法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 81/2542 เรื่อง การคำนวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
24
มาตรา อารัมภบท

คําสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 81/2542

เรื่อง การคํานวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการคํานวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรในบางกรณี กรมสรรพากรจึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้ยกเลิก

(1) คําสั่งกรมสรรพากรที่ ป.30/2535 เรื่อง การคํานวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2535

(2) คําสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.38/2536 เรื่อง การคํานวณเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89(10) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2536

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีเมื่อพ้นกําหนดเวลา ให้คํานวณเบี้ยปรับสองเท่าของจํานวนภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีตามมาตรา 89(2) แห่งประมวลรัษฎากร

จํานวนภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง หมายความถึง จํานวนภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา 82/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) ไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จํานวนภาษีขายหรือจํานวนภาษีซื้อที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไปตามมาตรา 89(4) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกําหนดเวลาหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีเมื่อพ้นกําหนดเวลา ให้คํานวณเบี้ยปรับดังนี้

(1) กรณีแสดงจํานวนภาษีขายไว้ขาดไป และแสดงจํานวนภาษีซื้อไว้ถูกต้อง ให้คํานวณเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจํานวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไป

(2) กรณีแสดงจํานวนภาษีขายไว้ขาดไป และแสดงจํานวนภาษีซื้อไว้ขาดไป ให้คํานวณเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจํานวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไป

(3) กรณีแสดงจํานวนภาษีขายไว้ขาดไป และแสดงจํานวนภาษีซื้อไว้เกินไป ให้คํานวณเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจํานวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไป และคํานวณเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจํานวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป

(4) กรณีแสดงจํานวนภาษีขายไว้เกินไป และแสดงจํานวนภาษีซื้อไว้ถูกต้อง ไม่ต้องคํานวณเบี้ยปรับแต่อย่างใด

(5) กรณีแสดงจํานวนภาษีขายไว้เกินไป และแสดงจํานวนภาษีซื้อไว้ขาดไป ไม่ต้องคํานวณเบี้ยปรับแต่อย่างใด

(6) กรณีแสดงจํานวนภาษีขายไว้เกินไป และแสดงจํานวนภาษีซื้อไว้เกินไป ให้คํานวณเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจํานวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป

(7) กรณีแสดงจํานวนภาษีขายไว้ถูกต้อง และแสดงจํานวนภาษีซื้อไว้ขาดไป ไม่ต้องคํานวณเบี้ยปรับแต่อย่างใด

(8) กรณีแสดงจํานวนภาษีขายไว้ถูกต้อง และแสดงจํานวนภาษีซื้อไว้เกินไป ให้คํานวณเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจํานวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) ภายในกําหนดเวลาไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จํานวนภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป ให้คํานวณเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจํานวนภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนตามมาตรา 89(3) แห่งประมวลรัษฎากร

จํานวนภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง หมายความถึง จํานวนภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา 82/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

จํานวนภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนตามวรรคหนึ่ง หมายความถึงผลต่างระหว่างจํานวนภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อตามแบบแสดงรายการภาษีกับจํานวนภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อที่พึงต้องเสียในเดือนภาษีนั้น

จํานวนภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนตามวรรคสาม ได้แก่

(1) กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) แสดงจํานวนภาษีที่ต้องชําระไว้น้อยกว่าจํานวนภาษีที่พึงต้องชําระในเดือนภาษีนั้น ให้คํานวณเบี้ยปรับตามวรรคหนึ่ง

(2) กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) แสดงจํานวนภาษีที่ขอคืนไว้มากกว่าจํานวนภาษีที่พึงได้คืนในเดือนภาษีนั้น ไม่ต้องคํานวณเบี้ยปรับตามวรรคหนึ่ง

(3) กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) แสดงจํานวนภาษีที่ขอคืน แต่ในเดือนภาษีนั้นนอกจากไม่มีจํานวนภาษีที่พึงได้คืนแล้ว ยังมีจํานวนภาษีที่พึงต้องชําระอีกด้วย ให้คํานวณเบี้ยปรับตามวรรคหนึ่งเฉพาะจํานวนภาษีที่พึงต้องชําระ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) ภายในกําหนดเวลาไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จํานวนภาษีขายหรือจํานวนภาษีซื้อที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไปตามข้อ 3 และยังเป็นเหตุให้จํานวนภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีตามข้อ 4 คลาดเคลื่อนไปด้วย ให้คํานวณเบี้ยปรับตามข้อ 3 และยังต้องคํานวณเบี้ยปรับตามข้อ 4 ด้วย แต่ให้เรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงกรณีเดียวซึ่งเป็นกรณีที่จะทําให้เรียกเก็บเบี้ยปรับได้เงินเป็นจํานวนมากกว่า

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) ภายในกําหนดเวลาไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด และต่อมาได้มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมสําหรับเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 83/4 แห่งประมวลรัษฎากร ให้คํานวณเบี้ยปรับตามข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5

การยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) เพิ่มเติมภายในกําหนดเวลาไม่ต้องคํานวณเบี้ยปรับตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) เมื่อพ้นกําหนดเวลา โดยได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด และต่อมาได้มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมสําหรับเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 83/4 แห่งประมวลรัษฎากร ให้คํานวณเบี้ยปรับตามข้อ 2 ของจํานวนภาษีที่ต้องเสียเพิ่มเติมนั้น

ถ้าการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมตามวรรคหนึ่งได้ปรับปรุงจํานวนภาษีขายและหรือจํานวนภาษีซื้อที่ได้แสดงไว้คลาดเคลื่อนไปตามข้อ 3 ให้คํานวณเบี้ยปรับตามข้อ 3 ด้วย แต่ให้เรียกเก็บเบี้ยปรับตามข้อ 3 หรือเบี้ยปรับตามวรรคหนึ่งเพียงกรณีเดียว ซึ่งเป็นกรณีที่จะทําให้เรียกเก็บเบี้ยปรับได้เงินเป็นจํานวนมากกว่า

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้นําหลักเกณฑ์การคํานวณเบี้ยปรับตามข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 มาใช้บังคับโดยอนุโลมเพียงเท่าที่ไม่ขัดกัน สําหรับกรณีดังต่อไปนี้

(1) การยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.31) ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งได้คํานวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/16 แห่งประมวลรัษฎากร

(2) การยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.36) ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1(2) โดยวิธีนําส่งภาษีตามมาตรา 83/7 แห่งประมวลรัษฎากร

(3) การยื่นใบขนสินค้าตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกําหนด (ใบขนสินค้าขาเข้า) ของผู้นําเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/8 แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้จัดทําใบกํากับภาษีและส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ให้คํานวณเบี้ยปรับสองเท่าของจํานวนภาษีตามใบกํากับภาษีตามมาตรา 89(5) แห่งประมวลรัษฎากร

ไม่ให้นําหลักเกณฑ์การคํานวณเบี้ยปรับตามวรรคหนึ่งมาใช้บังคับในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นําภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกํากับภาษีที่ไม่ได้จัดทําตามวรรคหนึ่งไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีแล้ว โดยไม่ได้รับคําเตือนหรือคําเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ

คําเตือนหรือคําเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือตามวรรคสองหมายความถึง กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบความผิดและได้มีการบันทึกความผิดไว้ในแบบ ต.ป.05 หรือแบบ ต.6 แล้ว

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนกระทําผิดดังต่อไปนี้

(1) ไม่ได้จัดทํารายงานภาษีขายตามมาตรา 87(1) แห่งประมวลรัษฎากร

(2) ไม่ได้จัดทํารายงานมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 87 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

(3) ไม่ได้จัดทํารายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนดตามมาตรา 87/1 แห่งประมวลรัษฎากร

(4) ลงรายการในรายงานภาษีขาย รายงานมูลค่าของฐานภาษี หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนด ไม่ถูกต้องครบถ้วน

ทั้งนี้ ให้คํานวณเบี้ยปรับสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคํานวณจากฐานภาษีที่ไม่ได้จัดทํารายงาน หรือไม่ได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 89(10) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี

การลงรายการในรายงานภาษีขาย รายงานมูลค่าของฐานภาษี หรือรายงานอื่นตาม\*ี่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนดไม่ถูกต้องครบถ้วนตามวรรคหนึ่ง ไม่ให้นําไปใช้กับกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้คํานวณมูลค่าของฐานภาษีเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดของสินค้าหรือบริการ ตามมาตรา 79/3(1) แห่งประมวลรัษฎากร

ฐานภาษีที่ไม่ได้จัดทํารายงานตามวรรคหนึ่ง หมายความถึง ฐานภาษีตามส่วน 3 ในหมวด 4 แห่งประมวลรัษฎากร จากการที่ประกอบการจดทะเบียนได้ขายสินค้าหรือได้ให้บริการไปแล้ว และมีหน้าที่ต้องลงรายการในรายงานตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงฐานภาษีของสินค้าที่ยังไม่ได้ขายซึ่งตรวจนับได้

ฐานภาษีที่ไม่ได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องครบถ้วนตามวรรคหนึ่งหมายความถึง ฐานภาษีตามส่วน 3 ในหมวด 4 แห่งประมวลรัษฎากร จากการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ขายสินค้าหรือได้ให้บริการไปแล้ว และมีหน้าที่ต้องลงรายการในรายงานตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ลงรายการในรายงานไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยไม่รวมถึงฐานภาษีของสินค้าที่ยังไม่ได้ขายซึ่งตรวจนับได้

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้เก็บและรักษารายงานภาษีขาย รายงานมูลค่าของฐานภาษี หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนด ไว้ ณ สถานประกอบการที่ทํางานตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้จัดทํารายงานตามข้อ 10(1)(2) หรือ (3) แล้วแต่กรณี

กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้เก็บและรักษารายงานภาษีขาย รายงานมูลค่าของฐานภาษี หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนด ไว้ ณ สถานประกอบการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่ามีเหตุอันสมควรให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนํารายงานภาษีขาย รายงานมูลค่าของฐานภาษี หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนด มาให้เจ้าพนักงานประเมินทําการตรวจสอบภายในระยะเวลาที่กําหนด และผู้ประกอบการจดทะเบียนสามารถนํารายงานดังกล่าวมาให้เจ้าพนักงานประเมินทําการตรวจสอบได้ ให้ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จัดทํารายงานภาษีขายตามมาตรา 87(1) แห่งประมวลรัษฎากร หรือรายงานมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 87 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนดตามมาตรา 87/1 แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี

กําหนดเวลาตามวรรคสองต้องไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบการกระทําความผิด ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีกรมสรรพากรจะสั่งเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้จัดทํารายงานภาษีซื้อ ตามมาตรา 87(2) แห่งประมวลรัษฎากร หรือลงรายการในรายงานภาษีซื้อไม่ถูกต้องครบถ้วน หรือลงรายการในรายงานภาษีซื้อไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 87 และมาตรา 87/3 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ได้เก็บและรักษารายงานภาษีซื้อไว้ ณ สถานประกอบการทํารายงานตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องคํานวณเบี้ยปรับตามมาตรา 89(10) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้นําหลักเกณฑ์การคํานวณเบี้ยปรับตามข้อ 10 และข้อ 11 มาใช้บังคับในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้จัดทํารายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามมาตรา 87(3) และมาตรา 87 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรหรือลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบไม่ถูกต้องครบถ้วน หรือไม่ได้เก็บและรักษารายงานสินค้าและวัตถุดิบไว้ ณ สถานประกอบการที่ทํางานตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในการตรวจปฏิบัติการ หรือการตรวจสอบทั่วไปกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้จัดทํารายงานหรือไม่ได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อ 10 ข้อ 11 และข้อ 13 ถ้าเจ้าพนักงานประเมินไม่มีหลักฐานข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้ เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอํานาจประเมินเบี้ยปรับตามมาตรา 89(10) แห่งประมวลรัษฎากร

(1) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกําหนด

(2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงจํานวนภาษีที่ต้องเสียต่ํากว่าความเป็นจริง

(3) ผู้ประกอบการจด\*ะเบียนไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินหรือไม่ยอมตอบคําถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

(4) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่สามารถแสดงใบกํากับภาษีในกรณีภาษีซื้อหรือสําเนาใบกํากับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมหลักฐานอื่นเพื่อการคํานวณภาษีหรือการเครดิตภาษี

(5) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่เก็บสําเนาใบกํากับภาษีในกรณีภาษีขายและหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการลงรายงานตามที่กฎหมายกําหนดไว้ หรือ

(6) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้ประกอบการซึ่งต้องยื่นคําขอจดทเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานข้อหนึ่งข้อใดตามวรรคหนึ่ง ให้คํานวณเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์ตามข้อ 10 ข้อ 11 และข้อ 13

ไม่ให้นําหลักเกณฑ์การคํานวณเบี้ยปรับตามวรรคสองมาใช้บังคับในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นําภาษีมูลค่าเพิ่มที่คํานวณจากฐานภาษีที่ไม่ได้จัดทํารายงาน หรือไม่ได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อ 10 ข้อ 11 และข้อ 13 ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีแล้ว โดยไม่ได้รับคําเตือนหรือคําเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ

คําเตือนหรือคําเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือตามวรรคสามหมายความถึง กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบความผิดและได้มีการบันทึกความผิดไว้ในแบบ ต.ป.05 หรือแบบ ต.6 แล้ว

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ กรณีมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87(3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร หมายความถึง กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จัดทํารายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87(3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร แต่เมื่อมีการตรวจนับสินค้าไม่ว่าโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนเองหรือเจ้าพนักงานประเมินปรากฏว่ามีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ซึ่งถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา77/1(8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร ให้คํานวณเบี้ยปรับสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคํานวณจากมูลค่าของฐานภาษีตามราคาตลาดของสินค้าในวันที่ตรวจพบตามมาตรา 79/3(3) และมาตรา 89(10) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีความรับผิดต้องเสียเบี้ยปรับตามข้อ 10 ข้อ 11 ข้อ 13 หรือข้อ 15 ให้คํานวณเบี้ยปรับทุกกรณี แต่ให้เรียกเก็บเบี้ยปรับเพียงกรณีเดียวซึ่งเป็นกรณีที่จะทําให้เรียกเก็บเบี้ยปรับได้เงินเป็นจํานวนมากกว่า

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้นําหลักเกณฑ์การคํานวณเบี้ยปรับตามข้อ 10 ข้อ 11 และข้อ 13 มาใช้บังคับสําหรับการทํารายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษีและรายรับที่ไม่ต้องรวมคํานวณเพื่อเสียภาษี ตามมาตรา 91/14 แห่งประมวลรัษฎากร โดยอนุโลมเพียงเท่าที่ไม่ขัดกัน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ กรณีผู้มีหน้าที่นําส่งภาษีดังต่อไปนี้ ไม่ได้ยื่นแบบนําส่งภาษี (ภ.พ.36) หรือยื่นแบบนําส่งภาษี (ภ.พ.36) เมื่อพ้นกําหนดเวลา หรือยื่นแบบนําส่งภาษี (ภ.พ.36) ไว้ไม่ถูกต้อง ไม่ต้องคํานวณเบี้ยปรับตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร

(1) ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 83/5 แห่งประมวลรัษฎากร

(2) ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามมาตรา 83/6(1) แห่งประมวลรัษฎากร

(3) ผู้จ่ายเงินค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1 โดยวิธีนําส่งภาษีตามมาตรา 83/7 แห่งประมวลรัษฎากรดังต่อไปนี้ ไม่ได้ยื่นแบบนําส่งภาษี (ภ.พ.36) หรือยื่นแบบนําส่งภาษี (ภ.พ.36) เมื่อพ้นกําหนดเวลา ให้คํานวณเบี้ยปรับสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องนําส่งในเดือนภาษีตามมาตรา 89(2) แห่งประมวลรัษฎากร

(1) ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิในบริการตามมาตรา 82/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งสินค้าหรือบริการดังกล่าวได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(5) แห่งประมวลรัษฎากร

(2) ผู้รับโอนสินค้าตามมาตรา 82/1(3)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งสินค้าดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(2)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร

กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1 โดยวิธีนําส่งภาษีตามมาตรา83/7 แห่งประมวลรัษฎากรตามวรรคหนึ่งยื่นแบบนําส่งภาษี (ภ.พ.36) ภายในกําหนดเวลาไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จํานวนภาษีที่นําส่งไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด ให้คํานวณเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่นําส่งคลาดเคลื่อนตามมาตรา 89(3) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ กรณีที่ผู้มีหน้าทีเสียภาษี หรือผู้มีหน้าที่นําส่งภาษี กระทําผิดดังต่อไปนี้

(1) ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30 หรือ ภ.พ.31 หรือใบขนสินค้าขาเข้า) หรือแบบนําส่งภาษี (ภ.พ.36)

(2) ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30 หรือ ภ.พ.31 หรือใบขนสินค้าขาเข้า) หรือแบบนําส่งภาษี (ภ.พ.36) เมื่อพ้นกําหนดเวลา

(3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30 หรือ ภ.พ.31 หรือใบขนสินค้าขาเข้า) หรือแบบนําส่งภาษี (ภ.พ.36) ภายในกําหนดเวลาโดยยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนําส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้ชําระภาษีหรือนําส่งภาษีในเดือนภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน

(4) มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชําระภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 แห่งประมวลรัษฎากร อันเนื่องจากชําระภาษีในเดือนภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน

ทั้งนี้ ให้คํานวณเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชําระหรือนําส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ให้คํานวณจากเงินภาษีที่ต้องชําระในเดือนภาษีหลังจากนําเครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีจากการคํานวณภาษีตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ไปชําระภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเครดิตภาษีตามส่วน 8 ของหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร มาหักออก

เครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง หมายความถึงภาษีซื้อที่คงเหลืออยู่จริงจากการคํานวณภาษีตามมาตรา 82/3 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งสะสมมาจากเดือนภาษีก่อนและได้แสดงในแบบแสดงรายการในเดือนภาษีที่ผ่านมา

ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนนําเครดิตภาษีมาชําระภาษีมูลค่าเพิ่มตามส่วน 8 ของหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร เกินกว่าจํานวนเครดิตภาษีที่เหลืออยู่จริงในแบบแสดงรายการภาษีของเดือนที่ผ่านมา อันเป็นเหตุให้การชําระภาษีตามแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้คํานวณเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชําระ โดยไม่ต้องคํานวณเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ให้นําหลักเกณฑ์การคํานวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มตามข้อ 2 ถึงข้อ 21มาใช้บังคับในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเอง หรือผู้มีหน้าที่นําส่งภาษียื่นแบบนําส่งภาษีเอง หรือในกรณีเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบการกระทําความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่นําส่งภาษีในทุกกรณี

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีความรับผิดต้องเสียเบี้ยปรับตามข้อ 2 ถึงข้อ 21 และในกรณีอื่นตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร ให้คํานวณเบี้ยปรับทุกกรณี แต่การงดหรือลดเบี้ยปรับและการเรียกเก็บเบี้ยปรับให้เป็นไปตามระเบียบหรือคําสั่งที่เกี่ยวข้อง

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ระเบียบ คําสั่ง หนังสือตอบข้อหารือ หรือทางปฏิบัติใดที่ขัดหรือแย้งกับคําสั่งนี้ ให้เป็นอันยกเลิก

ผู้มีอํานาจลงนาม - สั่ง ณ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2542

ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ

อธิบดีกรมสรรพากร

24 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 81/2542 เรื่อง การคำนวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_61af5c167526d2bb

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com