法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การแจ้ง วิธีการให้ความคุ้มครอง และการสิ้นสุดการคุ้มครองตามมาตรการทั่วไปแก่พยานในคดีอาญา พ.ศ. 2551

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
24
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ระเบียบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์การแจ้ง วิธีการให้ความคุ้มครอง และการสิ้นสุดการคุ้มครอง

ตามมาตรการทั่วไปแก่พยานในคดีอาญา

พ.ศ. ๒๕๕๑

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดให้การแจ้งและวิธีการให้ความคุ้มครองความปลอดภัยแก่พยานตามคำขอและการสิ้นสุดลงซึ่งการคุ้มครองพยานให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดโดยหัวหน้าหน่วยงานของรัฐของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพว่าด้วยหลักเกณฑ์การแจ้ง วิธีการให้ความคุ้มครอง และการสิ้นสุดการคุ้มครองตามมาตรการทั่วไปแก่พยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๕๑”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

“อธิบดี” หมายถึง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

“ผู้อำนวยการ” หมายถึง ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองพยาน

“สำนักงาน” หมายถึง สำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายถึง ข้าราชการของสำนักงาน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖

“พยาน” หมายถึง พยานบุคคลซึ่งจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือศาลในการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งผู้ชำนาญการพิเศษ แต่มิให้หมายความรวมถึงจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยาน

“มาตรการทั่วไป” หมายถึง มาตรการที่สำนักงาน อาจจัดให้ผู้รับความคุ้มครองอยู่ในความคุ้มครองความปลอดภัย ตามที่เห็นเป็นการสมควร หรือตามที่พยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ร้องขอเมื่อเห็นว่าผู้รับความคุ้มครองอาจไม่ได้รับความปลอดภัย ทั้งนี้ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับความคุ้มครองด้วย

การคุ้มครองให้ผู้รับความคุ้มครองได้รับความปลอดภัยให้รวมถึงการจัดให้ผู้รับความคุ้มครองอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย เว้นแต่ผู้รับความคุ้มครองจะไม่ให้ความยินยอม และการปกปิดมิให้มีการเปิดเผยชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ หรือข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวผู้รับความคุ้มครองได้ ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแก่สถานะและสภาพของผู้รับความคุ้มครองและลักษณะของคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง

“ผู้ร้องขอ” หมายถึง บุคคลหรือหน่วยงานที่ร้องขอให้มีการคุ้มครองแก่ผู้รับความคุ้มครอง ได้แก่

(๑) พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาล หรือหน่วยงานอื่น

(๒) พยาน หรือ

(๓) บุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้อง

“ผู้รับความคุ้มครอง” หมายถึง บุคคลที่อยู่ในความคุ้มครองของหน่วยงานคุ้มครองพยาน ได้แก่

(๑) พยาน หรือ

(๒) สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ซึ่งมีผลต่อการที่พยานจะมาเป็นพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัยและพยานได้ร้องขอ

“การให้ความคุ้มครอง” หมายถึง การคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้รับความคุ้มครองไม่ให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของพยานทั้งก่อน ขณะ และหลังมาเป็นพยานรวมทั้งบุคคลที่พยานร้องขอให้คุ้มครองตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖

“หน่วยงานคุ้มครองพยาน” หมายถึง สำนักงาน หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่สำนักงานได้ประสานการปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองพยาน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพรักษาการตามระเบียบนี้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในกรณีที่ผู้รับความคุ้มครองในคดีอาญาอาจไม่ได้รับความปลอดภัย พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาล พยานหรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องอาจขอให้สำนักงานจัดให้ผู้รับความคุ้มครองอยู่ในความคุ้มครองตามมาตรการทั่วไปตามความจำเป็นและที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ต้องได้รับความยินยอมของผู้รับความคุ้มครองด้วย

การขอคุ้มครองพยานจากหน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวด ๗ แห่งระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้นำความในระเบียบนี้มาใช้บังคับตามความจำเป็นที่เห็นสมควร ในกรณีที่พยานได้ร้องขอให้นำมาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยานมาใช้บังคับแก่สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานซึ่งมีผลต่อการที่พยานจะมาเป็นพยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัย เว้นแต่ บุคคลดังกล่าวจะไม่ให้ความยินยอม

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การให้ความยินยอมของผู้รับความคุ้มครองนั้นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมลงลายมือชื่อของผู้รับความคุ้มครองนั้นด้วย ในกรณีที่ผู้รับความคุ้มครองไม่อาจให้ความยินยอมได้ ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้ให้ความยินยอมแทน

(๑) กรณีผู้รับความคุ้มครองเป็นผู้เยาว์

๑.๑ ให้บิดาและมารดาเป็นผู้ให้ความยินยอม

๑.๒ ให้บิดาหรือมารดาในกรณีที่มารดาหรือบิดาตายหรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอมหรือโดยพฤติการณ์ไม่อาจขอความยินยอมจากมารดาหรือบิดาคนหนึ่งคนใดได้

๑.๓ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ให้ความยินยอมกรณีมารดาหรือบิดาตาย หรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอมหรือโดยพฤติการณ์ไม่อาจให้ความยินยอมได้

(๒) กรณีผู้รับความคุ้มครองเป็นผู้ไร้ความสามารถให้ผู้อนุบาลเป็นผู้ให้ความยินยอม

(๓) กรณีผู้รับความคุ้มครองเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ให้ความยินยอม

การให้ความยินยอมให้สำนักงานกำหนดเงื่อนไขในการคุ้มครองตามแบบท้ายระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การดำเนินการอันเกี่ยวกับผู้รับความคุ้มครองรวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองให้ดำเนินการเป็นความลับ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองพยานหรือสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการคุ้มครองพยานให้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแต่ในกรณีจำเป็นหรือเร่งด่วนจะกระทำด้วยวาจา หรือเครื่องมือสื่อสารก็ได้ แต่ต้องบันทึกการมอบหมายหรือสั่งการดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรในทันทีที่สามารถกระทำได้โดยให้คำนึงถึง

(๑) อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบและขีดความสามารถของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบหมาย

(๒) ความลับ ความรวดเร็วและการลดขั้นตอนการปฏิบัติราชการ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การกำหนดวิธีการคุ้มครองความปลอดภัยให้สำนักงานคำนึงถึง

(๑) ลักษณะคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง

(๒) พฤติการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้รับความคุ้มครอง

(๓) ความเหมาะสมแก่สถานะและสภาพของผู้รับความคุ้มครอง

การร้องขอและผู้มีสิทธิร้องขอให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การร้องขอกระทำได้ ๓ กรณี คือ

(๑) ให้ยื่นคำร้องขอพร้อมเอกสารหลักฐานด้วยตนเองตามแบบท้ายระเบียบนี้

(๒) ในกรณีเร่งด่วนและผู้ร้องขอไม่อาจมายื่นด้วยตนเองได้ให้ทำเป็นหนังสือหรือจดหมายหรือทางเครื่องมือสื่อสารอื่น

(๓) ยื่นผ่านหน่วยงานอื่น

การร้องขอตาม (๒) (๓) ต้องระบุชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้รับความคุ้มครอง ตลอดจนพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้รับความคุ้มครอง อาจไม่ได้รับความปลอดภัยกับต้องลงลายมือชื่อหรือระบุชื่อผู้ร้อง แล้วแต่กรณี

กรณีที่ไม่ได้ยื่นตามแบบให้ผู้ร้องรีบดำเนินการตามแบบทันทีที่สามารถกระทำได้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ เมื่อสำนักงานได้รับคำร้องตามข้อ ๑๑ (๑) ให้ออกใบรับคำร้องต่อไป

การพิจารณาให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้พนักงานเจ้าหน้าที่รีบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) บันทึกปากคำผู้ร้องและคำยินยอมไว้เป็นหนังสือตามแบบท้ายระเบียบนี้

(๒) สืบสวน ตรวจสอบความถูกต้อง รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

(๓) บันทึกสรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ได้รับเกี่ยวกับผู้ขอรับความคุ้มครองและเหตุอันควรเชื่อว่าผู้รับความคุ้มครองจะไม่ได้รับความปลอดภัยหรือจะไม่ไปให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือศาล พร้อมเสนอความเห็นต่อผู้อำนวยการโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในการทำบันทึกสรุปข้อเท็จจริงให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจ

(๑) เรียกผู้ร้องผู้ขอรับความคุ้มครองมาให้ถ้อยคำหรือมีหนังสือเรียกเอกสารหลักฐานใด ๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณา

(๒) มีความเห็นเกี่ยวกับการยกคำร้อง

(๓) มีความเห็นให้ความคุ้มครอง

๓.๑ วิธีการให้ความคุ้มครอง

๓.๒ ระยะเวลาการให้ความคุ้มครอง

๓.๓ กำหนดเงื่อนไขให้พยานปฏิบัติระหว่างอยู่ในความคุ้มครอง

๓.๔ อาวุธยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ

๓.๕ งบประมาณและค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยาน

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เมื่อผู้อำนวยการได้รับคำร้องพร้อมความเห็นจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามข้อ ๑๔ แล้ว ให้เสนอคำร้องพร้อมความเห็นดังกล่าว ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย เพื่อพิจารณาโดยเร็ว

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทำการคุ้มครองให้ผู้อำนวยการแจ้งหน่วยงานคุ้มครองพยานเพื่อช่วยให้ความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการสมควรไปก่อนและขออนุมัติต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ กรณีมีคำสั่งให้คุ้มครองแล้วให้สำนักงานดำเนินการตามหมวด ๗ เว้นแต่ผู้ร้องประสงค์จะขอให้สำนักงานดำเนินการคุ้มครอง

การแจ้งการให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ในกรณีที่อนุมัติให้ทำการคุ้มครองให้สำนักงานดำเนินการดังนี้

(๑) กรณีที่สำนักงานดำเนินการคุ้มครองเองให้แจ้งผู้ร้องด้วยวาจาและจัดให้มีการคุ้มครองโดยเร็ว

(๒) กรณีให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานอื่นดำเนินการคุ้มครองให้ทำเป็นหนังสือและแจ้งให้ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองทราบด้วย

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ไม่อนุมัติให้ทำการคุ้มครองให้สำนักงาน ดำเนินการ ดังนี้

(๑) แจ้งผู้ร้องทราบเป็นหนังสือพร้อมเหตุผลและ

(๒) แจ้งสิทธิในการอุทธรณ์ ต่อศาลยุติธรรมชั้นต้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือ

วิธีการให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การกำหนดวิธีการคุ้มครองความปลอดภัยให้สำนักงานดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการคุ้มครองโดยกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเป็นหัวหน้าชุดและพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นเป็นชุดคุ้มครอง

(๒) จัดทำคำสั่งแต่งตั้งชุดคุ้มครอง ตามแบบท้ายระเบียบนี้

(๓) จัดให้ผู้รับความคุ้มครองอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยตามที่สำนักงานเห็นสมควรและเหมาะสม

(๔) ปกปิดมิให้มีการเปิดเผยถึงการคุ้มครอง รวมทั้งชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ หรือข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวผู้รับความคุ้มครองได้ตามความเหมาะสมแก่สถานะและสภาพของผู้รับความคุ้มครองและลักษณะของคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง

(๕) ประสานส่งต่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานอื่นดำเนินการคุ้มครอง

การสิ้นสุดการคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การคุ้มครองสิ้นสุดลงเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) เมื่อพยานถึงแก่ความตาย

(๒) ผู้รับความคุ้มครองตายหรือร้องขอให้ยุติการคุ้มครอง

(๓) ผู้รับความคุ้มครองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สำนักงานกำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(๔) ผู้รับความคุ้มครองหรือผู้ให้ความยินยอมแทนผู้รับความคุ้มครองเพิกถอนการให้ความยินยอม

(๕) พฤติการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้รับความคุ้มครองเปลี่ยนแปลงไป และกรณีไม่มีความจำเป็นจะต้องให้ความคุ้มครองอีกต่อไป

(๖) พยานไม่มาหรือมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่เบิกความเป็นพยานโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(๗) ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษพยานในความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จ ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลหรือความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีที่ผู้นั้นเป็นพยาน

(๘) ได้รับแจ้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานอื่นว่าผู้รับความคุ้มครองประสงค์ให้การคุ้มครองสิ้นสุดลง

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ เมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดตามข้อ ๒๐ ให้สำนักงานแจ้งอธิบดี ทราบทันที เพื่อจัดให้มีคำสั่งสิ้นสุดการคุ้มครองโดยเร็ว

หากผู้รับความคุ้มครองเป็นบุคคลที่หน่วยงานอื่นขอความร่วมมือให้สำนักงานดำเนินการคุ้มครอง ให้สำนักงานแจ้งเหตุดังกล่าวต่อหน่วยงานนั้นทราบ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ คำสั่งสิ้นสุดการคุ้มครองให้แจ้งผู้ร้องและผู้รับความคุ้มครองทราบเป็นหนังสือพร้อมสิทธิในการอุทธรณ์ตามแบบท้ายระเบียบนี้

การประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานอื่นที่ให้ความคุ้มครอง

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งประสานขอความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานอื่นที่ให้ความคุ้มครองช่วยคุ้มครองพร้อมแจ้งการสนับสนุนงบประมาณให้ทราบ

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานอื่นประสานขอให้สำนักงานดำเนินการคุ้มครอง ให้ทำเป็นหนังสือ

การปฏิบัติงานตามระเบียบนี้ให้สำนักงานติดตามประเมินผลและรายงานให้อธิบดีทราบทุก ๓ เดือน

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑

สุวณา สุวรรณจูฑะ

อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

[เอกสารแนบท้าย]

๑. แบบคำร้องขอใช้มาตรการทั่วไปในการคุ้มครองพยาน (แบบ สคพ. ๑)

๒. หนังสือยินยอมรับการคุ้มครอง (แบบ สคพ. ๕)

๓. แบบคำสั่งแต่งตั้งชุดคุ้มครอง (แบบ สคพ. ๗)

๔. แบบคำร้องขอสิ้นสุดการคุ้มครอง (แบบ สคพ.๑๐)

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ศุภกรณ/ผู้จัดทำ

๓ ธันวาคม ๒๕๕๓

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนพิเศษ ๑๖๖ ง/หน้า ๑/๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

24 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การแจ้ง วิธีการให้ความคุ้มครอง และการสิ้นสุดการคุ้มครองตามมาตรการทั่วไปแก่พยานในคดีอาญา พ.ศ. 2551 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_88217809aada2dbb

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com