ข้อ ๒ กรณีทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้สูญหาย ถูกรื้อถอน หรือเสียหาย ทั้งหมดหรือ แต่เพียงบางส่วนอันเกิดจากการกระทําความผิดอาญา
2.1 ให้ผู้อํานวยการสํานักงานเสนอรายงานการตรวจสอบพร้อมกับเสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมบังคับคดีเพื่อร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนขอให้ดําเนินคดีแก่ผู้กระทําความผิด หรือขอให้สืบสวน สอบสวนหาตัวผู้กระทําผิดต่อไป ทั้งนี้ ให้เสนอหนังสือร้องทุกข์เพื่อให้อธิบดีกรมบังคับคดี ลงนามไปพร้อมด้วย
2.2 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสอบถามความประสงค์เจ้าหนี้ตามคําพิพากษาเกี่ยวกับ ทรัพย์สินที่ยึดส่วนที่เหลืออยู่ โดยหากประสงค์ให้ดําเนินการบังคับคดีกับทรัพย์สินที่ยึดส่วนที่เหลือ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการบังคับคดีต่อไปโดยไม่ต้องรอให้ทรัพย์สินที่สูญหาย หรือถูกรื้อถอน แล้วแต่กรณี กลับคืนมาก่อน
2.3 หากเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาขอถอนการยึดทรัพย์สินที่สูญหายหรือถูกรื้อถอนนั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจําหน่าย
2.4 หากสภาพทรัพย์สินที่ยึดส่วนที่เหลือจําเป็นต้องประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าวใหม่ เพื่อใช้เป็นราคาประกอบการขาย เช่น
- สิ่งปลูกสร้างถูกรื้อถอนหรือเสียหายแต่เพียงบางส่วน
- ทรัพย์สินที่สูญหายเป็นอุปกรณ์หรือส่วนควบของทรัพย์ที่ยึด
- กรณีที่ไม่อาจแยกราคาประเมินที่ดินและราคาสิ่งปลูกสร้างได้
- ที่ดินมีราคาสูงขึ้นโดยเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาแถลงขอให้ประเมินราคาใหม่ตามหลักเกณฑ์ของกรมบังคับคดี
ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทําการประเมินราคาและแจ้งราคาประเมินใหม่ให้ผู้มีส่วนได้เสีย ทราบก่อนทําการขายทอดตลาด
2.5 หากสามารถเรียกทรัพย์สินที่สูญหายหรือถูกรื้อถอนกลับคืนมาได้ในภายหลัง ให้ เจ้าพนักงานบังคับคดีทําการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้นต่อไปจนเสร็จสิ้น
2.6 สํานวนบังคับคดีที่ทรัพย์สินที่ยึดไว้สูญหาย ให้ถือเป็นสํานวนที่ต้องดําเนินการต่อไป จนกว่าจะได้ทรัพย์สินคืนและหาผู้กระทําความผิดมาลงโทษได้ ภายในกําหนดอายุความตามมาตรา 95 แห่งประมวลกฎหมายอาญา การบังคับคดีย่อมเป็นอันสิ้นสุดลงตามอายุความในทางอาญา เจ้าพนักงานบังคับคดี จึงจะปลดเผาสํานวนดังกล่าวได้