ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 7 /2555
เรื่อง การกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการกําหนดหลักเกณฑ์การดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องมานานแล้ว และได้มีการปรับปรุงมาในหลายโอกาส ทั้งนี้ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว โดยมูลค่าไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญ และมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรองรับการไหลออกของแหล่งเงินจากประชาชนทั้งที่อยู่ในรูปเงินฝากและเงินกู้ยืม โดยเฉพาะแหล่งเงินที่มีลักษณะไหวตัวเร็ว ซึ่งหลักเกณฑ์การดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องที่ผ่านมาได้กําหนดให้ฐานในการคํานวณสินทรัพย์สภาพคล่องประกอบไปด้วยเงินรับฝากและเงินกู้ยืมบางประเภทเท่านั้นอย่างไรก็ดี ต่อมา เมื่อธนาคารพาณิชย์ต้องนําส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากในปริมาณที่มีนัยสําคัญ ต้นทุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จึงปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์หันไประดมเงินจากประชาชนผ่านช่องทางอื่นที่มิใช่การรับฝากเงิน เช่น ตั๋วแลกเงิน แต่มีวัตถุประสงค์ในการระดมเงินคล้ายเงินรับฝาก เพื่อเป็นการลดภาระด้านต้นทุน รวมทั้งทําให้สามารถเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าให้แก่ผู้ลงทุนได้ โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ําและมีการแข่งขันสูงในการระดมเงิน
ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักเกณฑ์การกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง และเพื่อให้เหมาะกับพัฒนาการของสภาพแวดล้อมทางการเงินในปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงฐานในการคํานวณอัตราส่วนการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องให้ครอบคลุมการกู้ยืมเงินจากการออกตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารพาณิชย์ แต่ยังไม่รวมการกู้ยืมจากการออกตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินจากสถาบันการเงิน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยไม่ได้เน้นใช้แหล่งเงินจากการกู้ยืมประเภทนี้ในการดําเนินธุรกิจ จึงทําให้มีปริมาณไม่มากนัก อย่างไรก็ดี ในอนาคตอันใกล้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาความเหมาะสมของหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่องให้สามารถสะท้อนลักษณะความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของสถาบันการเงินได้ดียิ่งขึ้น โดยจะคํานึงถึงพัฒนาการและแนวทางการบังคับใช้มาตรฐานสากลด้านสภาพคล่องภายใต้หลักเกณฑ์ Basel III ซึ่งอาจมีการทบทวนและนับรวมการกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินเข้ามาด้วย ทั้งนี้ สําหรับการนับรวมตั๋วสัญญาใช้เงินในฐานการคํานวณสินทรัพย์สภาพคล่องแม้ว่าปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินในการกู้ยืมจากสถาบันการเงินเท่านั้น ในขณะที่ใช้ตั๋วแลกเงินในการระดมเงินจากประชาชน ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินในการแบ่งแยกการระดมเงินในแต่ละตลาดได้อย่างชัดเจนดีแล้ว แต่เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดให้นับรวมตั๋วแลกเงินในฐานการคํานวณสินทรัพย์สภาพคล่องแล้ว ก็เกรงว่าจะมีพัฒนาการในการนําตั๋วสัญญาใช้เงินมาใช้ในการระดมเงินจากประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงนับรวมตั๋วสัญญาใช้เงินในฐานการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องด้วย เพื่อให้มีความสอดคล้องกัน
นอกจากนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการนับหลักทรัพย์เป็นสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติในปัจจุบัน
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 64 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องและประเภทสินทรัพย์สภาพคล่องตามประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 39/2551 เรื่อง การกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 ธนาคารพาณิชย์ต้องดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องเฉลี่ยแล้วไม่ต่ํากว่าร้อยละ 6 ของยอดเงินรับฝากและยอดเงินกู้ยืมดังต่อไปนี้
5.1.1 ยอดรวมเงินรับฝากทุกประเภท
5.1.2 ยอดรวมเงินกู้ยืมจากการออกตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ยกเว้นตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการกู้ยืมจากสถาบันการเงินภายใต้กฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
5.1.3 ยอดรวมเงินกู้ยืมจากต่างประเทศที่ครบกําหนดใน 1 ปีนับแต่วันกู้และยอดรวมเงินกู้ยืมจากต่างประเทศซึ่งอาจชําระคืนหรืออาจถูกเรียกคืนได้ใน 1 ปีนับแต่วันกู้ เว้นแต่เป็นเงินกู้ยืมตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในเอกสารแนบ 1
5.1.4 ยอดรวมเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์แฝง
ทั้งนี้ ยอดรวมเงินรับฝากและยอดรวมเงินกู้ยืมข้างต้นให้นับรวมยอดเงินซึ่งโอนเข้ามาในประเทศไทยจากสาขาหรือสํานักงานใหญ่ในต่างประเทศที่แสดงอยู่ในบัญชีระหว่างกันด้วย
5.2 สินทรัพย์สภาพคล่องที่ต้องดํารงตามข้อ 5.1 ดังกล่าว ประกอบด้วย
5.2.1 เงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเฉลี่ยแล้วไม่ต่ํากว่าร้อยละ 0.8
5.2.2 เงินฝากประจําที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
5.2.3 เงินสดที่ศูนย์เงินสดกลางธนาคารพาณิชย์เฉลี่ยแล้วไม่เกินร้อยละ 0.2 และเมื่อนําไปนับรวมกับ 5.2.1 แล้วจะต้องไม่ต่ํากว่าร้อยละ 1
5.2.4 เงินสดที่ธนาคารพาณิชย์แต่เมื่อรวมกับเงินสดที่ศูนย์เงินสดกลางธนาคารพาณิชย์ส่วนที่เกินกว่าจํานวนที่ต้องดํารงตาม 5.2.3 แล้ว ให้ถือเป็นสินทรัพทย์สภาพคล่องได้ไม่เกินร้อยละ 2.5
5.2.5 หลักทรัพย์หรือตราสารซึ่งปราศจากภาระผูกพันและสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ (หลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเกี่ยวกับการนับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ใช้ในการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องตามข้อ 1 ของเอกสารแนบ 1) ดังต่อไปนี้
(1) หลักทรัพย์หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลไทยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
(2) หลักทรัพย์หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่กระทรวงการคลังธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ค้ําประกันเฉพาะต้นเงินหรือรวมทั้งดอกเบี้ย
(3) หลักทรัพย์หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันในการทําธุรกรรมซื้อขายพันธบัตรกับธนาคารแห่งประเทศไทย ตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยบริการด้านตลาดการเงินเกี่ยวกับการซื้อขายตราสารหนี้โดยมีสัญญาว่าจะขายคืนหรือซื้อคืนและการขายตราสารหนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยกับไพรมารี ดีลเลอร์ (Primary Dealer) และเกี่ยวกับการขายตราสารหนี้เพื่อบริหารสภาพคล่องโดยมีสัญญาว่าจะซื้อคืน
(4) หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจหน่วยงานของรัฐ หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามเอกสารแนบ 2
5.2.6 ตราสารหนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกเพื่อทําธุรกรรมกับ
ธนาคารพาณิชย์ และปราศจากภาระผูกพัน
5.2.7 หลักทรัพย์หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ออกเพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงิน ที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน รับรอง อาวัล หรือค้ําประกันเฉพาะต้นเงินหรือรวมทั้งดอกเบี้ย ซึ่งปราศจากภาระผูกพัน
5.3 สินทรัพย์สภาพคล่องที่ต้องดํารงตามประกาศนี้ให้คิดจากส่วนเฉลี่ยรายปักษ์ของทุกสิ้นวันและส่วนเฉลี่ยรายปักษ์ของยอดรวมเงินรับฝากหรือเงินกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์แล้วแต่กรณีทุกสิ้นวันในปักษ์ก่อนหน้า ทั้งนี้ ให้ถือเอาวันพุธเป็นวันเริ่มต้นของปักษ์ และสิ้นสุดในวันอังคารของอีกสองสัปดาห์ถัดมาจากวันดังกล่าว (รวมปักษ์ละ 14 วัน) โดยให้นับวันหยุดทําการรวมคํานวณเข้าด้วย
ในกรณีที่ในปักษ์ใดปักษ์หนึ่ง ธนาคารพาณิชย์ดํารงเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเฉลี่ยไว้น้อยกว่าร้อยละ 0.8 หรือดํารงเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและเงินสดที่ศูนย์เงินสดกลางธนาคารพาณิชย์เฉลี่ยไว้น้อยกว่าร้อยละ 1 ให้สามารถโอนเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใน 1 ปักษ์ก่อนหน้า หรือเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใน 1 ปักษ์ถัดไป ที่ได้ดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องถูกต้องตามประกาศฉบับนี้และมีการดํารงเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไว้เกินเกณฑ์ขั้นต่ําที่กําหนดไว้ในข้อ 5.2.1 เข้ามารวมในการคํานวณเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปักษ์ที่ขาดได้ภายใต้ข้อกําหนดดังนี้
5.3.1 การโอนเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่วนที่ดํารงไว้เกินในปักษ์ก่อนหน้าเพื่อนําไปใช้สําหรับปักษ์ที่ขาด สามารถทําได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของ (1) หรือ (2) แล้วแต่จํานวนใดจะต่ํากว่า ดังนี้
(1) จํานวนเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ธนาคารพาณิชย์ได้ดํารงไว้จริงในข้อ 5.2.1 ของปักษ์ที่โอน หรือ
(2) จํานวนที่คํานวณจากร้อยละ 1 ของยอดรวมเงินรับฝากและเงินกู้ยืมตามข้อ 5.1 ของปักษ์ที่โอน
5.3.2 การโอนเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปักษ์ถัดไปเพื่อนําไปใช้สําหรับปักษ์ที่ขาด สามารถทําได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของจํานวนเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งต้องดํารงตามเกณฑ์ขั้นต่ําที่กําหนดไว้ในข้อ 5.2.1 ของปักษ์ที่ขาด
5.3.3 เงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่วนที่โอนไปใช้ในปักษ์ที่ขาดจะต้องถูกหักออกจากจํานวนเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสําหรับการคํานวณสินทรัพย์สภาพคล่องในปักษ์ที่โอนนั้น และการโอนดังกล่าวต้องไม่ทําให้ปักษ์ที่โอนดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องต่ํากว่าอัตราที่ประกาศฉบับนี้กําหนด
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2555
(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย