法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน พ.ศ. 2544

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
28
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

ระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน

พ.ศ. ๒๕๔๔

โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๐ วรรคสอง

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจึงวางระเบียบไว้

ดังต่อไปนี้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า

"ระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน พ.ศ.

๒๕๔๔"

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

"ก.ต." หมายความว่า คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

"คณะกรรมการสอบสวน" หมายความว่า

คณะกรรมการสอบสวนซึ่งประธานศาลฎีกาแต่งตั้งตามมาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓

"การสอบสวนวินัย" หมายความว่า

การสอบสวนโดยคณะกรรมการสอบสวนซึ่งประธานศาลฎีกาแต่งตั้งตามมาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓

"ประธานกรรมการ" หมายความว่า

ประธานของคณะกรรมการสอบสวน

"กรรมการ" หมายความว่า

กรรมการของคณะกรรมการสอบสวน

หลักเกณฑ์การสอบสวน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในกรณีที่การสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นมีมูลว่า

ข้าราชการตุลาการใด กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่มีโทษถึงไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก

ให้ดำเนินการสอบสวนข้าราชการตุลาการนั้นตามหลักเกณฑ์การสอบสวนและวิธีการสอบสวนที่กำหนดในระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในการสอบสวนวินัย

ให้ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งประกอบด้วยกรรมการซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการและเป็นผู้ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องในเรื่องนั้นขึ้นอย่างน้อยสามคนเพื่อทำการสอบสวน

โดยมีประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอย่างน้อยอีกสองคน และให้กรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

หากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรต้องเปลี่ยนแปลงบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวน

ให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งเปลี่ยนแปลงได้

โดยให้สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมแจ้งคำสั่งตามวิธีการในข้อ ๖

การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวน

หรือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหรืออาวุโสของบุคคลดังกล่าว

ไม่กระทบถึงการแต่งตั้งหรือการสอบสวนที่ได้กระทำไปแล้ว

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา

เรื่องที่กล่าวหา ชื่อและตำแหน่งของคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามแบบ สส. ๑

ท้ายระเบียบนี้

เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

ให้สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาและคณะกรรมการสอบสวนทราบโดยเร็ว

โดยให้ลงลายมือชื่อและวันที่ที่รับทราบด้วย ทั้งนี้ หากมีผู้ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ

ให้สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ

โดยให้บันทึกรายละเอียดแนบสำนวนการสอบสวนวินัยไว้

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ผู้ถูกกล่าวหาอาจคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนคนหนึ่งคนใดได้โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อคณะกรรมการสอบสวนก่อนเริ่มการสอบสวน

หรือถ้าทราบเหตุที่พึงคัดค้านในระหว่างการสอบสวน

ก็ให้ยื่นหนังสือคัดค้านภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบเหตุแห่งการคัดค้าน

ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๒ หมวด ๒ การคัดค้านผู้พิพากษา

แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับกับเหตุคัดค้านและการคัดค้านคณะกรรมการสอบสวนด้วยโดยอนุโลม

เมื่อได้รับหนังสือคัดค้านแล้ว

ผู้ถูกคัดค้านอาจทำคำชี้แจงได

และให้ประธานกรรมการเสนอเรื่องการคัดค้านให้ประธานศาลฎีกาพิจารณาต่อไป

ในการพิจารณาเรื่องการคัดค้าน หากประธานศาลฎีกาเห็นว่าการคัดค้านนั้นมีเหตุอันควรฟังได้

ให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสอบสวนตามความเหมาะสมโดยเร็ว

แต่ถ้าเห็นว่าการคัดค้านนั้นไม่มีเหตุอันควรรับฟังก็ให้ยกเสียซึ่งคำคัดค้านนั้น

โดยให้บันทึกเหตุผลนั้นรวมไว้กับสำนวนการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานให้ประธานศาลฎีกาทราบโดยเร็ว หากประธานศาลฎีกาเห็นว่า

กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสำหรับเรื่องนั้น โดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้ทำการสอบสวนหรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมอื่น

ให้คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาในเบื้องต้นว่าข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่สอบสวนนั้นด้วยหรือไม่

ถ้าเห็นว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่สอบสวนนั้นอยู่ด้วย

ให้คณะกรรมการรายงานไปยังประธานศาลฎีกาหรือเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แล้วแต่กรณี

เพื่อพิจารณาดำเนินการตามสมควร

หากประธานศาลฎีกาเห็นว่า กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

โดยจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้ทำการสอบสวนหรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ก็ได้

ทั้งนี้

ให้ใช้พยานหลักฐานที่ได้ดำเนินการสอบสวนมาแล้วประกอบการพิจารณาได้

ในกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่

ให้สำเนาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในสำนวนสอบสวนเดิมรวมไว้ในสำนวนสอบสวนใหม่

และให้ใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาในสำนวนสอบสวนใหม่

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่ข้าราชการตุลาการถูกฟ้องคดีอาญา

หาก ก.ต. เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาได้ความประจักษ์ชัดแจ้งอยู่แล้ว

ก.ต.

จะใช้คำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลเพื่อประกอบการพิจารณาโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้

แต่ต้องแจ้งให้ข้าราชการตุลาการนั้นทราบและให้มีโอกาสชี้แจงก่อน

วิธีการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ เมื่อได้มีการแจ้งคำสั่งตามข้อ ๖ แล้ว

ให้ประธานกรรมการเรียกประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อกำหนดแนวทางการสอบสวนต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การประชุมและการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมและการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจมาประชุมได้

ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนและห้ามมิให้งดออกเสียง

ถ้ามีคะแนนเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้ง

เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลานั้นก็ให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกได้ไม่เกินสองครั้งโดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินสิบห้าวัน

และต้องแจ้งให้ประธานศาลฎีกาทราบพร้อมทั้งแสดงเหตุที่ต้องขยายเวลาไว้ด้วยทุกครั้ง

หากพ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว

คณะกรรมการสอบสวนยังดำเนินการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ

ให้บันทึกเหตุที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จต่อประธานศาลฎีกาเพื่อขออนุมัติให้ขยายกำหนดระยะเวลาตามความจำเป็นครั้งละไม่เกินสามสิบวัน

ทั้งนี้

กำหนดระยะเวลาทั้งหมดต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ เมื่อได้พิจารณาและประชุมกำหนดแนวทางการสอบสวนแล้ว

ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

โดยไม่ต้องระบุชื่อพยาน

และต้องให้สิทธิแก่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ตามวิธีการในหมวดนี้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ

๑๔ ให้เป็นไปตามแบบ สส. ๒ ท้ายระเบียบนี้โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้และให้สำเนาให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ

แล้วให้ถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

จะชี้แจงหรือให้ถ้อยคำอย่างไรบ้าง หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ

ให้คณะกรรมการสอบสวนจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ

ให้คณะกรรมการสอบสวนบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหาไว้

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ถ้อยคำก็ให้บันทึกรายงานไว้และดำเนินการสอบสวนต่อไป

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา

ให้คณะกรรมการสอบสวนบันทึกถ้อยคำรับ รวมทั้งเหตุผล สาเหตุแห่งการกระทำ

และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย ในกรณีนี้

คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้หรือจะสอบสวนต่อไปตามควรเพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาก็ได้

แล้วให้ดำเนินการตามข้อ ๒๓

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เมื่อได้รับทราบบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว

ผู้ถูกกล่าวหาอาจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวัน

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ยื่นคำชี้แจงภายในกำหนดระยะเวลา

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไป

ให้ผู้ถูกกล่าวหาแสดงโดยชัดแจ้งในคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน

รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น

ผู้ถูกกล่าวหาอาจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสอบสวนได้ก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น

ทั้งนี้

คณะกรรมการสอบสวนมีอำนาจให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

เพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ในการสอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ซึ่งจะถูกสอบปากคำเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน

และห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่สอบสวน เว้นแต่บุคคลซึ่งคณะกรรมการสอบสวนอนุญาตให้อยู่ในที่สอบสวนเพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน

การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาหรือพยาน ให้บันทึกถ้อยคำไว้ตามแบบ

สส. ๓ ท้ายระเบียบนี้ แล้วให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟัง

และให้ผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้ ถ้าผู้ให้ถ้อยคำไม่ลงลายมือชื่อ

ให้คณะกรรมการสอบสวนจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้กรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

และให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการสอบสวน

และให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ

(๑) เรียกให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ

หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือห้างหุ้นส่วน บริษัท ชี้แจงข้อเท็จจริง

ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน

และทำความเห็นในเรื่องดังกล่าว

ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

(๒) เรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลใด ๆ มาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำ

หรือส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

ในกรณีไม่สามารถเรียกพยานมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวน หรือคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควร

คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนสอบสวน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ในการนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนสอบสวน

ให้บันทึกที่มาของพยานหลักฐานดังกล่าวไว้เท่าที่จะทำได้ด้วยว่าเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาอย่างไร

จากผู้ใด และเมื่อใด

การอ้างพยานเอกสารให้ใช้ต้นฉบับเอกสาร

เว้นแต่ไม่อาจนำต้นฉบับมาได้ สำเนาที่รับรองว่าถูกต้องก็อ้างเป็นพยานได้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ เมื่อเสร็จสิ้นการรวบรวมพยานหลักฐานของฝ่ายผู้กล่าวหาแล้ว

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการใด

เมื่อใด อย่างไร

และเป็นความผิดวินัยกรณีใดตามมาตราใดบกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ

หรือประพฤติตนไม่สมควรที่จะให้คงเป็นข้าราชการตุลาการต่อไปตามมาตรา ๓๕

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือไม่

อย่างไร

แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาโดยระบุข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานว่าเป็นความผิดวินัยกรณีใดตามมาตราใด

บกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ

หรือประพฤติตนไม่สมควรที่จะให้คงเป็นข้าราชการตุลาการต่อไปตามมาตรา ๓๕ อย่างไร

และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบ โดยระบุวัน เวลา สถานที่

และการกระทำที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหาโดยไม่ต้องระบุชื่อพยาน

การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง

ให้ทำบันทึกมีสาระสำคัญตามแบบ ส.ส. ๔ ท้ายระเบียบนี้ โดยทำเป็นสองฉบับ

เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ

และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในการสอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงข้อกล่าวหา

ตลอดจนนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ ทั้งนี้ ภายในกำหนดระยะเวลาอันสมควร

ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเอง หรือจะขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ หากคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

การสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทำให้การสอบสวนต้องล่าช้าไปโดยไม่จำเป็น

หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ

คณะกรรมการจะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นเสียก็ได้

แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ เมื่อทำการสอบสวนเสร็จแล้ว

ให้คณะกรรมการสอบสวนประชุมปรึกษาทำรายงานความเห็น สรุปข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน

และเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย พร้อมความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยตามเรื่องกล่าวหาหรือไม่

และควรได้รับโทษสถานใด ทั้งนี้

ให้เป็นไปตามแบบ สส. ๕ ท้ายระเบียบนี้

ถ้ากรรมการสอบสวนคนใดไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัย

มีอำนาจทำความเห็นแย้ง คำแย้งนี้ให้รวมเข้าสำนวนไว้

ให้คณะกรรมการสอบสวนจัดทำรายงานความเห็นตามวรรคหนึ่งเสนอต่อประธานศาลฎีกา

และให้ส่งรายงานดังกล่าวต่อเลขานุการ ก.ต. เพื่อดำเนินการเสนอต่อคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประจำชั้นศาลพิจารณากลั่นกรองเสนอความเห็นภายในสิบห้าวันนับแต่ได้รับเรื่องจากเลขานุการ

ก.ต.

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ เมื่อ

ก.ต.

ได้พิจารณารายงานความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนและคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประจำชั้นศาลแล้ว

เห็นสมควรให้สอบสวนเพิ่มเติมประการใด ให้สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

เมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว ให้ส่งพยานหลักฐานที่ได้จากการสอบสวนเพิ่มเติมโดยไม่ต้องทำความเห็นไปให้ประธานศาลฎีกาตามข้อ

๒๓ วรรคสาม

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ เมื่อ

ก.ต. ได้พิจารณารายงานความเห็นตามข้อ ๒๔ แล้ว

มีมติว่าข้าราชการตุลาการผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงสมควรไล่ออก ปลดออก

หรือให้ออกจากราชการ หรือมีมติเป็นประการอื่นใด

ให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้เป็นไปตามนั้น

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

ไม่ทำให้สำนวนสอบสวนทั้งหมดเสียไป หากมิใช่สาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม

ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องหรือไม่ก็ได้

แต่หากการสอบสวนตอนนั้นเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม

ให้ประธานศาลฎีกาสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือดำเนินการการสอบสวนตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ

พ.ศ. ๒๕๒๑ ต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้ว

ให้ดำเนินการตามวิธีการในข้อ ๒๓ วรรคสาม

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ให้ประธานศาลฎีการักษาการตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔

ธวัชชัย พิทักษ์พล

ประธานกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

[เอกสารแนบท้าย]

๑.

คำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ ....../๒๕.... เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

(แบบ สส. ๑)

๒.

บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา (แบบ สส. ๒)

๓.

บันทึกการสอบปากคำ (แบบ สส. ๓)

๔.

บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา (แบบ สส. ๔)

๕.

รายงานความเห็น (แบบ สส. ๕)

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

วิมล/ผู้จัดทำ

๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓

นฤดล/ผู้ตรวจ

๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๑๘/ตอนพิเศษ ๖๓ ง/หน้า ๔๗/๔ กรกฎาคม ๒๕๔๔

28 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน พ.ศ. 2544 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_85e163131acea66d

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com