法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
18
มาตรา อารัมภบท

คําสั่งกรมสรรพากร

ที่ ท.ป. 81/2542

เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 27 ทวิ วรรคสอง มาตรา 67 ตรี วรรค สาม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 31) พ.ศ. 2534 มาตรา 89 วรรคสอง และมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2534 อธิบดี กรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กําหนดหลักเกณฑ์การงดหรือลด เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้ยกเลิก

(1) คําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.11/2529 เรื่อง ระเบียบการงด หรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้และภาษีการค้าตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี และมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2529

(2) คําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.37/2534 เรื่อง ระเบียบการงด หรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรม สรรพากร ที่ ท.ป.50/2537 เรื่อง ระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา 89 และภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2537

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้บุคคลที่จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 89 หรือมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร ทําคําร้องเป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงาน ประเมินแสดงเหตุที่ของดหรือลดเบี้ยปรับนั้น เว้นแต่กรณีอธิบดีกรมสรรพากรพิจารณาเห็น สมควรจะสั่งให้งดหรือลดเบี้ยปรับโดยไม่ต้องมีคําร้องก็ได้

การยื่นคําร้องตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือ แจ้งการประเมิน ถ้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมายต่อไป

ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชําระ ภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการ หรือกรณีผู้ประกอบกิจการที่เสียภาษีธุรกิจ เฉพาะได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชําระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมกับการยื่นแบบแสดงราย การนั้น โดยไม่ได้รับคําเตือนหรือคําเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ให้ถือว่า แบบแสดงรายการดังกล่าวเป็นคําร้องตามวรรคหนึ่ง

คําเตือนหรือคําเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือตามวรรคสาม หมายความถึง กรณีเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบความผิดและได้มีการบันทึกความผิดไว้ใน หนังสือหรือบันทึกข้อความแล้ว

( ดูคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.127/2546 )

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ เจ้าพนักงานประเมินจะพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้ได้เฉพาะกรณีเจ้า พนักงานประเมินเห็นว่า บุคคลที่จะต้องเสียเบี้ยปรับไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและได้ให้ความ ร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนด้วยดี

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ การลดเบี้ยปรับตามมาตรา 22 หรือมาตรา 26 แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจพิจารณาสั่งลดได้ แต่ต้องให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของ เบี้ยปรับ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(1) มาตรา 89(2) มาตรา 89(3) และมาตรา 89(4) แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจพิจารณาสั่งลดได้ โดยให้ลดลงคงเสียตามอัตราและเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่นําส่งภาษีตามมาตรา 83/7 แห่งประมวลรัษฎากร ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนําส่งภาษีและชําระภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการหรือแบบนําส่งนั้น โดยไม่ได้รับคําเตือนหรือคําเรียกตรวจ สอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือ ให้เสียเบี้ยปรับดังนี้

(ก) ถ้าชําระภายใน 15 วัน นับแต่วันพ้นกําหนดเวลาชําระภาษี มูลค่าเพิ่ม ให้เสียร้อยละ 2 ของเบี้ยปรับ

(ข) ถ้าชําระภายหลัง 15 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันพ้น กําหนดเวลาชําระภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เสียร้อยละ 5 ของเบี้ยปรับ

( ดูคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.117/2545 )

(ค) ถ้าชําระภายหลัง 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันพ้น กําหนดเวลาชําระภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เสียร้อยละ 10 ของเบี้ยปรับ

( ดูคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.117/2545 )

(ง) ถ้าชําระภายหลัง 60 วัน นับแต่วันพ้นกําหนดเวลาชําระภาษี มูลค่าเพิ่ม ให้เสียร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับ

(2) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือผู้มีหน้าที่นําส่งภาษีตามมาตรา 83/7 แห่งประมวลรัษฎากร ยื่นแบบแสดงรายการภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.71) หรือแบบนําส่งภาษี และผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่นําส่งภาษี ตามมาตรา 83/7 แห่งประมวลรัษฎากร ได้มายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนําส่งภาษี และชําระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการหรือแบบนําส่งนั้น

(ก) ภายในกําหนดเวลาที่กําหนดไว้ในหนังสือดังกล่าว ให้เสีย ร้อยละ 40 ของเบี้ยปรับ

(ข) พ้นกําหนดเวลาที่กําหนดไว้ในหนังสือดังกล่าว ให้เสียร้อยละ 50 ของเบี้ยปรั

(3) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบการกระทําความผิดในการ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่นําส่งภาษีตามมาตรา 83/7 แห่งประมวล รัษฎากร และได้มีการบันทึกความผิดไว้ในหนังสือหรือบันทึกข้อความแล้ว ให้เสียเบี้ยปรับดังนี้

(ก) ถ้าการกระทําความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้เสียร้อยละ 40 ของเบี้ยปรับ

(ข) ถ้าการกระทําความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อ พ้นกําหนดหนึ่งปี นับแต่วันที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้เสียร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ

(4) ในกรณีที่มีการตรวจพบการกระทําความผิดตาม (3) แล้ว แต่ เจ้าพนักงานประเมินยังไม่ได้ดําเนินการประเมินภาษีให้เสร็จVสิ้น และผู้มีVหน้าที่เสียภาษีหรือ ผู้มีหน้าที่นําส่งภาษีตามมาตรา 83/7 แห่งประมวลรัษฎากร ได้มายื่นแบบแสดงรายการภาษี หรือแบบนําส่งภาษีและชําระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการหรือแบบนําส่งนั้น ก่อนที่จะได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ให้ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบการกระทํา ความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่นําส่งภาษี ให้เจ้าพนักงาน ประเมินมีอํานาจพิจารณาสั่งลดเบี้ยปรับได้ ตามอัตราและเงื่อนไขตาม (3)

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(5) และมาตรา 89(10) แห่งประมวล รัษฎากร ซึ่งไม่ใช่กรณีมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ให้เจ้าพนักงานประเมินมี อํานาจพิจารณาสั่งลดได้ โดยให้ลดลงคงเสียตามอัตราและเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(ก) ถ้าการกระทําความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นภายใน หนึ่งปี นับแต่วันที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้เสียร้อยละ 40 ของเบี้ยปรับ

(ข) ถ้าการกระทําความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อพ้น กําหนดหนึ่งปี นับแต่วันที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้เสียร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(10) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีมีสินค้า ขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจพิจารณาสั่งลดได้ โดยให้ ลดลงคงเสียตามอัตราและเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้นําฐานภาษีซึ่งมีการกระทําความผิด กรณีมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชําระภาษี มูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการแล้ว ไม่ว่าการยื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้นจะ ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ให้เสียเบี้ยปรับดังนี้

(ก) ถ้าการกระทําความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ภายในสองปี นับแต่วันที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้เสียร้อยละ 10 ของเบี้ยปรับ

(ข) ถ้าการกระทําความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อ พ้นกําหนดสองปี นับแต่วันที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้เสียร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับ

(2) ในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ได้นําฐานภาษีซึ่งมีการกระทําความผิด กรณีมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ เสียร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับ

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้า พนักงานประเมินมีอํานาจพิจารณาสั่งลดได้ โดยให้ลดลงคงเสียตามอัตราและเงื่อนไขดัง ต่อไปนี้

(1) ในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้นําฐานภาษีซึ่งมีการกระทําความผิดตาม มาตรา 89(8) แห่งประมวลรัษฎากร ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชําระภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการแล้ว ไม่ว่าการยื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้นจะถูกต้องครบ ถ้วนหรือไม่ ให้เสียเบี้ยปรับดังนี้

(ก) ถ้าการกระทําความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ภายในสองปี นับแต่วันที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้เสียร้อยละ 0.5 ของเบี้ยปรับ

(ข) ถ้าการกระทําความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อ พ้นกําหนดสองปี นับแต่วันที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้เสียร้อยละ 1 ของเบี้ยปรับ

(2) ในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ได้นําฐานภาษีซึ่งมีการกระทําความผิด ตามมาตรา 89(8) แห่งประมวลรัษฎากร ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เสีย ร้อยละ 10 ของเบี้ยปรับ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(9) แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนัก งานประเมินมีอํานาจพิจารณาสั่งลดได้ แต่ต้องให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การงดหรือลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89(6) และมาตรา 89(7) แห่ง ประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอํานาจพิจารณาสั่งงดหรือลดได้ เว้นแต่อธิบดี กรมสรรพากรจะสั่งเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การงดหรือลดเบี้ยปรับนอกเหนือไปจากที่กําหนดไว้ในคําสั่งนี้ ให้ กระทําได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย

( ดูคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.120/2545 )

( ดูคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.121/2545 )

( ดูคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.127/2546 )

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องเสียเบี้ยปรับหลายกรณีตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนักงานประเมินสั่งเรียกเก็บเบี้ยปรับได้เพียงกรณีเดียว ซึ่ง เป็นกรณีที่จะทําให้เรียกเก็บได้เงินเป็นจํานวนมาก และอาจพิจารณาสั่งลดให้อีกตามข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 หรือข้อ 11 สําหรับกรณีที่เรียกเก็บนั้น ส่วนกรณีอื่นให้งด

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้นําความในข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 11 และข้อ 12 มาใช้บังคับสําหรับการงดหรือลดเบี้ยปรับตามมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากรโดย อนุโลม

( ดูคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.121/2545 )

( ดูคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.127/2546 )

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้บุคคลที่จะต้องเสียเงินเพิ่ม ตามมาตรา 67 ตรี ทําคําร้องเป็น หนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินแสดงเหตุที่ของดหรือลดเงินเพิ่มนั้น เว้นแต่กรณีอธิบดีกรม สรรพากรพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้งดหรือลดเงินเพิ่มโดยไม่ต้องมีคําร้องก็ได้

การยื่นคําร้องตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือ แจ้งการประเมิน ถ้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ตามกฎหมายต่อไป

ในกรณีบุคคลตามวรรคหนึ่งได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชําระภาษี เงินได้นิติบุคคลกลางปี โดยไม่ได้รับคําเตือนหรือคําเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็น หนังสือ ให้ถือว่าแบบแสดงรายการดังกล่าวเป็นคําร้องตามวรรคหนึ่ง

คําเตือนหรือคําเรียกตรวจสอบไต่สวนโดยตรงเป็นหนังสือตามวรรค สามหมายความถึง กรณีเจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจพบความผิดและได้มีการบันทึกความผิด ไว้ในหนังสือหรือบันทึกข้อความแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ เจ้าพนักงานประเมินจะพิจารณางดหรือลดเงินเพิ่มให้ได้เฉพาะกรณี เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า บุคคลที่จะต้องเสียเงินเพิ่มไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและได้ให้ ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนด้วยดี

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การลดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนัก งานประเมินมีอํานาจพิจารณาสั่งลดได้ ดังต่อไปนี้

(1) กรณีบุคคลที่จะต้องเสียเงินเพิ่มได้ยื่นแบบแสดงรายการและชําระ ภาษีพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการ โดยไม่ได้รับคําเตือนหรือคําเรียกตรวจสอบไต่สวน โดยตรงเป็นหนังสือ ให้ลดเงินเพิ่มได้ แต่ต้องเสียในอัตราและตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(ก) ถ้าชําระภายใน 2 วัน นับแต่วันพ้นกําหนดเวลายื่นรายการ ให้เสียร้อยละ 0.10 ของเงินภาษีที่ต้องชําระ

(ข) ถ้าชําระภายหลัง 2 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันพ้น กําหนดเวลายื่นรายการ ให้เสียร้อยละ 0.50 ของเงินภาษีที่ต้องชําระ

(2) กรณีอื่นนอกจาก (1) ให้เสียร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษ ของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชําระ แต่ไม่เกินเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกําหนด

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การงดหรือลดเงินเพิ่มนอกเหนือไปจากที่กําหนดไว้ในคําสั่งนี้ ให้ กระทําได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ คําสั่งกรมสรรพากรที่ถูกยกเลิกโดยคําสั่งนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีการค้า ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสําหรับการจัดเก็บภาษีการค้าที่ต้องชําระอยู่ก่อนหรือในและหลังวันที่ คําสั่งฉบับนี้ใช้บังคับ

คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันออกคําสั่งนี้เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - สั่ง ณ วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542

ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ

อธิบดีกรมสรรพากร

18 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21(6) แห่งประมวลรัษฎากร (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_98bee6b407cd8457

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com