมซิน (Salinomycin) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิดสำหรับไก่ระยะออกไข่

(๒) ห้ามใช้กับไก่งวงและม้า เพราะอาจเป็นอันตรายถึงตายได้”

(๓๓.๑๐) ยาซัลฟาควินอกซาลีน (Sulfaquinoxaline) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิดสำหรับไก่ และไก่งวง ระยะออกไข่

(๒) ให้หยุดยาที่ใช้กับไก่ ไก่งวง ก่อนฆ่า ๑๐ วัน”

(๓๓.๑๑) ยาโซอะลีน (Zoalene) ที่ใช้สำหรับไก่

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้เป็นยาควบคุมโรคบิดสำหรับไก่ระยะออกไข่

(๒) ให้หยุดยาที่ใช้กับไก่ก่อนฆ่า ๕ วัน”

(๓๔) ยาเททราคลอเอทิลีน (Tetrachlorethylene) ที่ใช้สำหรับสัตว์

“คำเตือน : การใช้ยานี้ต้องระวังอย่าให้เม็ดยาแตกในปาก”

(๓๕)[๒๙] ยาจำพวก ทีโอไฟลิน (Theophylline)

“คำเตือน : ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๖ เดือน”

(๓๖)[๓๐] ยาที่มีส่วนผสมของ อะนาโบลิก สเตอรอยด์ (anabolic steroid) กับไวตามิน (vitamins) หรือ anabolic steroid กับ ไซโปรเฮปทาดีน (cyproheptadine) หรือ anabolic steroid กับ vitamins และ cyproheptadine

“คำเตือน : ไม่ควรใช้ต่อเนื่องในผู้ป่วยที่เป็นโรคของต่อมลูกหมาก”

(๓๗)[๓๑] ยาจำพวกที่ประกอบด้วย Fat-soluble vitamins ดังต่อไปนี้

(๓๗.๑) ยาที่มีส่วนประกอบของ Fat-soluble vitamins ที่มีสรรพคุณรักษาการขาดไวตามิน ยกเว้นยาที่ใช้ภายนอก

“คำเตือน (๑) ยานี้อาจสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดอันตรายได้ จึงไม่ควรใช้เกินขนาดที่กำหนดไว้ หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

(๒) ให้ใช้ยานี้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น”

(๓๗.๒) ยาที่มีส่วนประกอบของ Fat-soluble vitamins นอกเหนือจากข้อ (๓๗.๑) ยกเว้นยาที่ใช้ภายนอก

“คำเตือน ยานี้อาจสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดอันตรายได้ จึงไม่ควรใช้เกินขนาดที่กำหนดไว้ หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน นอกจากแพทย์สั่ง”

(๓๘)[๓๒] ยากลาฟีนิน (Glafenine) และ ฟลอคตาฟีนิน (Floctafenine)

“คำเตือน : ๑. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายได้ ให้ใช้ตามแพทย์สั่ง

๒. ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง (severe cardiac failure) และผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับยา beta-blocker (Ischemic cardiopathy associated with beta-blocker)”

(๓๙)[๓๓] ยาที่มีพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นส่วนประกอบ ชนิดรับประทาน

คำเตือน

๑. ห้ามใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดที่แนะนำในฉลากหรือเอกสารกำกับยา เพราะจะทำให้เป็นพิษต่อตับได้ และไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันเกิน ๕ วัน

๒. หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่นที่มีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ เพราะอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาด

๓. ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยานี้ หากดื่มสุราเป็นประจำ เป็นโรคตับหรือโรคไต

๔. หากกินยาแล้วเกิดอาการ เช่น บวมที่ใบหน้า เปลือกตา ริมฝีปาก ลมพิษ หน้ามืด ผื่นแดง ตุ่มพอง ผิวหนังหลุดลอก ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

(๔๐)[๓๔] ยาจำพวกยับยั้งแอนจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติง เอ็นไซม์ (Angiotensin-Converting Enzyme (ACE) Inhibitors)

คำเตือนในฉลาก

๑. ห้ามใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการไอได้

๓. ถ้าหากมีอาการซึมลง หรือคลื่นไส้ อาเจียน ให้ปรึกษาแพทย์

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการไอได้

๓. ถ้าหากมีอาการซึมลง หรือคลื่นไส้ อาเจียน ให้ปรึกษาแพทย์

๔. หากใช้ยานี้แล้วเกิดอาการบวมของใบหน้า ลิ้น กล่องเสียง หรือหายใจลำบาก ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

๕. ยานี้อาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

๖. ยานี้อาจทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงขึ้น ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับโปแตสเซียม หรือยาขับปัสสาวะชนิดรักษาระดับโปแตสเซียม (potassium sparing diuretics)

(๔๑)[๓๕] ยาน้ำชนิดรับประทานที่มีเอธิลแอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) ผสมอยู่ด้วย

“คำเตือน : ยานี้มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่......%

ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง”

(๔๒)[๓๖] ยากลุ่มเรตินอยด์ (Retinoid) ที่ใช้ภายนอก

“คำเตือน : (๑) ให้ใช้ยานี้ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด

(๒) ห้ามใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

(๓) ห้ามใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์เพราะอาจทำให้ทารกพิการได้”

(๔๓)[๓๗] ยาซีซาไพรด์ (Cisapride)

“คำเตือน : (๑) ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวมีภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติ หรือหัวใจเต้นผิดปกติชนิด prolong QT interval

(๒) ห้ามใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านจุลชีพกลุ่ม macrolide เช่น erythromycin หรือยาต้านเชื้อรากลุ่ม imidazole เช่น ketoconazole หรือยากลุ่ม HIV protease inhibitor ทั้งนี้ เพราะจะทำให้ระดับยานี้ในเลือดสูงขึ้น เสี่ยงต่อการทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงและหยุดเต้นได้

(๓) ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาที่ยับยั้งการทำงานของ CYP450 เช่น cimetidine omeprazole เพราะจะทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้น เสี่ยงต่อการทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงและหยุดเต้นได้

(๔) ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับหรือโรคหัวใจ

(๕) หากใช้ยานี้แล้วหัวใจเต้นผิดปกติให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์

(๔๔)[๓๘] ยากลุ่มเรตินอยด์ (Retinoid) ที่ใช้ภายใน

“คำเตือน : ๑. ห้ามใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์ เพราะมีรายงานว่าทำให้ทารกพิการได้

๒. ยานี้อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการซึมเศร้า จิตผิดปกติ และการพยายามฆ่าตัวตาย

๓. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต ผู้มีภาวะวิตามินเอสูงเกิน (hypervitaminosis) หรือผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง

๔. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้หรือไวต่อยานี้

๕. ควรใช้ยานี้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังอย่างใกล้ชิด”

(๔๕)[๓๙] ยาฟลูตาไมด์ (Flutamide)

“คำเตือน : ยานี้อาจทำให้สมรรถภาพของตับผิดปกติ”

(๔๖)[๔๐] ยาซิลเดนาฟิล (Sildenafil)

(๔๖.๑) ยาซิลเดนาฟิล (Sildenafil) สำหรับใช้รักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

คำเตือน : “๑ ยานี้ไม่ใช่ยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ

๒ ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ที่ใช้ยาขยายหลอดเลือดกลุ่มไนเตรต เพราะอาจถึงตายได้

๓ ห้ามใช้ยานี้ในเด็กและสตรี ผู้ที่เป็นโรคตับ หรือโรคไต

๔ ห้ามใช้ยาเกินวันละ ๑ ครั้ง

๕ ห้ามใช้ยานี้ร่วมกับยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศอื่น ๆ

๖ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ความผิดปกติทางสายตา ปวดกระดูก เจ็บหน้าอก ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ เหงื่อออกมาก เหนื่อยเป็นลม ให้รีบพบแพทย์ทันที”

(๔๖.๒) ยาซิลเดนาฟิล (Sildenafil) สำหรับใช้รักษาความดันโลหิตสูงในหลอดเลือดแดงปอด

คำเตือน : “ให้ใช้เฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูงในหลอดเลือดแดงปอดเท่านั้น” โดยให้ข้อความคำเตือนอยู่ในกรอบสีแดงและใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่อ่านออกและเห็นได้ชัดเจน

(๔๗)[๔๑] ยกเลิก

(๔๘)[๔๒] ยาต้านเชื้อไวรัส HIV กลุ่ม non-nucleoside reverse

transcriptase inhibitor

(๔๘.๑) ยาต้านเชื้อไวรัส HIV กลุ่ม non-nucleoside reverse

transcriptase inhibitor ยกเว้น นีวิราพีน (Nevirapine)

คำเตือน

ยานี้อาจเป็นพิษร้ายแรงต่อตับ

(๔๘.๒) ยานีวิราพีน (Nevirapine)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ยานี้อาจเป็นพิษร้ายแรงต่อตับ

๒. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

๓. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๔. เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

(๔๙)[๔๓] ยาฟาโมทิดีน (Famotidine)

คำเตือนในฉลาก :

“ผู้ป่วยโรคไตให้ใช้ตามแพทย์สั่ง”

คำเตือนในเอกสารกำกับยา ให้ใช้คำเตือนเช่นเดียวกับคำเตือนในฉลากและเพิ่มข้อความต่อไปนี้ด้วย

“เภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetics)

ค่า creatinine clearance มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับค่า elimination half life เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะ severe renal insufficiency ที่มีค่า creatinine clearance น้อยกว่า 10 ml/min อาจมีค่า elimination half life มากกว่า ๒๐ ชั่วโมง ดังนั้น จึงควรปรับขนาดยาและระยะเวลาการให้ยาในผู้ป่วยดังกล่าว

สำหรับผู้ป่วยสูงอายุซึ่งมีการทำงานของไตลดลง การขจัดยาจะลดลงตามไป จึงควรปรับขนาดยาเช่นกัน

ข้อควรระวัง (Precaution)

ผู้ป่วยภาวะ moderate และ severe renal insufficiency ควรปรับขนาดยาและระยะเวลาการให้ยาเพื่อป้องกันการสะสมของยาที่มีในผู้ป่วยภาวะ moderate (creatinine clearance < 50 ml/min) ภาวะ severe (creatinine clearance < 10 ml/min) เพราะมีรายงานการเกิด CNS adverse effects

ขนาดยาและวิธีการให้ยา (Dosage and Administration)

ผู้ป่วยภาวะ moderate และ severe renal insufficiency อาจมีค่า elimination half life ของยานี้เพิ่มขึ้นถึง ๒๐ ชั่วโมงและอาจเพิ่มถึง ๒๔ ชั่วโมงในภาวะ anuric ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมของยา จึงควรลดขนาดยาลงครึ่งหนึ่ง และให้ยาห่างกัน ๓๖ - ๔๘ ชั่วโมง เนื่องจากมีรายงานว่า พบ CNS adverse effects”

(๕๐)[๔๔] ยาลดระดับไขมันในเลือดที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ เอช เอ็ม จี โคเอนไซม์เอ รีดักเทส (HMG-CoA reductase inhibitor)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ และสตรีระยะให้นมบุตร

๒. ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคตับ

๓. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อน่อง หลังหรือตามตัว ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๔. ควรตรวจการทำงานของตับก่อนได้รับยาและหลังได้รับยา ๖ และ ๑๒ สัปดาห์ ผู้ที่ได้รับยานี้เป็นประจำควรตรวจทุก ๖ เดือน หรือตามคำแนะนำของแพทย์ หากระดับ transaminase สูงกว่า upper normal limit ๓ เท่า ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์

๕. ระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับยา digoxin, warfarin เนื่องจากระดับยาเหล่านี้ในเลือดอาจสูงจนเกิดอันตรายได้

๖. ความเสี่ยงของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อผิดปกติ (myopathy) หรือภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (rhabdomyolysis) จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อให้ยากลุ่มนี้กับยาอื่นต่อไปนี้ เช่น ยากลุ่ม azole antifungals เช่น ketoconazole, itraconazole เป็นต้น ยา กลุ่ม macrolides เช่น erythromycin, clarithromycin เป็นต้น ยากลุ่ม HIV protease

inhibitors เช่น indinavir ritonavir, nelfinavir, saquinavir เป็นต้น ยา verapamil, ยา diltiazem, ยา gemfibrozil, ยา nicotinic acid, ยา cyclosporine, ยา amiodarone เป็นต้น

๗. ความเสี่ยงของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (rhabdomyolysis) จะเพิ่มขึ้นในภาวะเหล่านี้ เช่น การใช้ยาขนาดสูง ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน (hypothyroidism) เป็นต้น

๘. ระมัดระวังการใช้ยานี้ร่วมกับ colchicine โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง เนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดภาวะกล้ามเนื้อผิดปกติ (myopathy) หรือภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (rhabdomyolysis)

๙. การใช้ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้

สำหรับยา fluvastatin ให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทนในข้อ ๖.

๖. ความเสี่ยงของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อผิดปกติ (myopathy) หรือภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (rhabdomyolysis) จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อให้ยากลุ่มนี้กับยาอื่นต่อไปนี้ เช่น ยากลุ่ม azole antifungals เช่น ketoconazole, itraconazole เป็นต้น ยากลุ่ม macrolides เช่น erythromycin, clarithromycin เป็นต้น ยากลุ่ม HIV protease

inhibitors เช่น indinavir, ritonavir, nelfinavir, saquinavir เป็นต้น ยา verapamil, ยา diltiazem, ยา gemfibrozil, ยา nicotinic acid, ยา cyclosporine, ยา amiodarone, ยากลุ่ม acid-reducing agents ได้แก่ cimetidine, ranitidine และ omeprazole เป็นต้น

(๕๑)[๔๕] ยาที่ใช้รักษาวัณโรค (Antituberculosis Drugs)

(๕๑.๑) ยาไอโซไนอาซิค (Isoniazid)

“คำเตือน : ๑. ยานี้ทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้ ทำให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเม็ดเลือดหรือทำให้ปากแห้ง ปัสสาวะคั่งเนื่องจากการขาดวิตามินบี ๖

๓. หากเกิดอาการดังกล่าวข้างต้นให้หยุดยาและพบแพทย์ทันที

๔. งดดื่มสุรา เพราะผู้ที่ดื่มสุรามีโอกาสเกิดภาวะตับอักเสบจากการใช้ยานี้ได้บ่อยขึ้น”

(๕๑.๒)[๔๖] ยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ยานี้ทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้ ทำให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของไตและอาจทำให้เกิดความผิดปกติของระบบเลือดและระบบอื่น ๆ จะทำให้มีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรืออาการหายใจหอบได้

๓. หากเกิดอาการดังกล่าวข้างต้นให้หยุดยาและพบแพทย์ทันที

๔. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

๕. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๖. เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

(๕๑.๓) ยาไพราซินาไมด์ (Pyrazinamide)

“คำเตือน : ๑. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้ ทำให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนได้และอาจทำให้ปัสสาวะขัด หรือปวดข้อ

๒. หากเกิดอาการดังกล่าวข้างต้นให้หยุดยาและพบแพทย์ทันที

๓. ระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคตับ โรคเกาต์ โรคเบาหวาน และไตวาย”

(๕๑.๔) ยาสเตร็ปโตไมซิน (Streptomycin)

“คำเตือน : ๑. ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อประสาทหู ทำให้หูหนวก หูตึง เสียงดังในหู วิงเวียน เดินเซ หากเกิดอาการดังกล่าวข้างต้นให้หยุดยาและพบแพทย์ทันที

๒. ยานี้มีพิษต่อไต จึงควรใช้อย่างระมัดระวังในผู้ที่ไตทำงานผิดปกติ ผู้สูงอายุและเด็ก

๓. ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์ระยะ ๓ เดือนแรก และสตรีที่ให้นมบุตร”

(๕๑.๕) ยาเอแทมบูทอล (Ethambutol)

“คำเตือน : ๑. ยานี้อาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อสายตา หากมีความผิดปกติในการมองเห็น ให้หยุดยาและพบแพทย์ทันที

๒. ระมัดระวังการใช้ในผู้ที่ไตทำงานผิดปกติ โดยลดขนาดยาลง”

(๕๒)[๔๗]

ยาที่มีนิโคติน (Nicotine) หรือสารประกอบของนิโคตินซึ่งมุ่งหมายที่จะใช้สำหรับช่วยการอดบุหรี่

(๕๒.๑) ยาทุกรูปแบบ ยกเว้น (๕๒.๒)”

คำเตือนที่ฉลาก

๑. ยานี้ใช้เฉพาะเพื่อช่วยการเลิกสูบบุหรี่เท่านั้น

๒. ก่อนใช้ยานี้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร

คำเตือนที่เอกสารกำกับยา

๑. - ๒. เหมือนคำเตือนที่ฉลาก

๓. ยานี้จะใช้ไม่ได้ผลในผู้ที่ใช้ยาไม่ถูกวิธีหรือไม่ตั้งใจจะเลิกสูบบุหรี่

๔. หากจำเป็นต้องใช้ยานี้ในสตรีมีครรภ์ สตรีระยะให้นมบุตร ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

(๕๒.๒) รูปแบบหมากฝรั่งสำหรับเคี้ยว (chewing gum) และรูปแบบแผ่นแปะ (transdermal patch)

คำเตือนที่ฉลากและเอกสารกำกับยา

เหมือนคำเตือนที่ฉลากและเอกสารกำกับยาของ (๕๒.๑) ยกเว้นเอกสารกำกับยาสำหรับประชาชนซึ่งมีรายละเอียดตามเอกสารท้ายประกาศนี้

(๕๓)[๔๘] ยากลุ่ม Selective COX-2 inhibitors (COXIB) NSAIDs

(๕๓.๑) ยากลุ่ม Selective COX-2 inhibitors (COXIB) NSAIDs ยกเว้น เซเรคอกสิบ (Celecoxib), พาเรคอกสิบ (Parecoxib) และ เอทอริคอกสิบ (Etoricoxib)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ สตรีมีครรภ์และสตรีระยะให้นมบุตร

๒. ห้ามใช้ในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจในระยะหลังผ่าตัดใหม่ ๆ (immediately postoperative period)

๓. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมอง

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๔. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเลือดคั่ง (congestive heart failure NYHA II-IV)

๕. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือเคยมีภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตอันเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง

๖. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน ผู้สูบบุหรี่ ผู้สูงอายุ เป็นต้น

๗. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับและไต

(๕๓.๒)[๔๙] เซเรคอกสิบ (Celecoxib) และพาเรคอกสิบ (Parecoxib)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ สตรีมีครรภ์และสตรีระยะให้นมบุตร

๒. ห้ามใช้ในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจในระยะหลังผ่าตัดใหม่ ๆ (immediately postoperative period)

๓. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมอง

๔. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

๕. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้และผู้ที่มีประวัติแพ้ยาในกลุ่ม sulfonamide

๖. เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๗. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเลือดคั่ง (congestive heart failure NYHA II-IV)

๘. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือเคยมีภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตอันเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง

๙. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน ผู้สูบบุหรี่ ผู้สูงอายุ เป็นต้น

๑๐. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับและไต

(๕๓.๓) เอทอริคอกสิบ (Etoricoxib)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ สตรีมีครรภ์และสตรีระยะให้นมบุตร

๒. ห้ามใช้ในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจในระยะหลังผ่าตัดใหม่ ๆ (immediately postoperative period)

๓. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดสมอง

๔. ห้ามใช้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๕. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเลือดคั่ง (congestive heart failure NYHA II-IV)

๖. ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือเคยมีภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตอันเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง

๗. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน ผู้สูบบุหรี่ ผู้สูงอายุ เป็นต้น

๘. ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของตับและไต

(๕๔)[๕๐] น้ำยาแช่เลนส์

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. โปรดใช้ตามที่ระบุในเอกสารกำกับยา หากไม่ปฏิบัติตามอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อต่อดวงตาได้

๒. หากเกิดการระคายเคือง ตาแดง หรือการมองเห็นผิดปกติ ต้องถอดเลนส์ออกและรีบปรึกษาแพทย์”

(๕๕)[๕๑] เดกซ์โตรเมธอร์แฟน (Dextromethorphan) ที่เป็นตำรับยาเดี่ยว

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

ยาเม็ด

ในยา ๑ เม็ดประกอบด้วยเดกซ์โตรเมธอร์แฟน ๑๕ มิลลิกรัม ให้ใช้ข้อความคำเตือนดังนี้

“ยาเดกซ์โตรเมธอร์แฟนนี้ใช้บรรเทาอาการไอ เมื่อใช้ในขนาดที่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา หากใช้ในขนาดที่สูง (มากกว่า ๑๒๐ มิลลิกรัมหรือ ๘ เม็ดต่อวันในผู้ใหญ่ และมากกว่า ๖๐ มิลลิกรัม หรือ ๔ เม็ดต่อวันในเด็ก) จะกดการหายใจ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต”

ในยา ๑ เม็ดประกอบด้วยเดกซ์โตรเมธอร์แฟน ๓๐ มิลลิกรัม ให้ใช้ข้อความคำเตือนดังนี้

“ยาเดกซ์โตรเมธอร์แฟนนี้ใช้บรรเทาอาการไอ เมื่อใช้ในขนาดที่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา หากใช้ในขนาดที่สูง (มากกว่า ๑๒๐ มิลลิกรัมหรือ ๔ เม็ดต่อวันในผู้ใหญ่ และมากกว่า ๖๐ มิลลิกรัมหรือ ๒ เม็ดต่อวันในเด็ก) จะกดการหายใจ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต”

ยาน้ำ

ในยา ๑ มิลลิลิตรประกอบด้วยเดกซ์โตรเมธอร์แฟน ๕ มิลลิกรัม ให้ใช้ข้อความคำเตือน ดังนี้

“ยาเดกซ์โตรเมธอร์แฟนนี้ใช้บรรเทาอาการไอ เมื่อใช้ในขนาดที่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา หากใช้ในขนาดที่สูง (มากกว่า ๑๒๐ มิลลิกรัมหรือ ๒๕ มิลลิลิตร หรือ ๕ ช้อนชาต่อวันในผู้ใหญ่ และมากกว่า ๖๐ มิลลิกรัมหรือ ๑๒.๕ มิลลิลิตร หรือ ๒ ช้อนชาครึ่งต่อวันในเด็ก) จะกดการหายใจ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต”

(๕๖)[๕๒] ยากลุ่มฮอร์โมนรักษา (Hormone therapy)

(๕๖.๑) ยาสูตรผสมเอสโตรเจน (Estrogen) กับโปรเจสติน (Progestin) ชนิดรับประทาน

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาและตรวจติดตามเป็นประจำ

๒ ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง หรือมีประวัติหลอดเลือดดำอุดตัน

๓ การใช้ยานี้ในระยะยาว (๕ ปีหรือนานกว่า) อาจเพิ่มความเสี่ยงหรือความรุนแรงของมะเร็งเต้านม

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๔ ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๕ ไม่ควรใช้ยานี้ ในการป้องกันโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด

๖ ควรใช้ยานี้ในขนาดต่ำสุดที่ให้ผลการรักษา และระยะเวลาสั้นที่สุด หากต้องใช้ยาต่อเนื่องควรประเมินถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษา รวมทั้งพิจารณาถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น

๗ ยานี้อาจไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ

๘ ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่เป็นโรคไต”

(๕๖.๒) ยาเอสโตรเจน (Estrogen) ชนิดรับประทาน

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาและตรวจติดตามเป็นประจำ

๒ ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือมีประวัติหลอดเลือดดำอุดตัน

๓ การใช้ยานี้ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงหรือความรุนแรงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก สตรีที่ยังมีมดลูกอยู่จึงควรใช้โปรเจสตินร่วมด้วย เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๔ ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๕ ไม่ควรใช้ยานี้ ในการป้องกันโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด

๖ ควรใช้ยานี้ในขนาดต่ำสุดที่ให้ผลการรักษา และระยะเวลาสั้นที่สุด หากต้องใช้ยาต่อเนื่องควรประเมินถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษา รวมทั้งพิจารณาถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น มะเร็งรังไข่ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น

๗ ยานี้อาจไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ

๘ ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่เป็นโรคไต”

(๕๖.๓) ยากลุ่มฮอร์โมนรักษาชนิดใช้ภายนอก

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาและตรวจติดตามเป็นประจำ

๒ ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือมีประวัติหลอดเลือดดำอุดตัน

๓ การใช้ยานี้ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงหรือความรุนแรงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก สตรีที่ยังมีมดลูกอยู่จึงควรใช้โปรเจสตินร่วมด้วย เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๔ ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้

๕ ไม่ควรใช้ยานี้ ในการป้องกันโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด

๖ ควรใช้ยานี้ในขนาดต่ำสุดที่ให้ผลการรักษา และระยะเวลาสั้นที่สุด หากต้องใช้ยาต่อเนื่องควรประเมินถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษา รวมทั้งพิจารณาถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น มะเร็งรังไข่ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น

๗ ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่เป็นโรคไต”

(๕๗)[๕๓] อะซิโพรมาซีน (Acepromazine)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในการขนส่งสัตว์เพื่อนำไปฆ่าสำหรับการบริโภค

๒. ห้ามใช้ในสัตว์ที่ผลิตน้ำนมเพื่อการบริโภคของมนุษย์

๓. ให้ใช้ภายใต้คำแนะนำและการกำกับดูแลของสัตวแพทย์ชั้นหนึ่งเท่านั้น

(๕๘)[๕๔] ม็อกซิเด็กทิน (Moxidectin)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ให้ใช้ยานี้ภายใต้คำแนะนำและการกำกับดูแลของสัตวแพทย์ชั้นหนึ่งเท่านั้น

๒. ให้ระมัดระวังการใช้ยานี้ในสุนัขตั้งท้อง และสุนัขบางสายพันธุ์ เช่น collie เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยในสุนัขดังกล่าว

๓. สุนัขบางรายอาจเกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรง หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตได้เจ้าของควรสังเกตอาการของสุนัขหลังจากได้รับยาในช่วง ๒๔ ชั่วโมง หากมีความผิดปกติให้ปรึกษาสัตวแพทย์โดยด่วน

(๕๙)[๕๕] อัลโลพูรินอล (Allopurinol)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

๒. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๓. เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

(๖๐)[๕๖] แดปโซน (Dapsone)

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

๒. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๓. เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

(๖๑)[๕๗] ยาสูตรผสมที่มีซัลฟามีธอกซาโซล (Sulfamethoxazol) และไทรมีโธพริม (Trimethoprim) เป็นส่วนประกอบ

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตับ ไต ได้

๓. ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า ๒ เดือน หญิงมีครรภ์ ระยะให้นมบุตร

๔. หากใช้ยานี้แล้วมีอาการผื่นแดง หรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ให้หยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๕. เมื่อใช้ยานี้หากมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ไข้ ผื่นแดง ตุ่มน้ำพอง มีการหลุดลอกของผิวหนังและบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก ลำคอ จมูก อวัยวะสืบพันธุ์ และเยื่อบุตาอักเสบ ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็น Stevens-Johnson syndrome

(๖๒)[๕๘] ยาไนมิซุไลด์ (Nimesulide) ยกเว้นที่เป็นยาใช้ภายนอก

“คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา :

๑. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยานี้ หรือผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืด ลมพิษ หรือโพรงจมูกอักเสบแบบเฉียบพลัน จากการแพ้ยากลุ่มแอสไพริน หรือกลุ่ม NSAIDs

๒. ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ไตรมาสสุดท้าย สตรีที่ให้นมบุตรและเด็กอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี

๓. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ หรือมีแผลทะลุในกระเพาะอาหาร เลือดออกในสมอง หรือมี bleeding disorder อื่น ๆ

๔. ห้ามใช้ในผู้ที่มีการทำงานของตับผิดปกติ หรือใช้ร่วมกับยาที่มีอันตรายต่อตับ

๕. ห้ามใช้ในผู้ที่มีไข้ มีอาการสงสัยว่าจะเป็นโรคไข้เลือดออก หรือมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่

๖. ห้ามใช้ยาติดต่อกันเกิน ๑๕ วัน

๗. ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หรือดื่มสุรามากเป็นประจำ รวมทั้งผู้ที่ติดสารเสพติด

๘. ห้ามใช้ในผู้ที่มีการทำงานของหัวใจหรือไตผิดปกติอย่างรุนแรง

คำเตือนในเอกสารกำกับยา :

๙. ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกหรือแผลในกระเพาะอาหารและสำไส้

๑๐. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ของภาวะบวมน้ำ จึงควรใช้ยาด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหัวใจ ไตทำงานผิดปกติ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือผู้สูงอายุ

๑๑. ยานี้มีผลต่อการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออก หรือเกล็ดเลือดผิดปกติจากสาเหตุอื่น ๆ

๑๒. ควรมีการตรวจติดตามการทำงานของตับเป็นระยะ

๑๓. ระหว่างใช้ยา หากมีไข้ และหรืออาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกไม่สบายหนาวสั่น ให้หยุดยาทันที และปรึกษาแพทย์

๑๔. ระหว่างใช้ยา หากมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย หรือปัสสาวะมีสีเข้ม หรือตรวจพบว่าการทำงานของตับผิดปกติ ให้หยุดใช้ยาและปรึกษาแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดพิษต่อตับเนื่องจากยา

๑๕. ก่อนใช้ยานี้ หากผู้ป่วยใช้ยากันเลือดเป็นลิ่ม แอสไพริน หรือยากลุ่มซาลิไซเลทอื่น ยาขับปัสสาวะ ลิเธียม เมโธเทรกเซท หรือไซโคลสปอริน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

๑๖. เมื่อใช้ยานี้ไม่ควรใช้ยาแก้ปวดอื่นร่วมด้วย”

(๖๓)[๕๙] ยาแคลซิโทนิน (Calcitonin) ชนิดพ่นจมูก

คำเตือน

“มีรายงานว่าการใช้ยาแคลซิโทนิน (Calcitonin) ชนิดพ่นจมูกในระยะยาว ทำให้เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็ง”

(๖๔)[๖๐] ยาไฮดรอกซีเอทิล สตาร์ช [Hydroxyethyl starch (HES)]

(๖๕)[๖๑] ยาดอมเพอริโดน (Domperidone)

คำเตือนในฉลาก

๑) ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับ

๒) ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

๓) กรณีต้องการใช้ร่วมกับยาอื่นให้ปรึกษาแพทย์

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๑) ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับบกพร่องระยะปานกลางถึงรุนแรง

๒) ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีหรือเคยมีภาวะความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (QT prolongation) หรือได้รับยาอื่นที่ส่งผลให้การทำงานของคลื่นไฟฟ้าหัวใจยาวขึ้น เช่น cisapride erythromycin ketoconazole

๓) ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะโปแทสเซียม และแมกนีเซียมต่ำ

๔) ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP3A4 เช่น ketoconazole erythromycin cimetidine omeprazole เพราะจะทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้น

ในกรณีของเอกสารกำกับยาให้แสดงข้อความในกรอบใกล้กับข้อบ่งใช้

๑ ห้ามใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด (severe sepsis) ผู้ป่วยภาวะวิกฤติ ผู้ป่วยภาวะการทำงานของไตบกพร่อง ผู้ป่วยภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ และผู้ป่วยแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

๒ ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วย elective surgery, trauma, open heart surgery ที่ต้องใช้ cardiopulmonary bypass

๓ ควรใช้ในปริมาณและระยะเวลาน้อยที่สุดไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมง

๔ ควรติดตามการทำงานของไตอย่างน้อย ๙๐ วัน และติดตามความสามารถในการแข็งตัวของเลือดอย่างใกล้ชิด โดยให้ระบุอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับข้อบ่งใช้

(๖๖)[๖๒] ยาที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายโจร

คำเตือนในฉลาก และเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร

๒. ห้ามใช้ในผู้ที่เคยแพ้ฟ้าทะลายโจร เช่น มีผื่น ปากบวม ตาบวม หน้าบวม

๓. หากใช้ยานี้แล้วมีผื่น ปากบวม ตาบวม หน้าบวม ให้หยุดยาทันที และพบแพทย์

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๔. หากใช้ติดต่อกันเกิน ๓ วัน แล้วไม่ดีขึ้น หรืออาการรุนแรงขึ้น ระหว่างการใช้ยา ควรหยุดใช้ และพบแพทย์

๕. หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการอ่อนแรง

(๖๗)[๖๓] ยากลุ่ม Gadolinium-based contrast agents (GBCAs)

คำเตือนในฉลาก และเอกสารกำกับยา

๑. ยานี้อาจตกค้างในสมองและเนื้อเยื่ออื่น และตกค้างเพิ่มขึ้นเมื่อใช้หลายครั้ง

๒. ระมัดระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีภาวะไตบกพร่อง หญิงมีครรภ์ และเด็ก

(๖๘)[๖๔] ยาฟูราโซลิโดน (Furazolidone) ชนิดรับประทาน สำหรับมนุษย์

คำเตือนในฉลาก และเอกสารกำกับยา

๑. ผู้ที่มีภาวะขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD

deficiency) ระมัดระวังการใช้ยานี้

๒. เด็กอายุต่ำกว่า ๑ เดือน ห้ามใช้ยานี้

๓. ไม่ควรรับประทานยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน ๗ วัน

(๖๙)[๖๕] ยาแผนโบราณสำหรับมนุษย์รูปแบบยาน้ำชนิดรับประทานที่มีเอธิลแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) ในยาสำเร็จรูปดังนี้

คำเตือนในฉลากและเอกสารกำกับยา

๑. ยานี้มีเอธิลแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) ผสมอยู่ร้อยละ .. โดยปริมาตรต่อปริมาตร ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง (ให้ระบุจำนวนเอธิลแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) ที่มีในยาแผนโบราณสำหรับมนุษย์แบบยาน้ำชนิดรับประทานตามจำนวนที่มีอยู่จริง ในรูปแบบร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร)

๒. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้แอลกอฮอล์

๓. หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี และกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยโรคตับหรือโรคลมชัก ให้ปรึกษาแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ แพทย์แผนจีน เภสัชกร หรือเภสัชกรแผนไทยก่อนการใช้ยา

(๗๐)[๖๖] ยาที่มีเออร์กอตตามีน (Ergotamine) เป็นส่วนประกอบ สำหรับรักษาไมเกรน (Migraine)

คำตือนในฉลาก

ให้มีกล่องข้อความ (box warning) โดยระบุข้อความดังนี้ “ยานี้เป็นยาในกลุ่มเออร์กอต จึงห้ามใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านไวรัสเอชไอวี กลุ่มโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ (PI) เช่น ริโทนาเวียร์ โลพินาเวียร์ อะทาซานาเวียร์ ดารูนาเวียร์ ซาควินาเวียร์ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียกลุ่มมาโครไลด์ เช่น อีรีโทรไมซิน คลาริโทรไมซิน โทรลีแอนโดรไมซิน เพราะอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้” โดยให้แสดงข้อความ “เพราะอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้” เป็นตัวหนา

ทั้งนี้ กรณีที่ฉลากระบุข้อบ่งใช้ ให้กล่องข้อความ (box warning) อยู่ใต้ข้อบ่งใช้ ดังกล่าว

คำเตือนในเอกสารกำกับยา

๑. ให้มีกล่องข้อความ (box warning) อยู่ใต้ข้อบ่งใช้ โดยระบุข้อความ เช่นเดียวกับคำเตือนในฉลาก

๒. ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อรากลุ่มเอโซล (Azoles) เช่น คีโทโคนาโซล (Ketoconazole) อิทราโคนาโซล (Itraconazole) วอริโคนาโซล (Voriconazole) โคลไตรมาโซล (Clotrimazole) ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) และยาลดความดันในกลุ่มปิดกั้นตัวรับบีตา (Beta blockers) เช่น โพรพราโนลอล (Propranolol) และยาลดความดันในกลุ่มปิดกั้นแคลเซียม (Calcium channel blockers) เช่น เวอราพามิล (Verapamil) ดิลไทอาเซม (Diltiazem)

๓. หากรับประทานไปแล้ว ๑๐ เม็ด แต่อาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์

(๗๑)[๖๗] ยาเบนโซเคน (Benzocaine) ชนิดรับประทาน สำหรับมนุษย์

คำเตือนในฉลาก และเอกสารกำกับยา

๑. ห้ามใช้ในเด็กทารก และเด็กอายุต่ำกว่า ๒ ปี

๒. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการเมทเฮโมโกลบินีเมีย (Methemoglobinemia) ได้ ดังนั้น ให้หยุดการใช้ยาทันทีและปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังนี้ ผิวหนังสีซีด เทา หรือน้ำเงิน (cyanosis) ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ ชีพจรเต้นเร็ว หายใจลำบาก (shortness of breath) และอ่อนเพลีย

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔[๖๘] ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓

มารุต บุนนาค

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

[เอกสารแนบท้าย]

๑.[๖๙] เอกสารท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๖๖ เอกสารกำกับยาสำหรับประชาชน

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒[๗๐]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓[๗๑]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔[๗๒]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕[๗๓]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๖[๗๔]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๗[๗๕]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๘[๗๖]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๙[๗๗]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๐[๗๘]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๑[๗๙]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๒[๘๐]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๓[๘๑]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๔[๘๒]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๕[๘๓]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๖[๘๔]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองร้อยสี่สิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๗[๘๕]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๘[๘๖]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๙[๘๗] (ยกเลิก)[๘๘]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๐[๘๙]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยกเลิกยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน พ.ศ. ๒๕๔๒[๙๐]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๑[๙๑]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๑๙ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๒[๙๒]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๓[๙๓]

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๔[๙๔]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๕[๙๕]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๖[๙๖]

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๗[๙๗]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๘[๙๘]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับนับตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ให้ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรดำเนินการแก้ไขฉลากและเอกสารกำกับยาให้เป็นไปตามประกาศฉบับนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๒๙[๙๙]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๐[๑๐๐]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๑[๑๐๑]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๒[๑๐๒]

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน (ฉบับที่ ๓๓) พ.ศ. ๒๕๔๖[๑๐๓] (ยกเลิก)[๑๐๔]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๔[๑๐๕]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๕[๑๐๖]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๖[๑๐๗]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๗[๑๐๘]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๘[๑๐๙]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๙[๑๑๐]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๐[๑๑๑]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๑[๑๑๒]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๒[๑๑๓]

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๓[๑๑๔]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๔[๑๑๕]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๕[๑๑๖]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๖[๑๑๗]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๗[๑๑๘]

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๓๓ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๘[๑๑๙]

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๔๙[๑๒๐]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๐[๑๒๑]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๑[๑๒๒]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา

และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๒[๑๒๓]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา

และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๓[๑๒๔]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๔[๑๒๕]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๕[๑๒๖]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๖[๑๒๗]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๗[๑๒๘]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๘[๑๒๙]

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๕๙[๑๓๐]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบห้าวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๖๐[๑๓๑]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยา

และข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๖๑[๑๓๒]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๖๒[๑๓๓]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน ฉบับที่ ๖๓[๑๓๔]

11 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาที่ต้องแจ้งคำเตือนการใช้ยาไว้ในฉลากและที่เอกสารกำกับยาและข้อความของคำเตือน (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_3f0bfef41c3e54ea

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com