法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
24
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

เรื่อง

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุน

ของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

(ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๕๔[๑]

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

ฉบับที่ ๑ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๙ และฉบับที่ ๒ ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๘ (๖) และมาตรา ๔๗

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงมีมติในการประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๕๔ เมื่อวันที่

๒๗ เมษายน ๒๕๕๔ ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์

วิธีการ และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

ฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๒ และให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๔”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นผู้รักษาการ

และมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด มีคำสั่ง หรือยกเว้นการปฏิบัติตามประกาศนี้ได้

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ วัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

(บสท.) กับสถาบันผู้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้ บสท.

และผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติในการรับรู้ การคำนวณ

และรับผิดชอบร่วมกันในผลกำไรหรือผลขาดทุน รวมทั้งการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้

การจัดสรรค่าใช้จ่ายทั้งปวงและดอกเบี้ยตราสารหนี้

อันเนื่องมาจากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ บสท.

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในประกาศฉบับนี้

“สถาบันผู้โอน” หมายถึง

ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์

และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตลอดจนสถาบันประเภทอื่นที่เป็นผู้โอนสินทรัพย์ด้อย

คุณภาพให้แก่ บสท.

“สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ” หมายถึง

สินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามความหมายในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

ที่ บสท. รับโอนมาจากสถาบันผู้โอน ตามสัญญาโอนสินทรัพย์

“เงินต้นตามสิทธิ” หมายถึง

เงินต้นคงค้างตามสิทธิที่เรียกร้องได้ตามกฎหมาย ณ วันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

“เงินต้นตามสิทธิสุทธิ” หมายถึง

เงินต้นตามสิทธิ หักด้วยเงินที่เรียกเก็บได้ก่อนมีข้อยุติในการบริหาร (ถ้ามี)

“เงินที่เรียกเก็บได้” หมายถึง

จำนวนเงินที่ บสท. ได้รับจากการชำระหนี้เงินต้น

ดอกเบี้ยการที่ลูกหนี้โอนสิทธิการรับเงินเพื่อชำระหนี้

การจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันหรือทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกัน

การจำหน่ายหุ้นที่ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุน

การได้รับเงินตามตราสารหนี้ที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้แทนเงินสด ทั้งนี้

ให้หมายรวมถึงผลตอบแทนจากทรัพย์สินต่าง ๆ ข้างต้นด้วย เช่น ค่าเช่า เงินปันผล เป็นต้น

นอกจากนี้ให้รวมถึงเงินที่ได้รับจากการชำระบัญชีของกิจการลูกหนี้

หรือบุคคลอื่นที่แผนปรับโครงสร้างหนี้ แผนปรับโครงสร้างกิจการ

หรือแผนฟื้นฟูกิจการกำหนด การบังคับจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

หรือการจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอนตามมาตรา ๗๖

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันโดยกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

หรือการจำหน่ายทรัพย์สินที่ บสท.

ซื้อได้จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

การดำเนินการตามมาตรา ๕๘ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

และ/หรือการยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามกระบวนการของกฎหมายอื่น ๆ การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนและ/หรือทรัพย์สินต่าง

ๆ และ/หรือการโอนสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่นและรายรับอื่น ๆ

ที่ได้จากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมทั้งดอกผลของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น

เว้นแต่ผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินที่เรียกเก็บได้ไปลงทุน

“เงินที่เรียกเก็บได้ก่อนมีข้อยุติในการบริหาร”

หมายถึง เงินที่เรียกเก็บได้ ก่อนทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

หรือก่อนศาลมีคำสั่งอนุมัติแผนปรับโครงสร้างกิจการ

หรือก่อนศาลมีคำสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ

หรือก่อนมีข้อยุติในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นอย่างอื่น

“ค่าใช้จ่ายทั้งปวง” หมายถึง

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอันเกิดจากการบริหารงานของ บสท. ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

ค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกหนี้ หรือค่าจ้างตามสัญญาจ้าง

“ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง” หมายถึง

ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการบริหารงานของ บสท. ที่ไม่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอน

เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าตอบแทนกรรมการและอนุกรรมการต่าง ๆ

ค่าจ้างตัวแทนเรียกเก็บเงิน ค่าจ้างผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าเช่าอาคาร ค่าอุปกรณ์สำนักงาน

ค่าสาธารณูปโภค และค่าจ้างที่ปรึกษาในด้านต่าง ๆ เป็นต้น

“ค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกหนี้” หมายถึง

ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการบริหารงานของ บสท. ที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้แต่ละราย

เช่น ค่าโอนทรัพย์สิน ค่าประเมินราคาทรัพย์ ค่าการดำเนินคดี

ค่าเบี้ยประกันภัยหลักประกัน ค่าบริหารจัดการทรัพย์สิน หลักประกันและ/หรือทรัพย์สินรอการขาย

และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอน

เป็นต้น

“ค่าจ้างตามสัญญาจ้าง” หมายถึง

ค่าจ้างตามข้อตกลงหรือสัญญาจ้างต่าง ๆ ที่ บสท. จ้างบุคคลอื่นเพื่อดำเนินการใด ๆ

เกี่ยวกับการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เช่น สัญญาว่าจ้างบริหารสินทรัพย์เฉพาะกิจ

เป็นต้น

“ดอกเบี้ยตราสารหนี้” หมายถึง

ดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ บสท.

ออกให้สถาบันผู้โอนเพื่อชำระราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

โดยเริ่มคำนวณตามวันที่ระบุการเริ่มคิดดอกเบี้ยไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน

จนถึงวันก่อนวันที่ บสท. ชำระคืนตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สถาบันผู้โอน

“ดอกเบี้ยตามสิทธิ” หมายถึง

ดอกเบี้ยคงค้างตามสิทธิที่เรียกร้องได้ตามกฎหมาย ณ วันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

“ต้นทุนการรับโอน” หมายถึง

ราคาที่ บสท. ชำระให้สถาบันผู้โอน

โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินสำหรับการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

“ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน” หมายถึง

ทรัพย์สินทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง

ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นสถาบันผู้โอนและลูกหนี้ตกลงกันให้เป็นประกันการชำระหนี้ของตนตามสัญญาให้สินเชื่อซึ่งผู้รับหลักประกันมีบุริมสิทธิ

“ทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกัน” หมายถึง

ทรัพย์สินอื่น ๆ ที่มิใช่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ซึ่งมีอยู่เดิมหรือเกิดขึ้นภายหลังจากที่

บสท. ได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนั้น ๆ มา แม้ว่าจะได้มีการดำเนินการให้ บสท.

มีบุริมสิทธิภายหลังการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทั้งนี้

เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ตามประกาศฉบับนี้

“มูลค่าทางบัญชี” หมายถึง

มูลค่าของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนตามบัญชี โดยเป็นเงินต้นตามสิทธิ

รวมกับดอกเบี้ยค้างชำระเป็นระยะเวลาไม่เกิน ๓ เดือน ก่อนวันโอน ในอัตราดอกเบี้ย MLR

เฉลี่ยของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ที่ประกาศ ณ วันโอน

“ลูกหนี้” หมายถึง

ลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ

หรือบุคคลอื่นที่ต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้ตามข้อตกลงระหว่างลูกหนี้กับสถาบันผู้โอน

ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ปิดบัญชี และลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้

“ทรัพย์สินรอการขาย” หมายถึง

ทรัพย์สินที่ บสท. ได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาเนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ การฟื้นฟูกิจการ การบังคับหลักประกัน หรือได้มาโดยเหตุอื่น

“สินทรัพย์คงเหลือ” หมายถึง

บรรดาสิทธิเรียกร้อง สิทธิหรือภาระผูกพันอื่นใดทั้งหมด ที่ บสท. มีต่อลูกหนี้

และทรัพย์สินรอการขายที่เหลืออยู่หลังวันเลิกดำเนินกิจการ บสท.

การคำนวณผลกำไรขาดทุนและการแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้มีการคำนวณผลกำไรขาดทุนเมื่อสิ้นปีที่ ๕

และสิ้นปีที่ ๑๐ นับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ซึ่งถือเป็นวันเปิดทำการของ บสท.

ทั้งนี้ จะมีการปรับปรุงผลกำไรขาดทุน

ณ สิ้นปีที่ ๑๐

เมื่อได้บริหารจัดการสินทรัพย์คงเหลือแล้วเสร็จและสามารถนำมาแบ่งปันผลกำไรหรือรับผิดชอบในผลขาดทุนตามที่กำหนดในข้อ

๙ แล้ว และให้ถือว่าเป็นวันครบกำหนดการคำนวณผลกำไรขาดทุน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในการคำนวณผลกำไรขาดทุนตามที่กำหนดในข้อ ๕

นั้น ให้คำนวณแยกตามรายสถาบันผู้โอน โดยคำนวณจากเงินที่เรียกเก็บได้สุทธิ

รวมกับผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินที่เรียกเก็บได้ไปลงทุนตามที่กำหนดในข้อ ๒๒

หักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งปวงและดอกเบี้ยตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นจริง

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ กรณี บสท.

รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่มีต้นทุนการรับโอน

ไม่ต้องนำลูกหนี้รายนั้นมาคำนวณผลกำไรขาดทุน

โดยสถาบันผู้โอนของลูกหนี้รายนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบผลที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนั้นทั้งหมด

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การคำนวณเงินที่เรียกเก็บได้สุทธิ

สามารถคำนวณโดยแยกลูกหนี้ออกเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่

๘.๑ ลูกหนี้ปิดบัญชี หมายถึง

ลูกหนี้รายที่ได้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ให้แก่ บสท. เสร็จสิ้นครบถ้วน

(ไม่รวมถึงเงินที่เรียกเก็บจากลูกหนี้เพื่อจ่ายคืนเงินที่ บสท.

ได้ทดรองจ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกหนี้) ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการ และ/หรือ บสท.

ได้รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอนเพื่อชำระหนี้หรือหุ้นที่ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุน

และ/หรือจากการได้รับเงินตามตราสารหนี้ที่ลูกหนี้ชำระหนี้แทนเงินสด

ครบถ้วนแล้วหรือลูกหนี้ที่ บสท.

ได้รับเงินจากการบังคับจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอนตามมาตรา ๗๖

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

และ/หรือจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันโดยกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ บสท.

ซื้อได้จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐรวมถึงในกรณีการดำเนินการตามมาตรา

๕๘ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ และ บสท.

ได้รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดในคดีล้มละลายครบถ้วนแล้ว

หรือเมื่อศาลได้สั่งให้ลูกหนี้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย

และลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินที่จะบังคับขายทอดตลาด หรือการดำเนินการตามกฎหมายอื่น ๆ

ที่มีการบังคับจากทรัพย์สินจน บสท. ได้รับเป็นเงินครบถ้วนแล้ว หรือ บสท.

ดำเนินการจำหน่ายหนี้สูญสำหรับลูกหนี้รายนั้น ๆ ตามหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขที่ บสท. จะกำหนดต่อไป หรือ บสท.

ได้รับเงินจากการโอนสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่นโดยคำนวณเงินที่เรียกเก็บได้สุทธิสำหรับลูกหนี้ปิดบัญชี

จากเงินที่เรียกเก็บได้หักด้วยต้นทุนการรับโอน

๘.๒ ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ หมายถึง

ลูกหนี้ที่มิใช่ลูกหนี้ปิดบัญชี ได้แก่ ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการ

หรือลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามมาตรา ๗๔ และ มาตรา ๕๘

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ทั้งนี้

ให้หมายรวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีข้อยุติในการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ หรือฟื้นฟูกิจการ

โดยคำนวณเงินที่เรียกเก็บได้สุทธิสำหรับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้จากเงินที่เรียกเก็บได้ทั้งหมด

หักด้วยต้นทุนการรับโอน ซึ่งต้นทุนการรับโอนที่จะนำมาหักดังกล่าวให้คำนวณเป็นไปตามประเภทของลูกหนี้

แล้วแต่กรณี ดังนี้

(ก) กรณีมีการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ

และ/หรือฟื้นฟูกิจการ

ให้คำนวณตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ต่อภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนการ

และเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้ แผนปรับโครงสร้างกิจการ

และ/หรือแผนฟื้นฟูกิจการ

โดยภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนดังกล่าวไม่รวมส่วนของการแปลงหนี้เป็นทุน

ยกเว้นส่วนของการแปลงหนี้เป็นทุนในหุ้นของลูกหนี้ที่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ

(mai)ซึ่งมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ

(mai) ณ วันที่อนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ และ/หรือฟื้นฟูกิจการ โดยให้ใช้ราคาปิดของหุ้น ณ

วันดังกล่าวในการคำนวณมูลค่าส่วนของการแปลงหนี้เป็นทุน

เพื่อรวมอยู่ในภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผน

(ข) กรณีมีการดำเนินการตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

และ/หรือกรณีที่ลูกหนี้ที่ยังไม่มีข้อยุติในการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ

หรือฟื้นฟูกิจการ ให้คำนวณตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ ต่อต้นทุนการรับโอน

(ค) กรณีมีการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ

และ/หรือฟื้นฟูกิจการบางส่วนกับมีการดำเนินการตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ บางส่วน

ให้คำนวณตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ต่อภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนการและเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ และ/หรือแผนฟื้นฟูกิจการ

โดยภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนดังกล่าวไม่รวมส่วนของการแปลงหนี้เป็นทุน

ดังเช่นที่กำหนดในข้อ ๘.๒ (ก)

ทั้งนี้ ต้นทุนการรับโอนที่คำนวณตามข้อ ๘.๒ (ก), (ข) และ (ค) จะต้องมีจำนวนไม่เกินกว่าต้นทุนการรับโอนของลูกหนี้แต่ละรายในแต่ละสถาบันผู้โอน

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เมื่อได้ผลรวมของกำไรหรือขาดทุนแล้ว ให้

บสท. และสถาบันผู้โอนรับรู้ผลกำไรหรือผลขาดทุนนั้น

และดำเนินการแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุนระหว่าง บสท. และสถาบันผู้โอนด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้

๙.๑ กรณีที่มีผลกำไร ให้จัดสรรผลกำไรดังนี้

ผลกำไรไม่เกินร้อยละยี่สิบของต้นทุนการรับโอน ให้แบ่งกันคนละครึ่งระหว่าง บสท.

และสถาบันผู้โอน

ผลกำไรที่เหลือทั้งหมดให้สถาบันผู้โอน แต่เมื่อรวมกับผลกำไร ส่วนที่ ๑

ของสถาบันผู้โอนแล้ว ต้องไม่เกินผลต่างระหว่างมูลค่าทางบัญชีและต้นทุนการรับโอน

ผลกำไรส่วนที่เหลือจากส่วนที่ ๒ ให้ บสท. รับไปทั้งหมด

๙.๒ กรณีที่มีผลขาดทุน ให้จัดสรรผลขาดทุนดังนี้

ผลขาดทุนไม่เกินร้อยละยี่สิบของต้นทุนการรับโอน ให้สถาบันผู้โอนรับไปทั้งหมด

ผลขาดทุนที่เหลือจากส่วนที่ ๑ แต่ไม่เกินร้อยละยี่สิบของต้นทุนการรับโอน

ให้แบ่งกันคนละครึ่งระหว่าง บสท. และสถาบันผู้โอน

ผลขาดทุนที่เหลือจากส่วนที่ ๒ ให้ บสท. รับไปทั้งหมด

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ บสท.

จะคำนวณผลกำไรขาดทุน เพื่อดำเนินการแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุนของแต่ละสถาบันผู้โอน

ภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันครบกำหนดการคำนวณผลกำไรขาดทุน ตามที่กำหนดในข้อ ๕

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ เมื่อได้ผลการคำนวณผลกำไรขาดทุน

เพื่อดำเนินการแบ่งปันกำไรหรือขาดทุนตามข้อ ๑๐ แล้ว บสท.

จะส่งรายงานผลการบริหารสินทรัพย์ฉบับเบื้องต้น

พร้อมรายละเอียดการคำนวณรายตัวลูกหนี้ไปยังสถาบันผู้โอนแต่ละรายเพื่อเห็นชอบ ภายใน

๓๐ วัน สถาบันผู้โอนที่มีข้อคัดค้านต้องแจ้งให้ บสท. ทราบ

พร้อมแนบเอกสารหลักฐานชี้แจงเหตุแห่งการคัดค้านดังกล่าว (ถ้ามี) ภายใน ๔๕ วันทำการ

นับจากวันที่ได้รับรายงานผลการบริหารสินทรัพย์ฉบับเบื้องต้น

เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขปรับปรุงผลกำไรหรือขาดทุนดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

และนำส่งรายงานผลการบริหารสินทรัพย์ฉบับทางการ

พร้อมรายละเอียดการคำนวณรายตัวลูกหนี้ไปยังสถาบันผู้โอนแต่ละรายเพื่อทราบ ภายใน ๔๕

วันทำการ นับจากวันครบกำหนดแจ้งข้อคัดค้านของสถาบันผู้โอน

สำหรับผลการแบ่งปันกำไรขาดทุนเมื่อสิ้นปีที่ ๕ และสิ้นปีที่ ๑๐

จะเป็นการคำนวณประมาณการผลกำไรขาดทุนเพื่อให้สถาบันผู้โอนแต่ละรายรับรู้ผลกำไรขาดทุนของแต่ละสถาบัน

ผู้โอน และเมื่อ บสท. บริหารจัดการสินทรัพย์คงเหลือแล้วเสร็จ ให้ดำเนินการดังนี้

๑๑.๑ กรณีที่มีผลกำไร บสท. จะชำระผลกำไรให้แก่สถาบันผู้โอนภายใน ๓๐

วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการบริหารสินทรัพย์ฉบับทางการและสถาบันผู้โอนไม่มีข้อคัดค้านใด

๑๑.๒ กรณีที่มีผลขาดทุน ซึ่งสถาบันผู้โอนจะต้องรับผลขาดทุนนั้น

สถาบันผู้โอนต้องชำระเงินเพื่อชดเชยผลขาดทุนให้ บสท. ภายใน ๓๐ วัน

นับจากวันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการบริหารสินทรัพย์ฉบับทางการและสถาบันผู้โอนไม่มีข้อคัดค้านใด

ๆ เว้นแต่สถาบันผู้โอนจะร้องขอให้ บสท. หักกลบลบหนี้กับจำนวนเงินที่ บสท.

จะต้องชำระตามตราสารหนี้ หรือขอออกหุ้นสามัญให้แก่ บสท.

ในกรณีที่เป็นสถาบันการเงิน ตามที่กำหนดในมาตรา ๓ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ. ๒๕๔๔ โดย บสท. มีสิทธิในการพิจารณาคำร้องขอนั้นตามควรแก่กรณี

การจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ในหมวด

๒ นี้ เป็นการจัดสรรเพื่อการคำนวณและการแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุนตามหมวด ๑

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เงินที่เรียกเก็บได้ก่อนมีข้อยุติในการบริหาร

จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนรายที่ลูกหนี้นำเงินมาชำระให้แก่สถาบันผู้โอนนั้น

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ บสท.

จะดำเนินการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ให้แก่สถาบันผู้โอนดังนี้

๑๔.๑ กรณีมีการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ

หรือฟื้นฟูกิจการให้จัดสรรเมื่อลูกหนี้ได้ชำระหนี้ด้วยเงินสด และ/หรือเมื่อ บสท.

ได้รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอนเพื่อชำระหนี้

หรือหุ้นที่ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุน

และ/หรือได้รับเงินจากการได้รับเงินตามตราสารหนี้ที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้แทนเงินสด

และ/หรือได้รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินและ/หรือการโอนสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่น

๑๔.๒ กรณีมีการดำเนินการตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้จัดสรรเมื่อ บสท.

ได้รับเงินจากการบังคับจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันหรือจากการจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอนตามมาตรา

๗๖ รวมถึงการรับเงินจากการดำเนินการตามมาตรา ๕๘

และ/หรือได้รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินและ/หรือการโอนสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่น

๑๔.๓ กรณีทั่วไป ให้จัดสรรเมื่อ บสท.

ได้รับเงินจากการยื่นขอรับชำระหนี้ตามกระบวนกฎหมายอื่น ๆ หรือการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันโดยกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

การจำหน่ายทรัพย์สินที่ บสท.

ซื้อได้จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

หลักการในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้กรณีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีเจ้าหนี้รายเดียว

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนโดยมีสถาบันผู้โอนเป็นเจ้าหนี้รายเดียว

เงินที่เรียกเก็บได้จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนนั้น

หลักการในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้กรณีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีเจ้าหนี้ตั้งแต่สองรายขึ้นไป

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ กรณีที่มีการระบุการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ทั้งหมดหรือบางส่วนให้แต่ละสถาบันผู้โอนไว้ในมติอนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้

การปรับโครงสร้างกิจการ การฟื้นฟูกิจการ หรือ

ข้อตกลงอื่นใดระหว่างสถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการจัดสรรตามที่กำหนดนั้น

หากมีการโอนสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่น ซึ่งเป็นหนี้ที่มีการระบุการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ทั้งหมดหรือบางส่วนให้แต่ละสถาบันผู้โอนไว้ในมติอนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้

การปรับโครงสร้างกิจการการฟื้นฟูกิจการ

หรือข้อตกลงอื่นใดระหว่างสถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้อง

ให้ดำเนินการจัดสรรตามสัดส่วนเดิมที่ระบุไว้นั้น

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ กรณีที่ไม่มีการระบุการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ให้แต่ละสถาบันผู้โอนไว้ตามที่กำหนดในข้อ

๑๖ ให้ดำเนินการจัดสรรตามลำดับของประเภทของเงินที่เรียกเก็บได้ ดังต่อไปนี้

รายละเอียด

การจัดสรร

๑๗.๑

เงินได้จากการจำหน่ายทรัพย์สิน

ที่เป็นหลักประกัน และผลตอบแทน

จากทรัพย์สินดังกล่าว เช่น ค่าเช่า

เงินปันผล เป็นต้น

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็น

หลักประกันนั้น ตามมูลค่าที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้จริง

กรณีมีสถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็น

หลักประกันมากกว่าหนึ่งราย ให้จัดสรรตามสัดส่วนของ

เงินต้นตามสิทธิสุทธิ เว้นแต่กรณีที่สัญญาสินเชื่อเดิมเป็น

การให้กู้ร่วม (Syndicated Loan) ให้จัดสรรตามสัดส่วน

ที่กำหนดในสัญญาดังกล่าว

กรณีที่มีการจำหน่ายทรัพย์สินหลายแปลง/ชิ้นรวมกัน

จะจัดสรรมูลค่าที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้นตามสัดส่วนของ

ราคาประเมินรายแปลง/ชิ้น ดังนี้

๑. ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์

เช่น ที่ดิน

สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อมูล

ราคาประเมิน ตามลำดับ ดังนี้

๑.๑

ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคา

รายแปลงฉบับล่าสุด

๑.๒ ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคา

ที่ใช้ในการกำหนดราคารับโอนสินทรัพย์

ด้อยคุณภาพของสถาบันผู้โอนนั้น

๑.๓ ราคาประเมินราชการรายแปลง

โดยกรม

ที่ดิน ณ วันที่จำหน่าย

หรือวันที่ใกล้เคียง

กับวันที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้น

๒. ทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์

เช่น เครื่องจักร

เป็นต้น ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อมูลราคา ตามลำดับ

ดังนี้

๒.๑

ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคา

ฉบับล่าสุด

๒.๒

ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคา

ที่ใช้ในการกำหนดราคารับโอนสินทรัพย์

ด้อยคุณภาพของสถาบันผู้โอนนั้น

๑๗.๒

เงินได้ที่ลูกหนี้โอนสิทธิการรับเงิน

ให้แก่สถาบันผู้โอน

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนตามที่ระบุในสัญญาโอนสิทธิ

การรับเงินนั้น กรณีมีสถาบันผู้โอนที่มีสิทธิในเงินนั้น

มากกว่าหนึ่งราย ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อตกลงเดิม

โดยหาก ไม่มีการระบุ ก็ให้จัดสรรตามสัดส่วนของเงินต้น

ตามสิทธิสุทธิ

๑๗.๓

เงินได้จากการจำหน่ายหุ้นที่ได้

จากการแปลงหนี้เป็นทุน และ

ผลตอบแทนจากทรัพย์สินดังกล่าว

จัดสรรจำนวนหุ้นตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

และเมื่อจำหน่ายหุ้นได้ ให้จัดสรรเงินที่ได้จากการ

จำหน่ายให้แก่สถาบันผู้โอน ตามสัดส่วนของจำนวนหุ้น

ที่ได้รับการจัดสรร

๑๗.๔

เงินได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่

มิใช่หลักประกัน และผลตอบแทน

จากทรัพย์สินดังกล่าว เช่น ค่าเช่า

เงินปันผล เป็นต้น

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอน ตามมูลค่าที่จำหน่ายทรัพย์สิน

นั้นได้จริง โดยจัดสรรตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

เว้นแต่

ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มอบไว้เป็นประกันการชำระหนี้

แต่มิได้มีการจำนำหรือจำนองที่มีบุริมสิทธิตามกฎหมาย

เช่น ทรัพย์สินประเภทที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรร

ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เป็นต้น ให้จัดสรร

ตามข้อ ๑๗.๑

กรณีที่มีการจำหน่ายทรัพย์สินหลายแปลง/ชิ้นรวมกัน

จะจัดสรรมูลค่าที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้นตามสัดส่วนของราคา

ประเมินรายแปลง/ชิ้น ดังนี้

๑. ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์

เช่น ที่ดิน

สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อมูล

ราคาประเมิน ตามลำดับดังนี้

๑.๑

ราคาประเมินจากรายงานการประเมิน

ราคารายแปลงฉบับล่าสุด

๑.๒

ราคาประเมินจากรายงานการประเมิน

ราคาที่ใช้ในการกำหนดราคารับโอน

สินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันผู้โอน

นั้น

๑.๓ ราคาประเมินราชการรายแปลง

โดยกรม

ที่ดิน ณ วันที่จำหน่าย

หรือวันที่

ใกล้เคียงกับวันที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้น

๒. ทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์

เช่น เครื่องจักร เป็นต้น ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อมูลราคา ตามลำดับดังนี้

๒.๑

ราคาประเมินจากรายงานการประเมิน

ราคาฉบับล่าสุด

๒.๒

ราคาประเมินจากรายงานการประเมิน

ราคาที่ใช้ในการกำหนดราคารับโอน

สินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันผู้โอนนั้น

๑๗.๕

การชำระหนี้โดยผู้ค้ำประกัน

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้ำประกันนั้น

ตามสัดส่วนของวงเงินค้ำประกันหรือเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า หากไม่มีการกำหนดวงเงิน

ค้ำประกันเป็นจำนวนเงิน จะจัดสรรตามสัดส่วนของเงิน

ต้นตามสิทธิสุทธิ

กรณีที่มีการค้ำประกันเป็นเงินตราต่างประเทศ

ให้แปลงค่าเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ย

ระหว่างธนาคารตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ในอัตราขาย ณ วันรับโอน

๑๗.๖

เงินได้จากการรับชำระเป็นเงินสด

ได้แก่ เงินได้จากการชำระเงินต้น

ดอกเบี้ยต่าง ๆ และ/หรือ เบี้ยปรับ

เงินได้จากการได้รับเงินตาม

ตราสารหนี้ที่ลูกหนี้ชำระแทน

เงินสด เงินที่ได้รับจากการชำระ

บัญชีของกิจการลูกหนี้หรือ

บุคคลอื่นที่แผนปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือ

แผนฟื้นฟูกิจการกำหนด เงินที่

ได้รับจากการดำเนินการตาม

มาตรา ๕๘ แห่งพระราชกำหนด

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไท ย

พ.ศ. ๒๕๔๔ หรือการยื่นคำขอรับ

ชำระหนี้ตามกระบวนการของ

กฎหมายอื่น ๆ เงินที่ได้รับจากการ

จำหน่ายลูกหนี้ที่มีข้อยุติในการ

บริหาร เป็นต้น

(ก) กรณีมีการชำระเป็นเงินสด

เพียงอย่างเดียว

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนดังนี้

(๑) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพไม่มีต้นทุนการรับโอน

จัดสรรเงินสดตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

(๒) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีต้นทุนการรับโอน

กรณีที่เงินสดมีจำนวนมากกว่ายอดรวมของต้นทุน

การรับโอน ให้จัดสรรเงินสดให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์

หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก (Core

Asset) ทุกราย

เต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอนก่อน หากไม่

สามารถระบุทรัพย์สินหลักได้ ให้จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอน

ทุกรายที่มีหลักประกันเต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุน

การรับโอน

ทั้งนี้

เพื่อประโยชน์เฉพาะในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บ

ได้ตามข้อนี้ (ไม่เกี่ยวกับการให้ราคาสำหรับการรับโอน

สินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามคำนิยาม “ต้นทุนการรับโอน”

ตามข้อ ๔) ให้ต้นทุนการรับโอนดังกล่าวหมายรวมถึงราคา

ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มอบไว้เป็นประกันการชำระหนี้แต่มิได้มี

การจำนำ จำนองที่มีบุริมสิทธิตามกฎหมายด้วย โดยต้นทุน

การรับโอนของทรัพย์สินที่รวมถึงนี้ให้ใช้ราคาประเมิน

ตามรายงานการประเมินฉบับที่ใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ หรือฟื้นฟูกิจการ เป็นราคาต้นทุน

การรับโอนเต็มจำนวน

หากมีเงินสดคงเหลือให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่

เกี่ยวข้องทุกราย ตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

กรณีที่เงินสดมีจำนวนน้อยกว่ายอดรวมของต้นทุน

การรับโอน ให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์

หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก ตามสัดส่วนของต้นทุนการ

รับโอนก่อนแล้ว จึงจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์

หลักประกันอื่น ตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอน ทั้งนี้

ต้นทุนการรับโอนดังกล่าวให้รวมถึงราคาทรัพย์สินที่

กล่าวถึงตาม (๒) วรรคสองด้วย

(ข) กรณีมีการชำระเป็นเงินสด

และเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่น

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนตามลำดับของประเภทเงิน

ที่เรียกเก็บได้ดังกล่าวข้างต้น แล้วจึงจัดสรรเงินสดให้แก่

สถาบันผู้โอน ดังนี้

(๑) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพไม่มีต้นทุนการรับโอน

จัดสรรเงินสดตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิคงเหลือ

หลังจากหักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงิน

ที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่นทั้งหมด

(๒) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีต้นทุนการรับโอน

กรณีที่เงินสดมีจำนวนมากกว่ายอดรวมของต้นทุนการ

รับโอน ให้จัดสรรเงินสดให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์

หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก (Core

Asset) ทุกรายเต็ม

ตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอนคงเหลือหลังจาก

หักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงินที่เรียกเก็บได้

ประเภทอื่นทั้งหมดก่อน หากไม่สามารถระบุทรัพย์สิน

หลักได้ ให้จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนทุกรายที่มีหลักประกัน

เต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอนคงเหลือ

หลังจากหัก ด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงิน

ที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่นทั้งหมด

ทั้งนี้

เพื่อประโยชน์เฉพาะในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บ

ได้ตามข้อนี้ (ไม่เกี่ยวกับการให้ราคาสำหรับการรับโอน

สินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามคำนิยาม “ต้นทุนการรับโอน”

ตามข้อ ๔) ให้ต้นทุนการรับโอนดังกล่าวหมายรวมถึงราคา

ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มอบไว้เป็นประกันการชำระหนี้แต่มิได้มี

การจำนำ จำนองที่มีบุริมสิทธิตามกฎหมายด้วย โดยต้นทุน

การรับโอนของทรัพย์สินที่รวมถึงนี้ให้ใช้ราคาประเมิน

ตามรายงานการประเมินฉบับที่ใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ หรือฟื้นฟูกิจการ เป็นราคาต้นทุน

การรับโอนเต็มจำนวน

หากมีเงินสดคงเหลือให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่

เกี่ยวข้องทุกราย ตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

กรณีที่เงินสดมีจำนวนน้อยกว่ายอดรวมของต้นทุน

การรับโอนคงเหลือหลังจากหักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรร

จากเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่นทั้งหมด ให้จัดสรรแก่

สถาบันผู้โอน ที่มีทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก

ตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอนคงเหลือดังกล่าวก่อน

แล้วจึงจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันอื่น

ตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอนคงเหลือ ทั้งนี้ ต้นทุน

การรับโอนดังกล่าวให้รวมถึงราคาทรัพย์สินที่กล่าวถึงตาม

(๒) วรรคสองด้วย

๑๗.๗

การจำหน่ายทรัพย์ที่ได้จากการ

บังคับหลักประกันตามมาตรา ๗๔

และ/หรือมาตรา ๕๘ วรรคท้าย

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหาร

สินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนตามข้อ ๑๗.๑ ถึงข้อ ๑๗.๖

แล้วแต่กรณี

๑๗.๘

การจำหน่ายทรัพย์ที่ บสท. รับโอน

ตามมาตรา ๗๖ แห่งพระราชกำหนด

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ. ๒๕๔๔ หรือ บสท. ซื้อมาจาก

การขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี

หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนตามข้อ ๑๗.๑ ถึงข้อ ๑๗.๖

แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ หากเงินที่เรียกเก็บได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

ตามข้อ ๑๗.๑ และ/หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มอบไว้เป็นประกันการชำระหนี้

แต่มิได้มีการจำนำหรือจำนองที่มีบุริมสิทธิตามกฎหมาย เช่น ทรัพย์สินประเภทที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน

เป็นต้น ตามข้อ ๑๗.๔

มีจำนวนน้อยกว่าเงินต้นตามสิทธิสุทธิของสถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้น

ให้จัดสรรเงินดังกล่าวให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเท่านั้น

แม้ว่าจะมีการกำหนดไว้เป็นอื่นใดในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการก็ตาม

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ กรณีที่มีการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันตามข้อ

๑๗.๑ และทรัพย์สินดังกล่าวมีการจดทะเบียนจำนองต่างลำดับกัน ให้จัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ให้แต่ละสถาบันผู้โอนเต็มตามจำนวนผลรวมของเงินต้นตามสิทธิบวกดอกเบี้ยตามสิทธิ

ทั้งนี้ ผลรวมจะต้องไม่มากกว่าผลรวมของวงเงินจำนองของแต่ละสถาบันผู้โอนในแต่ละลำดับ

กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นเวลาไม่เกิน ๕ ปี

และผลรวมของวงเงินจำนองในทุกลำดับของแต่ละสถาบันผู้โอนต้องไม่มากกว่าเงินต้นตามสิทธิของสถาบันผู้โอนนั้น

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ตามข้อ

๑๗ นั้น

จำนวนเงินที่เรียกเก็บได้ที่สถาบันผู้โอนแต่ละรายจะได้รับการจัดสรรในครั้งแรก

ต้องไม่เกินผลรวมของมูลค่าทางบัญชี

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ หากมีเงินที่เรียกเก็บได้คงเหลือ

หลังจากจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ให้แก่สถาบันผู้โอนเต็มตามจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อ

๒๐ แล้ว ให้จัดสรรเงินคงเหลือดังกล่าวให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในเงินนั้น

หากไม่สามารถระบุสถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิได้

จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนแต่ละรายตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินที่เรียกเก็บได้ไปลงทุน

จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนโดยคำนวณทุกสิ้นเดือนที่มีผลตอบแทนเกิดขึ้นตามสัดส่วนของเงินรับชำระของแต่ละสถาบันผู้โอนที่มีรายการรับชำระ

ณ สิ้นเดือนนั้น และเมื่อครบกำหนดการคำนวณผลกำไรขาดทุนตามระยะเวลาที่กำหนดในข้อ ๕

จะนำไปคำนวณผลกำไรขาดทุนของแต่ละสถาบันผู้โอน ตามที่กำหนดในข้อ ๖

การจัดสรรค่าใช้จ่ายทั้งปวง

และดอกเบี้ยตราสารหนี้

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ค่าใช้จ่ายทั้งปวงและดอกเบี้ยตราสารหนี้

จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนตามแนวทางการจัดสรร ดังต่อไปนี้

รายละเอียด

การจัดสรร

๒๓.๑

ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

(ก) ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เกิดขึ้น

ก่อนการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

ครั้งแรก (ก่อนวันที่ ๑๕ ตุลาคม

๒๕๔๔)

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนในปีที่ ๕ ก่อนการคำนวณ

ผลกำไรขาดทุน โดยวิธีถ่วงน้ำหนัก ๕๐ : ๕๐ ตาม

จำนวนรายและมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์

ด้อยคุณภาพที่รับโอนทั้งหมด แล้วจึงจัดสรรให้

แต่ละรายลูกหนี้ตามสัดส่วนของมูลค่าทางบัญชี

(ข) ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เกิดขึ้น

หลังการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

(ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๔

เป็นต้นไป)

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนทุกสิ้นเดือน โดยวิธีถ่วง

น้ำหนัก ๕๐ : ๕๐ ตามจำนวนรายและมูลค่า

ทางบัญชีของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนทั้งหมด

หักด้วยลูกหนี้ปิดบัญชี โดยจะนำลูกหนี้ปิดบัญชี

มาคำนวณถึงเดือนถัดจากเดือนที่ลูกหนี้ปิดบัญชี

แล้วจึงจัดสรรให้แต่ละรายลูกหนี้ตามสัดส่วนของมูลค่า

ทางบัญชีจนถึงเดือนถัดจากเดือนที่ลูกหนี้ปิดบัญชี

(ค) ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เกิดจาก

ทรัพย์สินถาวร

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนในปีที่ ๕ และปีที่ ๑๐

ก่อนการคำนวณผลกำไรขาดทุน โดยวิธีถ่วงน้ำหนัก

๕๐ : ๕๐ ตามจำนวนรายและมูลค่าทางบัญชีของ

สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนทั้งหมด แล้วจึง

จัดสรรให้แต่ละรายลูกหนี้ตามสัดส่วนของมูลค่า

ทางบัญชี

๒๓.๒

ค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกหนี้

กรณีที่สามารถระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายของสถาบันผู้โอนใด

ให้จัดสรรค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงให้แก่สถาบันผู้โอนนั้น

หากไม่สามารถระบุได้ ให้จัดสรรค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

จริงให้แก่ลูกหนี้ตามสัดส่วนของมูลค่าทางบัญชี แล้ว

จึงจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนแต่ละรายที่เกี่ยวข้องกับ

ลูกหนี้นั้น ๆ ตามสัดส่วนของมูลค่าทางบัญชี

๒๓.๓

ค่าจ้างตามสัญญาจ้าง

จัดสรรให้แก่ลูกหนี้ที่อยู่ในสัญญาจ้าง ตามเงื่อนไข

ที่กำหนดในสัญญาจ้าง

๒๓.๔

ดอกเบี้ยตราสารหนี้

จัดสรรให้แต่ละสถาบันผู้โอน โดยคำนวณตั้งแต่วันที่

รับโอนถึงวันก่อนวันที่ไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ กรณีที่มีรายได้อื่น

ๆ ซึ่งไม่สามารถระบุลูกหนี้หรือสถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้องกับเงินนั้นได้ เช่น

เงินมัดจำการประมูลทรัพย์สินรอการขายที่ถูกริบจะด้วยเหตุใดก็ตาม เป็นต้น

ให้นำไปหักค่าใช้จ่ายส่วนกลางของเดือนที่เกิดรายได้อื่น ๆ นั้น

ก่อนจะทำการจัดสรรตามข้อ ๒๓.๑ (ข) ต่อไป

ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๔

ประกาศ

ณ วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔

คุณหญิงชฎา

วัฒนศิริธรรม

ประธานกรรมการ

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ปริยานุช/ผู้จัดทำ

๒๐ มิถุนายน

๒๕๕๔

ณัฐวดี/ตรวจ

๒๐ มิถุนายน

๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๘/ตอนพิเศษ ๖๕ ง/หน้า ๖๓/๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๔

24 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_a2d058d35901031d

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com