法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือกระทำผิดวินัย พ.ศ. ๒๕๖๒

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
39
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบ ก.ศป.

ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตําแหน่งหรือกระทําผิดวินัย

พ.ศ. ๒๕๖๒

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๓/๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๐

และมาตรา ๒๔ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก.ศป.

โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตําแหน่งหรือกระทําผิดวินัย พ.ศ. ๒๕๖๒”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

(๑) ระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตําแหน่ง พ.ศ. ๒๕๔๔

(๒) ระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตําแหน่ง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ เมื่อมีการกล่าวหาข้าราชการตุลาการศาลปกครองว่ามีกรณีดังต่อไปนี้ ให้ดําเนินการพิจารณา

ตามวิธีการที่กําหนดไว้ในระเบียบนี้

(๑) ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องอย่างร้ายแรงหรือประพฤติตนไม่สมควรตามที่กําหนดในประกาศ

ก.ศป. ว่าด้วยวินัยแห่งการเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

(๒) หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้

โดยสม่ําเสมอแต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ ตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๒)

(๓) ขาดคุณสมบัติของการจะได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุด หรือตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น ตามมาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี

(๔) มีลักษณะต้องห้ามในขณะดํารงตําแหน่งเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุด หรือตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น ตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๘ วรรคสอง แล้วแต่กรณี

(๕) เป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคหรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นตุลาการศาลปกครองตามประกาศ ก.ศป. ที่ออกตามความในมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง

(๖) หรือ (๗)

(๖) ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

(๗) กระทําผิดวินัยตามที่กําหนดในประกาศ ก.ศป. ว่าด้วยวินัยแห่งการเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ ก.ศป. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตุลาการศาลปกครองขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยตุลาการ

ในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดคนหนึ่ง

เป็นประธานอนุกรรมการ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจํานวนสองคน และตุลาการในศาลปกครอง

ชั้นต้นจํานวนสองคน เป็นอนุกรรมการมีอํานาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องที่มีการกล่าวหาข้าราชการ

ตุลาการศาลปกครอง

ให้คณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งอยู่ในตําแหน่งคราวละสองปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ มื่อข้าราชการตุลาการศาลปกครองผู้ใดถูกกล่าวหา ให้ผู้อํานวยการหลักสูตรการฝึกอบรมตุลาการ

ประจําศาลปกครองชั้นต้น อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ประธานศาลปกครองสูงสุด หรือประธานกรรมการตุลาการศาลปกครอง แล้วแต่กรณี ซึ่งได้รับเรื่องที่กล่าวหา ส่งเรื่องที่กล่าวหานั้น ให้คณะอนุกรรมการตุลาการ

ศาลปกครองตามข้อ ๕ พิจารณาและเสนอความเห็นต่อ ก.ศป. ว่าเรื่องที่กล่าวหานั้นเป็นการกล่าวหา

ว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครองมีกรณีตามข้อ ๔ หรือไม่

ในกรณีที่ ก.ศป. เห็นว่าเรื่องที่กล่าวหาเป็นการกล่าวหาว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครองมีกรณีตามข้อ ๔

ให้ ก.ศป. ส่งเรื่องที่กล่าวหาให้ข้าราชการตุลาการศาลปกครองดังต่อไปนี้ดําเนินการสอบข้อเท็จจริง

ในเบื้องต้นโดยมิชักช้า

(๑) ผู้อํานวยการหลักสูตรฝึกอบรมตุลาการประจําศาลปกครองชั้นต้น ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นตุลาการ

ประจําศาลปกครองชั้นต้น

(๒) อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นของแต่ละศาล ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นในศาลนั้น

(๓) ประธานศาลปกครองสูงสุด ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น หรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุด หรือตุลาการศาลปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่ในศาลปกครองสูงสุด

ในการสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นจะให้ผู้กล่าวหาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องราวเป็นหนังสือ

หรือโดยบันทึกเรื่องราวและความเห็น หรือโดยตั้งคณะบุคคลขึ้นสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นก็ได้

ให้ข้าราชการตุลาการศาลปกครองตามวรรคสองรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นพร้อมความเห็นต่อ ก.ศป. เพื่อพิจารณา

ให้นําความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับกับกรณีที่ผู้อํานวยการหลักสูต

รฝึกอบรมตุลาการประจําศาลปกครองชั้นต้น อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นของแต่ละศาลมีเหตุอันควรสงสัย

โดยมีหลักฐานตามสมควรว่า ตุลาการประจําศาลปกครองชั้นต้น หรือตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นในศาลนั้น แล้วแต่กรณี มีกรณีตามข้อ ๔ หรือกรณีที่ประธานศาลปกครองสูงสุดมีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐาน

ตามสมควรว่าอธิบดีศาลปกครองชั้นต้นหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุด หรือตุลาการศาลปกครองที่

ปฏิบัติหน้าที่ในศาลปกครองสูงสุดมีกรณีตามข้อ ๔ หรือกรณีที่ ก.ศป. มีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐาน

ตามสมควรว่าประธานศาลปกครองสูงสุดมีกรณีตามข้อ ๔ ด้วย โดยอนุโลม

ก.ศป. อาจมีมติให้สอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเพิ่มเติมได้ตามความจําเป็น หากเห็นว่าการสอบข้อเท็จจริงนั้น

ยังไม่สมบูรณ์ เพื่อให้ได้ความจริงและเป็นธรรมโดยมิชักช้า และให้เสนอ ก.ศป. พิจารณาต่อไป

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นประธานศาลปกครองสูงสุด และ ก.ศป. เห็นว่าเป็นการกล่าวหาว่าประธานศาลปกครองสูงสุดมีกรณีตามข้อ ๔ ให้ ก.ศป. แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจํานวนสามคน เพื่อดําเนินการสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นโดยมิชักช้า และเมื่อได้สอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ

ให้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นพร้อมความเห็นให้ ก.ศป. พิจารณาต่อไป

ให้นําความในวรรคสามและวรรคหกของข้อ ๖ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในกรณีที่ ก.ศป. เห็นว่ามีมูลควรกล่าวหาว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

มีกรณีตามข้อ ๔ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามที่กําหนดในประกาศ

ก.ศป. ว่าด้วยวินัยแห่งการเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ให้ ก.ศป. แต่งตั้งคณะกรรมการ

สอบสวน ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่ตุลาการประจําศาลปกครองชั้นต้นถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวน

ประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ตุลาการ

ในศาลปกครองชั้นต้นที่ ก.ศป. แต่งตั้งจํานวนสามคน และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

หรือรองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

มอบหมายจํานวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ

(๒) ในกรณีที่ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวน

ประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

ผู้ถูกกล่าวหาที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นที่ ก.ศป.

แต่งตั้งจํานวนสามคน และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรือรองเลขาธิการคณะกรรมการ

ข้าราชการพลเรือนที่เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนมอบหมายจํานวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ

(๓) ในกรณีที่อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนประกอบด้วย

ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ตุลาการในศาลปกครอง

ชั้นต้นที่ ก.ศป. แต่งตั้งจํานวนสามคน และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรือรองเลขาธิการ

คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนมอบหมายจํานวนหนึ่งคน

เป็นกรรมการ

(๔) ในกรณีที่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวน

ประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

ผู้ถูกกล่าวหาที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ ก.ศป.

แต่งตั้งจํานวนสามคน และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรือรองเลขาธิการคณะกรรมการ

ข้าราชการพลเรือนที่เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนมอบหมายจํานวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ

(๕) ในกรณีที่ประธานศาลปกครองสูงสุด รองประธานศาลปกครองสูงสุด หรือประธาน

แผนกคดีในศาลปกครองสูงสุดถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนประกอบด้วยตุลาการใน

ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่ง

เป็นประธานกรรมการ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าตุลาการหัวหน้าคณะ

ศาลปกครองสูงสุดที่ ก.ศป. แต่งตั้งจํานวนสามคน และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหรือ

รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนมอบหมาย

จํานวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งที่จะแต่งตั้งเป็นกรรมการครบตามจํานวน หรือ

มีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ ก.ศป. แต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการแทน

ตามจํานวนที่ขาด

ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งกรรมการซึ่งเป็นตุลาการศาลปกครองตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕)

แล้วแต่กรณี ทําหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวน และแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

จํานวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการด้วย

คําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบ สส. ๑ ท้ายระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในกรณีที่ ก.ศป. เห็นว่ามีมูลควรกล่าวหาว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครองกระทํา

ผิดวินัยไม่ถึงขั้นจะต้องให้ออกหรือไล่ออก ให้ ก.ศป. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ประกอบด้วยบุคคล

ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่ตุลาการประจําศาลปกครองชั้นต้นถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวน

ประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ตุลาการ

ในศาลปกครองชั้นต้นที่ ก.ศป. แต่งตั้งจํานวนสองคน เป็นกรรมการ

(๒) ในกรณีที่ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวน

ประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

ผู้ถูกกล่าวหาที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นที่ ก.ศป.

แต่งตั้งจํานวนสองคน เป็นกรรมการ

(๓) ในกรณีที่อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนประกอบด้วย

ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น

ที่ ก.ศป. แต่งตั้งจํานวนสองคน เป็นกรรมการ

(๔) ในกรณีที่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวน

ประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

ผู้ถูกกล่าวหาที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ ก.ศป.

แต่งตั้งจํานวนสองคน เป็นกรรมการ

(๕) ในกรณีที่ประธานศาลปกครองสูงสุด รองประธานศาลปกครองสูงสุด หรือประธาน

แผนกคดีในศาลปกครองสูงสุดถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนประกอบด้วยตุลาการ

ในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดที่ ก.ศป. แต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธาน กรรมการ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าตุลาการหัวหน้าคณะ

ศาลปกครองสูงสุดที่ ก.ศป. แต่งตั้งจํานวนสี่คน เป็นกรรมการ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งที่จะแต่งตั้ง

เป็นกรรมการครบตามจํานวน หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ ก.ศป. แต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งตุลาการ

ศาลปกครองสูงสุด เป็นกรรมการแทนตามจํานวนที่ขาด

ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งกรรมการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) แล้วแต่กรณี ทําหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวน และแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายศาลปกครองจํานวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการด้วย

คําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบ สส. ๒ ท้ายระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่กรรมการสอบสวนในคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ ๘ หรือข้อ ๙ พ้นจากตําแหน่ง หรือไม่อาจ

ปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ ก.ศป. มีคําสั่งแต่งตั้งบุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๘ หรือข้อ ๙ แล้วแต่กรณี เป็นกรรมการแทน และให้แจ้งคําสั่งตามวิธีการที่กําหนดในข้อ ๑๑ ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงการสอบสวนที่ได้กระทําไปแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้คณะกรรมการสอบสวนมีหนังสือแจ้งคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว

โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานในการนี้ ให้มอบสําเนาคําสั่ง

ให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วย

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคําสั่งหรือไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้

ให้คณะกรรมการสอบสวนบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การประชุมคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ ๘ หรือข้อ ๙ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน

ในที่ประชุม

การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนนและห้ามมิให้งด

ออกเสียง ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านกรรมการสอบสวน ถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะผู้ถูกกล่าวหากระทําการตามเรื่องที่ถูกกล่าวหา

(๒) มีประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่สอบสวน

(๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา

(๔) เป็นผู้กล่าวหา หรือเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของผู้ถูกกล่าวหา

(๕) เป็นคู่หมั้น คู่สมรส หรือบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้

เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้นของผู้กล่าวหา

(๖) มีเหตุอื่นซึ่งอาจทําให้การสอบสวนไม่เป็นกลางหรือเสียความเป็นธรรม

การคัดค้านกรรมการสอบสวนต้องทําเป็นหนังสือยื่นต่อ ก.ศป. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบ

คําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือนับแต่วันที่ทราบว่ามีเหตุคัดค้านตามวรรคหนึ่งโดยหนังสือคัดค้านต้องแสดงข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านตามที่กําหนดในวรรคหนึ่ง

ในกรณีที่ ก.ศป. เห็นว่าการคัดค้านไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในวรรคสอง ให้ ก.ศป. สั่งไม่รับคําคัดค้านและแจ้งคําสั่งให้ผู้คัดค้านทราบ แต่ถ้าเห็นว่าการคัดค้านเป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในวรรคสอง

ให้ส่งสําเนาหนังสือคัดค้านไปให้ผู้ถูกคัดค้านและประธานกรรมการสอบสวนเพื่อทราบและเก็บรวบรวมไว้ในสํานวนการสอบสวน โดยต้องให้โอกาสผู้ถูกคัดค้านได้ชี้แจงเป็นหนังสือต่อ ก.ศป. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับสําเนาหนังสือคัดค้าน ในการนี้ ผู้ถูกคัดค้านต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่กรรมการสอบสวนตั้งแต่วันที่ได้รับสําเนาหนังสือคัดค้าน

ในกรณีที่ ก.ศป. เห็นว่าคําคัดค้านไม่มีเหตุผลพอรับฟังได้ ให้สั่งยกคําคัดค้าน แต่ถ้าเห็นว่าคําคัดค้านมีเหตุผล

รับฟังได้ ให้สั่งให้ผู้ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวนและสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนคนใหม่

เข้าทําหน้าที่แทนให้ครบจํานวนตามที่กําหนดไว้ในข้อ ๘ หรือข้อ ๙ แล้วแต่กรณี และให้แจ้งคําสั่งตามวิธีการ

ที่กําหนดในข้อ ๑๑

การพ้นจากการเป็นกรรมการสอบสวน ไม่กระทบกระเทือนถึงการสอบสวนที่ได้กระทําไปแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนผู้ใดเห็นว่าตนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านตามข้อ ๑๓ วรรคหนึ่ง

ให้ผู้นั้นรายงานต่อ ก.ศป. และให้นําข้อ ๑๓ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้คณะกรรมการสอบสวนดําเนินการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่

ประธานกรรมการสอบสวนได้รับแจ้งคําสั่งแต่งตั้ง ถ้ามีความจําเป็นไม่อาจสอบสวนได้ทันภายในกําหนดเวลานั้น ให้ขยายเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวัน โดยการขยายเวลาแต่ละครั้งให้แจ้ง ก.ศป. ทราบ แต่ถ้าขยายเวลาแล้วยังสอบสวนไม่เสร็จ จะขยายเวลาต่อไปอีกได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจาก ก.ศป.

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เมื่อได้รับแจ้งคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ให้ประธานกรรมการเรียกประชุมคณะกรรมการ

สอบสวนเพื่อกําหนดแนวทางการสอบสวนต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ในกรณีที่ ก.ศป. เห็นว่ามีมูลควรกล่าวหาว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครองมีกรณี

ตามข้อ ๔ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามที่กําหนดในประกาศ

ก.ศป. ว่าด้วยวินัยแห่งการเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง และ ก.ศป. เห็นว่า หากให้ผู้ถูก

กล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ ก.ศป. มีอํานาจสั่งพักราชการผู้ถูกกล่าวหา

ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า การให้ผู้ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่

ต่อไปอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ และเสนอความเห็นดังกล่าวต่อ ก.ศป. ด้วย

การให้พักราชการนั้นให้พักตลอดเวลาที่สอบสวนหรือพิจารณาผลการสอบสวน เมื่อสอบสวน

หรือพิจารณาผลการสอบสวนเสร็จแล้ว ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกให้พักราชการมิได้กระทําการตามที่ถูกสอบสวน

หรือพิจารณา ก็ให้ ก.ศป. มีคําสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ เมื่อเริ่มการสอบสวน ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและอธิบายข้อกล่าวหาให้ทราบ โดยไม่ต้องระบุชื่อพยานการ

แจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทําเป็นหนังสือตามแบบ สส. ๓ ท้ายระเบียบนี้และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหาในหนังสือดังกล่าวด้วย

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบในหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการ

สอบสวนจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้ในหนังสือดังกล่าวแทนการลงลายมือชื่อ

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ให้คณะกรรมการสอบสวนสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่ามีกรณีตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่และจะชี้แจงหรือให้ถ้อยคําอย่างไร

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคํารับว่ามีกรณีตามที่ถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนบันทึกถ้อยคํารับ

รวมทั้งเหตุผลและข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย ถ้ามี ในการนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะดําเนินการสอบสวนต่อไปหรือไม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในการสอบปากคําพยาน ผู้กล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหา คณะกรรมการสอบสวนต้องดําเนินการ ดังนี้

(๑) ต้องมีกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะสอบสวนได้

(๒) ห้ามมิให้กรรมการสอบสวนผู้ใดกระทําการล่อลวง ขู่เข็ญ ให้คํามั่นสัญญา จูงใจ หรือกระทํา

โดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อให้บุคคลนั้นให้ถ้อยคํา

(๓) ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ซึ่งจะถูกสอบปากคําเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน

ห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่สอบสวน เว้นแต่เป็นทนายความหรือที่ปรึกษาของผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นบุคคล

ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตให้อยู่ในที่สอบสวนเพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน

การสอบปากคําพยาน ผู้กล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหา ให้บันทึกถ้อยคําไว้ตามแบบ สส. ๔ ท้ายระเบียบนี้

เมื่อได้บันทึกถ้อยคําเสร็จแล้ว ให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคําฟัง หรือจะให้ผู้ให้ถ้อยคําอ่านเองก็ได้ เมื่อผู้ให้ถ้อยคํา

รับว่าถูกต้องแล้ว ให้ผู้ให้ถ้อยคําและผู้บันทึกถ้อยคําลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานและให้กรรมการสอบสวนทุกคนซึ่งร่วมสอบสวนลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคํานั้นด้วย ถ้าบันทึกถ้อยคํามีหลายหน้า

ให้กรรมการสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคําลงลายมือชื่อกํากับไว้ทุกหน้า

ในการบันทึกถ้อยคํา ห้ามมิให้ขูดลบหรือบันทึกข้อความทับ ถ้าจะต้องแก้ไขข้อความ

ที่ได้บันทึกไว้แล้ว ให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือตกเติม และให้กรรมการสอบสวนผู้ร่วมสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคน

กับผู้ให้ถ้อยคําลงลายมือชื่อกํากับไว้ทุกแห่งที่ขีดฆ่าหรือตกเติม

ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคําไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้จดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้ในบันทึกถ้อยคําด้วย

ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคําไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้นํามาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง

และพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีกรณีตามข้อ ๔ แต่เป็นเรื่องอื่น นอกจากที่ระบุไว้ในคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานให้ ก.ศป. ทราบโดยเร็ว หาก ก.ศป. เห็นว่ากรณีดังกล่าวมีมูล ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสําหรับเรื่องนั้น โดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

คณะเดิมเป็นผู้ทําการสอบสวนหรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตุลาการศาลปกครองผู้อื่น เจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น หรือบุคคลอื่น

และคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้าราชการตุลาการศาลปกครองผู้นั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น หรือบุคคลนั้น

มีส่วนร่วมกระทําการในเรื่องที่สอบสวนนั้นด้วย ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานไปยัง ก.ศป.

เพื่อพิจารณาดําเนินการตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ให้คณะกรรมการสอบสวนมีอํานาจเรียกให้หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริง ให้ถ้อยคํา

หรือให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวนได้

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกบุคคลใดมาเป็นพยาน ให้บุคคลนั้นมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคําตามวัน

เวลา และสถานที่ที่คณะกรรมการสอบสวนกําหนด

ในกรณีที่พยานไม่มา หรือมาแต่ไม่ให้ถ้อยคํา หรือคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควร คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสํานวนการสอบสวนด้วย

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทําให้การสอบสวนล่าช้าไป

โดยไม่จําเป็นหรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสําคัญ คณะกรรมการสอบสวนจะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นเสียก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสํานวนการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทําการสอบสวนเสร็จแล้ว และเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีกรณีตามข้อ ๔

ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งให้ทราบว่า จากการสอบสวน

มีพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างไร รวมทั้งให้ระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระทํา

ที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหาด้วย

การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทําเป็นหนังสือตามแบบ สส. ๕ ท้ายระเบียบนี้ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อ

รับทราบในหนังสือดังกล่าวด้วย

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบในหนังสือแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุน

ข้อกล่าวหาตามวรรคสอง ให้คณะกรรมการสอบสวนจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้ในหนังสือดังกล่าว

แทนการลงลายมือชื่อ

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ให้คณะกรรมการสอบสวนเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงหรือนําพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาได้

ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการสอบสวนกําหนด

ในการนําพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาจะนําพยานหลักฐานมาเอง

หรือจะขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในกรณีการสอบสวนตามข้อ ๘ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทําการสอบสวนเสร็จหรือได้ดําเนินการตามข้อ ๒๖ และข้อ ๒๗ แล้ว ให้ทํารายงานการสอบสวนเสนอต่อ ก.ศป. กรรมการสอบสวนผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ทําความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสอบสวน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการสอบสวนด้วย

รายงานการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบ สส. ๖ ท้ายระเบียบนี้ โดยอย่างน้อยต้องมีสาระสําคัญ ดังนี้

(๑) สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และระยะเวลาที่ใช้ในการสอบสวน ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคํารับว่ามีกรณีตามที่ถูกกล่าวหา ให้มีบันทึกถ้อยคํารับ รวมทั้งเหตุผลและข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ถ้ามี

(๒) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา

(๓) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งมีสาระสําคัญ ดังนี้

(ก) ผู้ถูกกล่าวหามีกรณีตามข้อ ๔ ในเรื่องที่สอบสวนหรือไม่

(ข) ถ้าผู้ถูกกล่าวหามีกรณีตามข้อ ๔ ในเรื่องที่ถูกสอบสวน ให้ระบุด้วยว่าเป็นกรณี

ตามข้อ ๔ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือกรณีกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามที่กําหนดในประกาศ ก.ศป.

ว่าด้วยวินัยแห่งการเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง และมีเหตุอันควรลดหย่อนโทษหรือไม่

(ค) ควรให้ออกจากราชการ ให้ออกหรือไล่ออก

(ง) หากเห็นว่าการมีกรณีตามข้อ ๔ นั้น ยังไม่ถึงขั้นที่จะให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตําแหน่งให้เสนอความเห็นว่าควรให้งดเลื่อนตําแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือนเป็นเวลาเท่าใด มีเหตุสมควรปรานีที่จะลงโทษเพียงภาคทัณฑ์

โดยจะให้ทําทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนด้วย หรือไม่

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ในกรณีการสอบสวนตามข้อ ๙ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทําการสอบสวนเสร็จแล้วหรือได้ดําเนินการ

ตามข้อ ๒๖ และข้อ ๒๗ แล้ว ให้ทํารายงานการสอบสวนเสนอต่อ ก.ศป. กรรมการสอบสวนผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ทําความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสอบสวน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการสอบสวนด้วย

รายงานการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบ สส. ๗ ท้ายระเบียบนี้ โดยอย่างน้อยต้องมีสาระสําคัญ ดังนี้

(๑) สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และระยะเวลาที่ใช้ในการสอบสวนในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคํา

รับสารภาพ ให้มีบันทึกถ้อยคํารับสารภาพ รวมทั้งเหตุผลและข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ถ้ามี

(๒) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา

(๓) ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งมีสาระสําคัญ ดังนี้

(ก) ผู้ถูกกล่าวหากระทําผิดวินัยตามที่กําหนดในประกาศ ก.ศป. ว่าด้วยวินัยแห่งการเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ซึ่งไม่ใช่การกระทําความผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องที่สอบสวนหรือไม่

(ข) ถ้ามีกรณีตาม (ก) ควรลงโทษโดยให้งดเลื่อนตําแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือนเป็นเวลาเท่าใด มีเหตุสมควรปรานีที่จะลงโทษเพียงภาคทัณฑ์ โดยจะให้ทําทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนด้วย หรือไม่

(ค) หากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่บกพร่องอย่างร้ายแรงหรือประพฤติตนไม่สมควรหรือทุจริต

ต่อหน้าที่ราชการ หรือกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามที่กําหนดในประกาศ ก.ศป.ว่าด้วยวินัยแห่ง

การเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ให้เสนอความเห็นต่อ ก.ศป. เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ในกรณีการสอบสวนตามข้อ ๘ เมื่อ ก.ศป. ได้พิจารณารายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน

แล้วเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีกรณีตามข้อ ๔ ให้ ก.ศป. ยุติเรื่อง แต่หาก ก.ศป. เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีกรณี

ตามข้อ ๔ ให้ดําเนินการ ดังนี้

(๑) หากเห็นว่าการมีกรณีตามข้อ ๔ ถึงขั้นที่จะให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตําแหน่ง ก.ศป. อาจมีมติ ดังนี้

(ก) ไล่ออก ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา ๒๓ (๑) หรือกระทําผิดวินัย

อย่างร้ายแรงตามที่กําหนดในประกาศ ก.ศป. ว่าด้วยวินัยแห่งการเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

(ข) ให้ออก ในกรณีผู้ถูกกล่าวหากระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามที่กําหนดในประกาศก.ศป. ว่าด้วยวินัย

แห่งการเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะถูกไล่ออก

(ค) ให้ออกจากราชการ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ

หรือเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดยสม่ําเสมอแต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ หรือได้รับโทษจําคุก

โดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษตามมาตรา ๒๒

วรรคสอง (๒) หรือ (๓) หรือมีกรณีตามมาตรา ๒๑ (๔) หรือ (๗) หรือเป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน

ไม่สมประกอบ

(๒) หากเห็นว่าการมีกรณีตามข้อ ๔ นั้น ยังไม่ถึงขั้นที่จะให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตําแหน่งก.ศป. อาจลงโทษ

งดเลื่อนตําแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือนเป็นเวลาไม่เกินสามปี แต่หากมีเหตุสมควรปรานีจะลงโทษเพียงภาคทัณฑ์ โดยจะให้ทําทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่า

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ในกรณีการสอบสวนตามข้อ ๙ เมื่อ ก.ศป. ได้พิจารณารายงานการสอบสวน

ของคณะกรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีกรณีตามข้อ ๔ ให้ ก.ศป. ยุติเรื่อง แต่หาก ก.ศป.

เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีกรณีตามข้อ ๔ ให้มีมติลงโทษงดเลื่อนตําแหน่งหรืองดเลื่อนเงินเดือนเป็นเวลา

ไม่เกินสามปี แต่หากมีเหตุสมควรปรานีจะลงโทษเพียงภาคทัณฑ์ โดยจะให้ทําทัณฑ์บนเป็นหนังสือ

หรือว่ากล่าวตักเตือนด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ข้าราชการตุลาการศาลปกครองซึ่งมาจากข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ข้าราชการพลเรือน

ข้าราชการฝ่ายอื่น หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐผู้ใดมีกรณีกระทําผิดวินัยอยู่ก่อนวันที่ได้รับ

แต่งตั้งเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ให้ ก.ศป. เป็นผู้พิจารณาดําเนินการตามมาตรา ๒๔/๑

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ให้นําความในระเบียบนี้มาใช้บังคับกับการดําเนินการทางวินัยกรณีข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วมีมติวินิจฉัยว่ากระทําผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทําผิดต่อ

ตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ การสอบสวนในขั้นตอนใดหากกระทําไม่ถูกต้องตามวิธีการที่กําหนดไว้ในระเบียบนี้ก็ไม่ทําให้การสอบสวนทั้งหมดเสียไป ทั้งนี้ หากการสอบสวนในขั้นตอนใดมิใช่สาระสําคัญอันจะทําให้เสียความเป็นธรรม ก.ศป.

จะสั่งให้แก้ไขหรือดําเนินการในส่วนของขั้นตอนนั้นให้ถูกต้องหรือไม่ก็ได้ แต่หากการสอบสวนในขั้นตอนใด

เป็นสาระสําคัญอันจะทําให้เสียความเป็นธรรม ให้ ก.ศป. สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือ

ดําเนินการสอบสวนขั้นตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ข้าราชการตุลาการศาลปกครองผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ตามข้อ ๔ (๑) (๖) หรือตามที่กําหนดในประกาศ ก.ศป. ว่าด้วยวินัยแห่งการเป็นข้าราชการตุลาการ

ศาลปกครองและเป็นการกล่าวหาเป็นหนังสือต่อหรือโดยผู้มีอํานาจดําเนินการทางวินัยของข้าราชการ

ตุลาการศาลปกครองผู้นั้น แม้ภายหลังข้าราชการตุลาการศาลปกครองผู้นั้นจะพ้นจากตําแหน่งไปแล้ว

ให้ผู้มีอํานาจดําเนินการทางวินัยสอบสวนหรือพิจารณาลงโทษหรือเปลี่ยนแปลงคําสั่งได้เสมือนผู้นั้น

ยังมิได้พ้นจากตําแหน่ง เว้นแต่ข้าราชการตุลาการศาลปกครองผู้นั้นจะพ้นจากตําแหน่งเพราะตาย

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ในกรณีที่ได้มีการสั่งให้สอบสวนข้าราชการตุลาการศาลปกครองผู้ใดตามกฎหมาย กฎ ระเบียบหรือหลักเกณฑ์

ที่ใช้อยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ดําเนินการต่อไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในขณะ

ที่กระทําความผิดนั้นจนแล้วเสร็จ

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ ในกรณีที่ได้มีการสั่งพักราชการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

และการสอบสวนหรือการพิจารณานั้นยังไม่เสร็จ ให้การสั่งพักราชการนั้นมีผลต่อไปตามระเบียบนี้

จนกว่าจะมีการสั่งการเป็นอย่างอื่นตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ให้ ก.ศป. มีอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดรักษาการตามระเบียบนี้

ผู้มีอํานาจลงนาม ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒

ปิยะ ปะตังทา

ประธานศาลปกครองสูงสุด

ประธานกรรมการตุลาการศาลปกครอง

39 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือกระทำผิดวินัย พ.ศ. ๒๕๖๒ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_72632d54eb6c703b

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com