法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 120/2545 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
13
มาตรา อารัมภบท

คําสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 120/2545

เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนําผู้มี เงินได้หรือผู้ประกอบการที่เป็นนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทํา ภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย และผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย สําหรับการเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย กรมสรรพากรจึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ คําว่า “ภาพยนตร์” หมายความว่า ภาพ เสียง รวมทั้งข้อความที่มีการ ถ่าย อัด หรือบันทึกไว้ในฟิล์มหรือวัสดุใด ๆ ที่สามารถถ่ายทอดออกมาให้เป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ในลักษณะต่อเนื่องกันด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์หรือเครื่องมืออื่นใด และให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพยนตร์ที่ใช้เพื่อการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ด้วย

คําว่า “ถ่ายทําภาพยนตร์” หมายความว่า การถ่าย อัด บันทึก หรือทําด้วยวิธีอื่นใดซึ่งภาพ เสียง หรือข้อความเพื่อให้เป็นภาพยนตร์

คําว่า “คณะถ่ายทําภาพยนตร์” หมายความว่า ผู้ดําเนินการถ่าย อัด บันทึก หรือทําด้วยวิธีอื่นใดซึ่งภาพ เสียง หรือข้อความเพื่อให้เป็นภาพยนตร์

คําว่า “นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ” หมายความว่า นักแสดง ภาพยนตร์ซึ่งมีภูมิลําเนาอยู่ในต่างประเทศ และเข้ามาแสดงภาพยนตร์ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

คําว่า “เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย” หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับการถ่ายทําภาพยนตร์ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เช่น ผู้กํากับการแสดง ช่างภาพ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค เป็นต้น

คําว่า “ผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย” หมายความว่า ผู้ดําเนินการติดต่อประสานงานและกํากับการดําเนินงานของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้เข้ามาถ่ายทําภาพยนตร์ของตนเองในประเทศไทย โดยไม่มีรายได้จากการถ่ายทําภาพยนตร์ ดังกล่าว กรณียังไม่ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกําไรในประเทศไทย จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ การถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย นักแสดงภาพยนตร์ ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ทั้งที่มีภูมิลําเนาในประเทศไทยและมิได้มีภูมิลําเนาในประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นผู้มีเงินได้จากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ ให้นําเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

เงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศที่ต้องนํามารวมคํานวณเสียภาษีตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยเงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทนจากการประกอบอาชีพนักแสดง ภาพยนตร์ต่างประเทศ รางวัลและประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการแสดง เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจํานวนคราวที่แสดง จ่ายเป็น การเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทํานองเดียวกัน ทั้งนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะซึ่งนักแสดง ภาพยนตร์ต่างประเทศได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจําเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศย่อมได้รับยกเว้นภาษี เงินได้สําหรับค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะดังกล่าวตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร

กรณีนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทําไว้กับประเทศนั้น ๆ

ตัวอย่าง

นาย A นักแสดงชาวอเมริกัน ได้เข้ามาแสดงในการถ่ายทําภาพยนตร์ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยได้รับเงินได้เป็นค่าจ้างแสดงภาพยนตร์ ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยงที่เป็นค่าที่พักและค่าอาหาร ดังนั้น นาย A ต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษี เงินได้ในประเทศไทย แต่สําหรับค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยง ซึ่งได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจําเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น นาย A ย่อมได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้สําหรับค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยง อย่างไรก็ดี หากนาย A ได้รับเงินได้จากการแสดง ภาพยนตร์ในประเทศไทยไม่เกิน 100 ดอลล่าร์สหรัฐหรือเป็นเงินไทยในจํานวนเทียบเท่าต่อวัน หรือเป็นจํานวนรวมกันไม่เกิน 3,000 ดอลล่าร์สหรัฐหรือเป็นเงินไทยในจํานวนเทียบเท่าในปีภาษี นาย A ย่อมไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย

นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศมีหน้าที่ยื่นรายการและชําระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง ดังนี้

(1) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ให้นําเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนไปยื่นรายการและชําระภาษีภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.94

(2) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจําปี ให้นําเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมไปยื่นรายการและชําระภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.90 ทั้งนี้ ให้นําภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีที่ชําระไว้ตาม (1) มาถือเป็นเครดิตภาษีในการเสียภาษี

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศตามข้อ 4 ให้คํานวณหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกําหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้ พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ดังนี้

(1) หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจําเป็นและสมควร หรือ

(2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ดังนี้

(ก) สําหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 60

(ข) สําหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 40

การหักค่าใช้จ่ายตาม (ก) และ (ข) รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท

กรณีสามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ ต่างประเทศ ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือเอาเงินได้ของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี โดยให้ต่างฝ่ายต่างหักค่า ใช้จ่ายตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

ตัวอย่าง

นาย ก และนาง ข เป็นนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศและเป็นสามีภริยากัน ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยนาย ก มี เงินได้พึงประเมิน 2,000,000 บาท และนาง ข มีเงินได้พึงประเมิน 500,000 บาท ดังนั้น นาย ก จึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและชําระภาษีในนามของนาย ก โดยนําเงินได้ของนาง ข มารวมคํานวณภาษีด้วย และหากเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ให้หักค่าใช้จ่ายได้ ดังนี้

- เงินได้ของนาย ก หักค่าใช้จ่ายได้จํานวน 600,000 บาท

- เงินได้ของนาง ข หักค่าใช้จ่ายได้จํานวน 260,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาที่มีสิทธิหักได้ 860,000 บาท

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศตามข้อ 4 ให้คํานวณหักค่าลดหย่อนตามมาตรา 47 แห่งประมวลรัษฎากร

กรณีนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คํานวณหักค่าลดหย่อนคู่สมรสและหรือบุตรได้ ไม่ว่าคู่สมรสและหรือบุตรจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่

กรณีนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศไม่ได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย จะคํานวณหักค่าลดหย่อนคู่สมรสและหรือบุตรได้ เฉพาะคู่สมรสและหรือบุตรที่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

คําว่า “ผู้อยู่ในประเทศไทย” หมายถึง บุคคลผู้อยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ คนต่างด้าวที่มีเงินได้พึงประเมินจากการเป็นนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องยื่นคําร้องตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนด เพื่อขอรับใบผ่าน ภาษีอากรภายในกําหนดเวลาไม่เกินสิบห้าวันก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชําระหรือไม่ตามมาตรา 4 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้ผู้จ่ายเงินได้ให้แก่นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ มีหน้าที่คํานวณหักภาษี ณ ที่จ่ายและนําส่ง ณ ที่ว่าการอําเภอท้องที่ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ ดังนี้

(1) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่นซึ่งจ่ายเงินได้ดังกล่าวให้แก่ผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจํานวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ถึง 10,000 บาท ให้คํานวณหักในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้ที่จ่าย เว้นแต่การจ่ายเงินได้ให้แก่นักแสดงภาพยนตร์ ต่างประเทศที่ได้จากการประกวดหรือแข่งขันให้คํานวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 50(4) แห่งประมวลรัษฎากร

(2) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือ นิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้คํานวณหักตามอัตราที่กําหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เว้นแต่การจ่ายเงินได้ให้แก่นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศเฉพาะกรณีที่มีการดําเนินการถ่ายทําภาพยนตร์ในประเทศไทยโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้รับอนุญาตให้ถ่ายทําภาพยนตร์ในประเทศไทย จากคณะอนุกรรมการพิจารณาคําขออนุญาตถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ว่าด้วยการขออนุญาตถ่ายทําภาพยนตร์ ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2544 ให้คํานวณหักในอัตราร้อยละ 10.0 ทั้งนี้ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 9(2)(ก) ของคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่ง ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.111/2545 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2545

กรณีนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศได้รับเงินได้จากการแสดงภาพยนตร์และได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 10.0 ตามวรรคหนึ่ง เมื่อถึงกําหนดยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศจะเลือกไม่นําเงินได้จากการแสดงภาพยนตร์มารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามข้อ 4 ก็ได้ ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่นักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศดังกล่าวไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืนหรือไม่ขอเครดิตเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ ต่างประเทศในประเทศไทย ให้นําเงินได้ของเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) หรือ (2) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

เงินได้ของเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยที่ต้องนํามารวมคํานวณเสียภาษีตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยเงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทน จากการประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับการถ่ายทําภาพยนตร์ รางวัลและประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการถ่ายทําภาพยนตร์ เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจํานวนคราวที่มีการถ่ายทําภาพยนตร์ จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทํานองเดียวกัน ทั้งนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะซึ่งเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ ต่างประเทศในประเทศไทยได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจําเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สําหรับค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะดังกล่าวตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร

การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คํานวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนําส่งตามมาตรา 50(1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร

กรณีเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทําไว้กับประเทศนั้น ๆ

ตัวอย่าง

นาย B ผู้กํากับการแสดงชาวอเมริกันเป็นลูกจ้างของบริษัทผลิตภาพยนตร์แห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยได้รับเงินได้เป็นค่าจ้างกํากับการแสดง ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยงที่เป็นค่าที่พักและค่าอาหาร ดังนั้น นาย B ต้องนําเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย แต่สําหรับค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยง ซึ่ง ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจําเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น นาย B ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สําหรับค่าพาหนะและค่าเบี้ยเลี้ยง อย่างไรก็ดี หากนาย B เข้ามาทํางานในประเทศไทยไม่เกิน 183 วัน เงินได้ที่ได้รับนั้นจ่ายโดยหรือในนามของนายจ้างในประเทศสหรัฐอเมริกา และเงินได้นั้นไม่ตกเป็นภาระแก่สถานประกอบการที่นายจ้างมีอยู่ในประเทศไทย นาย B ย่อมไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การเสียภาษีเงินได้ของผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย และการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินได้ให้แก่ผู้ประสานงานในการถ่ายทํา ภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ให้ปฏิบัติ ดังนี้

(1) กรณีผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องนําเงินได้ที่ได้รับเฉพาะจากการติดต่อประสานงาน ในการถ่ายทําภาพยนตร์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคํานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

เงินได้ของผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยที่ต้องนํามารวมคํานวณเสียภาษีตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยเงินได้พึงประเมินหรือ ค่าตอบแทนจากการติดต่อประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ในประเทศไทย รางวัลและประโยชน์ ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการติดต่อประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ในประเทศไทย เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยงค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจํานวนคราวที่มีการติดต่อประสานงาน จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทํานองเดียวกัน ทั้งนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะ ซึ่งผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจําเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น ผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สําหรับค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าพาหนะดังกล่าวตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากร

การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คํานวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนําส่งตามมาตรา 50(1) และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร

(2) กรณีผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ต่างประเทศและประกอบกิจการในประเทศไทย ต้องนํารายได้ที่ได้จากการติดต่อประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ดังกล่าวมารวมคํานวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ ต่างประเทศในประเทศไทยตามวรรคหนึ่ง ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คํานวณหักภาษี ณ ที่จ่ายนําส่ง ดังนี้

(ก) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คํานวณหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1.0 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

(ข) กรณีผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือ นิติบุคคลอื่น ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คํานวณหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 3/1 ของคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.101/2544 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่าย เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2544

(3) กรณีผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ที่ได้รับจากการติดต่อประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ในประเทศไทย ทั้งนี้ เฉพาะเงินได้ที่เป็นค่าตอบแทนในการติดต่อประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ในประเทศไทยเท่านั้น โดยให้ผู้จ่ายเงินได้ไม่ว่าจะเป็นบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล รัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น หักภาษี นําส่งจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร ตามอัตราภาษีเงินได้สําหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร

กรณีผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมีถิ่นที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย ให้ปฏิบัติตาม ข้อตกลงในอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทําไว้กับประเทศนั้น ๆ

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย และผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

(1) การให้บริการของนักแสดงภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81(1)(ฒ) แห่งประมวลรัษฎากร

(2) การให้บริการของเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยให้แก่คณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่เป็นการให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา 81(1)(ฐ) แห่งประมวลรัษฎากร

(3) การให้บริการของผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/1(10) และมาตรา 77/2(1) แห่งประมวลรัษฎากร

การจ่ายค่าบริการตาม (2) และ (3) ให้แก่ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นําส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร

(ก) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของคณะถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยที่ได้เข้ามาดําเนินการถ่ายทําภาพยนตร์ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

(ข) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยที่ได้เข้ามาดําเนินการติดต่อประสานงานในราชอาณาจักรเป็นการ ชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

(ค) ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ประสานงานในการถ่ายทําภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยได้ดําเนินการติดต่อประสานงานในต่างประเทศ

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคําสั่งนี้ให้เป็นอันยกเลิก

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ที่ลงในคําสั่งนี้เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - สั่ง ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545

ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล

(นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล)

อธิบดีกรมสรรพากร

13 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 120/2545 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_4bf1748b45b07665

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com