法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 15/2552 เรื่อง อำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุด

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สนส. 15/2552

เรื่อง อํานาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงิน

ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสําคัญสูงสุด

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

สถาบันการเงินเป็นองค์กรที่มีความสําคัญต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม หากมีสถาบันการเงินใดที่ดําเนินงานในลักษณะที่ไม่เหมาะสม หรือมีฐานะทางการเงินอ่อนแอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความเชื่อมั่นและความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินได้ นอกจากนี้ ปัจจุบันสถาบันการเงินมีการแข่งขันสูงขึ้น และธุรกรรมหลายประเภทมีความซับซ้อนและความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น การกํากับดูแลกิจการที่ดี หรือธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance) จึงเป็นปัจจัยสําคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้า และประชาชน

กรรมการซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสําคัญในฐานะผู้ที่มีอํานาจหน้าที่กํากับดูแลให้สถาบันการเงินมีธรรมาภิบาลที่ดี ปฏิบัติตามกฎหมายและมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of loyalty) และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสถาบันการเงิน (Duty of care) เป็นที่ตั้ง ภายใต้กรอบหน้าที่และความรับผิดชอบทั่วไป 3 ประการ คือ การกําหนดนโยบาย การดูแลให้สถาบันการเงินมีกระบวนการทํางานและมีทรัพยากรที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามนโยบาย และการดูแลให้มีระบบการติดตามตรวจสอบให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามนโยบายที่กําหนด

แม้หน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินในทางปฏิบัติจะมีมากมายหลายด้านตามที่ระบุในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน แต่เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินในระยะยาว ธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้กรรมการของสถาบันการเงินตระหนักถึงหน้าที่สําคัญ 4 ประการเป็นพิเศษ คือ การดูแลให้สถาบันการเงิน (1) มีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ (2) มีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งสามารถรองรับความเสี่ยงของกิจการทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ (3) มีการดําเนินงานที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของทางการ และ (4) มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance) มีความโปร่งใส เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (stakeholders)

ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นควรกําหนดอํานาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินในเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสําคัญสูงสุดไว้ในประกาศฉบับนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดูแลกิจการของสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับกฎหมายและแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 กําหนดไว้ว่า ในกรณีที่สถาบันการเงินกระทําผิดตามกฎหมาย กรรมการของสถาบันการเงินอาจต้องร่วมรับผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีส่วนในการกระทําความผิดนั้น

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสําคัญสูงสุดให้กรรมการของสถาบันการเงินถือปฏิบัติตามความในประกาศฉบับนี้

อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศทุกธนาคารบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ทุกแห่ง

อื่นๆ - 4. ประกาศที่อ้างถึง

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 13/2552 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

อื่นๆ - 5. เนื้อหา

5.1 ในประกาศฉบับนี้

"สถาบันการเงิน" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์

5.2 อํานาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินในการกํากับดูแลกิจการของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสําคัญสูงสุด ประกอบด้วย 4 ด้าน ดังนี้

5.2.1 ด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)

การบริหารความเสี่ยงเป็นปัจจัยสําคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงให้สถาบันการเงินในระยะยาว กรรมการของสถาบันการเงินจึงต้องดูแลให้แน่ใจว่าสถาบันการเงินมีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะปกป้องดูแลผลประโยชน์ของสถาบันการเงินและจํากัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ดังนั้น กรรมการของสถาบันการเงินจึงมีหน้าที่อย่างน้อยดังต่อไปนี้

(1) มีความรู้ ความเข้าใจในความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินตลอดจนเครื่องมือที่จะใช้ในการบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถมั่นใจได้ว่าสถาบันการเงินมีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพรองรับธุรกิจต่าง ๆ ของสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี

(2) ดูแลให้ฝ่ายจัดการควบคุมความเสี่ยงของสถาบันการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและยอมรับได้ (risk tolerance) ตามนโยบายที่คณะกรรมการอนุมัติหรือกําหนดเพื่อจํากัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดําเนินธุรกิจให้อยู่ในระดับที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะของสถาบันการเงินอย่างมีนัยสําคัญ

(3) ดูแลให้สถาบันการเงินมีนโยบายและระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพรองรับความเสี่ยงที่สําคัญและกลยุทธ์ของสถาบันการเงิน รวมทั้งดูแลให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ มีความเป็นมืออาชีพอย่างอิสระ และไม่ถูกครอบงําจากหน่วยงานที่ประกอบธุรกิจ (business units)

(4) ดูแลให้สถาบันการเงินมีระบบการรายงานสถานะความเสี่ยง (risk reports) ในทุกด้านที่มีนัยสําคัญอย่างชัดเจน และสม่ําเสมอ เพื่อใช้ประกอบการกําหนดกลยุทธ์ในการดําเนินธุรกิจ นโยบายการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

(5) ดูแลให้สถาบันการเงินมีการทบทวนระบบบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ําเสมอ หรือทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สําคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันการเงินอย่างมีนัยสําคัญ เช่น วิกฤติทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หรือข้อกําหนดของทางการ เป็นต้น

(6) ดูแลให้สถาบันการเงินมีนโยบายการทําธุรกรรมด้านสินเชื่อ และการลงทุนที่มีความระมัดระวังและรอบคอบ เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพึงระมัดระวังเป็นพิเศษในการให้สินเชื่อแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม และการมองข้ามความเสี่ยงที่สําคัญไป พร้อมทั้งดูแลให้มีนโยบายในการจัดการสินเชื่อด้อยคุณภาพหรือการลงทุนที่มีปัญหาตลอดจนการตั้งสํารองหนี้ด้อยคุณภาพให้พอเพียงกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

5.2.2 ด้านการดูแลความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy)

เงินกองทุนเป็นสิ่งที่สะท้อนฐานะและความมั่นคงของสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดให้สถาบันการเงินต้องดํารงเงินกองทุนที่เพียงพอและรองรับความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ที่มีความสําคัญของสถาบันการเงิน เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ฯลฯ นอกเหนือไปจากการมีเงินกองทุนเพื่อรองรับการดําเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต กรรมการของสถาบันการเงินจึงมีหน้าที่อย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(1) ดูแลให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนในระดับที่มั่นคงและเพียงพอที่จะรองรับการดําเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต และติดตามฐานะเงินกองทุนของสถาบันการเงินอย่างสม่ําเสมอ

(2) ดูแลให้สถาบันการเงินมีกระบวนการหรือเครื่องมือที่ใช้ดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่มั่นคง สามารถรองรับความเสี่ยงที่สถาบันการเงินมีอยู่ได้ ซึ่งกระบวนการที่ได้รับการยอมรับในสากล คือ กระบวนการประเมินความเพียงพอของเงินกองทุน (Internal Capital Adequacy Assessment Process: ICAAP) ภายใต้ Pillar 2 ตามแนวทางของ Basel II โดยมีองค์ประกอบสําคัญอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ

(2.1) การทดสอบเงินกองทุนภายใต้ภาวะวิกฤติ (Stress Test) การประเมินเหตุการณ์วิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้หรือการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบด้านลบอย่างรุนแรงต่อฐานะเงินกองทุน และประเมินความสามารถของสถาบันการเงินที่จะอยู่รอดภายใต้ภาวะการเปลี่ยนแปลงนั้น เช่น ภาวะการเงินหรือเศรษฐกิจที่ตกต่ําทั่วโลกความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน และปัญหาสภาพคล่องของระบบการเงิน เป็นต้น

(2.2) การวางแผนเงินกองทุน (Capital Planning) การประมาณการระดับเงินกองทุนให้สามารถรองรับการขยายตัวทางธุรกิจของสถาบันการเงินทั้งในปัจจุบันและอนาคตสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดําเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน ซึ่งอาจทําให้มีสินทรัพย์เสี่ยงและความเสี่ยงอื่น ๆ เพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อเงินกองทุน จึงต้องวางแผนในการเพิ่มทุนให้เพียงพอ และสอดคล้องกับภาวะตลาดเงินและตลาดทุนในขณะนั้น ๆ

5.2.3 ด้านการกํากับดูแลกิจการให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของทางการ (Compliance Roles)

สถาบันการเงินอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมาย กฎและระเบียบ ข้อบังคับมาตรฐาน และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ของทางการหลายด้าน ดังนั้น กรรมการของสถาบันการเงินจึงมีหน้าที่อย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(1) ดูแลให้สถาบันการเงินมีระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพครอบคลุมธุรกรรมต่าง ๆ ของสถาบันการเงิน และสามารถสะท้อนข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้แน่ใจว่าสถาบันการเงินได้ดําเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กฎและระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของทางการ รวมทั้งคําสั่งการของธนาคารแห่งประเทศไทย

(2) ดูแลให้สถาบันการเงินมีระบบการรายงานการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับภายในของสถาบันการเงินเอง เพื่อให้กรรมการและฝ่ายจัดการสามารถติดตามหรือแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย หรือผลกระทบธุรกิจของสถาบันการเงินอย่างมีนัยสําคัญ

5.2.4 ด้านการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการที่มีธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance)

คณะกรรมการของสถาบันการเงินมีอํานาจและหน้าที่ในการกํากับดูแลสถาบันการเงินในอันที่ จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร โดยมีกรรมการเป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างผู้ถือหุ้นและฝ่ายจัดการ ดังนั้น กรรมการจึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทสําคัญอย่างยิ่งในการสร้างธรรมาภิบาลที่ดีในองค์กรนั้น ๆ อันจะสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย(stakeholders) กรรมการของสถาบันการเงินจึงมีบทบาทหน้าที่ตามหลักของการกํากับดูแลกิจการที่ดีดังต่อไปนี้

(1) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง ไม่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เล่นพวกเล่นพ้อง และไม่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจในธุรกรรมหรือกิจการใด ๆ ที่ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest) รวมถึงต้องสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดการแทรกแซงการตัดสินใจใด ๆ อันจะทําให้สถาบันการเงินมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

(2) อนุมัติหรือกําหนดนโยบายสําคัญและกลยุทธ์ในการดําเนินธุรกิจตลอดจนติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายจัดการให้เป็นไปตามนโยบายเละกลยุทธ์ที่กําหนดไว้

(3) ดูแลให้สถาบันการเงินกําหนดนโยบายเรื่องธรรมาภิบาลที่ดีให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรโดยคํานึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย ทุกฝ่าย (stakeholders) อย่างเหมาะสม มีความเป็นธรรมในทางธุรกิจโดยไม่เอารัดเอาเปรียบลูกค้า และประชาชนไม่ว่าด้านสินเชื่อ เงินฝาก รายการนอกงบดุล หรือในเรื่องอื่น ๆ

(4) เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทุกครั้ง เว้นแต่กรณีมีเหตุจําเป็นรวมทั้งมีส่วนร่วมในการซักถามและแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการประชุมอย่างเต็มความสามารถ

(5) ดูแลให้สถาบันการเงินมีนโยบายการจ่ายผลตอบแทนที่เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อจูงใจและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ และดํารงไว้ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทั้งนี้ไม่ควรกําหนดอัตราผลตอบแทนโดยผูกโยงกับกําไรระยะสั้นมากเกินไป เพื่อไม่ให้กรรมการมีแรงจูงใจในการเพิ่มระดับความเสี่ยงที่สูงเกินกว่าระดับที่สถาบันการเงินยอมรับได้ หรือทําธุรกิจแบบสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน โดยละเลยผลกระทบในระยะยาวเพียงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงในระยะสั้น

(6) ดูแลให้สถาบันการเงินมีระบบการแบ่งแยกหน้าที่ (segregation of Duties) ให้ชัดเจน และระบบการตรวจสอบถ่วงดุล (check and balance) ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทําเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง หรือเกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์(conflict of interest) ได้

5.3 การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงิน

ในการปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ทั้ง 4 ประการข้างต้น คณะกรรมการจะต้องมีความสุจริตและกระทําการด้วยความระมัดระวัง ภายใต้กรอบและแนวทางของหลักการตัดสินใจทางธุรกิจ (Business Judgment Rule) ดังนี้

5.3.1 กรรมการของสถาบันการเงินจะต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว (no conflict of interest and no self-dealing) หรือไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องที่ต้องตัดสินใจหรือลงมติ ถ้ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้องจะมีเหตุให้ถือเป็นเบื้องต้นว่าเป็นการกระทําที่ขาดความสุจริต เว้นแต่มีข้ออธิบายที่สมเหตุสมผลได้

5.3.2 ต้องเป็นการตัดสินใจหรือลงมติบนพื้นฐานข้อมูลที่เพียงพอ (informed decision) คณะกรรมการพึงมีข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อประกอบการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลทางธุรกิจในระดับที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านการเงินและการธนาคารพึงมี ก่อนการตัดสินใจหรือลงมตินั้น

5.3.3 การตัดสินใจหรือลงมติต้องสมเหตุสมผล (rational decision) ในการตัดสินใจหรือลงมติ คณะกรรมการต้องมีเหตุผลสนับสนุนในระดับที่ผู้มีวิชาชีพด้านการเงินและการธนาคารพึงมี ในการตัดสินใจหรือลงมติแต่ละเรื่องอาจมีทางเลือกหลายทาง (range of decision) ที่ถือว่าสมเหตุสมผลได้ อย่างไรก็ดี การตัดสินใจหรือการลงมติที่ออกนอกขอบเขตของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการเงินและการธนาคารโดยสิ้นเชิง ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการตัดสินใจหรือลงมติที่สมเหตุสมผลตามข้อนี้

อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2552

(นางธาริษา วัฒนเกส)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 15/2552 เรื่อง อำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุด (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_5e8ed984a947560d

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com