ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง
การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด
๑.
เหตุผลในการออกประกาศ
เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากลอยตัวอย่างแท้จริง
ซึ่งจะทำให้ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มที่
ตลอดจนกระตุ้นให้สถาบันการเงินแข่งขันกันอย่างเสรีและเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและมีความชัดเจนในทางปฏิบัติ
พร้อมทั้งพัฒนาตราสารทางการเงินขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุน
๒.
อำนาจตามกฎหมาย
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๑๔ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์
(ฉบับที่
๒) พ.ศ. ๒๕๒๒
ออกข้อกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
๓.
ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคาร
๔.
เนื้อหา
๔.๑ ให้ยกเลิก
(๑)
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ ๒๐
ตุลาคม ๒๕๓๖
(๒)
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด (ฉบับที่ ๒)
ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน
๒๕๔๐
(๓)
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด (ฉบับที่ ๓)
ลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม
๒๕๔๐
(๔)
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด (ฉบับที่ ๔)
ลงวันที่ ๑๘ กันยายน
๒๕๔๐
(๕)
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด (ฉบับที่ ๕)
ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม
๒๕๔๑
๔.๒
ให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ยืมดังต่อไปนี้
(๑)
เงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทกระแสรายวันและประเภทออมทรัพย์ที่ไม่ใช้เช็คในการถอน
เงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลา
เงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้โดยการออกบัตรเงินฝาก (Negotiable
Certificate of Deposit) และเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลา
ประเภทเงินฝากแบบผูกพันที่มีระยะเวลาการฝากต่อเนื่องเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่า ๒๔
เดือน (Contractual Savings) ให้จ่ายดอกเบี้ยได้ตามอัตราที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนด ทั้งนี้
ธนาคารพาณิชย์อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าบางรายเพิ่มขึ้นได้แต่ต้องไม่เกินร้อยละ
๐.๕
จากอัตราที่กำหนดจ่ายสำหรับลูกค้าทั่วไป
(๒)
กรณีเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้มีวันครบกำหนดตรงกับวันหยุดทำการของธนาคารพาณิชย์และลูกค้าไม่ประสงค์จะฝากต่อโดยมาขอถอนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในวันทำการถัดไป
ให้ธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยให้ลูกค้าสำหรับวันหยุดทำการนั้นด้วย
(๓)
เงินฝากหรือเงินกู้ยืมที่ธนาคารพาณิชย์จ่ายผลตอบแทนให้แก่ลูกค้าประเภทสถาบันโดยอ้างอิงกับตัวแปรอื่นที่มิใช่อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
ให้จ่ายผลตอบแทนตามวิธีการคำนวณที่ธนาคารพาณิชย์ได้ตกลงกับลูกค้า ทั้งนี้
ประเภทลูกค้าและขอบเขตการทำธุรกรรมให้เป็นไปตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ธนาคารพาณิชย์กำหนดจะจ่ายสำหรับเงินฝากแต่ละประเภทตาม
(๑)
ทั้งที่จ่ายให้แก่ลูกค้าทั่วไป
ลูกค้ารายใหญ่และลูกค้าบางราย
รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่จะจ่ายสำหรับเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาซึ่งธนาคารพาณิชย์ยินยอมให้ถอนก่อนครบกำหนดด้วย
ทั้งนี้
ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวต้องใช้บังคับกับสำนักงานใหญ่และสาขาทุกแห่ง
เว้นแต่เรื่องวงเงินฝาก
สาขาของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งอาจกำหนดวงเงินฝากเพื่อการจ่ายดอกเบี้ยให้แตกต่างกันได้
๔.๓ ให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อดังต่อไปนี้
(๑)
ให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกจากลูกค้าทุกประเภท
รวมทั้งเงื่อนไขต่างๆ (ถ้ามี)
โดยจำแนกตามประเภทลูกค้าและสินเชื่อแต่ละประเภท
ซึ่งรวมถึงการประกาศกำหนด
(ก)
อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา
(Minimum Loan Rate (MLR)) และคำจำกัดความของลูกค้าที่จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดโดยอ้างอิงกับอัตราที่กล่าว
(ข)
อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี
(Minimum Retail Rate (MRR)) และส่วนต่าง (Margin)
สูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะใช้บวกเข้ากับ
MRR
(ค)
อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่อ้างอิงกับอัตราอื่นที่มิใช่
MLR หรือ
MRR เงื่อนไข
และประเภทลูกค้าที่จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดโดยอ้างอิงกับอัตราดังกล่าว
(ง)
อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกจากลูกค้าทุกประเภทซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไข
(๒)
ให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดจากลูกค้าได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับสินเชื่อแต่ละประเภทตาม
(๑)
เว้นแต่ในกรณีลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไข
ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดรวมทั้งค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อรวมกันทั้งสิ้นได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตาม
(๑)
(ง)
(๓)
การให้สินเชื่อเพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดโดยได้ทำสัญญาผูกพันกันไว้ก่อนวันที่
๑ มิถุนายน ๒๕๓๕ เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตรา MLR ตาม (๑) (ก)
(๔)
การให้สินเชื่อบัตรเครดิต
ให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนด
แต่ต้องไม่เกินเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
๔.๔ ให้ธนาคารพาณิชย์จัดส่งสำเนาประกาศเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อตามข้อ
๔.๒
และข้อ ๔.๓
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบภายใน ๓ วัน
นับแต่วันที่ธนาคารพาณิชย์ออกประกาศและทุกคราวที่ออกประกาศเปลี่ยนแปลง
พร้อมทั้งปิดประกาศดังกล่าวในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง
ให้ธนาคารพาณิชย์จัดเก็บต้นฉบับของประกาศดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเอกสาร
สื่อบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือในรูปแบบใดๆ เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี
เพื่อจัดให้ลูกค้าหรือศาล ตามที่ร้องขอ
๔.๕
ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับแก่กรณีการรับฝากเงินหรือการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน
และกรณีที่ธนาคารพาณิชย์รับฝากเงินหรือให้สินเชื่อโดยตกลงกันเป็นเงินตราต่างประเทศ
เว้นแต่เป็นกรณีตามข้อ ๔.๒
(๓)
๕. [๑] วันเริ่มต้นใช้บังคับ
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ เป็นต้นไป
ประกาศ
ณ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗
หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
มยุรี/พิมพ์
๒๕
มิถุนายน ๒๕๔๗
จีระ/สุนันทา/ตรวจ
๒๙
มิถุนายน ๒๕๔๗
A+B
[๑] รก.๒๕๔๗/พ๒๒ง/๔๒/๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗