法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขอสำเนา หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้อง ของข้อมูลข่าวสารของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
20
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ว่าด้วยการให้ความคุ้มครองแก่พยานในคดียาเสพติด

พ.ศ. ๒๕๔๗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๕ ประกอบกับมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๒๓๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ออกระเบียบไว้ดังนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการให้ความคุ้มครองแก่พยานในคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๗”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

“พยาน” หมายความว่า พยานบุคคลซึ่งจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือศาลในการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งผู้ชำนาญการพิเศษ แต่มิให้หมายความรวมถึงจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยาน

“ความปลอดภัย” หมายความว่า ความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของพยาน ทั้งก่อน ขณะและหลังมาเป็นพยาน

“คุ้มครอง” หมายความว่า มาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

“เจ้าพนักงาน” หมายความว่า ข้าราชการในสังกัดสำนักงานที่เลขาธิการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙

“คำร้อง” หมายความว่า การร้องขอของพยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องที่ขอให้เจ้าพนักงานให้ความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควรแก่พยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน

“คำขอ” หมายความว่า การขอของพยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือศาลซึ่งขอให้เจ้าพนักงานช่วยให้ความคุ้มครองแก่พยาน หรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานตามความจำเป็น

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการให้ความคุ้มครองพยาน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้เลขาธิการรักษาการตามระเบียบนี้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดที่พยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัย พยานหรือบุคคลดังกล่าวนั้นอาจได้รับความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควรจากเจ้าพนักงาน เมื่อพยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอต่อเจ้าพนักงาน หรือเจ้าพนักงานหรือสำนักงานเห็นสมควร ทั้งนี้ การร้องขอต้องได้รับความยินยอมของพยานหรือบุคคลดังกล่าวนั้นด้วย เว้นแต่กรณีพยานร้องขอให้คุ้มครองแก่พยานเอง

ความยินยอมของพยานหรือบุคคลตามวรรคหนึ่งนั้นต้องเป็นความยินยอมที่ชัดแจ้งและเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมกับลายมือชื่อของพยานหรือบุคคลนั้นด้วย ในกรณีที่พยานหรือบุคคลดังกล่าวไม่อาจให้ความยินยอมได้ ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้ให้ความยินยอม

(๑) กรณีพยานหรือบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นผู้เยาว์ ให้บิดา มารดา เป็นผู้ให้ความยินยอม เว้นแต่ไม่มีบิดา มารดาหรือบิดา มารดาให้ความยินยอมไม่ได้ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ให้ความยินยอม

(๒) กรณีพยานหรือบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ไร้ความสามารถ ให้ผู้อนุบาลเป็นผู้ให้ความยินยอม

(๓) กรณีพยานหรือบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ให้ความยินยอม

ในการร้องขอตามวรรคหนึ่ง ให้พยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องยื่นคำร้องพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของพยานหรือบุคคลนั้น เอกสารหรือหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวข้องซึ่งเจ้าพนักงานหรือสำนักงานกำหนดต่อเจ้าพนักงานเพื่อพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ในกรณีจำเป็นอาจยื่นต่อสำนักงานก็ได้

ในกรณีเจ้าพนักงานเห็นสมควรให้ความคุ้มครองแก่พยานหรือบุคคลดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานยื่นคำร้องพร้อมเอกสารหรือหลักฐานตามวรรคสามต่อสำนักงาน เพื่อพิจารณาโดยเร็ว

การยื่นคำร้องตามวรรคสามหรือวรรคสี่ ให้พยานหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องหรือเจ้าพนักงานยื่นด้วยตนเอง หรือยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นยื่นด้วยตนเองแทน ทั้งนี้ คำร้องนั้นให้เป็นไปตามแบบ ป.ป.ส. ๔๗ – ๑๐๑ ท้ายระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ภายใต้บังคับข้อ ๕ เจ้าพนักงานหรือสำนักงานจะพิจารณาให้ความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควรได้ต่อเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นเป็นคดีที่มีความสำคัญ หรือเลขาธิการเห็นสมควร และเจ้าพนักงานได้ดำเนินการสืบสวนเองหรือร่วมดำเนินการสืบสวนกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดซึ่งอยู่ในสังกัดหน่วยงานอื่นเท่านั้น

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ เมื่อเจ้าพนักงานได้รับคำร้องตามข้อ ๕ ให้พิจารณาส่งคำร้องนั้นต่อสำนักงานโดยเร็ว แต่ไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องนั้น และเมื่อสำนักงานออกใบรับคำร้องแล้ว ให้เจ้าพนักงานนั้นส่งหรือมอบสำเนาใบรับคำร้องนั้นแก่ผู้ยื่นคำร้องภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับใบรับคำร้อง

เมื่อสำนักงานได้รับคำร้องตามข้อ ๕ หรือคำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้พิจารณาส่งคำร้องนั้นต่อคณะกรรมการพิจารณาโดยเร็ว แต่ไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องนั้น และให้สำนักงานออกใบรับคำร้องให้แก่พยาน หรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือเจ้าพนักงาน แล้วแต่กรณี ซึ่งได้ยื่นคำร้องไว้ตามข้อ ๕ ทั้งนี้ ให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวได้ยื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานหรือสำนักงานแล้วนับแต่วันที่สำนักงานได้ออกใบรับคำร้องนั้น

ใบรับคำร้องตามวรรคสองนั้นอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ นามสกุลของพยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้อง

(๒) ภูมิลำเนาหรือที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ของพยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้อง

(๓) วัน เดือน ปี และเวลาที่สำนักงานรับคำร้อง

(๔) ทะเบียนเลขที่ที่รับคำร้อง

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนและมีเหตุอันสมควร ก่อนคณะกรรมการพิจารณาคำร้องตามข้อ ๕ หรือคำขอตามข้อ ๑๐ เจ้าพนักงานหรือสำนักงาน แล้วแต่กรณีโดยอนุมัติเลขาธิการอาจให้ความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควรแก่พยาน หรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานได้

เมื่อเลขาธิการมีคำสั่งในภายหลังเป็นประการใด ให้เจ้าพนักงานหรือสำนักงานปฏิบัติตามคำสั่งนั้น ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงการอันใดที่เจ้าพนักงานหรือสำนักงานได้กระทำเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพยานหรือบุคคลดังกล่าวนั้น

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในการดำเนินการเกี่ยวกับการรับคำร้องตามข้อ ๕ หรือคำขอตามข้อ ๑๐ ให้เจ้าพนักงานหรือสำนักงานดำเนินการโดยลับ เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นและสมควรโดยเจ้าพนักงานหรือสำนักงานได้จดรายงานไว้ในคำร้องหรือคำขอนั้น

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาพนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือศาลเห็นสมควร หรือเมื่อพยานหรือผู้ซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ร้องขอต่อบุคคลดังกล่าวให้จัดให้พยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานอยู่ในความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควร แต่เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องขอให้เจ้าพนักงานช่วยให้ความคุ้มครองแก่พยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานนั้น ให้บุคคลดังกล่าวนั้นขอต่อเจ้าพนักงานหรือสำนักงานโดยเร็ว โดยยื่นคำขอต่อ เจ้าพนักงานหรือสำนักงานตามแบบ ป.ป.ส. ๔๗ – ๑๐๒ ท้ายระเบียบนี้

การดำเนินการเกี่ยวกับคำขอตามวรรคหนึ่งนั้น ให้นำความในข้อ ๕ ข้อ ๗ ข้อ ๘ และข้อ ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในการดำเนินการเกี่ยวกับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของพยาน หรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานตามระเบียบนี้ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

คณะกรรมการกลั่นกรองการให้ความคุ้มครองพยาน

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการให้ความคุ้มครองพยาน ประกอบด้วย เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ ที่ปรึกษาด้านการปราบปรามยาเสพติด เป็นรองประธานกรรมการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินคดียาเสพติด ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค ซึ่งเลขาธิการเห็นสมควรเป็นรายกรณี และผู้ซึ่งเลขาธิการเห็นสมควรแต่งตั้งไม่เกินสองคน เป็นกรรมการ ผู้อำนวยการกองนิติการ เป็นกรรมการและเลขานุการ และข้าราชการในสำนักงานซึ่งเลขาธิการมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ[๒]

ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ในการพิจารณาคำร้องหรือคำขอที่ยื่นตามระเบียบนี้ และมีความเห็นเสนอเลขาธิการว่าควรให้ความคุ้มครองตามคำร้องหรือคำขอหรือไม่ ในการนี้ให้คณะกรรมการมีอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) มีหนังสือเรียกผู้ยื่นคำร้องหรือคำขอ พยาน หรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน หรือบุคคลอื่นใด ๆ ให้มาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานใดมาเพื่อประกอบการพิจารณา

(๒) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการใดที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เมื่อคณะกรรมการได้รับคำร้องหรือคำขอจากสำนักงาน ให้คณะกรรมการพิจารณาและมีความเห็นพร้อมเหตุผลว่าสมควรให้ความคุ้มครองตามคำร้องหรือช่วยตามคำขอหรือไม่โดยเร็ว แต่ไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำร้องหรือคำขอ

ในการประชุมคณะกรรมการทุกครั้งต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวนของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม และการวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่ในกรณีคณะกรรมการมีความเห็นว่าสมควรให้ความคุ้มครองตามคำร้องหรือสมควรช่วยให้ความคุ้มครองตามคำขอ หรือมีความเห็นว่าสมควรให้ผู้ยื่นคำร้องดำเนินการยื่นคำร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายเพื่อขอใช้มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยานแทนการคุ้มครองตามระเบียบนี้ ความเห็นดังกล่าวจะต้องเป็นความเห็นของกรรมการสองในสามของกรรมการที่มาประชุม

ให้คณะกรรมการเสนอความเห็นพร้อมเหตุผลตามวรรคหนึ่งต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณามีคำสั่งให้จัดให้พยาน หรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานอยู่ในความคุ้มครองตามคำร้องหรือให้ช่วยให้ความคุ้มครองแก่พยาน หรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานตามคำขอ แล้วแต่กรณี หรือมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานหรือสำนักงานดำเนินการให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นได้ยื่นคำร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย

การแจ้งเกี่ยวกับการให้หรือการช่วยให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ เมื่อเลขาธิการพิจารณาความเห็นของคณะกรรมการเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองตามคำร้องหรือการช่วยให้ความคุ้มครองตามคำขอ แล้วแต่กรณีและมีคำสั่งเป็นประการใดแล้ว ให้สำนักงานแจ้งคำสั่งพร้อมเหตุผลและสิทธิการอุทธรณ์ให้แก่พยาน หรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือศาลทราบ ทั้งนี้ ให้เลขาธิการมีคำสั่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สำนักงานได้รับคำร้องหรือคำขอ แล้วแต่กรณี

ในกรณีที่เลขาธิการเห็นสมควรให้ความคุ้มครองตามคำร้องหรือให้ช่วยให้ความคุ้มครองตามคำขอ ให้เลขาธิการมีคำสั่งให้ความคุ้มครองหรือช่วยให้ความคุ้มครองแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อหน่วยงานที่ออกคำสั่ง

(๒) วิธีการที่จะให้ความคุ้มครอง

(๓) ระยะเวลาที่จะให้ความคุ้มครอง ซึ่งกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดไว้อย่างชัดเจน

(๔) เงื่อนไขการปฏิบัติของผู้ที่ได้รับความคุ้มครองทั้งก่อน ขณะ และภายหลังรวมทั้งความรับผิดอย่างใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ที่ได้รับความคุ้มครองนั้นฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้นั้น

(๕) เจ้าพนักงานหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการคุ้มครอง

(๖) สิทธิและเงื่อนไขการอุทธรณ์คำสั่ง

ในการแจ้งคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานส่งมอบด้วยตนเอง หรือสำนักงานส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

การให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ วิธีการให้ความคุ้มครองพยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานนั้น ให้เจ้าพนักงานปฏิบัติต่อพยานหรือบุคคลนั้นตามความเหมาะสมอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) จัดให้อยู่ในอารักขา

(๒) จัดให้อยู่หรือพักอาศัยในสถานที่ที่ปลอดภัย

(๓) จัดให้มีการติดต่อ สอบถามความเป็นอยู่ หรือตรวจสถานที่ที่อยู่หรือที่พักอาศัยอย่างสม่ำเสมอ

(๔) ดำเนินการอื่นใดตามที่เลขาธิการเห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ในการคุ้มครองพยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ให้เจ้าพนักงานหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการด้วยความรอบคอบ ให้เหมาะสมแก่สถานะและสภาพของพยานหรือบุคคลดังกล่าวและความสำคัญแห่งคดี ทั้งนี้ เจ้าพนักงานต้องจัดให้มีมาตรการปกปิดมิให้มีการเปิดเผยชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ หรือข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวพยานหรือบุคคลดังกล่าวได้ และให้ถือปฏิบัติว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับของทางราชการ

ในกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพยาน เจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบอาจขอให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นช่วยให้ความคุ้มครองแก่พยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานก็ได้ แล้วรายงานให้เลขาธิการทราบ ทั้งนี้ การขอนั้นให้เป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ที่จะขอให้ช่วยกำหนดไว้

การสิ้นสุดความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การคุ้มครองพยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานสิ้นสุดลงเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) พยานหรือบุคคลดังกล่าวร้องขอให้ยุติการคุ้มครอง หรือขอเพิกถอนความยินยอม ทั้งนี้ให้รวมถึงการเพิกถอนความยินยอมของผู้ให้ความยินยอมแทนด้วย

(๒) พยานหรือบุคคลดังกล่าวฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เลขาธิการกำหนดไว้ในคำสั่งคุ้มครองโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(๓) พฤติการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของพยานหรือบุคคลดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป และกรณีไม่มีความจำเป็นจะต้องให้ความคุ้มครองอีกต่อไป เช่น พยานหรือบุคคลดังกล่าวถึงแก่ความตาย

(๔) พยานไม่ให้การเป็นพยานโดยไม่มีเหตุสมควร

(๕) ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษพยานในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล หรือความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ อันเนื่องมาจากการเป็นพยานในคดีที่พยานได้รับความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ เมื่อปรากฏเหตุตามข้อ ๑๗ ให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแจ้งสำนักงานเพื่อเสนอเลขาธิการพิจารณามีคำสั่งสิ้นสุดการคุ้มครองนั้น

คำสั่งสิ้นสุดการคุ้มครองตามวรรคหนึ่งให้ทำเป็นหนังสือ และอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ นามสกุลของผู้รับคำสั่ง และชื่อ นามสกุล พร้อมทั้งตำแหน่งของผู้ออกคำสั่ง

(๒) วัน เดือน ปีที่มีคำสั่ง และวัน เดือน ปีที่คำสั่งมีผลบังคับ

(๓) เหตุผลที่มีคำสั่ง

(๔) เงื่อนไขการปฏิบัติตามคำสั่ง

(๕) สิทธิและเงื่อนไขการอุทธรณ์คำสั่ง

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้เจ้าพนักงานหรือสำนักงาน แล้วแต่กรณี แจ้งคำสั่งสิ้นสุดการคุ้มครองตามข้อ ๑๘ ให้พยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานทราบโดยเร็ว แต่ไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง

ให้นำความในข้อ ๑๔ วรรคสาม มาใช้บังคับกับการแจ้งคำสั่งตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของพยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานได้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหมาะสมหรือไม่อาจให้ความคุ้มครองต่อไปได้ และจำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยาน ให้เจ้าพนักงานหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรายงานเลขาธิการเพื่อพิจารณามีคำสั่งให้เจ้าพนักงานหรือสำนักงานดำเนินการให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นได้ยื่นคำร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายโดยเร็ว

ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗

พลตำรวจตรี สมชาติ สว่างเนตร

รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน

และปราบปรามยาเสพติด รักษาราชการแทน

เลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน

และปราบปรามยาเสพติด

[เอกสารแนบท้าย]

๑. คำร้องให้คุ้มครองพยาน (แบบ ป.ป.ส. ๔๗-๑๐๑)

๒. คำขอให้ช่วยคุ้มครองพยาน (แบบ ป.ป.ส. ๔๗-๑๐๒)

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ว่าด้วยการให้ความคุ้มครองแก่พยานในคดียาเสพติด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐[๓]

ศุภกรณ/ผู้จัดทำ

๓ ธันวาคม ๒๕๕๓

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๑๒๐ ง/หน้า ๑๙/๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๗

[๒] ข้อ ๑๒ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบ

ปรามยาเสพติดว่าด้วยการให้ความคุ้มครองแก่พยานในคดียาเสพติด (ฉบับที่๒) พ.ศ. ๒๕๕๐

[๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๑๕ ง/หน้า ๒๗/๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

20 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขอสำเนา หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้อง ของข้อมูลข่าวสารของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_4eddca3448465838

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com