法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 (Update ณ วันที่ 28/02/2522)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
31
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

พ.ศ.

๒๕๐๒

ภูมิพลอดุลยเดช

ป.ร.

ให้ไว้

ณ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒

เป็นปีที่

๑๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในราชอาณาจักร

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา

ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

พ.ศ. ๒๕๐๒”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑]

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓[๒]

ในพระราชบัญญัตินี้

“บรรษัท” หมายความว่า

บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“คณะกรรมการ” หมายความว่า

คณะกรรมการบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“ภารธุระอุตสาหกรรม” หมายความว่า

การประกอบอุตสาหกรรม และให้หมายความรวมถึงการทำหัตถกรรม

การดำเนินกรรมวิธีและการซ่อมซึ่งสิ่งของ การทำเหมืองแร่

การผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่น การขนส่งการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

การก่อสร้าง การปรับปรุงพื้นที่ และเกษตรกรรมพาณิชย์

“หลักทรัพย์” หมายความว่า

หุ้น สต๊อก หุ้นกู้ พันธบัตร ตั๋วเงินคลังตั๋วเงิน และตราสารเปลี่ยนมืออย่างอื่น

“เงินกองทุน” หมายความว่า

ทุนที่ชำระแล้ว ทุนสำรอง ซึ่งรวมทั้งเงินสำรองอื่นที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิ

และกำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรรแล้ว

“ผู้ถือหุ้น” หมายความว่า

ผู้ถือหุ้นของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“ประกันซื้อ” หมายความว่า

ซื้อหรือตกลงจะซื้อหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจากผู้ออก

เพื่อการจำหน่ายต่อไป

“รัฐมนตรี” หมายความว่า

รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔

มาตรา ๔

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด

การจัดตั้ง

มาตรา ๕

มาตรา ๕

ให้จัดตั้งบรรษัทขึ้นตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า “บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย”

และให้บรรษัทเป็นนิติบุคคล

ให้บรรษัทมีสำนักงานแห่งใหญ่ในจังหวัดพระนคร

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ความรับผิดของผู้ถือหุ้นแต่ละคน

ให้จำกัดเพียงเท่าจำนวนเงินที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ

มาตรา ๗

มาตรา ๗[๓]

ให้กำหนดทุนเรือนหุ้นของบรรษัทเป็นจำนวนหุ้นสามัญสี่ล้านหุ้น

มีมูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาท รวมเป็นทุนสี่ร้อยล้านบาท

ทุนที่กล่าวนั้นอาจเพิ่มขึ้นได้ด้วยการออกหุ้นสามัญใหม่

โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่การลดทุนจะกระทำมิได้

มูลค่าหุ้นตามวรรคหนึ่ง

อาจเพิ่มหรือลดได้โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ให้บรรษัทเสนอต่อประชาชนและหรือบุคคลใด ๆ

ตามแต่บรรษัทจะกำหนด ให้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่ระบุในมาตรา ๗ ตามเวลา วิธีการ

และจำนวนที่บรรษัทกำหนด และให้บรรษัทจัดออกหุ้นเหล่านั้นได้

มาตรา ๙

มาตรา ๙ เมื่อมีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่ระบุในมาตรา

๗ เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าพันหุ้น และได้ชำระเงินเต็มค่าแล้ว ให้คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา

๑๔ นัดผู้ถือหุ้นมาประชุมกันเป็นการประชุมใหญ่โดยไม่ชักช้า

เพื่อปรึกษากิจการที่กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ และกิจการอื่นตามที่จำเป็น

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ภายหลังที่บรรษัทได้มีผู้ถือหุ้น

และได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเลือกตั้งกรรมการตามความในพระราชบัญญัตินี้แล้ว

ให้นำบทบัญญัติที่ว่าด้วยบริษัทจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่บรรษัทโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัตินี้

ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทปฏิบัติแก่บรรษัทเช่นเดียวกับบริษัทจำกัด

หมวด

วัตถุประสงค์

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑[๔] วัตถุประสงค์ของบรรษัทมีดังต่อไปนี้

(๑) ช่วยเหลือการจัดตั้ง การขยาย

และการปรับปรุงให้ทันสมัยซึ่งภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชน และ

(๒)

สนับสนุนและดำเนินการให้มีทุนส่วนเอกชนทั้งในและนอกราชอาณาจักรเข้าร่วมในภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชนทั้งการรวมเงินทุนและช่วยพัฒนาตลาดทุน

ภารธุระอุตสาหกรรมที่มีส่วนได้เสียอันเป็นของรัฐบาลหรือของสาธารณะอยู่ด้วยนั้น

ถ้าในสาระสำคัญมีลักษณะเป็นภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชน

ก็ไม่จำเป็นต้องกันออกนอกข่ายแห่งความอุปการะของบรรษัทในการเงิน ทั้ง ๆ

ที่มีส่วนได้เสียอันเป็นของรัฐบาลหรือของสาธารณะอยู่ด้วย แต่ถ้าบริษัทจำกัดใดมีรัฐบาลหรือองค์การของรัฐบาลถือหุ้นอยู่ด้วยไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเป็นจำนวนสูงกว่าหนึ่งในสามของทุนเรือนหุ้นทั้งสิ้น

ไม่ให้ถือว่าบริษัทนั้นมีลักษณะเป็นภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในสาระสำคัญ

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒[๕]

ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังที่ระบุในมาตรา

๑๑ นั้น ภายหลังที่ได้มีการประชุมใหญ่ตามมาตรา ๙ แล้ว บรรษัทมีอำนาจกระทำการใด ๆ

ที่กล่าวต่อไปนี้โดยตนเองหรือโดยฐานะเป็นตัวแทนบุคคลอื่น

(๑) ให้อุปการะในการเงิน

ด้วยวิธีให้กู้ยืมเงินระยะยาวหรือระยะปานกลางโดยมีหรือไม่มีหลักประกัน

หรือด้วยวิธีซื้อหรือเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหลักทรัพย์อย่างอื่น ๆ

หรือด้วยวิธีจัดให้ได้มาซึ่งส่วนได้เสียอย่างอื่นใด

(๒) ประกันซื้อหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นใด

(๓)

ประกันการชำระเงินที่กู้ยืมจากแหล่งกู้ยืมส่วนเอกชนอื่น

(๔)

จัดให้มีเงินกลับมาลงทุนใหม่ด้วยวิธีขายทรัพย์สินที่บรรษัทได้มาจากการลงทุน

(๕)

กู้ยืมเงินในหรือนอกราชอาณาจักรเพื่อธุรกิจของบรรษัท

และให้หลักประกันเงินที่กู้ยืม ในกรณีกู้ยืมเงินโดยออกหุ้นกู้ มิให้นำความในมาตรา

๑๒๓๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ

(๖)

ใช้เงินคงเหลืออยู่เปล่าของบรรษัทซื้อหลักทรัพย์ที่เหมาะสมในหรือนอกราชอาณาจักร

(๗) จัดให้ได้มา ถือกรรมสิทธิ์ เช่าหรือให้เช่า

จำนองหรือรับจำนอง จำนำหรือรับจำนำ

และขายหรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่นใดซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์รวมทั้งหลักทรัพย์ต่าง

แต่การจัดให้ได้มาหรือถือกรรมสิทธิ์ซึ่งอสังหาริมทรัพย์มีได้เฉพาะในกรณีเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับดำเนินธุรกิจหรือสำหรับลูกจ้างของบรรษัทตามสมควร

หรือในกรณีซื้ออสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล

รวมตลอดถึงการเอาทรัพย์จำนองหลุดหรือการเอาทรัพย์ตีใช้หนี้บรรษัททั้งนี้แม้จะมีจำนวนที่ดินเกินกำหนดที่พึงมีได้ตามกฎหมายอื่น

บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่ตกเป็นของบรรษัท

เนื่องจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล

การเอาทรัพย์จำนองหลุดหรือการเอาทรัพย์ตีใช้หนี้บรรษัท

ให้จำหน่ายภายในห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของบรรษัท

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ขยายกำหนดเวลาได้อีกไม่เกินหนึ่งปี

ถ้าไม่จำหน่ายภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้รัฐมนตรีจัดการจำหน่ายภายในหนึ่งปี

โดยให้บรรษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ทั้งนี้

เว้นแต่บรรษัทจะใช้สังหาริมทรัพย์นั้นเป็นสถานที่สำหรับดำเนินธุรกิจหรือสำหรับลูกจ้างของบรรษัทตามสมควร

(๘) มีบัญชีเงินฝากจ่ายคืนเมื่อเรียกร้องและเงินฝากจ่ายคืนโดยมีกำหนดเวลากับธนาคารใด

(๙)

ให้ประกันหรือรับชดใช้ค่าเสียหายและทำความตกลงใด ๆ กับรัฐบาล

เทศบาลหรือบุคคลอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ สัมปทาน และเอกสิทธิใด ๆ

บรรดาที่บรรษัทเห็นว่าจะช่วยให้วัตถุประสงค์ของบรรษัทสำเร็จผล

(๑๐) ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามโครงการ

โดยการออกตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ของแต่ละโครงการจำหน่ายแก่ประชาชน

และนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธินั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ตามที่กำหนดไว้ในโครงการ

(๑๑) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารงาน การจัดการและทางเทคนิคแก่ภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชน

และช่วยให้ภารธุระนั้นได้รับบริการเกี่ยวกับการบริหารงาน และการจัดการและทางเทคนิค

(๑๒) รับชำระเงินใด ๆ

เกี่ยวกับเงินที่บรรษัทให้กู้ยืมแม้ก่อนวันถึงกำหนดชำระ

(๑๓) สั่งจ่าย รับรองหรือสลักหลังตั๋วเงิน

หรือใช้เงินตามตั๋วเงินเพื่อประโยชน์แห่งธุรกิจของบรรษัท

(๑๔) จัดให้มีการสงเคราะห์ตามสมควรแก่ลูกจ้าง

หรือผู้ที่พ้นจากการเป็นลูกจ้างของบรรษัท และครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น

(๑๕) กระทำกิจการอย่างอื่น ๆ

บรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ บรรษัทต้องไม่ลงเงินในภารธุระใด ๆ

หรือประกอบธุรกิจอย่างอื่นใดกับห้างหรือภารธุระใดที่กรรมการของบรรษัทเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นกรรมการหรือเป็นผู้ถือหุ้น

หรือมีส่วนได้เสียอย่างอื่นอยู่ด้วยไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นไว้แต่การลงเงินหรือประกอบธุรกิจนั้น

จะได้รับอนุมัติเป็นเอกฉันท์จากกรรมการคนอื่น ๆ ของบรรษัท

เมื่อกรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียดังกล่าวแล้ว

กรรมการผู้นั้นต้องเปิดเผยต่อที่ประชุมคณะกรรมการว่าตนมีส่วนได้เสียอย่างใด

ในกรณีที่มีส่วนได้เสียอยู่แล้ว

ให้เปิดเผยในคราวประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องการจะลงเงินหรือจะประกอบธุรกิจนั้น

หรือถ้ากรณีเป็นอย่างอื่นก็ให้เปิดเผยในคราวประชุมแรกหลังจากที่ตนได้มาซึ่งส่วนได้เสียนั้น

แต่ถ้ากรรมการผู้ใดได้ให้คำบอกกล่าวไว้แล้วเป็นการทั่วไป

โดยระบุว่าตนเป็นหุ้นส่วนในห้างใด หรือเป็นกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในภารธุระใด

หรือมีส่วนได้เสียอย่างอื่นในห้างหรือภารธุระใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

ก็ให้ถือว่าคำบอกกล่าวนั้นเป็นการเปิดเผยเพียงพอตามมาตรานี้แล้ว

หมวด

การจัดการ

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ก่อนมีผู้ถือหุ้น

ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเริ่มแรกขึ้นคณะหนึ่งมีจำนวนสี่คน

มีหน้าที่กำหนดข้อบังคับของบรรษัทว่าด้วยกิจการต่าง ๆ

ที่มิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

และเป็นกิจการซึ่งบริษัทจำกัดย่อมกำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัท

ออกหนังสือชี้ชวนและหนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง หรือหนังสืออย่างอื่น

เพื่อชวนให้เข้าชื่อซื้อหุ้นและกระทำหน้าที่และกิจการอื่น ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้เริ่มก่อการบริษัท

ข้อบังคับของบรรษัทตามความในวรรคก่อน

ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่และจะแก้ไขเพิ่มเติมได้ต่อเมื่อมีมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

ในการประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ตามมาตรา ๙ ให้เลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นจากจำนวนกรรมการตามมาตรา

๑๔ อีกสองคนรวมเป็นหกคน

ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการตามความในวรรคก่อน

ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๘ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานั้น

การเลือกตั้งให้เป็นไปตามข้อบังคับของบรรษัท

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ ทวิ[๖]

เมื่อที่ประชุมใหญ่เห็นสมควรจะเลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นจากจำนวนกรรมการตามมาตรา

๑๕ วรรคหนึ่ง อีกไม่เกินสองคนก็ได้และให้นำความในมาตรา ๑๕ วรรคสอง

มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

เมื่อสิ้นขวบปีในทางบัญชีเงินของบรรษัทแต่ละปี

กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๔ และกรรมการตามมาตรา ๑๕ ต้องออกจากตำแหน่งตามวาระฝ่ายละหนึ่งคนโดยวิธีจับสลาก

เมื่อสิ้นขวบปีในทางบัญชีเงินของบรรษัทปีที่สี่

ให้กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๔ ที่ยังเหลืออยู่อีกคนหนึ่งออกจากตำแหน่ง

เมื่อกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๔

ได้ออกจากตำแหน่งไปหมดแล้ว ให้กรรมการของบรรษัทออกจากตำแหน่งตามวาระคราวละสองคน

โดยให้กรรมการผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนานกว่าเป็นผู้ต้องออกก่อนตามลำดับ

เมื่อกรรมการต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามความในสามวรรคก่อน

ให้เลือกตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๘ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานั้น

เข้าดำรงตำแหน่งแทน ทั้งนี้ตามวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของบรรษัท

กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับเลือกตั้งอีกได้

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗

กรรมการย่อมพ้นจากตำแหน่งนอกจากถึงคราวออกตามวาระเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๘

(๔) เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๘

(๕) ที่ประชุมใหญ่ของบรรษัทให้ออก

ในกรณีที่มีการพ้นจากตำแหน่งนอกจากถึงคราวออกตามวาระ

ให้เลือกตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๘ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานั้น

เข้าดำรงตำแหน่งแทน

ความใน (๓) และ (๕)

มิให้นำมาใช้บังคับแก่กรรมการที่แต่งตั้งตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๙

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ บุคคลอาจได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งกรรมการของบรรษัทได้ต่อเมื่อเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติโดยเป็นผู้ถือหุ้นของบรรษัทมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท

หรือเป็นผู้แทนของบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถือหุ้นของบรรษัทมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท

และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑)[๗]

เป็นลูกจ้างซึ่งได้รับเงินเดือนจากบรรษัท เว้นแต่เป็นผู้จัดการทั่วไป

(๒) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

(๓)

เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙

ตราบใดที่เงินซึ่งรัฐบาลให้บรรษัทกู้ยืมยังมีค้างอยู่ หรือการค้ำประกันที่รัฐบาลให้ไว้ตามมาตรา

๒๓ ยังไม่สิ้นอายุการบังคับ

ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่เห็นสมควรคนหนึ่งเป็นกรรมการของบรรษัทเพิ่มขึ้นจากจำนวนกรรมการที่บัญญัติไว้ในมาตรา

๑๔ และมาตรา ๑๕

และให้รัฐมนตรีมีอำนาจถอดถอนและแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าดำรงตำแหน่งแทนได้

ให้กรรมการตามความในวรรคก่อน

มีฐานะเช่นเดียวกับกรรมการอื่นของบรรษัท แต่ไม่ต้องออกตามวาระ

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐

ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่กำกับและควบคุมโดยทั่วไปซึ่งการดำเนินงาน

การบริหารกิจการและธุรกิจของบรรษัท และให้มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ

ที่บรรษัทจะพึงกระทำได้ อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

(๑) จ่ายเงินของบรรษัทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใด ๆ

ที่เกิดขึ้นในการจัดกิจการและการประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท

การให้สินจ้างแก่กรรมการและลูกจ้างของบรรษัท

(๒)

ควบคุมให้มีการตรวจคำร้องทุกฉบับที่ภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชนยื่นขึ้นมาเพื่อขอรับอุปการะในทางการเงินจากบรรษัท

และให้รับไว้พิจารณาเฉพาะแต่ที่เห็นสมควรในทางเทคนิค การเงินและการเศรษฐกิจ

โดยมิต้องคำนึงถึงการอื่นใดทั้งสิ้น

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ทวิ[๘]

ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารคณะหนึ่งประกอบด้วยผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการไม่น้อยกว่าสามคนและไม่เกินห้าคน

เป็นกรรมการและให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมายอำนาจและหน้าที่ที่จะมอบหมายให้นั้นต้องไม่เป็นการเสื่อมเสียต่ออำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการทั่วไปตามมาตรา

๒๑

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑[๙]

ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้ซึ่งมีสัญชาติไทย

มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๘ เป็นผู้จัดการทั่วไปของบรรษัท

ตราบใดที่เงินซึ่งรัฐบาลให้บรรษัทกู้ยืมยังมีค้างอยู่

หรือการค้ำประกันที่รัฐบาลให้ไว้ตามมาตรา ๒๓ ยังไม่สิ้นอายุการบังคับ

การแต่งตั้งผู้จัดการทั่วไปตามวรรคหนึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี

ผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้บริหารกิจการของบรรษัทให้เป็นไปตามนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด

และมีอำนาจบังคับบัญชาลูกจ้างของบรรษัททุกตำแหน่ง

ให้ผู้จัดการทั่วไปเป็นกรรมการของบรรษัทโดยตำแหน่ง

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ในส่วนกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

ให้ผู้จัดการทั่วไปมีอำนาจกระทำการแทนบรรษัท แต่ผู้จัดการทั่วไปจะมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนเฉพาะในกิจการใดก็ได้

หมวด

การค้ำประกันเงินกู้

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓[๑๐]

ในกรณีที่บรรษัทขอให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัทกู้ยืมเงินจากแหล่งให้กู้ยืมในต่างประเทศหรือภายในประเทศ

ให้รัฐบาลมีอำนาจค้ำประกันเงินกู้นั้นได้ แต่จำนวนเงินกู้ที่จะค้ำประกันเมื่อรวมกับต้นเงินกู้ที่การค้ำประกันของรัฐบาลยังค้างอยู่ต้องไม่เกินสิบสองเท่าของเงินกองทุนของบรรษัท

เมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทย ทั้งนี้

ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันตามอำนาจที่มีอยู่ในกฎหมายใด ๆ

การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อทราบยอดรวมของเงินกู้ตามวรรคหนึ่ง

ให้ใช้อัตราที่คำนวณจากการเทียบค่าเสมอภาคของบาทกับเงินตราต่างประเทศสกุลที่กู้ยืมในวันทำสัญญา

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ บรรดาเงินที่บรรษัทต้องชำระเป็นต้นเงิน

ดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ๆ สำหรับเงินกู้รายใด ๆ ที่ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการได้ให้บรรษัทกู้ยืม

หรือที่รัฐบาลต้องชำระเพราะการค้ำประกันที่ได้ให้ไว้ตามมาตรา ๒๓ นั้น

ถึงแม้ว่าจะมีบทกฎหมายใด ๆ เป็นอย่างอื่นก็ต้องชำระ

(ก)

โดยไม่ต้องหักและไม่ต้องเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่ตั้งเก็บตาม

หรือภายใต้บทกฎหมายใด ๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะประกาศใช้ต่อไป และ

(ข)

โดยพ้นจากการกำกัดทั้งปวงที่กำหนดตามหรือภายใต้บทกฎหมายใด ๆ

ซึ่งจะทำให้ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการมิได้รับชำระ

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕[๑๑] ในกรณีที่เกี่ยวกับเงินกู้รายใด ๆ

ที่ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ

หรือที่แหล่งให้กู้ยืมอื่นใดในต่างประเทศได้ให้บรรษัทกู้ยืมรัฐบาลจะทำสัญญากับบรรษัทก็ได้ว่า

ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงการเทียบค่าเสมอภาคของบาทกับเงินตราต่างประเทศสกุลที่กู้ยืมและมีการขาดทุนหรือมีกำไรเกิดขึ้น

รัฐบาลจะชดใช้เงินที่ขาดหรือรับผลกำไรนั้นแล้วแต่กรณี

หมวด

การควบกิจการหรือโอนกิจการ[๑๒]

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ในหมวดนี้

“ธนาคารพาณิชย์” หมายความว่า

ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์

“สถาบันการเงิน” หมายความว่า

สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ บรรษัทอาจควบกิจการกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงิน

หรือโอนกิจการของบรรษัททั้งหมดให้แก่ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินได้

โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

เพื่อประโยชน์ในการควบกิจการหรือโอนกิจการ

บรรษัทอาจลดทุนได้โดยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง

และมิให้นำความในวรรคสองของมาตรา ๗

เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการห้ามลดทุนมาใช้บังคับ

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ ให้นำความในมาตรา ๓๘ ตรี มาตรา ๓๘ จัตวา

มาตรา ๓๘ เบญจ

มาตรา ๓๘ เบญจ มาตรา ๓๘ ฉ และมาตรา ๓๘ สัตต แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

พ.ศ. ๒๕๐๕

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๑

มาใช้บังคับแก่การดำเนินการเพื่อควบกิจการหรือโอนกิจการของบรรษัท แล้วแต่กรณี

โดยอนุโลม

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙

คณะกรรมการต้องส่งมอบกิจการ

ทรัพย์สิน บัญชี เอกสารและหลักฐานต่างๆ

ของบรรษัทให้แก่คณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ซึ่งควบกัน

หรือแก่คณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณี

ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบรรษัท

ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ควบกิจการเข้ากันหรือรับโอนกิจการรายหนึ่งรายใดได้ลงมติให้ควบกิจการหรือโอนกิจการหรือรับโอนกิจการกันเป็นรายหลังสุด

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐

ในกรณีที่เป็นการควบกิจการเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ให้คณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ซึ่งควบกันแล้วยื่นขอจดทะเบียนการควบกิจการภายในยี่สิบเอ็ดวันนับแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบรรษัท

ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ควบกิจการเข้ากันรายหนึ่งรายใด

ได้ลงมติให้ควบกิจการกันเป็นรายหลังสุด

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ ให้นำความในหมวด ๑๒ การควบบริษัท

แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕

มาใช้บังคับแก่การดำเนินการเพื่อควบกิจการของบรรษัทโดยอนุโลม ทั้งนี้

เว้นแต่ที่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วในหมวดนี้

ให้นำความในมาตรา ๑๔๖ วรรคสอง และมาตรา ๑๕๓

แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕

มาใช้บังคับแก่การดำเนินการเพื่อโอนกิจการของบรรษัทโดยอนุโลม

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒

ให้ลูกจ้างของบรรษัทที่มีอยู่ก่อนวันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบกิจการหรือก่อนวันที่โอนกิจการ

เป็นลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ซึ่งควบกัน

หรือของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่รับโอนกิจการ แล้วแต่กรณี

ให้ลูกจ้างตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง

และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม

กับให้ถือว่าเวลาการทำงานของลูกจ้างดังกล่าวในบรรษัทเป็นเวลาการทำงานในธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินใหม่ซึ่งควบกัน

หรือธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่รับโอนกิจการ

แล้วแต่กรณีโดยไม่ถือว่าการเปลี่ยนสภาพจากบรรษัทเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินดังกล่าวเป็นการเลิกจ้าง

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓

ในกรณีที่กระทรวงการคลังได้ค้ำประกันเงินกู้ของบรรษัทอยู่ก่อนวันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบกิจการหรือก่อนวันที่บรรษัทโอนกิจการเสร็จสิ้น

ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจค้ำประกันเงินกู้นั้นต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดอายุตามสัญญาค้ำประกัน

โดยอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันก็ได้

เว้นแต่จะมีการตกลงกับเจ้าหนี้ให้ลดหรือปลดเปลื้องภาระการค้ำประกันของกระทรวงการคลังนั้น

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔

เมื่อได้ดำเนินการควบกิจการหรือโอนกิจการของบรรษัทเสร็จสิ้น

ให้พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒

และที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นอันยกเลิก

เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนการควบกิจการของบรรษัทกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินแล้ว

หรือเมื่อบรรษัทได้โอนกิจการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแสดงการควบกิจการหรือโอนกิจการของบรรษัทเสร็จสิ้น

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จอมพล

ส. ธนะรัชต์

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การประกอบอุตสาหกรรมจะสำเร็จผลไปได้ด้วยดี

จำต้องได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน เพื่อให้มีทุน มีการจัดการอันมีสมรรถภาพ

และมีความรู้ในด้านวิชาการ

จึงสมควรจัดให้มีบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขึ้นเพื่อช่วยเหลือกิจการอุตสาหกรรมให้สำเร็จผลดังว่านี้

พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๕[๑๓]

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

โดยที่ในขณะนี้การประกอบอุตสาหกรรมมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่งเสริมมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำต้องขยายวงเงินค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัทฯ

พึงจะได้มาจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ

หรือจากแหล่งกู้ยืมใดในต่างประเทศเพื่อให้ยอดรวมแห่งต้นเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้นเพียงพอ

เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในราชอาณาจักรให้กว้างขวางยิ่งขึ้นพอแก่ความต้องการในขณะนี้

พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๖[๑๔]

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

โดยที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เพิ่มทุนเรือนหุ้นจากเดิม ๒๐

ล้านบาทเป็น ๑๐๐ ล้านบาทแล้ว ตามมติพิเศษของที่ประชุม

และโดยที่บรรษัทได้ตกลงเรียกหุ้นที่ชำระแล้วเพิ่มจากเดิม ๖.๑ ล้านบาท เป็น ๓๐

ล้านบาท ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบรรษัท จึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรา ๑๕ ทวิ

เพื่อให้บรรษัทมีอำนาจจะเลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นไว้รอรับผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าเป็นกรรมการในกาลอันควรต่อไป

และโดยที่บรรษัทจะได้รับเงินกู้จากแหล่งอื่นในต่างประเทศ

นอกจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความ“หรือที่แหล่งกู้ยืมอื่นใดในต่างประเทศ”

เข้าไว้ในมาตรา ๒๕ เพื่อรัฐบาลจะทำสัญญากับบรรษัท เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงค่าของเงินบาทเทียบกับเงินตราต่างประเทศสกุลที่ได้กู้ยืมจากแหล่งอื่นในต่างประเทศ

พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐[๑๕]

มาตรา ๔

มาตรา ๔[๑๖] (ยกเลิก)

มาตรา ๕

มาตรา ๕

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

โดยที่ในขณะนี้การประกอบอุตสาหกรรมของเอกชนภายในประเทศควรได้รับการส่งเสริมมากยิ่งขึ้น

จึงสมควรขยายวงเงินค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัทฯ

จะพึงได้รับจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ หรือจากแหล่งกู้ยืมใดในต่างประเทศจาก

๒๐๐ ล้านบาท เป็น ๕๐๐ ล้านบาท

เพื่อให้บรรษัทมีเงินที่จะให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภายในประเทศกู้ได้มากยิ่งขึ้น

ประกาศของคณะปฏิวัติ

ฉบับที่ ๒๓๓ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕[๑๗]

พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๒[๑๘]

มาตรา ๕

มาตรา ๕

เมื่อบรรษัทลดมูลค่าหุ้นสำหรับหุ้นที่ออกแล้วตามมาตรา ๗

แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒

ให้บรรษัทออกใบหุ้นใหม่มีมูลค่าตามมาตรา ๗

แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้จนครบมูลค่าหุ้นเดิม

มาตรา ๖

มาตรา ๖

ให้ผู้จัดการทั่วไปของบรรษัทซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๒๑

แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒

อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการทั่วไปของบรรษัทตามมาตรา ๒๑

แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ต่อไปได้จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้จัดการทั่วไปตามมาตรา

๒๑ แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

ซึ่งต้องไม่ช้ากว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

โดยที่พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒

มีบทบัญญัติบางประการยังไม่เหมาะสมกับภาวการณ์ในปัจจุบัน

สมควรแก้ไขเพิ่มเติมโดยลดมูลค่าหุ้นของบรรษัทลงเป็นระดับเดียวกับมูลค่าของหลักทรัพย์จดทะเบียนทั่ว

ๆ ไป ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ไม่เป็นอุปสรรคในการกระจายหุ้นออกสู่ผู้มีเงินออมส่วนย่อย

และกำหนดให้มูลค่าหุ้นของบรรษัทสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อให้เป็นการคล่องตัวตามภาวะของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ควรให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้มีส่วนในการกำหนดแนวนโยบายและกำกับการดำเนินงานของบรรษัทได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

โดยให้การแต่งตั้งผู้จัดการทั่วไปของบรรษัทต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ตราบเท่าที่เงินซึ่งรัฐบาลให้บรรษัทกู้ยืมยังคงมีค้างอยู่

หรือการค้ำประกันที่รัฐบาลให้ไว้ยังไม่สิ้นอายุการบังคับ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

พ.ศ. ๒๕๐๒ พ.ศ. ๒๕๔๗[๑๙]

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ

โดยที่ปัจจุบันสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

จำเป็นต้องพัฒนาและส่งเสริมให้ระบบสถาบันการเงินของประเทศมีความเข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้น

จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

พ.ศ. ๒๕๐๒

เพื่อให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสามารถควบกิจการกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินได้

ซึ่งจะทำให้สามารถนำความเชี่ยวชาญและความสามารถในการพัฒนาและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมของบรรษัทมารวมกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่มีแหล่งเงินทุนและมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจการพาณิชย์ที่หลากหลาย

อันจะมีผลทำให้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันการเงินที่จะสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมขึ้นได้

และโดยที่การดำเนินการดังกล่าวต้องกระทำให้แล้วเสร็จโดยรวดเร็ว

โดยมีความชัดเจนแน่นอนในการดำเนินการ เพื่อมิให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในสถานะการดำเนินกิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินอื่น

รวมทั้งเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศมิให้เกิดความเสียหายด้วย

จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ

จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

วศิน/ผู้จัดทำ

มกราคม ๒๕๕๒

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๖/ตอนที่ ๙๙/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒๘ ตุลาคม ๒๕๐๒

[๒]

มาตรา ๓

มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๓๓ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม

พ.ศ. ๒๕๑๕

[๓]

มาตรา ๗

มาตรา ๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๒๒

[๔]

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๓๓ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม

พ.ศ. ๒๕๑๕

[๕]

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๓๓ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม

พ.ศ. ๒๕๑๕

[๖]

มาตรา ๑๕ ทวิ

มาตรา ๑๕ ทวิ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่

๓) พ.ศ. ๒๕๐๖

[๗]

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๓๓ ลงวันที่ ๓๑

ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕

[๘]

มาตรา ๒๐ ทวิ

มาตรา ๒๐ ทวิ เพิ่มโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๓๓ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.

๒๕๑๕

[๙]

31 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 (Update ณ วันที่ 28/02/2522) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_68cba8a1792c2fd0

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com