ข้อ ๑๔ บริษัทจะต้องจัดให้มีการควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทําประกันภัยต่อเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกรอบการบริหารการประกันภัยต่อ ดังต่อไปนี้ เป็นอย่างน้อย
(1) การควบคุมความเสี่ยงด้านเครดิต
(ก) การคัดเลือกผู้รับประกันภัยต่อ บริษัทต้องจัดทําหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้รับประกันภัยต่อ โดยควรคํานึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือขั้นต่ําที่บริษัทยอมรับได้ การกํากับดูแลของหน่วยงานกํากับที่กากับดูแลผู้รับประกันภัยต่อ ฐานะความมั่นคง ความรู้ความเชี่ยวชาญ ระยะเวลาการจ่ายเงิน การให้บริการอื่น ๆ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศนี้
(ข) การลดความเสี่ยงด้านเครดิต บริษัทควรมีเครื่องมือเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตอาทิเช่น การกําหนดให้มีการวางหลักทรัพย์ประกันของบริษัทประกันภัยต่อ หรือเงินถือไว้จากการประกันภัยต่อ การกําหนดเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลงหรือการยกเลิกสัญญากับผู้รับประกันภัยต่อในกรณีที่ผู้รับประกันภัยต่อถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ
(ค) การติดตามความมั่นคงและความเหมาะสมของผู้รับประกันภัยต่อ บริษัทต้องจัดให้มีกระบวนการในการติดตามอันดับความน่าเชื่อถือ ฐานะทางการเงิน ความเพียงพอของเงินกองทุนของผู้รับประกันภัยต่อ และความสามารถในการปฏิบัติตามภาระผูกพันให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้
(ง) การรับและจ่ายเงินจากการประกันภัยต่อ บริษัทต้องกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินจากการประกันภัยต่อ การรายงานเงินค้างรับและเงินค้างจ่ายจากผู้รับประกันภัยต่อการเรียกเก็บค่าสินไหมทดแทนจากการเอาประกันภัยต่อ ทั้งนี้ บริษัทจะต้องปฏิบัติตามประกาศ คปภ. ว่าด้วยการรับเงิน การจ่ายเงิน การตรวจสอบ และควบคุมภายใน เป็นอย่างน้อย
(จ) การคัดเลือกนายหน้าประกันภัยต่อ บริษัทต้องจัดทําหลักเกณฑ์การคัดเลือกนายหน้าประกันภัยต่อ โดยควรคํานึงถึง ประสบการณ์ การกํากับดูแลของหน่วยงานกํากับที่กํากับดูแลนายหน้าประกันภัยต่อ ความเชี่ยวชาญ และการให้บริการ เป็นต้น
(ฉ) การรับและจ่ายเงินของนายหน้าประกันภัยต่อ บริษัทต้องจัดทํากระบวนการติดตามควบคุม และตรวจสอบการรับและจ่ายเงินของนายหน้าประกันภัยต่อ หรืออื่น ๆ ที่บริษัทมอบหมายให้กระทําการแทน (ถ้ามีการใช้บริการ) ทั้งนี้ บริษัทจะต้องปฏิบัติตามประกาศ คปภ. ว่าด้วยการรับเงินการจ่ายเงิน การตรวจสอบ และควบคุมภายใน เป็นอย่างน้อย
(2) การควบคุมความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว
(ก) ระดับการกระจุกตัวของผู้รับประกันภัยต่อรายใดรายหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งบริษัทต้องจัดให้มีการทําประกันภัยต่อ โดยยึดหลักการให้มีการกระจายความเสี่ยง และคํานึงถึงความเสี่ยงที่มีต่อผู้รับประกันภัยต่อรายใดรายหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศนี้ หรือประกาศอื่นที่เกี่ยวข้อง
(ข) ระดับความเสี่ยงภัยสะสม บริษัทต้องจัดให้มีการจัดการให้ระดับการรับเสี่ยงภัยไว้เองสูงสุดต่อเหตุการณ์ (maximum event retention: MER) เป็นไปตามที่บริษัทกําหนดไว้ในกรอบการบริหารการประกันภัยต่อ และในกรณีที่มีความแตกต่างจากที่กําหนดไว้ จะต้องมีกระบวนการแก้ไขเพื่อให้กลับสู่ขีดจํากัด
(3) การควบคุมความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
(ก) การทําเอกสารสัญญาประกันภัยต่อ บริษัทต้องจัดทาเอกสารสัญญาประกันภัยต่อให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยต้องมั่นใจว่า ข้อกําหนด เงื่อนไขความคุ้มครองของสัญญาประกันภัยต่อมีความชัดเจน ครบถ้วน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบริษัทในการทําประกันภัยต่อ และจัดให้มีกระบวนการควบคุมและติดตามการจัดทําสัญญาประกันภัยต่อ
ทั้งนี้ บริษัทต้องจัดให้มีหลักฐานใด ๆ เพื่อยืนยันการตกลงรับประกันภัยต่อจากผู้รับประกันภัยต่อ หรือสลิปประกันภัยต่อ ก่อนวันที่สัญญาประกันภัยต่อนั้นจะมีผลบังคับ
(ข) การจัดทําสัญญาประกันภัยต่อเฉพาะราย บริษัทต้องกําหนดหลักเกณฑ์การจัดทําสัญญาประกันภัยต่อเฉพาะราย และกําหนดผู้มีอํานาจอนุมัติ รวมถึงจัดให้มีกระบวนการติดตามและยืนยันการทําประกันภัยต่อเฉพาะราย
กรณีที่บริษัทรับความเสี่ยงภัยซึ่งมีความจําเป็นต้องทําสัญญาประกันภัยต่อเฉพาะรายให้บริษัทจัดหาการเอาประกันภัยต่อเฉพาะรายให้แล้วเสร็จก่อนที่จะรับความเสี่ยงภัยนั้น
(ค) การจัดเก็บข้อมูลและการจัดทํารายงานธุรกรรมการประกันภัยต่อและนายหน้าประกันภัยต่อ บริษัทต้องจัดเก็บข้อมูลและจัดทํารายงานธุรกรรมการประกันภัยต่อ และต้องสามารถแสดงรายละเอียดของเจ้าหนี้และลูกหนี้จากการประกันภัยต่อได้
(4) การควบคุมความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง บริษัทต้องจัดให้มีกระบวนการและวิธีการ รวมถึงการติดตามและเร่งรัดการเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปตามที่กําหนดไว้ในสัญญาประกันภัยต่อโดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์ความเสียหายขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ในสัญญาประกันภัยต่อควรกําหนดให้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเรียกคืนทันที (cash call) หลักประกัน (collateral) หรือเงินถือไว้จากการประกันภัยต่อ (deposit accounts)