法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 19/2552 เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สนส. 19 /2552

เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo)

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

ตามที่กระทรวงการคลังได้พัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสําคัญของภาคธุรกิจนอกเหนือจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน รวมทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางในการบริหารสภาพคล่องของสถาบันการเงินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) ที่มีรูปแบบการให้กู้ยืมและกู้ยืมกันเองแบบมีหลักประกันเพื่อลดความเสี่ยงเป็นมาตรการสําคัญประการหนึ่งในการสร้างสภาพคล่องให้กับตลาดตราสารหนี้ของไทย และส่งผลดีต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนที่จะสะท้อนตามความเป็นจริงมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรม Private Repo ได้มาเป็นลําดับตั้งแต่ปี 2543

การปรับปรุงประกาศในครั้งนี้เป็นการอนุญาตเพิ่มเติมให้ธนาคารพาณิชย์สามารถทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) สําหรับการให้กู้ยืมและการกู้ยืมเป็นสกุลเงินต่างประเทศโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศเป็นหลักประกันกับผู้ลงทุนสถาบัน 8 ประเภทที่ได้รับอนุญาตเพิ่มเติมตามประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการลงทุนในตราสารในต่างประเทศ และอนุพันธ์ ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2552 จากเดิมที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมดังกล่าวได้เฉพาะกับสถาบันการเงินในประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชําระเงินต่างประเทศและผู้ที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-resident) เท่านั้น

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน(Private Repo) ตามหลักเกณฑ์ในประกาศนี้

อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง

อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก

4.1 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 22/2551 เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551

อื่นๆ - 5. เนื้อหา

5.1 หลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกรรม

5.1.1 ในประกาศฉบับนี้

"ธนาคารพาณิชย์" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551

"ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551

"ธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน" หมายความว่า การประกอบธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาว่าจะขายคืนหรือซื้อคืน เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงิน หรือกู้ยืมเงินตามแต่กรณีโดยมีหลักประกันเป็นตราสาร ทั้งนี้ กําหนดให้ธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) เป็นธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ประเภทหนึ่ง

"กองทุน" หมายความว่า กองทุนต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ กองทุนรวม กองทุนสํารองเลี้ยงชีพกองทุนส่วนบุคคล และกองทุนประเภทอื่น ๆ ที่คณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์เละตลาดหลักทรัพย์จะกําหนดขึ้นในอนาคต

5.1.2 คู่สัญญาในการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

(1) การให้กู้ยืมเงิน

(1.1) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถให้กู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทุกประเภทที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

(1.2) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถให้กู้ยืมเป็นสกุลเงินต่างประเทศโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชําระเงินต่างประเทศตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้ลงทุนประเภทสถาบันตามประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินว่าด้วยการกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการลงทุนในตราสารในต่างประเทศ และอนุพันธ์ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (Non-resident)

(1.3) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถให้กู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ หรือให้กู้ยืมเงินตราต่างประเทศโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชําระเงินต่างประเทศตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(2) การกู้ยืมเงิน

(2.1) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับนิติบุคคลทุกประเภทที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย กองทุน สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ออกตราสารหนี้สกุลเงินบาทตามที่กระทรวงการคลังกําหนด และรัฐบาลหรือสถาบันการเงินของรัฐบาลต่างประเทศที่ออกตราสารหนี้สกุลเงินบาทตามที่กระทรวงการคลังกําหนด

(2.2) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้ยืมเป็นสกุลเงินต่างประเทศโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้เฉพาะกับสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชําระเงินต่างประเทศตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้ลงทุนประเภทสถาบันตามประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินว่าด้วยการกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการลงทุนในตราสารในต่างประเทศ และอนุพันธ์ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (Non-resident)

(2.3) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ หรือกู้ยืมเงินตราต่างประเทศโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชําระเงินต่างประเทศตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485

ทั้งนี้ ในการทําธุรกรรมการให้กู้ยืมหรือการกู้ยืมกับนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติตามกฎระเบียบในเรื่องมาตรการป้องปรามการเก็งกําไรค่าเงินบาทที่เกี่ยวข้องด้วย

5.1.3 หลักทรัพย์ที่ใช้ในการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

(1) ให้ตราสารหนี้ที่เป็นเงินบาทดังต่อไปนี้ เป็นตราสารที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

(1.1) ตราสารหนี้ภาครัฐที่มีความเสี่ยงต่ําและมีราตามตลาดที่อ้างอิงได้อย่างโปร่งใส ได้แก่

(1.1.1) ตั๋วเงินคลัง และพันธบัตรรัฐบาล

(1.1.2) พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย

(1.1.3) พันธบัตรรัฐวิสาหกิจและหุ้นกู้ที่รัฐบาลค้ําประกัน

(1.1.4) พันธบัตรและตราสารการเงินอื่นใดที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบ

(1.2) ตราสารหนี้ที่เป็นเงินบาทที่ออกในประเทศไทย ได้แก่

(1.2.1) ตราสารหนี้ที่เป็นเงินบาทที่ออกโดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศตามที่กระทรวงการคลังกําหนด

(1.2.2) ตราสารหนี้ที่เป็นเงินบาทที่ออกโดยรัฐบาลหรือสถาบันการเงินของรัฐบาลต่างประเทศตามที่กระทรวงการคลังกําหนด

(1.2.3) ตราสารหนี้สกุลเงินบาทที่ได้รับการจัดอันดับในระดับที่สูงกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้ 1 ระดับ กล่าวคือ ได้รับการจัดอันดับสูงกว่า BBB หรือเทียบเท่าขึ้นไปจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับความเห็นชอบจากสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

(2) ให้ตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศดังต่อไปนี้ เป็นตราสารที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

(2.1) พันธบัตรรัฐบาลไทยสกุลเงินตราต่างประเทศ

(2.2) พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศสกุลเงินตราต่างประเทศ

(2.3) ตราสารหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศที่ออกโดยนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศหรือจดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งได้รับการจัดอันดับในระดับที่สูงกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้ 1 ระดับ กล่าวคือ ได้รับการจัดอันดับสูงกว่า BBB หรือเทียบเท่าขึ้นไป จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับความเห็นชอบจากสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เช่น Fitch Ratings Standard & Poor's และ Moody's เป็นต้น

(2.4) ตราสารในต่างประเทศตามที่กําหนดในประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินว่าด้วยการกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการลงทุนในตราสารในต่างประเทศ และอนุพันธ์ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

(2.5) หลักทรัพย์อื่นใดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

5.1.4 นิติกรรมสัญญา

ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้สัญญาเดียวกับที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ ให้มีเอกสารแนบท้ายสัญญา (Annex) ได้โดยต้องไม่ทําให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแก่คู่สัญญา

5.2 หลักเกณฑ์การกํากับดูแล

5.2.1 ระบบการควบคุมภายใน

ให้ธนาคารพาณิชย์กําหนดให้มีระบบการควบคุมภายในขั้นต่ํา ในเรื่องต่อไปนี้

(1) นโยบายและระเบียบปฏิบัติในการประกอบธุรกิจ

(2) นโยบายการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือและการกําหนดวงเงินคู่สัญญา

(3) ระเบียบและวิธีการบริหารความเสี่ยงและระบบการควบคุมภายใน เช่น

(3.1) หลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือและการกําหนดวงเงินคู่สัญญาก่อนการทําธุรกรรม และการทบทวนความน่าเชื่อถือของคู่สัญญาภายหลังการทําธุรกรรมระยะหนึ่ง ทํานองเดียวกับการให้สินเชื่อ/ให้กู้ยืมโดยทั่วไป

(3.2) การบริหารความเสี่ยง

(3.3) การกําหนดคู่มือการปฏิบัติงาน

(3.4) การแยกหน้าที่ของ Dealer และ Back Office ออกจากกันโดยเฉพาะการแยกหน้าที่เรื่องการทบทวนความน่าเชื่อถือของคู่ค้า และการประเมินราคาหลักทรัพย์/หลักประกัน (Mark to Market) ออกจากหน้าที่ของ Dealer

(3.5) การจัดทําทะเบียนคุมหลักทรัพย์/หลักประกันที่ได้จากการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน

5.2.2 การดํารงเงินกองทุน

ให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนและหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ หรือสําหรับสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศแล้วแต่กรณี และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์

5.2.3 การดํารงสินทรัพย์สภาพคล่อง

ในการทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน ให้ธนาคารพาณิชย์ผู้ให้กู้ยืมเงิน (ผู้ซื้อตราสาร) ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในตราสาร ณ สิ้นวันใดวันหนึ่ง สามารถนับตราสารตามที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องได้ตั้งแต่วันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในตราสาร (Settlement date) ในขณะเดียวกันผู้กู้ยืมเงิน (ผู้ขายตราสาร) ซึ่งเป็นผู้โอนกรรมสิทธิ์ต้องไม่นับตราสารนั้นเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องในวันเดียวกัน และเมื่อถึงวันครบกําหนดสัญญา Private Repo ผู้ให้กู้ยืมเงินต้องตัดตราสารดังกล่าวออกจากการนับเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องและผู้กู้ยืมเงินซึ่งรับคืนตราสารสามารถนับตราสารนั้นเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องได้ในวันเดียวกัน

5.2.4 การนับลูกหนี้รายใหญ่

ให้ธนาคารพาณิชย์นับธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนรวมกับธุรกรรมปกติของลูกหนี้รายนั้น ตามความในมาตรา 50 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ดังนี้

(1) ให้ผู้ให้กู้ยืมเงิน (ผู้ซื้อตราสาร) นับจํานวนเงินที่ให้กู้ยืมดังกล่าวในการคํานวณการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 โดยให้ธนาคารพาณิชย์นับธุรกรรมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อประเภทอื่น เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์นั้น

ทั้งนี้ หากตราสารที่รับโอนมาได้รับยกเว้นตามมาตรา 52 ให้ธนาคารพาณิชย์ผู้รับโอนตราสารได้รับยกเว้น ไม่ต้องนับเงินให้กู้ยืมในส่วนที่มีตราสารวางเป็นประกันดังกล่าวในการคํานวณข้างต้น

(2) ให้ผู้กู้ยืมเงิน (ผู้ขายตราสาร) นับมูลค่าของตราสารที่ โอนไปให้ผู้ให้กู้ยืมเงินในส่วนที่เกินกว่าเงินกู้ยืมที่ได้รับมาในการคํานวณตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 กล่าวคือให้ธนาคารพาณิชย์นับธุรกรรมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อประเภทอื่น เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ ต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์นั้น

(3) ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ผู้กู้ยืมเงิน (ผู้ขายตราสาร) ได้ปฏิบัติถูกต้องตามข้อ 5.2.4 (2) แล้ว ต่อมาถ้ามูลค่าตราสารที่ธนาคารพาณิชย์โอนเป็นหลักประกันเปลี่ยนแปลงจนมีผลทําให้อัตราส่วนดังกล่าวตามข้อ 5.2.4 (2) เกินกว่าที่กําหนด ธนาคารพาณิชย์จะประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับคู่สัญญาดังกล่าวเพิ่มอีกไม่ได้ ส่วนการประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว มีผลผูกพันต่อไปตามสัญญาที่ทําไว้

(4) ในการคํานวณอัตราส่วนตามข้อ 5.2.4 (1) และ 5.2.4 (2) สําหรับช่วงเวลาที่ประกอบธุรกรรมอยู่นั้นจะต้องมีการตีมูลค่าของหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกันให้มีมูลค่าตามราคาตลาด (Mark to market) ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์จึงต้องถือปฏิบัติดังต่อไปนี้

(4.1) ในกรณีที่ตราสารที่เป็นหลักประกันมีมูลค่าลดลง ถ้าธนาคารพาณิชย์

ผู้กู้ยืมเงินถูกเรียกมาร์จินเป็นเงินสด ให้ปรับลดยอดเงินกู้ยืมลงเท่าจํานวนเงินมาร์จินที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าถูกเรียกมาร์จินเป็นตราสาร ให้ปรับมูลค่าของตราสารที่ โอนเป็นหลักประกันโดยรวมตราสารที่เป็นมาร์จินเพิ่มขึ้นด้วย

(4.2) ในกรณีที่ตราสารที่เป็นหลักประกันมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ถ้าธนาคารพาณิชย์ผู้กู้ยืมเงินได้รับคืนมาร์จินเป็นเงินสด ให้ปรับเพิ่มยอดเงินกู้ยืมขึ้นเท่าจํานวนเงินที่ได้รับนั้น แต่ถ้าได้รับคืนมาร์จินเป็นตราสาร ให้ลดจํานวนตราสารที่เป็นหลักประกันลงตามจํานวนตราสารที่ได้รับคืน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างของมาร์จิน (Exposure) ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ตามมูลค่าของตลาดในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการเรียกมาร์จินหรือหลักประกันเพิ่มนั้น ในการคํานวณอัตราส่วนของลูกหนี้รายใหญ่ (Total Exposure) ในข้อ 5.2.4 (1) และ 5.2.4 (2) ธนาคารพาณิชย์จะต้องนํามูลค่าส่วนต่างของมาร์จินที่กําหนดไว้ตอนเริ่มทําสัญญามาใช้ในการคํานวณอัตราส่วนของลูกหนี้รายใหญ่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนต่างของมาร์จินตลอดเวลาอันเนื่องจากการตีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดแต่ในการคํานวณจะไม่นําส่วนต่างของมาร์จินที่เกิดขึ้นจริงมาใช้ในการคํานวณ แต่จะให้นํามูลค่าของส่วนต่างของมาร์จินเดิมตอนเริ่มทําสัญญามาใช้ในการคํานวณ

5.2.5 การบันทึกบัญชี

ให้ธนาคารพาณิชย์บันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีหรือแนวปฏิบัติของสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยหรือสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยแล้วแต่กรณี และให้จัดทําทะเบียนเกี่ยวกับการซื้อหรือขายธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนเพื่อประโยชน์ในการติดตามและควบคุมความถูกต้องของการทําธุรกรรม โดยในทะเบียนควรมีข้อมูลขั้นต่ําดังนี้ วันที่ทําสัญญา วันครบกําหนดสัญญา วันส่งมอบหลักทรัพย์ จํานวนเงินที่ทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน การดํารงมาร์จิน รายละเอียดตราสารที่เกี่ยวข้อง เช่น เลขที่ตราสาร ชื่อผู้ออกจํานวนเงิน เป็นต้น

5.2.6 การรายงาน

การรายงานธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนในแบบรายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้แสดงไว้ภายใต้รายการเงินให้สินเชื่อ เงินกู้ยืม รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน สินทรัพย์อื่นหรือหนี้สินอื่น แล้วแต่กรณีจนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้ทําการปรับปรุงแก้ไขแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง และประกาศใช้ต่อไป

5.2.7 การยับยั้งหรือสั่งเพิกถอน

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอํานาจยับยั้งหรือสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้ ในกรณีต่อไปนี้

(1) ธนาคารพาณิชย์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

(2) กรณีอื่น ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่ากระทบกับความปลอดภัยหรือความผาสุกของประชาชน

5.3 หลักเกณฑ์ที่ในการประกอบธุรกรรมสําหรับธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย

ในการประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ข้อ 51.1 - 5.2 เว้นแต่เรื่องขอบเขตในการประกอบธุรกรรม และเรื่องการนับลูกหนี้รายใหญ่ ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยปฏิบัติ ดังนี้

5.3. 1 ขอบเขตในการประกอบธุรกรรม

(1) การให้กู้ยืมเงิน

ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถให้กู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับคู่สัญญาตามขอบเขตที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยขอบเขตการประกอบธุรกิจและขอบเขตการทําธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย

(2) การกู้ยืมเงิน

ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถกู้ยืมเงินบาทโดยใช้ตราสารหนี้สกุลเงินบาทในรูปแบบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนได้กับนิติบุคคลทุกประเภทที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยกองทุน สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ออกตราสารหนี้สกุลเงินบาทตามที่กระทรวงการคลังกําหนดและรัฐบาลหรือสถาบันการเงินของรัฐบาลต่างประเทศที่ออกตราสารหนี้สกุลเงินบาทตามที่กระทรวงการคลังกําหนด

5.3.2 การนัดลูกหนี้รายใหญ่

ให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ข้อ 5.2.4 ในการคํานวณจํานวนเงินสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถทําธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด โดยให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยนับธุรกรรมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อประเภทอื่น เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือโครงการหนึ่งโครงการใด เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ต้องไม่เกินกว่าที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถทําได้ตามที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit)

อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2552

(นางธาริษา วัฒนเกส)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 19/2552 เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Private Repo) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_74f7482f09b59a2d

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com