ข้อ ๕ ลักษณะและวิธีการติดตั้งวัสดุกันซึม
ต้องติดตั้งบนพื้นหรือสภาพทางธรณีวิทยาที่สามารถรองรับแรงกดจากน้ำหนักของมูลฝอยและครอบคลุมดินโดยรอบทั้งหมดที่จะต้องสัมผัสกับมูลฝอยหรือน้ำชะมูลฝอย
ดำเนินการได้ดังนี้
(๑) บ่อฝังกลบมูลฝอย
ต้องติดตั้งระบบป้องกันการซึมผ่านของน้ำชะมูลฝอยให้ครอบคลุมพื้นและผนังโดยรอบทั้งหมดที่จะต้องสัมผัสกับมูลฝอยหรือน้ำชะมูลฝอย
ทั้งนี้ ระบบป้องกันการซึมผ่านของน้ำชะมูลฝอยเรียงจากก้นบ่อจนถึงชั้นสัมผัสมูลฝอย
ประกอบด้วย ชั้นดินรองพื้น ชั้นกันซึม และชั้นรวบรวมน้ำชะมูลฝอย
มีรายละเอียดดังนี้
(๑.๑)
ชั้นดินรองพื้นหรือดินเดิมที่มีการบดอัดแน่นสามารถรองรับการยุบตัวของชั้นดินตามหลักวิศวกรรมเพื่อให้พื้นดินมีเสถียรภาพในการรองรับมูลฝอย
ไม่มีหิน กรวด หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ทำให้ชั้นกันซึมได้รับความเสียหาย
(๑.๒) ชั้นกันซึม ในส่วนของพื้นบ่อและผนังบ่อ
ให้ก่อสร้างโดยใช้ดินเหนียวที่มีค่าอัตราการซึมผ่านของน้ำไม่เกิน ๑ x ๑๐ - ๕ เซนติเมตรต่อวินาที มีความหนาไม่น้อยกว่า ๖๐ เซนติเมตร หรือดินเหนียวสังเคราะห์
(Geosynthetic Clay Liner : GCL) ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือดีกว่าดินเหนียวข้างต้น
แล้วปูทับด้วยวัสดุสังเคราะห์ประเภทแผ่นโพลีเอทธิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (High Density Polyethylene : HDPE) มีความหนาตั้งแต่ ๑.๕ มิลลิเมตรขึ้นไป
โดยมีอัตราการซึมผ่านของน้ำไม่เกิน ๑ x ๑๐ - ๑๒
เซนติเมตรต่อวินาที และปูทับด้วยแผ่นใยสังเคราะห์ (Geotextiles) มีคุณสมบัติเพียงพอต่อการป้องกันการฉีกขาดของแผ่นโพลีเอทธิลีนชนิดความหนาแน่นสูง
(High Density Polyethylene : HDPE) จากการกองทับของมูลฝอย
วัสดุกลบทับ และการปฏิบัติงานของเครื่องจักรกลระหว่างการดำเนินงานฝังกลบมูลฝอย
ทั้งนี้ กำหนดให้ความลาดเอียงหลังการปูชั้นพื้นบ่อมีความเพียงพอต่อการระบายน้ำ
และความลาดเอียงของผนังบ่อต้องมีเสถียรภาพตามหลักวิศวกรรม
(๑.๓) ชั้นรวบรวมน้ำชะมูลฝอย เป็นชั้นทรายหยาบ
ที่มีค่าอัตราการซึมผ่านของน้ำไม่น้อยกว่า ๑ x ๑๐ - ๓
เซนติเมตรต่อวินาที ความหนา ๕๐ เซนติเมตร เป็นชั้นที่รวบรวมน้ำชะมูลฝอยไปยังบ่อเก็บกักหรือระบบบำบัดน้ำชะมูลฝอย
ภายในชั้นทราย ประกอบด้วย
ระบบรวบรวมน้ำชะมูลฝอยและระบบสูบน้ำชะมูลฝอยเพื่อการบำบัดและล้างสิ่งอุดตัน
รายละเอียดดังนี้
(ก) ระบบรวบรวมน้ำชะมูลฝอย ประกอบด้วย
ท่อรวบรวมน้ำชะมูลฝอยและบ่อพักโดยท่อรวบรวมน้ำชะมูลฝอยหลัก
ทำด้วยวัสดุประเภทโพลีเอทธิลีน (Polyethylene : PE) หรือโพลีเอทธิลีน ชนิดความหนาแน่นสูง (High Density Polyethylene : HDPE) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๖ นิ้ว และทนต่อแรงกดทับของการจัดการมูลฝอย
สำหรับท่อรวบรวมน้ำชะมูลฝอยแบบแขนง
ต้องมีการเจาะรูให้มีขนาด จำนวน และระยะห่างที่มีความสามารถในการระบายน้ำชะมูลฝอยที่เกิดขึ้นอย่างเพียงพอและต้องรักษาค่าแรงดันทางชลศาสตร์เหนือชั้นวัสดุกันซึมไม่เกิน
๓๐ เซนติเมตร เมื่อเทียบกับความสูงของน้ำ โดยเมื่อเจาะรูท่อแล้วต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติความแข็งแรงของท่อที่ต้องทนต่อแรงกดทับของการจัดการมูลฝอย
ทั้งนี้
กำหนดให้ความลาดเอียงหลังการปูชั้นพื้นบ่อมีความเพียงพอต่อการระบายน้ำและความลาดเอียงของผนังบ่อต้องมีเสถียรภาพตามหลักวิศวกรรม
(ข) ระบบสูบน้ำชะมูลฝอยเพื่อการบำบัดและล้างสิ่งอุดตัน
ประกอบด้วย บ่อพักน้ำชะมูลฝอยหรือท่อแนวตั้งหรือแนวระนาบกับผนังบ่อ
ทำหน้าที่รวบรวมน้ำชะมูลฝอยจากระบบรวบรวมน้ำชะมูลฝอย
โดยออกแบบและก่อสร้างให้แข็งแรงและสามารถรองรับแรงกระทำจากกระบวนการฝังกลบ และติดตั้งระบบสูบน้ำชะมูลฝอยให้เพียงพอกับปริมาณน้ำชะมูลฝอยที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ให้มีการออกแบบและก่อสร้างระบบล้างสิ่งอุดตันในท่อรวบรวมน้ำชะมูลฝอยให้เพียงพอ
และมีการติดตามตรวจสอบการทำงาน และบำรุงรักษาระบบอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
รวมถึงการตรวจสอบและแก้ไขการอุดตันของท่อรวบรวมน้ำชะมูลฝอยด้วย
(๒) ระบบบำบัดน้ำชะมูลฝอย
ต้องออกแบบและติดตั้งโดยมีเกณฑ์ดังนี้
(๒.๑)
มีบ่อเก็บกักที่มีปริมาตรเพียงพอในการรวบรวมน้ำชะมูลฝอย
และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงบนบ่อเก็บกัก
โดยพื้นและผนังบ่อให้ใช้ดินเหนียวที่มีค่าอัตราการซึมผ่านของน้ำไม่เกิน ๑ x ๑๐ ๕ เซนติเมตรต่อวินาที มีความหนาไม่น้อยกว่า ๖๐
เซนติเมตร หรือดินเหนียวสังเคราะห์ (Geosynthetic Clay Liner : GCL) ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือดีกว่าดินเหนียวข้างต้น
แล้วปูทับด้วยวัสดุสังเคราะห์ประเภทแผ่นโพลีเอทธิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (High Density Polyethylene : HDPE) มีความหนาตั้งแต่ ๑.๕ มิลลิเมตรขึ้นไป
โดยมีอัตราการซึมผ่านของน้ำไม่เกิน ๑ x ๑๐ - ๑๒
เซนติเมตรต่อวินาที
(๒.๒)
มีระบบบำบัดน้ำชะมูลฝอยและควบคุมน้ำทิ้งก่อนระบายออกสู่ภายนอก
ไม่ให้เกินมาตรฐานน้ำทิ้งตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง