ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 14 /2563
เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ
ระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล
(peer to peer lending platform)
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยตระหนักถึงประโยชน์ของการระดมทุนหรือการกู้ยืมผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ (peer to peer lending platform) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และรายย่อย รวมถึงความต้องการแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นของผู้ลงทุน
ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยเล็งเห็นถึงความจําเป็นในการกํากับดูแลผู้ให้บริการตัวกลางดังกล่าว ให้มีระบบงานที่มั่นคง มีเสถียรภาพ และให้ความสําคัญกับการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ดังนั้นโดยอาศัยอํานาจประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล) ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกหลักเกณฑ์เพื่อกํากับดูแลการประกอบธุรกิจ peer to peer lending platform โดยกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ ให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถประกอบธุรกิจได้เฉพาะการเป็นช่องทางหรือตัวกลางในการให้สินเชื่อผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ในระยะเริ่มต้นเพื่อให้มั่นใจในรูปแบบการให้บริการ การบริหารจัดการความเสี่ยงและกระบวนการคุ้มครองผู้ใช้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจต้องเข้าร่วมทดสอบและพัฒนานวัตกรรมที่นําเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการทางการเงิน (Regulatory Sandbox) ก่อนยื่นขออนุญาต
การปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อกําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจและกรรมการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทแม่ของผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจมีหลักธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance)
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความใน ข้อ 4 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 ข้อ 16 และข้อ 20 แห่งประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล) ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล ให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ประกาศที่ยกเลิก
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 4/2562 เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล ลงวันที่ 9 เมษายน 2562
อื่นๆ - 4. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคลที่มิใช่สถาบันการเงิน ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล)
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
"ธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล" (peer to peer lending) หมายความว่า การให้สินเชื่อระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ ผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์
"ระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่า เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใดในลักษณะทํานองเดียวกัน เพื่อรองรับการทําธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล
"ผู้ประกอบธุรกิจ" หมายความว่า ผู้ให้บริการระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคลเป็นทางการค้าปกติ
"ผู้ใช้บริการ" หมายความว่า ผู้กู้ ผู้ให้กู้ หรือผู้ที่ประสงค์จะกู้หรือให้กู้ที่ใช้บริการหรือทําธุรกรรมผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์
"ผู้กู้" หมายความว่า บุคคลธรรมดาที่ขอสินเชื่อผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์
"ผู้ให้กู้" หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ให้กู้ผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่รวมถึง ผู้ให้บริการระบบคราวด์ฟันดิง ตามประกาศคณะกรรมการกํากับตลาดทุนว่าด้วยข้อกําหนดเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ผ่านระบบคราวด์ฟันดิง
5.2 หลักการ
เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจเป็นตัวกลางทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่อระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ โดยไม่ได้พบเห็นกันต่อหน้า ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจต้องมี ระบบงานรองรับการดําเนินธุรกิจที่น่าเชื่อถือและสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มีการคัดกรองผู้ให้กู้และผู้กู้ มีการประเมินความเสี่ยงและความสามารถในการชําระหนี้ของผู้กู้อย่างเหมาะสมโดยคํานึงถึงภาระหนี้ครัวเรือนของประเทศและเตือนให้ผู้กู้ตระหนักถึงการก่อภาระหนี้สินที่ไม่เกินความสามารถในการชําระหนี้ของตน มีบุคคลที่สามหรือระบบงานดูแลทรัพย์สินของผู้ใช้บริการ รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วนและมีการดูแลผู้ใช้บริการอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ เพื่อการดําเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนกรรมการหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทแม่ของผู้ประกอบธุรกิจต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับธรรมาภิบาลตามที่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
5.3 คุณสมบัติผู้ประกอบธุรกิจและการยื่นคําขออนุญาตประกอบธุรกิจ
5.3.1 คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม
ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงกรรมการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทแม่ของผู้ประกอบธุรกิจ จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล)
5.3.2 การยื่นคําขออนุญาต
ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจให้หารือมายังธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณีก่อนการยื่นคําขออนุญาต และต้องเข้าร่วมทดสอบใน Regulatory Sandbox' กับธนาคารแห่งประเทศไทยจนประสบความสําเร็จและพร้อมให้บริการในวงกว้างก่อน จึงจะสามารถยื่นคําขออนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยได้ และหากในระยะต่อไปธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจดังกล่าวและการดูแลผู้ใช้บริการแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดให้ผู้ประสงค์จะประกอบธุรกิจปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวโดยไม่ต้องเข้าทดสอบใน Regulatory Sandbox ก็ได้
การยื่นขออนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ยื่นผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย ตามแบบยื่นคําขออนุญาตประกอบธุรกิจและจัดส่งตามช่องทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในคู่มือประชาชน และผู้ประกอบธุรกิจต้องเริ่มประกอบธุรกิจให้บริการระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยใบอนุญาตมีอายุ 5 ปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต
5.3.3 การต่ออายุการอนุญาต
การต่ออายุการอนุญาต ให้ผู้ประกอบธุรกิจยื่นคําขออนุญาตผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่กําหนดในคู่มือประชาชนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วันทําการก่อนวันครบรอบกําหนดการอนุญาต
5.4 หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ
ผู้ประกอบธุรกิจสามารถประกอบธุรกิจได้เฉพาะการเป็นช่องทางหรือตัวกลางที่ก่อให้เกิดการทําสัญญาการให้สินเชื่อระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นโดยสกุลเงินในการให้สินเชื่อต้องเป็นสกุลเงินบาท ในกรณีผู้ประกอบธุรกิจต้องการประกอบธุรกิจอื่นเพิ่มเติมเช่น ธุรกิจให้บริการติดตามทวงถามหนี้ ให้ยื่นคําขออนุญาตมายังธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่กําหนดในคู่มือประชาชนเป็นรายกรณี
5.4.1 คุณสมบัติของผู้ใช้บริการ ประเภทและวงเงินสินเชื่อ
(1) คุณสมบัติของผู้กู้ ประเภทและวงเงินสินเชื่อ
ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีความสามารถในการชําระหนี้ และไม่เป็นกรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจนั้นหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว โดยมีประเภทสินเชื่อและวงเงินสินเชื่อสูงสุดที่ผู้กู้แต่ละรายสามารถได้รับ ดังนี้
(1.1) สินชื่อที่มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อนําไปใช้ประกอบอาชีพ ให้พิจารณาวงเงินสินเชื่อ การนับจํานวนวงเงิน และรายได้หรือฐานะทางการเงินเพื่อกําหนดวงเงินสินเชื่อ โดยนําแนวทางการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกํากับมาถือปฏิบัติโดยอนุโลม
(1.2) สินเชื่อเพื่อนําไปใช้ประกอบอาชีพหรือโครงการธุรกิจ ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน และสินเชื่ออื่นที่มีประกันหรือหลักประกัน เช่น สินเชื่อแฟ็กเตอริง สามารถให้วงเงินสินเชื่อแก่ผู้กู้ได้ไม่เกิน 50 ล้านบาท และในกรณีที่มีสินทรัพย์เป็นประกันหรือหลักประกันให้พิจารณาอัตราส่วนการให้สินเชื่อต่อสินทรัพย์หรือหลักประกัน (loan to value) ที่เหมาะสม โดยวงเงินที่ได้รับอนุมัติต้องเป็นไปตามความสามารถในการชําระหนี้ของผู้กู้
กรณีที่ผู้กู้นําสินเชื่อไปใช้ประกอบอาชีพหรือโครงการธุรกิจที่ได้รับอนุมัติวงเงินกู้บางส่วนจากแหล่งเงินกู้อื่นอยู่แล้วในปัจจุบัน และต้องการวงเงินกู้เพิ่มเติมในส่วนที่ขาด หรือต้องการวงเงินกู้เพิ่มเพื่อขยายธุรกิจ สามารถขอกู้ผ่านผู้ประกอบธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มได้ โดยผู้กู้ต้องเปิดเผยวงเงินและมูลค่าสินเชื้อทั้งหมดของโครงการที่ได้รับอยู่ก่อนแล้ว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบคุณสมบัติ ประเภทและวงเงินสินเชื่อดังกล่าวตามสมควร เช่น การจัดให้ผู้กู้รับรองตนเอง (self-declaration) ว่าผู้กู้ไม่ได้รับสินเชื่อประเภทเดียวกันหรือโครงการเดียวกันอยู่ก่อนแล้วเกินกว่าที่กําหนด หรืออ้างอิงข้อมูลเครดิตจากบริษัทข้อมูลเครดิต
(2) คุณสมบัติของผู้ให้กู้ และวงเงินให้สินเชื่อ
ผู้ให้กู้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการให้สินเชื่อและความเสี่ยงของการให้สินเชื่อผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์โดยต้องผ่านการประเมินความเหมาะสมของผู้ให้กู้(client suitability assessment ก่อนการให้สินเชื่อ ทั้งนี้ ผู้ให้กู้ต้องไม่ใช่ผู้ให้บริการระบบคราวด์ฟันดิงตามประกาศคณะกรรมการกํากับตลาดทุนว่าด้วยข้อกําหนดเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ผ่านระบบคราวด์ฟันดิง หรือผู้ประกอบธุรกิจระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สําหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล
ทั้งนี้ ในกรณีผู้ให้กู้เป็นกรรมการ หรือผู้มีอํานาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจนั้น หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว สามารถให้กู้ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าสินเชื่อรวมในแต่ละสัญญานอกจากนี้ วงเงินสินเชื่อสูงสุดที่ผู้ให้กู้แต่ละรายสามารถให้ได้ ดังนี้
(2.1) ผู้ให้กู้ซึ่งเป็นผู้ลงทุนสถาบัน กิจการเงินร่วมลงทุน นิติบุคคลร่วมลงทุน หรือผู้ลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะ ตามประกาศคณะกรรมการกํากับตลาดทุนว่าด้วยข้อกําหนดเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ผ่านระบบคราวค์ฟันดิง สามารถให้สินเชื่อได้โดยไม่จํากัดจํานวน
(2.2) ผู้ให้กู้อื่นนอกจากที่กําหนดในข้อ (2.1) ต้องมีมูลค่าการให้สินเชื่อผ่านผู้ประกอบธุรกิจทุกรายรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท ในรอบ 12 เดือน (ไม่นับรวมเงินต้นที่ผู้ให้กู้ได้รับชําระคืนแล้ว) โดยผู้ประกอบธุรกิจควรส่งเสริมให้ผู้ให้กู้กระจายความเสี่ยงในการให้สินเชื่อ ทั้งนี้ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบคุณสมบัติดังกล่าวตามสมควร เช่น การจัดให้ผู้ให้กู้เป็นผู้รับรองข้อมูลการให้สินเชื่อของตนเอง (self-declaration)
อนึ่ง ก่อนการให้สินเชื่อผู้ประกอบธุรกิจต้องแนะนําประเภทสินเชื่อตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของผู้ให้กู้ และให้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการพิจารณาตัดสินใจให้สินเชื่อแต่ละประเภทด้วย ทั้งนี้ การประเมินความเหมาะสมของผู้ให้กู้จะต้องดําเนินการก่อนวันที่ให้กู้ไม่เกิน 2 ปี
5.4.2 การเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น
(1) อัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อในสัญญาการให้สินเชื่อระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ ต้องไม่เกินอัตราตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กําหนด
(2) อัตราค่าบริการ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะเรียกเก็บนั้นผู้ประกอบธุรกิจต้องเรียกเก็บโดยคํานึงถึงความเป็นธรรม พอสมควรแก่เหตุ และไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ใช้บริการ
5.4.3 การบริหารจัดการและระบบงาน
ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการบริหารจัดการกระบวนการและระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ เช่น การรู้จักผู้ใช้บริการ (know your customer : KYC) การประเมินความน่าเชื่อถือของผู้กู้ (creditworthiness) ตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 1
ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก (outsourcing) เพื่อลดต้นทุนการดําเนินงานและเพิ่มความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นให้ถือปฏิบัติตามเอกสารแนบ 2
นอกจากนี้ หากผู้ประกอบธุรกิจประสงค์จะเปลี่ยนแปลงการให้บริการหรือระบบงานอย่างมีนัยสําคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการ ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนดําเนินการด้วย
5.4.4 การบริหารจัดการความเสี่ยง
(1) มีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (cyber risk) ตามแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นมาตรฐานสากลหรือมาตรฐานที่ยอมรับโดยทั่วไป เช่น มีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการรับส่ง การประมวลผล และการจัดเก็บ เพื่อป้องกันการเข้าถึงหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิหรือไม่ได้รับอนุญาต มีกระบวนการในการทําลายข้อมูลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะข้อมูลของผู้ใช้บริการเมื่อสิ้นสุดสัญญาการใช้บริการหรือเลิกการให้บริการแล้ว
(2) มีการทบทวน ปรับปรุงพัฒนาระบบงานและกระบวนการให้บริการอย่างสม่ําเสมอ ให้เหมาะสมต่อสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานและปิดจุดอ่อนของระบบงาน
(3) มีการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (business continuity management: BCM) และแผนรองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (business continuity plan : BCP) เพื่อรองรับเหตุการณ์ในภาวะไม่ปกติ รวมทั้งมีระบบงานสํารองที่สามารถปฏิบัติงานทดแทนได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินและต้องมีการทดสอบและทบทวนแผนรองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและระบบงานสํารองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมและสามารถปฏิบัติได้จริง
5.4.5 การดูแลผู้ใช้บริการ
(1) ผู้ประกอบธุรกิจพึงให้บริการแก่ผู้ใช้บริการโดยยึดหลักธรรมาภิบาลที่ดีรวมทั้งตระหนักถึงสิทธิของผู้ใช้บริการอย่างน้อย 4 ประการ คือ (1) สิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนและเพียงพอเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจ (2) สิทธิที่จะเลือกใช้บริการทางการเงินได้ตามความต้องการ(3) สิทธิที่จะร้องเรียนเมื่อผู้ใช้บริการประสบปัญหา ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจควรจัดให้มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนและมาตรการดําเนินการเพื่อบรรเทาความเสียหายหรือแก้ไขเรื่องร้องเรียนดังกล่าว และ (4) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาชดเชยที่พอสมควรแก่เหตุสําหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น
(2) ผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง เพียงพอ ชัดเจน เป็นปัจจุบันและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 3 ผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์และมีระบบเก็บข้อมูลย้อนหลังเพื่อการตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นข้อร้องเรียน พร้อมทั้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้เมื่อร้องขอ ตลอดจนทําสัญญาอย่างเป็นธรรม เก็บรักษาข้อมูลความลับของผู้ใช้บริการ โฆษณาและส่งเสริมการขายโดยมีเนื้อหาและวิธีการนําเสนอที่เหมาะสมรวมถึงมีแนวทางดําเนินการเมื่อมีข้อร้องเรียน ตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 4
5.4.6 การจัดทํา จัดเก็บ และจัดส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ผู้ประกอบธุรกิจสามารถจัดทํา จัดเก็บ และจัดส่งข้อมูลต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ฉบับนี้ ตลอดจนเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้ใช้บริการเป็นการทั่วไป หรือเปลี่ยนแปลงการแจ้งข้อมูลต่าง ๆ แก่ผู้ใช้บริการ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยให้นําหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการจัดทํา จัดเก็บ และจัดส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันการเงินมาใช้โดยอนุโลม
5.4.7 การย้ายสถานที่ตั้ง
ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์จะย้ายสถนที่ตั้งสํานักงานใหญ่หรือสถานที่ติดต่อแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่กําหนดในคู่มือประชาชนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันดําเนินการย้ายสถานที่ตั้งดังกล่าว หากไม่ได้รับการทักท้วงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ถือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจย้ายสถานที่ตั้งสํานักงานใหญ่หรือสถานที่ติดต่อได้
ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบธุรกิจประกาศกําหนดการย้ายสถานที่ตั้งสํานักงานใหญ่หรือสถานที่ติดต่อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยอย่างน้อยต้องเปิดเผยไว้ในระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบธุรกิจ และในช่วงเวลาดําเนินการย้ายสถานที่ตั้งดังกล่าว ผู้ประกอบธุรกิจต้องกําหนดแนวทางดําเนินการเพื่ออํานวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการตามความเหมาะสม
5.4.8 การหยุดให้บริการเป็นการชั่วคราว
(1) กรณีหยุดให้บริการชั่วคราวที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่กําหนดในคู่มือประชาชน และผู้ใช้บริการทราบก่อนหยุดให้บริการไม่น้อยกว่า 15 วัน เช่น การปิดปรับปรุงระบบงาน
(2) กรณีหยุดให้บริการชั่วคราวอันเนื่องมาจากเหตุจําเป็น หรือกรณีเกิดเหตุการณ์ผิดปกติที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการในวงกว้าง (major incident) เช่น ระบบงานขัดข้อง หรือกรณีที่พบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงหรือทุจริต หรือสงสัยว่าระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ถูกเจาะข้อมูล ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งเหตุดังกล่าวพร้อมแนวทางการแก้ไขในเบื้องต้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทันที โดยต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมงนับจากทราบเหตุหรือควรจะได้ทราบเหตุ พร้อมทั้งแจ้งสาเหตุและการแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมภายหลัง และแจ้งผู้ใช้บริการทราบทันทีที่หยุดให้บริการชั่วคราว
5.4.9 การเลิกประกอบธุรกิจ
ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจ ยื่นหนังสือขอเลิกการประกอบธุรกิจล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วันทําการก่อนการเลิกการประกอบธุรกิจ พร้อมทั้งยื่นแผนงานในการเลิกการประกอบธุรกิจ กระบวนการในการดูแลผู้ใช้บริการทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ กระบวนการบริหารจัดการสินเชื่อที่ยังคงค้างชําระหรือคืนให้กับผู้ให้กู้ไม่ครบตามสัญญา กระบวนการจัดการสินทรัพย์หรือหลักประกันต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่สําคัญ มายังธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่กําหนดในคู่มือประชาชน
5.5 การรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่จัดทํารายงานผลประกอบการ และรายงานเรื่องร้องเรียนดังต่อไปนี้ โดยจัดส่งมายังธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่กําหนดในคู่มือประชาชน รวมถึงจัดทําและจัดส่งรายงานและข้อมูลอื่นเพิ่มเติมเป็นรายกรณีตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยร้องขอ
(1) งบการเงินประจําปีที่ผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอํานาจกระทําการแทนของผู้ประกอบธุรกิจ มายังธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใน 180 วันนับจากวันสิ้นงวดบัญชี
(2) รายงานเกี่ยวกับการให้บริการเป็นประจําทุกเดือน เช่น รายงานข้อมูลผู้ให้กู้ข้อมูลผู้กู้ และผลการดําเนินงาน ตามแบบรายงานที่กําหนดมายังธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน 30 วัน นับจากวันสิ้นเดือน
(3) รายงานข้อมูลและสถิติเรื่องร้องเรียนของผู้ใช้บริการ และเหตุการณ์ที่สําคัญ เช่น เหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการให้บริการ การฉ้อโกงหรือทุจริต การหยุดให้บริการของระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ให้รายงานเป็นประจําทุกเดือน มายังธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นเดือน
5.6 การขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาผ่อนผันเป็นรายกรณีในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่กําหนดในประกาศฉบับนี้ โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องขออนุญาตผ่อนผันโดยแสดงเหตุผลและความจําเป็น และแผนในการปรับปรุงมายังธนาคารแห่งประเทศไทยตามที่กําหนดในคู่มือประชาชนเป็นรายกรณี ซึ่งในการพิจารณาผ่อนผันธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมด้วยก็ได้
5.7 การกําหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม สั่งให้แก้ไข ระงับ หรือเพิกถอนการอนุญาต
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจสั่งการแก้ไข ระงับการดําเนินงานทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขอื่น ๆ ให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติด้วยก็ได้ หรือเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ให้ผู้ประกอบธุรกิจ กรรมการ หรือผู้มีอํานาจในการจัดการของผู้ประกอบธุรกิจ ส่งคืนใบอนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน 15 วัน
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2563
(นายวิรไท สันติประภพ)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย