法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 1.11 ว่าด้วยลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทย

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
47
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบการรถไฟแห่งประเทศไทย

ระเบียบการรถไฟแห่งประเทศไทย

ฉบับที่ ๑.๑๑

ว่าด้วยลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทย[๑]

โดยที่เห็นสมควรปรับปรุงระเบียบการเกี่ยวกับลูกจ้างรายเดือนเสียใหม่

และจัดหมวดหมู่เพื่อสะดวกแก่การปฏิบัติและอ้างอิง

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๕ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย

พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงวางระเบียบเกี่ยวกับลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทยไว้

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบการรถไฟแห่งประเทศไทย

ฉบับที่ ๑.๑๑ ว่าด้วยลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทย”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันที่ ๑

กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

๑. ระเบียบการฉบับที่ ๓๕

ว่าด้วยการร้องทุกข์ของลูกจ้างในการรถไฟแห่งประเทศไทย ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๘

๒. ระเบียบการฉบับที่ ๕๙

ว่าด้วยการจ้างผู้ปฏิบัติงานประเภทลูกจ้าง ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมตามระเบียบการ

ฉบับที่ ๕๙ ก. ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖, ฉบับที่ ๕๙ ข. ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม

๒๕๑๗, ฉบับที่ ๕๙ ง. ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๘ และฉบับที่ ๕๙ จ. ลงวันที่ ๒๖ มกราคม

๒๕๒๐

๓. ระเบียบการฉบับที่ ๑๑๓ ว่าด้วยระเบียบวินัย การลงโทษ

และการให้ออกจากงานของลูกจ้าง ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๗

บรรดาระเบียบ คำสั่งใดในส่วนที่มีกำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้

หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“ลูกจ้างรายเดือน” หมายความว่า ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๑

และลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๒

“ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๑” หมายความว่า

ผู้ที่จะได้รับการจ้างเข้าทำงานใหม่แต่ยังไม่ได้บรรจุเป็นพนักงาน

เนื่องจากรอการตรวจสอบคุณสมบัติ

“ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๒” หมายความว่า

ผู้ที่ได้ปฏิบัติงานอยู่แล้วก่อนวันที่๑ มกราคม ๒๕๒๖ แต่ยังมิได้บรรจุเป็นพนักงาน เพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือเหตุอื่นใด

และจำเป็นต้องจ้างต่อไป เนื่องจากเป็นผู้มีความชำนาญงาน และหาบุคคลอื่นแทนได้ยาก

“ข้อบังคับ” หมายความว่า ข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งจ้าง

อนุญาตเกี่ยวกับการลา อนุญาต ให้ลาออก สั่งให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก

คือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจตามคำสั่งว่าด้วยการมอบอำนาจการบริหารงาน

หมวด

การจ้าง

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทย

จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

(๑) อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์

(๒) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ

(๓) มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์

ตามความประสงค์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

(๔) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี

(๕) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(๖) ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

(๗) ต้องสามารถทำงานให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้เต็มเวลา

(๘) ไม่เป็นข้าราชการ หรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ

ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ รวมทั้งข้าราชการการเมือง ลูกจ้างของกระทรวง ทบวง

กรม หรือทบวงการเมืองซึ่งมีฐานะเทียบเท่าพนักงานส่วนท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น

หรือสภากรุงเทพมหานครและผู้บริหารท้องถิ่น

(๙) ไม่เป็นกรรมการพรรคการเมือง

หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๑ นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติตาม (๑)

- (๙) แล้วจะต้องมีคุณสมบัติที่จะบรรจุเป็นพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ตามข้อบังคับว่าด้วยการบรรจุ

การแต่งตั้ง การถอดถอนพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย

ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๒ นอกจากต้องมีคุณสมบัติตาม (๑) -

(๙) แล้วจะต้องเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติงานอยู่แล้วก่อนวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๖

และได้ปฏิบัติงานติดต่อกันจนถึงวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ลูกจ้างรายเดือนให้ได้รับเงินค่าจ้างตามอัตราดังนี้

(๑) ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๑

ให้ได้รับเงินค่าจ้างเป็นรายเดือนในอัตราและขั้นต้นขั้นสูง

ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับว่าด้วยอัตราเงินเดือนพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย

และข้อบังคับว่าด้วยวิทยฐานะ และอัตราเงินเดือนสำหรับบรรจุบุคคลใหม่เข้าทำงานเป็นพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้

สุดแต่จะจ้างเพื่อบรรจุเข้าทำงานเป็นพนักงานระดับใด และพื้นความรู้ชั้นใด

(๒) ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๒

ให้ได้รับเงินค่าจ้างเป็นรายเดือนในอัตราขั้นต้นและขั้นสูงสุดตามที่คณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยกำหนด

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๒

ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขต ๑๐ จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล

จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดพัทลุง

จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร และจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ได้รับเงินยังชีพ (ยช.

ภาคใต้) เพิ่มอีกคนละ ๕๐ บาทต่อเดือนโดยไม่คำนึงว่า จะมีการลาหยุด ลาป่วย

โดยได้รับเงินค่าจ้างในแต่ละเดือนหรือไม่

เว้นแต่ผู้ที่ย้ายเข้าหรือออกจากเขตในระหว่างเดือนให้ได้รับเงินยังชีพเฉลี่ยตามจำนวนวันที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตในเดือนนั้น

หมวด

วันและเวลาทำงาน

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ให้ลูกจ้างรายเดือนมีวันและเวลาทำงาน

วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี

ตามที่การรถไฟแห่งประเทศไทยกำหนด

หมวด

การลา

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ลูกจ้างรายเดือนมีสิทธิลาป่วย

เพื่อหยุดพักรักษาตัวในรอบ ๑ ปีปฏิทินโดยได้รับเงินค่าจ้าง ในวันที่ลาเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติมีกำหนดดังนี้

(๑) ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๑ กรณีเจ็บป่วยธรรมดา

มีกำหนดไม่เกิน ๓๐ วันทำการ กรณีเจ็บป่วยเนื่องจากการปฏิบัติงานในหน้าที่

มีกำหนดไม่เกิน ๖๐ วันทำการ

(๒) ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๒ กรณีเจ็บป่วยธรรมดา มีกำหนดไม่เกิน

๖๐ วันทำการ แต่ในกรณีจำเป็น ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจอาจอนุญาตให้ลาต่อไปได้อีก

ไม่เกิน ๖๐ วันทำการ กรณีเจ็บป่วยเนื่องจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ มีกำหนดไม่เกิน

๑๒๐ วันทำการ

ลูกจ้างรายเดือนที่ประสงค์จะลาป่วย เพื่อหยุดพักรักษาตัว

ต้องแจ้งและจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาในวันที่ลา

เว้นแต่ด้วยอาการป่วยนั้นไม่สามารถลงชื่อในใบลาได้ก็ให้ผู้อื่นแจ้งลาแทนได้

แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วก็ให้รีบจัดส่งใบลาโดยเร็ว

การลาป่วยเพื่อหยุดพักรักษาตัวติดต่อกันตั้งแต่ ๓ วันขึ้นไป

ผู้ลาจะต้องมีใบรับรองการตรวจอาการป่วยจากนายแพทย์รถไฟ

หรือจากแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งและมีแพทย์รถไฟลงชื่อรับรองกำกับมาแสดงด้วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ห่างไกล ไม่อาจให้แพทย์ตรวจรับรองอาการป่วยได้สะดวก

ก็ให้ผู้ช่วยแพทย์หรือพยาบาลซึ่งประจำอยู่ ณ ที่ทำการพยาบาลรถไฟ หรือสถานีอนามัยที่ไม่มีแพทย์ประจำอยู่

ออกใบรับรองอาการป่วยเพื่อหยุดพักรักษาตัวติดต่อกันได้ไม่เกิน ๓ วัน

การลาป่วยเพื่อหยุดพักรักษาตัวติดต่อกันตั้งแต่ ๓๐

วันขึ้นไป ก่อนที่จะให้เข้าปฏิบัติงานต่อไป

ให้ผู้บังคับบัญชาส่งตัวไปให้แพทย์รถไฟตรวจร่างกายเสียก่อนและให้ปฏิบัติตามความเห็นของแพทย์ด้วย

ในกรณีที่ลาป่วยติดต่อกันเกิน ๖๐ วัน ให้ผู้บังคับบัญชาส่งตัวให้แพทย์รถไฟตรวจร่างกายและเสนอความเห็นด้วยว่า

ผู้นั้นจะสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ ถ้ารักษาให้หายได้จะต้องใช้เวลาเท่าใด

และจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามเดิมได้หรือไม่ โดยปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการตรวจร่างกายผู้สมัครงานและผู้ปฏิบัติงานรถไฟ

การลาป่วยเพื่อหยุดพักรักษาตัวตามวรรคก่อน

ให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างลาด้วย

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๒

มีสิทธิลากิจส่วนตัวในรอบ ๑ ปีปฏิทิน โดยได้รับเงินค่าจ้างในวันที่ลาเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติได้ไม่เกิน

๔๕ วันทำการ ส่วนลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๑

ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างในวันที่ลา

ลูกจ้างรายเดือนที่ประสงค์จะลากิจส่วนตัวต้องยื่นใบลาตามแบบที่การรถไฟแห่งประเทศไทยกำหนด

และต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ลาได้ก่อน จึงจะหยุดงานได้

เว้นแต่การลานั้นมีเหตุจำเป็นและไม่สามารถรอรับอนุญาตได้ทัน เมื่อได้ยื่นใบลาไว้แล้วก็ให้หยุดงานไปได้

แต่จะต้องรายงานชี้แจงเหตุผลความจำเป็นเมื่อกลับเข้าทำงานตามปกติแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ลูกจ้างรายเดือนที่ประสงค์จะลาคลอดบุตรให้จัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น

จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตก่อนหรือในวันที่ลา เว้นแต่ไม่สามารถจะลงชื่อในใบลาได้

จะให้ผู้อื่นแจ้งลาแทนก็ได้

แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วให้จัดส่งใบลาโดยเร็วและมีสิทธิลาคลอดบุตรโดยได้รับเงินค่าจ้างได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน

๖๐ วัน โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดง

การลาคลอดบุตรจะลาในวันที่คลอด ก่อน หรือหลังวันคลอดก็ได้

ถ้าวันลาคลอดบุตรคาบเกี่ยวกับวันลาประเภทใด

ซึ่งยังไม่ครบกำหนดวันลาให้ถือว่าการลาประเภทนั้นสิ้นสุดลง

และให้นับเป็นการลาคลอดบุตร ตั้งแต่วันเริ่มลาคลอดบุตร

ลูกจ้างรายเดือนที่ลาคลอดบุตรแล้วหากประสงค์จะลากิจส่วนตัว

เพื่อเลี้ยงดูบุตรก็ให้มีสิทธิลากิจต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรได้ ไม่เกิน ๖๐ วัน

โดยไม่ได้รับเงินค่าจ้างในวันที่ลา

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

ลูกจ้างรายเดือนที่ถูกเรียกตัวเข้าระดมราชการทหาร จะต้องยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชาภายใน

๔๘ ชั่วโมง นับแต่เวลารับหมายระดม และลาไปเข้าระดมตามวัน เวลา ในหมายระดมนั้น

โดยไม่ต้องรอรับคำสั่งอนุญาต ให้ผู้บังคับบัญชาเสนอใบลาไปตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจอนุญาต

เมื่อพ้นจากการระดมแล้ว ให้รีบรายงานตนต่อผู้บังคับบัญชาโดยเร็ว

การลาเข้าระดมราชการทหารตามวรรคหนึ่ง

ให้ได้รับเงินค่าจ้างในวันที่ลา

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๒

ที่ได้ทำงานในการรถไฟแห่งประเทศไทยติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี

และในขณะทำงานยังไม่เคยลาอุปสมบท หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์มาก่อน

ให้มีสิทธิลาอุปสมบท หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ได้ ๑ ครั้ง มีกำหนดไม่เกิน ๑๒๐ วัน โดยได้รับเงินค่าจ้างในวันที่ลา

ทั้งนี้ สุดแต่ผู้นั้นนับถือศาสนาใด

การลาตามวรรคหนึ่ง

ผู้ลาต้องยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันลาอุปสมบทหรือก่อนวันเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ไม่น้อยกว่า

๖๐ วัน และให้ผู้บังคับบัญชาเสนอใบลาไปตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจอนุญาต

เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดงานได้

ในกรณีที่ผู้ลาอุปสมบทได้ลาสิกขาหรือผู้ลาไปประกอบพิธีฮัจย์เดินทางกลับถึงประเทศไทยก่อนครบกำหนดวันที่ได้รับอนุญาตให้ลาเกินกว่า

๑๕ วัน ให้รีบกลับเข้าทำงานก่อนกำหนด แล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ การลาตั้งแต่ครึ่งวันขึ้นไปให้นับเป็นวันลาด้วย

และการนับเวลาครึ่งวันให้ถือตามเวลาทำงานของหน่วยงานนั้น ๆ

เพื่อประโยชน์ในการคำนวณวันลา สำหรับการลาป่วย ลากิจส่วนตัว

ให้นับเฉพาะวันทำการเท่านั้น

หมวด

การออกจากงาน

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทย

ต้องออกจากงานเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ให้ออก

(๔) ปลดออก

(๕) ไล่ออก

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ลูกจ้างรายเดือนผู้ใดตาย

ให้ถือว่าออกจากงานตั้งแต่เวลาตาย

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

ลูกจ้างรายเดือนผู้ใดประสงค์จะลาออกจากงานก็ย่อมลาออกได้โดยยื่นใบลาออกเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไป

และต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีอำนาจอนุญาตให้ลาออกได้เสียก่อน

จึงจะถือว่าได้ลาออกจากงาน

ในกรณีผู้ขอลาออกมีเรื่องถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัย

และอยู่ในระหว่างการสอบสวน หรือพิจารณาทางวินัย หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดคดีอาญา

ซึ่งมิใช่ความผิดที่เป็นลหุโทษ หรือความผิดที่มีกำหนดโทษขั้นลหุโทษ

หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ให้ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ลาออกยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เพื่อรอฟังผลของการสอบสวนหรือผลของคดีก่อน

เมื่อเรื่องถึงที่สุดแล้วผู้ขอลาออกไม่ถูกลงโทษไล่ออก หรือปลดออก

จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกเฉพาะเหตุนั้นอีกต่อไปไม่ได้

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ เมื่อลูกจ้างรายเดือนมีกรณีดังต่อไปนี้

และผู้บังคับบัญชาเห็นสมควรให้ออกจากงานก็ให้มีอำนาจสั่งให้ออกจากงานได้

(๑) มีร่างกายทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ

จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือเป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง

(๒) มีความประพฤติไม่เป็นที่ไว้วางใจที่สมควรจะให้คงทำงานต่อไป

(๓) หย่อนความสามารถด้วยเหตุใด ๆ

ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่การงานของตน

(๔) ทำงานติดต่อกันมานานจนครบสามสิบปีบริบูรณ์แล้ว

และเป็นผู้ที่มี

ลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

ก.มีความรู้ความสามารถไม่ดีพอกับตำแหน่งหน้าที่ เช่น

ปฏิบัติงานเฉื่อยชาล่าช้า หรือปฏิบัติงานผิดพลาดอยู่เสมอ

หรือมีความรู้สามารถเสมอตัวไม่ดีไม่เลว แต่หาผู้อื่นดีกว่าได้

ข.ประพฤติตนไม่สมศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ เช่น

ประพฤติตนเสเพลเสพเครื่องดองของเมาจนไม่สามารถครองสติได้ มีหนี้สินรุงรัง

เล่นการพนันที่ผิดกฎหมาย

ค.

มีอนามัยหรือสุขภาพไม่สมบูรณ์

(๕) ครบเกษียณอายุ คือ เมื่อผู้ใดอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์

ในปีใดให้มีสิทธิที่จะทำงานต่อไปได้จนถึงสิ้นปีงบประมาณที่ครบเกษียณอายุ

แล้วให้ออกจากงานตั้งแต่วันขึ้นปีใหม่ของปีงบประมาณถัดไป

แต่ถ้าผู้นั้นประสงค์จะออกเมื่อครบเกษียณอายุ ก็ให้ออกจากงานได้ตั้งแต่วันถัดไป

(๖) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาศาลถึงที่สุดแล้ว

แม้ความผิดที่ลงโทษนั้นจะเป็นความผิดลหุโทษ หรือที่มีกำหนดโทษขั้นลหุโทษ

หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ซึ่งยังไม่ถึงกับจะถูกลงโทษไล่ออก หรือปลดออก

ฐานกระทำผิดวินัยจะสั่งให้ผู้นั้นออกจากงานเสียก็ได้

(๗) ผู้ที่ได้รับการจ้างเป็นลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วภายหลังปรากฏว่า

ผู้นั้นขาดคุณสมบัติตามข้อ ๖ ก็ดี หรือลูกจ้างรายเดือนประเภทที่ ๑ เป็นผู้ขาดพื้นความรู้

ตามข้อบังคับว่าด้วยวิทยฐานะ และอัตราเงินเดือน สำหรับบรรจุบุคคลใหม่เข้าทำงานเป็นพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย

อยู่ก่อนได้รับการจ้างก็ดี หรือมีกรณีต้องหาอยู่ก่อนและภายหลังเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ

เนื่องจากกรณีต้องหานั้นก็ดี ให้ผู้มีอำนาจสั่งจ้างสั่งให้ผู้นั้นออกจากงานโดยพลัน ทั้งนี้

ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ และการได้รับเงินค่าจ้างก่อนมีคำสั่งให้ออกจากงาน

(๘) ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

และการสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะลงโทษไล่ออกหรือปลดออกได้

แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น ซึ่งถ้าจะให้คงทำงานอยู่ต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย

หมวด

ระเบียบวินัยและการลงโทษ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทย

ต้องรักษาไว้ซึ่งระเบียบวินัยโดยเคร่งครัด

ผู้ใดฝ่าฝืนให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย จักต้องได้รับโทษ

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ระเบียบวินัย

ซึ่งลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทยจักต้องรักษาไว้ มีดังนี้

(๑)

ต้องสนับสนุนการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ

(๒) ต้องเชื่อฟัง

และต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งในหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย

ถ้าไม่เห็นพ้องด้วยคำสั่งนั้น จะเสนอความเห็นทัดทานเป็นหนังสือก็ได้

แต่ต้องเสนอโดยด่วน และถ้าผู้บังคับบัญชามิได้ถอนคำสั่งนั้น

ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม

ในการปฏิบัติหน้าที่การงาน

ห้ามมิให้กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ

(๓)

ต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความระมัดระวังและอดทน เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่การงาน

(๔) ต้องปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

ห้ามมิให้รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา และห้ามมิให้อาศัยอำนาจหน้าที่การงาน

ไม่ว่าจะเป็นโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น

(๕) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่กิจการรถไฟแห่งประเทศไทย

จะละทิ้งหน้าที่การงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาไม่ได้

(๖) ต้องรักษาชื่อเสียงมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว

ห้ามมิให้ประพฤติตนเป็นคนเสเพล เสพของมึนเมาจนไม่สามารถครองสติได้ มีหนี้สินรุงรัง

หมกมุ่นในการพนันเป็นอาจิณกระทำความผิดอาญา หรือการอื่นใด

ซึ่งอาจทำให้เสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่

(๗) ต้องสุภาพเรียบร้อยต่อผู้บังคับบัญชา และต่อประชาชน

ห้ามมิให้ดูหมิ่นเหยียดหยามบุคคลใด ๆ

(๘)

ต้องถือและปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย

(๙) ต้องรักษาความสามัคคีซึ่งกันและกัน

(๑๐) ต้องช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในหน้าที่การงาน

และเมื่อทางการต้องการความช่วยเหลือแล้วจะหลีกเลี่ยงหรือบิดพลิ้วเสียมิได้

(๑๑) ต้องร่วมมือกันขจัดอุปัทวเหตุ

หรือเหตุการณ์ร้ายอันจะพึงเกิดขึ้นหรือได้เกิดขึ้นแก่กิจการรถไฟแห่งประเทศไทย

(๑๒) ต้องรักษาเครื่องมือเครื่องใช้นั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับมอบให้ใช้ในกิจการประจำตัว

ห้ามมิให้นำเครื่องมือเครื่องใช้นั้นไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว

หรือเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

(๑๓) ต้องรักษาความลับในหน้าที่การงาน

และในกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ โทษฐานผิดวินัยตามระเบียบการนี้ มี ๕ สถาน

คือ

(๑) ไล่ออก

(๒) ปลดออก

(๓) ลดขั้นเงินเดือนค่าจ้าง

(๔) ตัดเงินเดือนค่าจ้าง

(๕) ภาคทัณฑ์

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การไล่ออก

จะกระทำได้เมื่อลูกจ้างรายเดือนผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังต่อไปนี้

(๑) ทุจริตต่อหน้าที่

(๒) ทำความผิดต้องรับอาญาจำคุก หรืออาญาที่หนักกว่าจำคุก

โดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่ความผิดที่เป็นลหุโทษ

หรือความผิดที่กำหนดโทษขั้นลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

(๓) ต้องคำพิพากษาให้เป็นคนล้มละลาย

เพราะทำหนี้สินขึ้นด้วยความทุจริต

(๔)

ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่สั่งโดยชอบด้วยหน้าที่การงานเป็นเหตุให้เสียหายหรืออาจจะเสียหายแก่กิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย

(๕) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่การงาน เป็นเหตุให้เสียหายหรืออาจจะเสียหายแก่กิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างร้ายแรง

(๖) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การลงโทษไล่ออก

ถ้ามิใช่เป็นกรณีความผิดปรากฏชัดแจ้ง จะต้องมีการสอบสวนก่อน

แต่การสอบสวนจะควรดำเนินการโดยวิธีใด ให้ผู้มีอำนาจตามความในข้อ ๕ เป็นผู้พิจารณาตามแต่จะเห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ กรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นกรณีความผิดปรากฏชัดแจ้ง

ให้ลงโทษไล่ออกได้โดยไม่ต้องมีการสอบสวน คือ

(๑) ทุจริตต่อหน้าที่และให้ถ้อยคำรับสารภาพต่อผู้บังคับบัญชา

(๒) ต้องรับอาญาจำคุกหรืออาญาที่หนักกว่าจำคุก

โดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่ความผิดที่เป็นลหุโทษ

หรือความผิดที่มีกำหนดโทษขั้นลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

(๓) ต้องคำพิพากษาให้เป็นคนล้มละลาย

เพราะทำหนี้สินขึ้นด้วยความทุจริต

(๔) ขาดงานติดต่อกันเกินกว่า ๗ วัน หรือขาดงานไม่ติดต่อกัน

แต่รวมแล้วเกินกว่า ๑๕ วัน ในรอบ ๑ ปี (ปีปฏิทิน) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

(๕) ละทิ้งหน้าที่ในขณะที่ปฏิบัติอยู่

และเกิดหรืออาจเกิดความเสียหายแก่กิจการรถไฟแห่งประเทศไทย อย่างร้ายแรง

(๖) ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่สั่งโดยชอบ

(๗) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

ซึ่งผู้บังคับบัญชาที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกหรือเทียบเท่าขึ้นไปได้ประสบพบเห็นด้วยตนเอง

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ การลงโทษปลดออก

จะกระทำได้เมื่อลูกจ้างรายเดือนผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

แต่ยังไม่ถึงกับต้องถูกไล่ออกหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

ลูกจ้างรายเดือนผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกสอบสวน

หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา เว้นแต่คดีความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

ถ้าผู้บังคับบัญชาที่ลูกจ้างผู้นั้นสังกัดเห็นว่ามีมลทินหรือมัวหมอง

จะให้คงอยู่หน้าที่การงานระหว่างสอบสวนพิจารณาจะเป็นการเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย

หรือผู้นั้นมีอายุใกล้กำหนดที่จะต้องออกจากงานเพราะเหตุอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์

ก็ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งอนุญาต การลาออก สั่งให้ผู้นั้นออกจากงานไว้ก่อน

เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาได้

แต่ถ้าภายหลังศาลพิพากษาว่ามีความผิด

หรือสอบสวนพิจารณาได้ความเป็นสัตย์ว่า จะต้องลงโทษไล่ออก หรือปลดออก

หรือเป็นกรณีที่จะต้องให้ออกจากงานด้วยเหตุอื่น ก็ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นไล่ออก

หรือปลดออก หรือให้ออกจากงานด้วยเหตุอื่น ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนมิได้มีความผิดเลยหรือมีความผิดไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษไล่ออก

หรือปลดออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากงานด้วยเหตุอื่น

ให้ผู้บังคับบัญชาที่สั่งให้ออกจากงานก่อนสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าทำงานตามเดิม

ในกรณีที่ปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาเป็นยุติแล้วว่า

ผู้ถูกสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนมิได้มีความผิด

หรือมีความผิดไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษไล่ออก หรือปลดออกเท่าที่เกี่ยวกับเงินค่าจ้าง

ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างในระหว่างถูกสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนนั้น

เสมือนว่าผู้นั้นถูกสั่งให้พักงาน

แต่ถ้าผู้นั้นมีอายุครอบหกสิบปีบริบูรณ์แล้วก็ให้มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างเพียงวันที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

ลูกจ้างรายเดือนผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือถูกฟ้องคดีอาญา

หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา เว้นแต่คดีความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่ายังไม่สมควรสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อน เพราะกรณีมีมลทินหรือมัวหมองไม่ปรากฏชัด

แต่หากจะให้คงอยู่ในหน้าที่การงานระหว่างสอบสวนพิจารณา

จะเป็นการเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ให้สั่งให้ผู้นั้นพักงาน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาได้

เมื่อได้สั่งพักงานไว้แล้วจะสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนตาม ข้อ ๒๗ อีกชั้นหนึ่งก็ได้

ลูกจ้างรายเดือนที่ถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญาหลายสำนวน

หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยหลายเรื่องให้ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งพักงานได้ทุกเรื่องเมื่อสอบสวนพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วก็ให้ดำเนินการตามข้อ

๒๙

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การให้พักงาน

ให้พักตลอดเวลาที่มีการสอบสวนหรือพิจารณา เมื่อสอบสวนพิจารณาเสร็จแล้ว

ถ้าปรากฏว่าผู้ที่ถูกสั่งพักมิได้กระทำผิด ให้ผู้สั่งพักสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าทำงานตามเดิม

โดยจ่ายเงินค่าจ้างในระหว่างพักงานให้เต็มอัตราของค่าจ้าง แต่ถ้าปรากฏว่าได้กระทำผิดจริงให้สั่งไล่ออก

หรือปลดออกสุดแต่กรณี เว้นแต่ความผิดนั้นไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษไล่ออก หรือปลดออก

จะให้ผู้นั้นกลับเข้าทำงานตามเดิมและลงโทษสถานอื่นก็ได้ โดยจ่ายเงินค่าจ้างในระหว่างพักงานให้ไม่เกินกึ่งอัตราของค่าจ้าง

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การไล่ออก หรือปลดออก

ในกรณีที่มีการพักงาน หรือให้ออกจากงานไว้ก่อน ให้ไล่ออก หรือปลดออก

ตั้งแต่วันที่ถูกพัก หรือวันที่ถูกให้ออกจากงานไว้ก่อน ส่วนกรณีที่ไม่มีการพักงานหรือให้ออกจากงานไว้ก่อน

ให้ไล่ออก หรือปลดออก นับตั้งแต่วันถัดจากวันออกคำสั่ง

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ลูกจ้างรายเดือนผู้ใดกระทำผิดวินัย

แต่ไม่ร้ายแรงถึงกับจะต้องถูกลงโทษไล่ออก หรือปลดออก

ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษลดขั้นเงินค่าจ้าง ครั้งหนึ่งไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้

ผู้บังคับบัญชา

ลดโทษครั้งหนึ่ง

ผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่า

หรือหัวหน้าสำนักงาน

ไม่เกิน

๓ ขั้น

หัวหน้ากองหรือเทียบเท่า

ไม่เกิน

๒ ขั้น

หัวหน้าแผนกหรือเทียบเท่า

ไม่เกิน

๑ ขั้น

ในการลดขั้นเงินค่าจ้างนี้

แม้จะทำให้ผู้ถูกลงโทษได้รับเงินค่าจ้างต่ำกว่าขั้นต่ำของตำแหน่งที่ครองอยู่

ก็ให้มีอำนาจกระทำได้

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ลูกจ้างรายเดือนผู้ใดกระทำผิดวินัย

แต่ยังไม่ถึงขนาดจะลงโทษลดขั้นเงินค่าจ้าง

ให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นมีอำนาจลงโทษตัดเงินค่าจ้างครั้งหนึ่งไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้

ผู้บังคับบัญชา

กำหนดเวลาเดือน

ส่วนเงินค่าจ้างที่ตัดร้อยละ

ผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่า

หรือหัวหน้าสำนักงาน

๑๒

๓๐

หัวหน้ากองหรือเทียบเท่า

๒๕

หัวหน้าแผนกหรือเทียบเท่า

๒๐

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ลูกจ้างรายเดือนผู้ใดกระทำผิดวินัย

ควรได้รับโทษลดขั้นเงินค่าจ้างหรือตัดเงินค่าจ้างแต่มีเหตุอันควรปรานี

หรือในกรณีกระทำผิดนั้นเป็นความผิดเล็กน้อยผู้บังคับบัญชาจะลงโทษเพียงภาคทัณฑ์โดยแสดงความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏเป็นหนังสือไว้ก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔

เมื่อผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจได้สั่งลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว ผู้บังคับบัญชาเหนือผู้สั่งลงโทษมีอำนาจที่จะพิจารณาเพิ่มโทษ

ลดโทษ หรือยกโทษเสียก็ได้ แต่ถ้าเป็นการเพิ่มโทษ

โทษที่สั่งเพิ่มรวมกับที่สั่งไว้แล้ว จะต้องไม่เกินอำนาจของผู้บังคับบัญชาที่สั่งลงโทษใหม่นั้น

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ คำสั่งลงโทษจะต้องทำเป็นหนังสือ

กับให้แสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำว่าเป็นความผิดในระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งใด

มีโทษสถานใด

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ความผิดในกรณีใด ควรลงโทษหนักเบาเพียงใด

ให้เป็นไปตามแบบธรรมเนียม ระเบียบ หรือคำสั่งที่กำหนดไว้

หมวด

การร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ คำว่า “ร้องทุกข์” หมายความว่า

เป็นเรื่องราวชี้แจงหรือร้องเรียนของผู้ยื่นว่า

ผู้บังคับบัญชาสั่งการลงโทษตนโดยไม่เป็นธรรม หรือนอกเหนืออำนาจไม่ชอบด้วยระเบียบแบบแผน

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของลูกจ้างรายเดือน

ตามที่ได้รับมอบหมายดำเนินไปด้วยดีและเรียบร้อยมีสมรรถภาพ

ผู้บังคับบัญชาย่อมมีอำนาจจะสั่งลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาของตนฐานผิดวินัยได้ตามที่กำหนดไว้ในหมวด

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙

ลูกจ้างรายเดือนผู้ใดถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษฐานผิดวินัย ผู้นั้นต้องปฏิบัติตามทันที

ถ้าเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในคำสั่ง ก็มีสิทธิร้องทุกข์ได้แต่ถ้าปรากฏว่าการร้องทุกข์นั้นเป็นเท็จให้ถือว่าเป็นการผิดวินัย

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ การร้องทุกข์

ผู้ร้องจะร้องได้แต่สำหรับตนเองเท่านั้น และต้องมีเหตุผลประกอบโดยชัดแจ้ง

ใช้ถ้อยคำสุภาพ ลงลายมือชื่อ ตำแหน่ง และตำบลที่อยู่โดยชัดเจน

ห้ามร้องทุกข์แทนผู้อื่นเป็นอันขาด ห้ามลงชื่อรวมกัน

หรือเข้ามาร้องทุกข์พร้อมกันหลาย ๆ คน และห้ามร้องทุกข์ก่อนเวลาล่วงไปแล้ว ๒๔

ชั่วโมง นับตั้งแต่มีเหตุจะต้องร้องทุกข์เกิดขึ้น

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ การร้องทุกข์ ให้ผู้ร้องยื่นภายใน ๑๕ วัน

นับจากเวลาที่ได้มีเหตุที่จะร้องทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ๒๔ ชั่วโมง โดยทำเป็นคำร้อง ๒

ฉบับ ต้นฉบับให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาเหนือผู้ที่สั่งลงโทษขึ้นไปชั้นหนึ่ง

และสำเนายื่นต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนโดยตรง

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้ร้องทุกข์

เมื่อได้รับสำเนาคำร้องทุกข์แล้วให้เสนอสำเนาคำร้องทุกข์นั้นพร้อมด้วยคำชี้แจงของตน

ที่จะพึงมีต่อไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตนโดยตรง ภายใน ๗ วัน

นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓

ให้ผู้บังคับบัญชาเหนือผู้สั่งลงโทษพิจารณาและวินิจฉัยคำร้องทุกข์ที่ได้รับจากผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอขึ้นมานั้นให้เสร็จภายใน

๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับเสนอคำร้องทุกข์ เว้นแต่ในกรณีพิเศษหรือมีเหตุจำเป็น

ซึ่งไม่อาจจะพิจารณาให้เสร็จได้ทันภายในกำหนดนั้นได้ ก็ให้ขยายเวลาออกไปได้ไม่เกิน

๒ ครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกิน ๑๕ วัน และจะต้องแสดงเหตุผลที่ต้องขยายเวลาด้วยทุกครั้ง

แต่ถ้าได้ขยายเวลาออกไปแล้วถึง ๒ ครั้ง ก็ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ จะขยายเวลาออกไปอีกไม่เกิน

๒ ครั้ง ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔

กรณีผู้บังคับบัญชาซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ตามข้อ ๔๓ ได้วินิจฉัยสั่งการแล้วถ้ามีผู้ร้องทุกข์เห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม

ผู้ร้องทุกข์มีสิทธิร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์โดยยื่นคำร้องอุทธรณ์ภายใน

๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของผู้บังคับบัญชาดังกล่าว

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ให้ถือเป็นที่สุด

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ การร้องทุกข์ ถ้าไม่มีลายมือชื่อ ตำแหน่ง

และตำบลที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์ หรือใช้นามแฝง หรือยื่นเป็นทำนองบัตรสนเท่ห์

หรือยื่นเลยเวลาที่กำหนดไว้ให้ผู้บังคับบัญชาระงับการพิจารณาเสียได้

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ผู้บังคับบัญชาผู้ใด

ได้รับเรื่องราวร้องทุกข์ของลูกจ้างรายเดือนที่ยื่นโดยถูกต้องตามระเบียบไว้แล้วเพิกเฉยเสีย

ไม่จัดการอย่างใด ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ในกรณีที่มีการร้องทุกข์เพราะถูกออกจากงาน

ถ้าผู้ร้องทุกข์ได้รับการพิจารณาให้กลับเข้าทำงานตราเดิม

ผู้ได้กลับเข้าทำงานตามเดิมนั้น มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างดังนี้

(๑) ถ้าระดับโทษถึงขั้นลดขั้นเงินเดือนให้จ่ายเงินค่าจ้างระหว่างออกจากงานได้เพียง

๑ ใน ๔ ของเงินค่าจ้างที่ได้รับก่อนวันออกจากงาน

(๒) ถ้าระดับโทษตั้งแต่ตัดเงินค่าจ้างลงมา

ให้จ่ายเงินค่าจ้างระหว่างออกจากงานได้เพียง ๑ ใน ๒

ของเงินค่าจ้างที่ได้รับก่อนวันออกจากงาน

(๓) ถ้าไม่มีความผิด

ให้จ่ายเงินค่าจ้างได้เต็มอัตราของเงินค่าจ้างที่ได้รับก่อนวันออกจากงาน

ประกาศ ณ วันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕

สราวุธ ธรรมศิริ

ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

ฐาปนี/แก้ไข

๔ ธันวาคม ๒๕๔๕

อารยา/แก้ไข

๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑

จุฑามาศ/ปรับปรุง

๑๕ กันยายน ๒๕๕๗

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนพิเศษที่ ๕๕ ง/หน้า ๔๔/๒๑ มิถุนายน

๒๕๔๕

47 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 1.11 ว่าด้วยลูกจ้างรายเดือนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_697033287d71f443

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com