法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 80/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับสำหรับธนาคารพาณิชย์

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สนส. 80 /2551

เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับสําหรับธนาคารพาณิชย์

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

เพื่อให้มีความชัดเจนและโปร่งใสในการจ่ายและเรียกเก็บดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ ที่เกี่ยวเนื่องกับการรับฝากเงินและการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ และเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคในการเปรียบเทียบข้อมูลสําหรับเลือกใช้บริการจากธนาคารพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ

ในการออกประกาศฉบับนี้เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และเป็นการรวบรวมประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับของธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ในฉบับเดียวกัน โดยสาระสําคัญของหลักเกณฑ์ส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากหลักเกณฑ์เดิม อย่างไรก็ดี เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกําหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากได้ยืดหยุ่นมากขึ้นธนาคารแห่งประทศไทยจึงยกเลิกการกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษที่ธนาคารพาณิชย์กําหนดเพิ่มขึ้นจากอัตราที่ประกาศไว้ได้อีกไม่เกินร้อยละ 0.5 นอกจากนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคผู้ฝากเงิน ในการเรียกเก็บค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก ธนาคารพาณิชย์จะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ลูกค้าแต่ละรายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และกรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวแต่ไม่อยู่ในข่ายเรียกเก็บค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก ธนาคารพาณิชย์จะต้องแจ้งเป็นจดหมายลงทะเบียนหรือจดหมายรับรองให้ลูกค้าทราบ

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 38 มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 46 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ ตามความในประกาศฉบับนี้

อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร แต่ไม่ใช้บังคับกับกรณี ดังต่อไปนี้

3.1 การรับฝากเงิน หรือการให้สินเชื่อระหว่างธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน

3.2 การให้สินเชื่อ โดยตกลงกันเป็นเงินตราต่างประเทศ

3.3 ธุรกรรมเงินฝาก และเงินให้สินเชื่อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์โดยเฉพาะในเรื่องดังกล่าวไว้ เช่น เงินฝากหรือเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์แฝง สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกํากับ ให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว

อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก ตามเอกสารแนบ 1

อื่นๆ - 5. เนื้อหา

5.1 ในประกาศฉบับนี้

"ดอกเบี้ย ส่วนลด หรือค่าบริการ" หมายความว่า บรรดาเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นที่อาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน ซึ่งผู้ฝากเงินหรือบุคคลใดได้รับจากธนาคารพาณิชย์ พนักงาน หรือลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากการรับฝากเงิน กู้ยืมเงิน หรือรับเงิน หรือที่ธนาคารพาณิชย์ พนักงานหรือลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์นั้นได้รับเนื่องจากการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์

"ค่าบริการต่าง ๆ" หมายความว่า บรรดาเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นที่อาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน นอกจากดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับจากลูกค้าเนื่องจากการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่า ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดก็ตาม แต่ไม่รวมถึงเบี้ยปรับที่อาจเรียกได้ ตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551

"เงินให้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ (Commercial loan)" หมายความว่าเงินให้สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการประกอบธุรกิจ

"เงินให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Consumer loan)" หมายความว่าเงินให้สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อนําไปใช้ในการประกอบธุรกิจ ซึ่งรวมถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Housing loan) สินเชื่อบัตรเครดิต (Credit card loan) และสินเชื่อส่วนบุคคล(Personal loan)

5.2 การกําหนดแนวทางและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับฝากเงิน และการให้สินเชื่อ

5.2.1 ธนาคารพาณิชย์ต้องกําหนดแนวทางและวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องดังต่อไปนี้

(1) การจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้แก่ลูกค้า

(2) การเรียกเก็บดอกเบี้ย หรือส่วนลดเงินให้สินเชื่อ และค่าบริการต่าง ๆ รวมถึงเบี้ยปรับจากลูกค้า

(3) การรับข้อร้องเรียนจากลูกค้าในเรื่องการจ่ายดอกเบี้ย การเรียกเก็บดอกเบี้ยหรือส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับช่องทางในการรับข้อร้องเรียน กระบวนการพิจารณาตรวจสอบ ระยะเวลาในการดําเนินการ การแจ้งผลการดําเนินการ และกระบวนการพิจารณาการชดเชยสําหรับความเสียหายใด ๆ ที่ลูกค้าได้รับอันเกิดจากความผิดพลาดของธนาคารพาณิชย์

5.2.2 ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันไว้ในที่เปิดเผย ณ สํานักงานใหญ่และสํานักงานสาขาของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งที่ให้บริการ โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดสัญญาหรือข้อตกลงที่เป็นรูปแบบมาตรฐานสําหรับลูกค้าทั่วไป เงื่อนไขต่าง ๆ ของสัญญาหรือข้อตกลง อัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ เบี้ยปรับ รวมถึงสูตรและวิธีการคํานวณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้รวมถึงกรณีมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวด้วย และต้องสามารถมอบให้ลูกค้าผู้ใช้บริการได้ตามสมควรเมื่อมีการร้องขอ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการได้ตรงตามความต้องการ

5.2.3 ในการทําสัญญาใหม่กับลูกค้า ธนาคารพาณิชย์ต้องมอบหรือส่งสําเนาสัญญาหรือข้อตกลงการให้บริการให้แก่ลูกค้า ซึ่งต้องระบุถึงอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดหรือค่าบริการต่าง ๆ หรือเบี้ยปรับ และต้องขี้แจงให้ลูกค้าทราบถึงภาระ สิทธิและประโยชน์ในการทําสัญญาดังกล่าวด้วย

5.2.4 การทําโฆษณาไม่ว่าจะกระทําด้วยการใช้ถ้อยคํา ตัวอักษร ตัวเลข ภาพหรือผัง หรือด้วยวิธีอื่นใด โดยทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ป้ายโฆษณา จดหมาย หรือโดยทางอื่นใดต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์ควรให้ข้อมูลที่ชัดเจนทั้งด้านสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับและภาระหรือค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าจะต้องจ่าย เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีและลูกต้อง

5.3 ดอกเบี้ยเงินฝาก

ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยเงินฝาก ดังต่อไปนี้

5.3.1 ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายสําหรับเงินฝากของลูกค้าแต่ละประเภทรวมทั้งเงื่อนไขต่างๆ (ถ้ามี โดยคํานึงถึงความชัดเจน โปร่งใส และเท่าเทียมกันสําหรับเงินฝากของลูกค้าประเภทเดียวกัน และให้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(1) อัตราดอกเบี้ยสําหรับเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทกระแสรายวัน เงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ที่ไม่ใช้เช็คในการถอน เงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลา เงินฝากที่ต้องง่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กําหนดไว้โดยการออกบัตรเงินฝาก และเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาแบบผูกพันที่มีระยะเวลาการฝากต่อเนื่องเป็นรายเดือนไม่ต่ํากว่า 24 เดือน (Contractual savings)

(2) เงื่อนไขต่าง ๆ ในการจ่ายดอกเบี้ย เช่น อัตราดอกเบี้ยกรณีลูกค้าถอนก่อนครบกําหนดระยะเวลา แต่จะต้องไม่เกินอัตราที่กําหนดตามข้อ (1) วิธีการคํานวณดอกเบี้ยจ่ายความถี่ในการจ่าย จํานวนวันต่อปีที่ใช้ในการคิดดอกเบี้ย และสาขาที่ให้บริการเปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น

(3) เงื่อนไขอื่น ๆ ที่สําคัญ เช่น รายละเอียดการประกันเงินต้นและดอกเบี้ยจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือสถาบันคุ้มครองเงินฝากของผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทที่ธนาคารพาณิชย์ให้บริการแก่ลูกค้า เป็นต้น

5.3.2 จ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก ตามอัตราที่ประกาศกําหนดสําหรับเงินฝาก และลูกค้าแต่ละประเภทตามข้อ 5.3.1

5.3.3 กรณีที่วันครบกําหนดจ่ายคืนเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กําหนดไว้ตรงกับวันหยุดทําการของธนาคารพาณิชย์ ให้ถือเอาวันทําการวันแรกต่อจากวันหยุดทําการนั้นเป็นวันครบกําหนดจ่ายคืนเงินฝาก โดยธนาคารพาณิชย์ต้องง่ายดอกเบี้ยให้ลูกค้าสําหรับวันหยุดทําการนั้นด้วย สําหรับบัตรเงินฝากที่ไม่กําหนดอัตราดอกเบี้ย ให้จ่ายไม่ต่ํากว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่จ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ตามที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกําหนดเว้นแต่ลูกค้าจะมีข้อตกลงกับธนาคารพาณิชย์เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนว่าให้โอนเงินต้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากอื่นของลูกค้าตั้งแต่วันครบกําหนดจ่ายคืน

5.3.4 ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์แจกเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดนอกจากดอกเบี้ยโดยการจัดรายการชิงโชคหรือจับฉลากให้แก่ลูกค้าอีก เว้นแต่เป็นการให้ของกํานัลแก่ลูกค้าในโอกาสอันเป็นประเพณีนิยมที่ถือปฏิบัติกันโดยทั่วไป

5.4 ค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเงินฝาก

ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติในเรื่องค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเงินฝากดังต่อไปนี้

5.4.1 กรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหว มียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าที่ธนาคารพาณิชย์กําหนด และธนาคารพาณิชย์มีความจําเป็นที่จะต้องเรียกเก็บหรือหักบัญชีเป็นค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก ให้ธนาคารพาณิชย์ดําเนินการ ดังนี้

(1) กําหนดค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก เท่าที่จําเป็นเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการบริหารบัญชีดังกล่าว โดยคํานึงถึงรายได้ที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับจากการนําเงินฝากของลูกค้าไปหาผลประโยชน์ประกอบด้วย พร้อมทั้งกําหนดเงื่อนไขในการเรียกเก็บให้ชัดเจน

(2) ในขณะที่ลูกค้าเปิดบัญชีเงินฝากใหม่ ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงค่าบริการรักษาบัญชีงินฝากและเงื่อนไขในการเรียกเก็บที่ชัดเจน

(3) แจ้งเป็นหนังสือให้ลูกค้าแต่ละรายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนที่จะเรียกเก็บหรือหักบัญชีเป็นค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก โดยให้ชําระยอดเงินฝากคงเหลือค่าบริการที่เรียกเก็บ และเงื่อนไขในการเรียกเก็บให้ชัดเจน

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะทําข้อตกลงเรียกเก็บหรือหักบัญชีเป็นค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝากเกินกว่ายอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีไม่ได้

5.4.2 กรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวแต่ไม่อยู่ในข่ายที่ลูกเรียกเก็บค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝากตามข้อ 5.4.1 และเป็นบัญชีของบุคคลธรรมดาประเภทกระแสรายวันหรือออมทรัพย์ รวมถึงบัญชีเงินฝากประจําซึ่งโดยทั่วไปจะทําสัญญาแบบฝากต่อเนื่องเมื่อครบกําหนด(Roll over) แต่ลูกค้าไม่มีการติดต่อเป็นเวลานาน ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งยอดเงินฝากคงเหลือเป็นจดหมายลงทะเบียนหรือจดหมายรับรองให้ลูกค้าทราบ และหากลูกค้าหรือทายาทยังไม่ติดต่อมายังธนาคารพาณิชย์ เพื่อขอปิดบัญชีหรือทํารายการเพื่อให้บัญชีมีการเคลื่อนไหว ให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งเป็นจดหมายอีก 2 ครั้งโดยมีระยะเวลาห่างกันคราวละ 1 ปี โดยในครั้งสุดท้าย ให้ระบุว่า

ธนาคารพาณิชย์จะหยุดการแจ้งเป็นหนังสือ

5.5 ดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อ

ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อ ดังต่อไปนี้

5.5.1 ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่จะเรียกเก็บจากลูกค้าแต่ละประเภท ดังนี้

(1) อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง พร้อมทั้งคําจํากัดความของลูกค้าที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บดอกเบี้ยและส่วนลดโดยอ้างอิงกับอัตราดังกล่าว เช่น อัตราดอกเบี้ยสําหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) อัตราดอกเบี้ยสําหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) และอัตราดอกเบี้ยสําหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate หรือ MOR) เป็นต้น

(2) เพดานอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกเก็บได้สูงสุดโดยจําแนกตามกลุ่มเป็นเงินให้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ (Commercial loan) และเงินให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Consumer loan) ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์อาจประกาศจําแนกปลีกย่อยตามประเภทเงินให้สินเชื่อ และอาจแยกประกาศเพดานอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดกรณีผิดนัดชําระหนี้ออกจากเพดานอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดกรณีปกติด้วยก็ได้

5.5.2 ไม่ว่ากรณีใด ๆ ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้ไม่เกินเพดานอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศไว้สําหรับเงินให้สินเชื่อและลูกค้าแต่ละกลุ่มและประเภทตามข้อ 5.5.1 (2) ยกเว้นสินเชื่อเพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยที่ได้ทําสัญญาผูกพันกันไว้ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 253 ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตรา MLR ตามข้อ 5.5.1 (1)

5.6 ค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเงินให้สินเชื่อ

ค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยหรือส่วนลด เว้นแต่ค่าบริการต่าง ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดดังต่อไปนี้ ให้เรียกเก็บต่างหากจากดอกเบี้ยได้

5.6.1 กรณีเงินให้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ (Commercial loan) หากธนาคารพาณิชย์ประกาศประเภท จํานวน หรืออัตราของค่าบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อไว้อย่างชัดเจน ธนาคารพาณิชย์อาจรียกค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บได้ต่างหากโดยไม่ถือเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดก็ได้

5.6.2 กรณีเงินให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Consumer loan) ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกเก็บค่าบริการต่าง ๆ ตามที่ได้ง่ายไปจริงและพอสมควรแก่เหตุได้ต่างหากโดยไม่ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้ แต่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายเฉพาะที่กําหนด ไว้ดังต่อไปนี้

(1) ค่าใช้จ่ายที่ธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายให้แก่หน่วยงานราชการ

(2) ค่าใช้จ่ายที่ธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายให้แก่บุคคลอื่นหรือหน่วยงานภายนอก โดยมีหลักฐานการชําระเงินที่สามารถตรวจสอบได้ตามประเภทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดดังตารางที่ 3 แนบท้ายประกาศนี้

(3) ค่าใช้จ่ายที่ทําให้ต้นทุนในการดําเนินงานของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการให้บริการแก่ลูกค้าหรือการผิดนัดชําระหนี้ของลูกค้าแล้วแต่กรณีเฉพาะรายตามประเภทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดดังตารางที่ 3 แนบท้ายประกาศนี้

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายประเภทเดียวกันตามที่ระบุไว้ในข้อ (2) และ (3) ซ้ําซ้อนกันไม่ได้

5.7 ค่าบริการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อ

ค่าบริการใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อ เช่น ค่าบริการการใช้เช็คหรือการโอนเงินนั้น ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกเก็บได้อยู่แล้ว แต่ต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กําหนดไว้โดยเฉพาะในเรื่องนั้น ๆ

5.8 เบี้ยปรับที่เกี่ยวเนื่องกับเงินให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย

ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติในเรื่องเบี้ยปรับเงินให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ดังต่อไปนี้

5.8.1 กรณีที่ลูกค้าเลือกทําสัญญาเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตั้งแต่แรกและประสงค์จะไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกําหนดทั้งจํานวน ธนาคารพาณิชย์สามารถคิดเบี้ยปรับดังกล่าวได้เฉพาะกรณีลูกค้าไถ่ถอนสินเชื่อเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่นภายในช่วง 3 ปีแรกนับจากวันทําสัญญา

5.8.2 กรณีที่ลูกค้าทําสัญญาเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยคงที่และประสงค์จะไถ่ถอนสินเชื่อก่อนครบรอบสัญญา ซึ่งเป็นสัญญาที่ธนาคารพาณิชย์กําหนดให้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เปลี่ยนทุกรอบ 3 ปี หรือ ร ปี เพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น หรือกรณีที่ลูกค้าประสงค์จะขอเปลี่ยนไปใช้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวก่อนครบรอบสัญญาที่กล่าวให้ธนาคารพาณิชย์สามารถคิดเบี้ยปรับได้

5.9 การเปิดเผยข้อมูลอัตราดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ

5.9.1 การประกาศกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่างๆและเบี้ยปรับ ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

(1) ปิดประกาศตารางที่ 1 - 6 แนบท้ายประกาศนี้ไว้ในที่เปิดเผย ณ สํานักงานใหญ่และสํานักงานสาขาของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งที่ให้บริการ ภายในวันเดียวกับที่ธนาคารพาณิชย์ออกประกาศหรือเปลี่ยนแปลงประกาศ

(2) เผยแพร่ตารางที่ 1 - 6 แนบท้ายประกาศนี้ไว้ในเว็บไซต์ (Website) ของธนาคารพาณิชย์ ก่อนวันที่อัตราที่ประกาศมีผลใช้บังคับ และต้องเผยแพร่ข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้ลูกค้าเรียกดูข้อมูลได้

(3) แจ้งเป็นหนังสือให้แก่ลูกค้าภายในเวลาอันควร หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Consumer loan) ซึ่งทําให้ลูกค้าเสียประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว

5.9.2 การประกาศกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงค่าบริการต่าง ๆ เบี้ยปรับ สูตรและวิธีการคํานวณ ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ของสัญญาหรือข้อตกลง ซึ่งทําให้ลูกค้าผู้ใช้บริการเสียประโยชน์ ธนาคารพาณิชย์ต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าก่อน เว้นแต่ลูกค้าเลือกที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ดําเนินการเป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีการตกลงใด ๆ ไว้ ธนาคารพาณิชย์ต้องปิดประกาศการกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผย ณ สํานักงานใหญ่และสํานักงานสาขาของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งที่ให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนจะมีผลใช้บังคับ และต้องเผยแพร่ในเว็บไซต์ (Website) ของธนาคารพาณิชย์ไปในคราวเดียวกันด้วย ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ข้อนี้ไม่ใช้บังคับกับสัญญาที่เป็นการเฉพาะรายกับลูกค้ารายใหญ่

5.9.3 ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดเก็บต้นฉบับของตารางที่ 1- 6 แนบท้ายประกาศนี้ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเอกสาร หรือสื่อบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือในรูปแบบใด ๆ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีนับแต่วันที่อัตราที่ประกาศมีผลใช้บังคับ เพื่อจัดให้ลูกค้า ศาล หรือหน่วยงานของรัฐตามที่ร้องขอ

5.10 การจัดทํารายงานบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ

ธนาคารพาณิชย์ต้องส่งข้อมูลตามข้อ 5.9.1 (1) เฉพาะตารางที่ 4 - 6 ให้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในรูปแบบ Excel file ผ่านช่องทาง Email Address : [FOG\[email protected]](mailto:[email protected]) ภายใน 3 วันทําการนับจากวันที่ออกประกาศหรือเปลี่ยนแปลงประกาศ

อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551

(นางธาริษา วัฒนเกส)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 80/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับสำหรับธนาคารพาณิชย์ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_499fef0dcc7e11fb (accessed 2026-07-07)

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com