มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๒[๓]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือเนื่องจากหาผู้ที่มีเวลาราชการครบ ๕
ปี
ก่อนสั่งให้ไปทำการองค์การสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตามหลักเกณฑ์ที่พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ พ.ศ. ๒๔๙๕ กำหนดไว้ได้ยาก
เพราะผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่พระราชกฤษฎีกากำหนดไว้
ส่วนมากเป็นผู้มียศสูงกว่าอัตราที่ตั้งขึ้นใหม่ และเนื่องจากองค์การนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ
เห็นควรลดเวลาราชการให้มีขั้นต่ำเพียง ๒ ปี
และควรให้สิทธิแก่ผู้ที่ไปทำการองค์การสหประชาชาติด้วย จึงสมควรตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๑[๔]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๓ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ พ.ศ. ๒๔๙๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๒
ได้กำหนดไว้ว่าการสั่งให้ข้าราชการไปทำการอันจะนับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการได้ตามความในมาตรา
๒๘ แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ นั้น ให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเจ้าสังกัดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีสั่งได้โดยไม่มีกำหนดเวลา
สมควรแก้ไขให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งให้ไปทำการและอาจสั่งให้กระทำการต่อไปได้รวมเวลาทั้งสิ้นไม่เกินสี่ปีเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา
๕๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๑๘
ซึ่งบัญญัติให้ผู้ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ออกจากราชการเพื่อไปปฏิบัติงานใด
ๆ ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญเหมือนเต็มเวลาราชการ
ถ้าได้ขอกลับเข้ารับราชการภายในกำหนดเวลาสี่ปีนับแต่วันออกจากราชการก็ให้บรรจุเข้ารับราชการได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น
สุนันทา/ผู้จัดทำ
๑ มีนาคม ๒๕๕๓
กวินทราดา/ตรวจ
๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๓
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๙/ตอนที่ ๕๖/หน้า ๑๐๘๙/๑๖ กันยายน ๒๔๙๕
[๒]