ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สกส. 3 /2555
เรื่อง การกําหนดอัตราเงินนําส่ง หลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการส่งเงินนําส่ง
และการนําส่งเงินเพิ่มเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชําระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู
และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
โดยที่พระราชกําหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 กําหนดให้เงินที่สถาบันการเงินนําส่งตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกําหนด เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่นําส่งเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชําระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกประกาศฉบับนี้เพื่อกําหนดอัตราเงินนําส่ง หลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการส่งเงินนําส่ง และการนําส่งเงินเพิ่ม เข้าบัญชีสะสมดังกล่าว
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่งพระราชกําหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
อื่นๆ - 4. เนื้อหา
4.1 ในประกาศนี้
“สถาบันการเงิน” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน หรือธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
“ยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง” หมายความว่า ยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
“ยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน” หมายความว่า ยอดเงินที่สถาบันการเงินรับจากประชาชนโดยมีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายคืนแก่ประชาชน ดังต่อไปนี้
(1) ยอดเงินฝากทุกประเภทที่เป็นสกุลเงินบาทของทุกสาขาและสํานักงานในประเทศไทย
(2) ยอดเงินที่ได้รับจากการออกตั๋วแลกเงิน
(3) ยอดเงินที่ได้รับจากการออกตราสารหนี้
(4) ยอดเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม
(5) ยอดเงินที่ได้รับจากการทําธุรกรรมขายหลักทรัพย์ โดยมีสัญญาว่าจะซื้อคืน และ
(6) ยอดเงินที่ได้รับจากประชาชนประเภทอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
ยอดเงินที่ได้รับจากประชาชนตาม (2) (3) (4) และ (5) ให้หมายความถึง ยอดเงินที่เป็นสกุลเงินบาทที่ทุกสาขาและสํานักงานในประเทศไทยได้รับจากธุรกรรมที่ทําตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2555 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ยอดเงินที่ได้รับจากประชาชนตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมยอดเงินดังต่อไปนี้
(ก) ยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง
(ข) ยอดเงินที่ได้รับจากสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
(ค) ยอดเงินที่ได้รับจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ง) ยอดเงินที่ได้รับจากการออกตราสารหนี้ตามจํานวนที่สถาบันการเงินนับเป็นเงินกองทุนโดยไม่นับรวมจํานวนดังกล่าวตลอดอายุของตราสารหนี้นั้นไม่ว่าจะมีการลดการนับเป็นเงินกองทุนในภายหลังหรือไม่
4.2 ให้สถาบันการเงินนําส่งเงินให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในอัตราร้อยละ 0.67 ต่อปีของยอดเงินดังต่อไปนี้
(1) ยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง และ
(2) ยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2555
4.3 ให้สถาบันการเงินนําส่งเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปีละสองครั้ง โดยแบ่งปัน งวดที่ 1 เดือนมกราคมถึงมิถุนายน และงวดที่ 2 เดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ทั้งนี้ สถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องนําส่งเงินดังกล่าวให้ครบถ้วน สําหรับงวดที่ 1 ภายในวันทําการสุดท้ายของเดือนกรกฎาคมในปีนั้น และงวดที่ 2 ภายในวันทําการสุดท้ายของเดือนมกราคมในปีถัดไป
4.4 ให้สถาบันการเงินคํานวณเงินนําส่งจากยอดเงินตาม 4.2 ถัวเฉลี่ยทุกสิ้นวันของรอบระยะเวลา 6 เดือนของงวดที่ต้องนําส่ง โดยเงินนําส่งงวดที่ 1 เดือนมกราคมถึงมิถุนายน ให้คํานวณตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 30 มิถุนายน และงวดที่ 2 เดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ให้คํานวณตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม
การนําส่งเงินในงวดที่ 1 ของปี 2555 ให้สถาบันการเงินคํานวณจากยอดเงินตาม 4.2 ถัวเฉลี่ยทุกสิ้นวัน ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555
4.5 ให้สถาบันการเงินที่เลิกประกอบกิจการตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน คํานวณเงินนําส่งจากยอดเงินตาม 4.2 ถัวเฉลี่ยจนถึงวันสุดท้ายที่มียอดดังกล่าว และนําส่งเงินดังกล่าวให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน นับจากวันสุดท้ายที่มียอดเงินดังกล่าว และให้สถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน คํานวณเงินนําส่งจากยอดเงินตาม 4.2 ถัวเฉลี่ยจนถึงวันถูกเพิกถอนใบอนุญาต และนําส่งเงินดังกล่าวให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน นับจากวันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาติ
4.6 สถาบันการเงินใดไม่นําส่งเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือนําส่งไม่ครบภายในระยะเวลาที่กําหนด ต้องเสียเงินเพิ่มตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด แต่ทั้งนี้ ไม่เกินร้อยละ 2 ต่อเดือนของจํานวนเงินที่ไม่นําส่ง หรือนําส่งไม่ครบ โดยให้คํานวณตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกําหนดให้นําส่งเงินจนถึงวันที่นําส่งครบถ้วน
ในกรณีที่สถาบันการเงินตรวจพบเองและนําส่งเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทยครบถ้วนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ครบกําหนดต้องนําส่งเงิน ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 0.5 ต่อเดือนของจํานวนเงินที่ไม่นําส่ง หรือนําส่งไม่ครบ โดยให้คํานวณตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกําหนดให้นําส่งเงินมาจนถึงวันที่นําส่งครบถ้วน
ในกรณีที่สถาบันการเงินตรวจพบเองและนําส่งเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทยครบถ้วนภายในสองเดือนนับแต่วันที่ครบกําหนดต้องนําส่งเงิน ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 0.75 ต่อเดือนของจํานวนเงินที่ไม่นําส่ง หรือนําส่งไม่ครบ โดยให้คํานวณตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกําหนดให้นําส่งเงินจนถึงวันที่นําส่งครบถ้วน
ในกรณีที่สถาบันการเงินตรวจพบเองและนําส่งเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทยครบถ้วนเมื่อพ้นกําหนดเวลาตามวรรคสามต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของจํานวนเงินที่ไม่นําส่งหรือนําส่งไม่ครบ โดยให้คํานวณตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกําหนดให้นําส่งเงินจนถึงวันที่นําส่งครบถ้วน
4.7 ในการนําส่งเงินนําส่งตาม 4.2 และการนําส่งเงินเพิ่มตาม 4.6 ให้สถาบันการเงินดําเนินการและแจ้งการโอนเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามแบบรายงานที่กําหนดท้ายประกาศนี้ทั้งนี้ ให้สถาบันการเงินส่งแบบรายงานดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนวันที่นําส่งเงิน 5 วันทําการ
อื่นๆ - 5. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากําหนดอัตราเงินนําส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2555 มีผลบังคับใช้
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย