法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดเวลาทำงาน วันหยุดงานของลูกจ้าง การใช้แรงงานหญิงและเด็ก การจ่ายค่าจ้าง และการจัดให้มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง (ฉบับ Update ณ วันที่ 09/04/2506) (ฉบับที่ 2)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
60
มาตรา อารัมภบท

ประกาศกระทรวงมหาดไทย

ประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง กำหนดเวลาทำงาน วันหยุดงานของลูกจ้าง การ

ใช้แรงงานหญิงและเด็ก การจ่ายค่าจ้าง และการจัด

ให้มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒

แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ กระทรวงมหาดไทยจึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๓๑

ตุลาคม ๒๕๐๑ เรื่องกำหนดเวลาทำงาน วันหยุดงานของลูกจ้าง การใช้แรงงานหญิงและเด็ก

และการจ่ายค่าจ้าง และประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๐๑

เรื่องการจัดให้มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ภายใต้บังคับส่วนที่ ๒

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับแก่งานอุตสาหกรรม หรืองานพาณิชยกรรมที่ใช้ลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในประกาศนี้

“งานอุตสาหกรรม” หมายความถึง

(๑) การทำเหมืองแร่ เหมืองหิน

หรือกิจการอื่นใดที่เกี่ยวกับการขุดค้นแร่ธาตุ

(๒) การผลิต เปลี่ยนแปลง ประกอบ

ทำความสะอาด ซ่อมแซม ตบแต่ง ทำให้สำเร็จรูป สงวนรักษา ดัดแปลงเพื่อจำหน่าย

ทำให้แตกหัก รื้อถอนหรือแปรรูปซึ่งวัตถุหรือทรัพย์สิน และรวมถึงการต่อเรือ

การให้กำเนิด แปลง และจ่ายไฟฟ้า หรือพลังงานอย่างอื่น

(๓) การก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง

บำรุงรักษา ซ่อมแซม ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร ทางรถไฟ ทางรถราง ท่าเรือ อู่เรือ

สะพานเทียบเรือ ทางน้ำในประเทศ ถนน อุโมงค์ สะพาน ท่อระบาย บ่อน้ำ โทรเลข โทรศัพท์

ไฟฟ้า ก๊าซหรือประปา หรืองานก่อสร้างอื่นๆ รวมทั้งการเตรียมหรือวางรากฐานของงานก่อสร้างหรือโครงสร้างนั้นๆ

หรือ

(๔) การขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าทางถนน

รถไฟ ทางน้ำในประเทศ หรือทะเลรวมทั้งการขนถ่ายสินค้าที่อู่เรือ ที่เทียบเรือ

สะพานเทียบเรือ ท่าเรือ หรือโรงพักสินค้า

“งานพาณิชยกรรม” หมายความถึง

(๑) การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน

การให้เช่า การให้เช่าซื้อ การรับฝาก การกู้ยืมการรับจำนำ การรับจำนอง การธนาคาร

การโอนหรือจัดส่งเงิน การรับประกันภัยหรือประกันชีวิตหรือธุรกิจที่ให้บริการโดยเรียกร้องค่าตอบแทนเป็นเงิน

(๒) งานในสำนักงาน ซึ่งรวมถึง

งานจัดการ งานวิทยาการ งานวิชาชีพ งานเสมียนพนักงาน หรืองานธุรการอื่นๆ

ทั้งนี้หากการทำงานส่วนใหญ่ทำอยู่ในสำนักงาน

(๓)

กิจการที่มีลักษณะผสมระหว่างงานอุตสาหกรรมและงานพาณิชยกรรม เว้นแต่ส่วนใหญ่ของกิจการนั้นเป็นงานอุตสาหกรรม

ทั้งนี้

ไม่รวมถึงกิจการของสถานพยาบาล สโมสร สมาคม สถานสงเคราะห์เพื่อการกุศล มูลนิธิ

โรงเรียนราษฎร์ โรงแรม หอพัก ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม หรือสถานมหรสพ

“นายจ้าง” หมายความถึง

บุคคลซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้

“ลูกจ้าง” หมายความถึง

บุคคลซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้างในงานอุตสาหกรรม หรืองานพาณิชยกรรม

แต่ไม่รวมถึงข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการฝ่ายตุลาการ

ข้าราชการส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล และพนักงานสุขาภิบาล ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นๆ

และพนักงานองค์การของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีการบรรจุ

การแต่งตั้ง การออกจากงานตลอดจนวินัยทำนองเดียวกับข้าราชการพลเรือน

“ลูกจ้างรายเดือน” หมายความถึง ลูกจ้างซึ่งรับค่าจ้างคำนวณเป็นรายเดือน

ซึ่งได้รับค่าจ้างในวันหยุดงานประจำสัปดาห์ด้วย

“ลูกจ้างชั่วคราว” หมายความถึง

ลูกจ้างซึ่งทำงานที่มีลักษณะของงานเป็นการไม่สม่ำเสมอ เป็นการจร เป็นครั้งคราว

หรือเป็นไปตามฤดูกาล ทั้งนี้ โดยมีระยะเวลาทำงานติดต่อกันไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน

โดยนับรวมวันหยุดงานซึ่งลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานตามประกาศนี้ และวันหยุดงานอื่นซึ่งนายจ้างยินยอมให้ลูกจ้างหยุดเข้าด้วย

“ผู้ควบคุมบังคับบัญชา”

หมายความถึง ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของนายจ้าง

ในเรื่องการจ้าง ย้าย พนักงาน ให้ออก ไล่ออก ปลดออก ให้กลับเข้าทำงาน มอบงานให้ทำ

ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำงาน หรือลงโทษทางวินัย และมีอำนาจและหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง

หรือลูกจ้างซึ่งมีอำนาจและหน้าที่เสนอให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้

โดยมีอำนาจใช้ดุลพินิจของตนเอง

“ค่าจ้าง” หมายความถึง

สินจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เป็นการตอบแทนการทำงานของลูกจ้าง

ไม่ว่าสินจ้างนั้นจะเรียกชื่อหรือคำนวณอย่างไรก็ตาม แต่ไม่รวมถึงค่าล่วงเวลา

ค่าล่วงเวลาในวันหยุด โบนัส

หรือผลประโยชน์อย่างอื่นที่มีลักษณะเป็นการสงเคราะห์ลูกจ้าง

“ค่าล่วงเวลา” หมายความถึง

เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานเกินกำหนดเวลาทำงานปกติ

“ค่าล่วงเวลาในวันหยุด”

หมายความถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานในวันหยุดงานประจำสัปดาห์

ในวันหยุดงานตามประเพณีนิยม หรือในวันหยุดงานพักผ่อนประจำปี

“วัน” หมายความถึง ระยะเวลาเริ่มตั้งแต่ลูกจ้างเข้าทำงานเป็นต้นไปจนครบยี่สิบสี่ชั่วโมงติดต่อกัน

“เดือน” หมายความถึง สามสิบวันติดต่อกัน

“เจ้าหน้าที่ตรวจแรงงาน”

หมายความถึง เจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งเพื่อปฏิบัติการตามประกาศนี้

“เจ้าหน้าที่ออกใบอนุญาต”

หมายความถึง เจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งเพื่อปฏิบัติการตามประกาศนี้

“อธิบดี” หมายความถึง อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์

การใช้แรงงานทั่วไป

เวลาทำงาน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ เวลาทำงานของลูกจ้างให้กำหนด ดังนี้

(๑) งานอุตสาหกรรม

โดยปกติจะเกินสัปดาห์ละสี่สิบแปดชั่วโมงไม่ได้

งานอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยหรือร่างกายของลูกจ้าง

ห้ามมิให้เกินสัปดาห์ละสี่สิบสองชั่วโมง

งานใด

เป็นงานอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยหรือร่างกายของลูกจ้างให้เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด

(๒) งานพาณิชยกรรม

โดยปกติจะเกินสัปดาห์ละห้าสิบสี่ชั่วโมงไม่ได้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ลูกจ้างมีเวลาหยุดพักผ่อนติดต่อกันไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งชั่วโมง

เวลาพักผ่อนนี้ให้กำหนดหลังจากที่ลูกจ้างได้ทำงานมาแล้วในวันนั้นไม่เกินห้าชั่วโมงและไม่ให้นับรวมเป็นเวลาทำงาน

นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันให้มีเวลาพักผ่อนน้อยกว่าครั้งละหนึ่งชั่วโมงก็ได้

แต่จะต้องไม่น้อยกว่าครั้งละยี่สิบนาทีและเมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง

ความในสองวรรคก่อน

มิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ลูกจ้างต้องทำงานในหน้าที่อันมีลักษณะที่ลูกจ้างอาจมีเวลาพักผ่อนไปได้ในตัว

โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแล้ว

วันหยุดงาน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานประจำสัปดาห์ได้ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละหนึ่งวันการหยุดงานประจำสัปดาห์แต่ละครั้ง

จะต้องมีระยะเวลาห่างกันไม่เกินเจ็ดวัน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ลูกจ้างซึ่งมิใช่ลูกจ้างชั่วคราว

มีสิทธิหยุดงานตามประเพณีนิยมได้ไม่น้อยกว่าปีละสิบสองวัน ถ้าวันหยุดงานตามประเพณีนิยมตรงกับวันหยุดงานประจำสัปดาห์

ก็ให้เลื่อนไปหยุดในวันถัดไป

วันหยุดงานตามประเพณีนิยม

ให้เป็นไปตาม ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ลูกจ้างซึ่งได้ทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน

มีสิทธิหยุดงานพักผ่อนประจำปีได้ไม่น้อยกว่าปีละหกวัน โดยไม่นับรวมกับวันหยุดงานประจำสัปดาห์และวันหยุดงานตามประเพณีนิยม

ทั้งนี้ ให้นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างผลัดเปลี่ยนกันหยุด

สิทธิในการหยุดงานพักผ่อนประจำปีดังกล่าวแล้วให้ใช้ได้เฉพาะปี

เว้นแต่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้นับรวมกับปีต่อๆ ไปได้

เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาตามข้อนี้

ให้รวมวันหยุดงานซึ่งลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานตามประกาศนี้ และวันหยุดงานอื่น

ซึ่งนายจ้างยินยอมให้ลูกจ้างหยุดเข้าด้วย

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในกรณีที่เป็นงานอันมีลักษณะที่จะต้องทำติดต่อกันไปโดยจะหยุดเสียมิได้

หรือเป็นงานฉุกเฉิน ซึ่งถ้าจะให้ลูกจ้างหยุดงานประจำสัปดาห์ หยุดงานตามประเพณีนิยม

หรือหยุดงานพักผ่อนประจำปี จะเสียหายแก่งานของนายจ้าง

นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดนั้นเท่าที่จำเป็นก็ได้

การให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดงานพักผ่อนประจำปี

ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ลูกจ้างซึ่งมิใช่ลูกจ้างชั่วคราวมีสิทธิหยุดพักรักษาตัวได้ไม่น้อยกว่าปีละสามสิบวัน

โดยไม่นับรวมกับวันหยุดงานประจำสัปดาห์ วันหยุดงานตามประเพณีนิยมและวันหยุดงานพักผ่อนประจำปี

การหยุดพักรักษาตัวแต่ละครั้ง นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง

แต่ในกรณีที่ไม่มีแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันเอง

ในกรณีที่นายจ้างจัดแพทย์ไว้ให้แล้ว

ให้ใช้แพทย์ดังกล่าว เว้นแต่ลูกจ้างไม่สามารถให้แพทย์นั้นตรวจได้

ค่าใบรับรองแพทย์ตามข้อนี้ให้นายจ้างเป็นผู้ออก

สิทธิในการหยุดพักรักษาตัวดังกล่าวแล้ว

ให้ใช้ได้เฉพาะปี และเพื่อประโยชน์แห่งข้อนี้

คำว่าปีนั้นให้นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน

การจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ลูกจ้างซึ่งหยุดงานในวันหยุดงานตามประเพณีนิยม

ตามข้อ ๗ หรือในวันหยุดงานพักผ่อนประจำปีตามข้อ ๘ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้เช่นเดียวกับวันทำงานตลอดเวลาที่หยุดนั้น

ลูกจ้างซึ่งหยุดพักรักษาตัวตามข้อ

๑๐ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างที่ลูกจ้างนั้นได้รับอยู่ตลอดเวลาที่หยุดนั้น

และต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามที่ลูกจ้างได้จ่ายจริงแต่ค่ารักษาพยาบาลนั้น

ต้องไม่เกินจำนวนค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับตลอดเวลาที่หยุดพักรักษาตัวอยู่นั้น

ทั้งนี้

เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายให้ในอัตรามากกว่านั้นอยู่แล้ว

ลูกจ้างรายเดือน

ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างตามความในข้อนี้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ลูกจ้างซึ่งได้รับเงินค่าทดแทนตามความในประกาศของกระทรวงมหาดไทย

เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าทดแทนตลอดจนจำนวนเงินค่าทดแทน ลงวันที่ ๓๑

ตุลาคม ๒๕๐๑ หรือลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๐๑ แล้ว ไม่มีสิทธิรับค่าจ้างและค่ารักษาพยาบาลตามข้อ

๑๑ วรรคสอง ตลอดเวลาที่หยุดพักรักษาตัวนั้น

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ นายจ้างซึ่งใช้ลูกจ้างทำงานเกินกำหนดเวลาในข้อ

๔ (๑) วรรคแรก หรือ (๒) หรือใช้ลูกจ้างทำงานเกินกำหนดเวลาที่ตกลงกัน

นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างนั้นในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของค่าจ้างที่ลูกจ้างนั้นได้รับอยู่

โดยคิดเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมงตามชั่วโมงที่ลูกจ้างได้ทำเพิ่มขึ้น

การคำนวณเวลาทำงานเพื่อจ่ายค่าล่วงเวลาตามความในวรรคก่อน

มิให้นับชั่วโมงทำงานที่ลูกจ้างทำงานในวันหยุดงานประจำสัปดาห์ตามข้อ ๑๕

ในวันหยุดงานตามประเพณีนิยมหรือในวันหยุดงานพักผ่อนประจำปีตามข้อ ๑๖

มารวมเพื่อคำนวณเป็นค่าล่วงเวลาด้วย

ในกรณีการจ่ายค่าจ้างตามผลของงานของลูกจ้างให้คำนวณการจ่ายค่าล่วงเวลาตามจำนวนผลงานที่ลูกจ้างทำเกินกำหนดเวลาทำงานปกติ

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ลูกจ้างซึ่งทำงานต่อไปนี้

ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ ๑๓

(๑) งานผู้ควบคุมบังคับบัญชา

(๒)

งานวิทยาการหรืองานของผู้เชี่ยวชาญ

(๓)

งานในหน้าที่ซึ่งต้องรักษาความลับและต้องใช้ความไว้วางใจโดยเฉพาะ

(๔) งานขบวนการจัดงานรถไฟ

(๕) งานขนส่งสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์

(๖)

งานขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าทางน้ำในประเทศหรือทะเล

(๗) งานข่ายทางสายหรือชุมสาย

โทรเลข โทรศัพท์หรือวิทยุคมนาคม

(๘) งานขุดลอกร่องน้ำ

(๙) งานเปิดปิดประตูน้ำ ประตูระบาย

หรืออ่างเก็บน้ำ

(๑๐)

งานอ่านระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำ

(๑๑) งานดูแลรักษาคลองหรือคันคลอง

คันกั้นน้ำหรือทำนบ

(๑๒) งานเฝ้าหรือดูแลสถานที่

(๑๓) งานดับเพลิง หรือ

(๑๔)

งานที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นอกสถานที่ทำงานโดยไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน

ทั้งนี้

เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้าง

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ถ้านายจ้างใช้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดงานประจำสัปดาห์

นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังต่อไปนี้

(๑) ลูกจ้างรายเดือน

ไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของค่าจ้างที่ลูกจ้างนั้นได้รับอยู่ในวันทำงานปกติ

(๒)

ลูกจ้างซึ่งจ้างเป็นรายวันหรือรายชั่วโมง ไม่น้อยกว่าสองเท่าของค่าจ้างที่ลูกจ้างนั้นได้รับอยู่ในวันหรือชั่วโมงทำงานปกติ

(๓)

ลูกจ้างซึ่งจ้างโดยรับค่าจ้างคำนวณตามผลของงานไม่น้อยกว่าสองเท่าของผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในวันนั้น

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ถ้านายจ้างใช้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดงานตามประเพณีนิยมหรือในวันหยุดงานพักผ่อนประจำปี

นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังต่อไปนี้

(๑) ลูกจ้างรายเดือน

ไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของค่าจ้างที่ลูกจ้างนั้นได้รับอยู่ในวันทำงานปกติ

(๒)

ลูกจ้างซึ่งจ้างเป็นรายวันหรือรายชั่วโมง ไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของค่าจ้างที่ลูกจ้างนั้นได้รับอยู่ในวันหรือชั่วโมงทำงานปกติ

(๓)

ลูกจ้างซึ่งจ้างโดยรับค่าจ้างคำนวณตามผลของงานไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในวันนั้น

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมบังคับบัญชา

ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามข้อ ๑๕ และข้อ ๑๖ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในกรณีที่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาในอัตรามากกว่าที่ได้กำหนดไว้ในข้อ

๑๓ หรือตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตรามากกว่าที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๑๕ หรือข้อ

๑๖ ก็ให้เป็นไปตามนั้น

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุดต้องจ่ายเป็นเงินตราไทยถ้าจะจ่ายเป็นเช็คหรือเงินตราต่างประเทศต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา

และค่าล่วงเวลาในวันหยุดทั้งหมดหรือแต่บางส่วนด้วยบัตร

หรือสิ่งของอื่นใดแทนเงินดังกล่าวนั้น เว้นแต่ในงานบางอย่างที่มีประเพณีนิยมและเพื่อประโยชน์ของลูกจ้าง

ให้จ่ายค่าจ้างบางส่วนเป็นสิ่งของได้ แต่สิ่งของนั้นจะต้องมีจำนวนไม่เกินสมควรและเป็นประโยชน์ในการอุปโภคหรือบริโภคของลูกจ้างและของครอบครัวของลูกจ้าง

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา

และค่าล่วงเวลาในวันหยุดเพื่อการอื่น

นอกจากที่กฎหมายบัญญัติหรือที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันไว้ก่อน

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง

ค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง ณ สถานที่ที่ลูกจ้างทำงาน

ถ้าจะจ่าย ณ สถานที่อื่นต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง

ค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด ณ สถานที่ขายเครื่องดื่ม อาหาร

หรือสิ่งของอื่นใด เว้นแต่ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่ดังกล่าวนั้น

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในการกำหนดค่าจ้าง

ค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้ถือคุณภาพและปริมาณของงานเป็นเกณฑ์งานอันมีลักษณะและสภาพอย่างเดียวกันให้กำหนดเท่ากันไม่ว่าลูกจ้างจะเป็นชายหรือหญิง

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา

และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

(๑) ไม่เกินเจ็ดวันต่อหนึ่งครั้ง

ในกรณีที่คำนวณเป็นรายชั่วโมง รายวันหรือรายสัปดาห์

(๒) ไม่น้อยกว่าเดือนละสองครั้งในระยะเวลาไม่เกินสิบหกวันต่อครั้งในกรณีที่คำนวณเป็นรายปักษ์

(๓)

ไม่เกินเดือนละหนึ่งครั้งในกรณีที่คำนวณเป็นรายเดือน หรือ รายปี หรือ

(๔)

ไม่น้อยกว่าเดือนละสองครั้งในระยะเวลาไม่เกินสิบหกวันต่อครั้งในกรณีที่คำนวณตามผลของงาน

ทั้งนี้ เว้นแต่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกำหนดเวลาหรือมีประเพณีกันเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ถ้านายจ้างผิดนัดในการจ่ายค่าจ้าง

ค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด

นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี

ถ้านายจ้างจงใจผิดนัดในการจ่ายเงินดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันถึงกำหนดจ่าย

นายจ้างจะต้องจ่ายเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างชำระทุกระยะเวลาเจ็ดวัน

ถ้านายจ้างพร้อมที่จะชำระเงินดังกล่าวในสองวรรคก่อนและได้นำไปมอบไว้ต่อผู้อำนวยการส่วนแรงงาน

กรมประชาสงเคราะห์ สำหรับในเขตจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด

สำหรับในเขตจังหวัดของตน แล้วแต่กรณี

การจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มสำหรับเวลาต่อไปให้เป็นอันระงับแต่วันที่นายจ้างนำเงินดังกล่าวนั้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มไปมอบไว้เป็นต้นไป[๑]

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ถ้านายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานโดยไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง

นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามส่วนของวันหยุดงานพักผ่อนประจำปี

ซึ่งลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานพักผ่อนประจำปีตามข้อ ๘ อีกด้วย

เงินชดเชย

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

ในกรณีที่เป็นการจ้างโดยไม่มีกำหนดเวลา ถ้านายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงาน

และลูกจ้างนั้นได้ทำงานติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

นายจ้างต้องชี้แจงเหตุผลให้ลูกจ้างทราบและต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างนั้นเท่ากับค่าจ้างที่ได้รับอยู่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

ถ้านายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งมิใช่ลูกจ้างชั่วคราวออกจากงานและลูกจ้างนั้นได้ทำงานติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า

สามสิบวันแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นายจ้างต้องชี้แจงเหตุผลให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

มิฉะนั้นต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างนั้นเท่ากับค่าจ้างที่ได้รับอยู่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

ทั้งนี้ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวนมากกว่านั้นอยู่แล้ว

เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาตามข้อนี้ให้รวมวันหยุดงานซึ่งลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานตามประกาศนี้

และวันหยุดงานอื่นซึ่งนายจ้างยินยอมให้ลูกจ้างหยุดเข้าด้วย

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามข้อ ๒๗ ในเมื่อสั่งให้ลูกจ้างออกจากงานในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) ลูกจ้างกระทำการโดยจงใจ

เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(๒)

ลูกจ้างกระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(๓) ลูกจ้างฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ

หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง อันอาจเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(๔)

ลูกจ้างละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างบ่อยครั้ง

หรือจงใจขัดคำสั่งเช่นว่านั้น

(๕)

ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่ติดต่อกันเป็นเวลาเกินเจ็ดวันโดยปราศจากเหตุผล

(๖)

ลูกจ้างกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือ

(๗)

ลูกจ้างกระทำความผิดต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่ความผิดที่เป็นลหุโทษ

การใช้แรงงานหญิงและเด็ก

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

ความในส่วนนี้ให้ใช้บังคับแก่งานอุตสาหกรรมหรืองานพาณิชยกรรมที่ใช้หญิงหรือเด็กเป็นลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป

ไม่ว่าจะเป็นงานพาณิชยกรรมที่อยู่ในข้อยกเว้นตามข้อ ๓ หรือไม่ก็ตาม

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

เพื่อประโยขน์ในการตรวจตราและการควบคุมการใช้แรงงานหญิงและเด็กให้เป็นไปตามความในส่วนนี้

ให้นำความในส่วนที่ ๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

การใช้แรงงานหญิง

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ห้ามมิให้นายจ้างใช้หญิงเป็นลูกจ้างทำงานดังต่อไปนี้

(๑)

งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องกำลังทำงาน

(๒)

งานที่ต้องทำบนนั่งร้านซึ่งสูงกว่าพื้นดินสิบเมตรขึ้นไป

(๓) งานใช้เลื่อยวงเดือน

(๔)

งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ

(๕) งานเหมืองแร่ที่ต้องทำใต้ดิน

เว้นแต่งานในหน้าที่เกี่ยวกับงานในสำนักงานหรืองานเกี่ยวกับอนามัยหรือสวัสดิการ

หรือ

(๖) งานอื่นๆ

ตามที่กระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒

ห้ามมิให้นายจ้างใช้หญิงเป็นลูกจ้างทำงาน ยก แบก หาบ หาม ทูน ลาก หรือ

เข็นของหนักเกินอัตราน้ำหนักที่กำหนดดังต่อไปนี้

(๑) สามสิบกิโลกรัม สำหรับการยก

แบก หาบ หาม ทูนหรือลากของในที่ราบ

(๒) ยี่สิบห้ากิโลกรัม สำหรับการยก

แบก หาบ หาม ทูนหรือลากของซึ่งต้องขึ้นบันไดหรือที่สูง

(๓) หกร้อยกิโลกรัม

สำหรับการเข็นของที่ต้องบรรทุกล้อเลื่อนที่ใช้ราง หรือ

(๔) สามร้อยกิโลกรัม

สำหรับการเข็นของที่ต้องบรรทุกล้อเลื่อนที่ไม่ใช้ราง

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ห้ามมิให้นายจ้างใช้หญิงเป็นลูกจ้างทำงานในสถานที่ทำงานและในระหว่างเวลาดังต่อไปนี้

(๑) งานอุตสาหกรรม ในระหว่างเวลา

๒๒.๐๐ นาฬิกา และ ๐๖.๐๐ นาฬิกา

(๒) งานพาณิชยกรรม ในระหว่างเวลา

๒๔.๐๐ นาฬิกา และ ๐๖.๐๐ นาฬิกา

เว้นแต่งานอันมีลักษณะที่จะต้องทำติดต่อกันไป

หรือเป็นงานกะ หรือเป็นงานซึ่งตามลักษณะและสภาพที่จะต้องทำในระหว่างเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ในเมื่อได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ออกใบอนุญาตแล้ว

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ห้ามมิให้นายจ้างรับหญิงซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีที่ยังมิได้ทำการสมรสเป็นลูกจ้างทำงานในสโมสรราตรี

สถานเต้นรำ สถานฝึกสอนเต้นรำ สถานขายและเสพสุรา สถานอาบนวด โรงแรมหรือสถานที่อื่นๆ

ตามที่กระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ถ้าได้นำใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งมาแสดง

มีสิทธิหยุดงานสามสิบวันก่อนวันคลอด และสามสิบวันภายหลังวันคลอด

ถ้าหญิงนั้นได้ทำงานติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

ก็ให้มีสิทธิได้รับค่าจ้างเท่ากับอัตราที่ได้รับอยู่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาตามข้อนี้

ให้รวมวันหยุดงานซึ่งหญิงนั้นมีสิทธิหยุดงานตามประกาศนี้

และวันหยุดงานอื่นซึ่งนายจ้างยินยอมให้หญิงนั้นหยุดเข้าด้วย

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ถ้าหญิงมีสิทธิหยุดงานตามข้อ ๓๕

ยังไม่สามารถทำงานได้ และมีใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งแสดงว่า

การเจ็บป่วยนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการคลอดและไม่สามารถทำงานได้ ก็ให้มีสิทธิหยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างอีกไม่เกินสามสิบวัน

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ หากมีความจำเป็นและมีใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง

แสดงว่าหญิงนั้นไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้

ก็ให้มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่ให้ใหม่เป็นการชั่วคราว

เพื่อความเหมาะสมก่อนหรือภายหลังวันคลอดได้ ทั้งนี้ ให้นายจ้างพิจารณาเปลี่ยนงานให้แก่หญิงนั้นตามสมควร

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ในกรณีที่ไม่มีแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งตามข้อ

๓๕ ข้อ ๓๖ หรือข้อ ๓๗ ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันเอง

การใช้แรงงานเด็ก

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ ห้ามมิให้นายจ้างรับเด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบสองปีเป็นลูกจ้าง

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ ห้ามมิให้นายจ้างรับเด็กซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบสองปีขึ้นไป

แต่ยังไม่ถึงสิบสี่ปีเป็นลูกจ้าง เว้นแต่งานนั้นเป็นงานเบา

หรือเป็นงานที่ใช้บุคคลในครอบครัวทำซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและความเจริญเติบโตของร่างกายและเวลาทำงานนั้นไม่ใช่เวลาเรียนตามปกติ

ทั้งไม่เป็นการขัดต่อการศึกษาเล่าเรียนตามกฎหมายว่าด้วยการประถมศึกษา

งานใดเป็นงานเบา

ให้เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ ห้ามมิให้นายจ้างรับเด็กซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบสองปีขึ้นไป

แต่ยังไม่ถึงสิบหกปีเป็นลูกจ้าง เว้นแต่เป็นกรณีตามข้อ ๔๐

หรือเด็กนั้นได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ออกใบอนุญาตแล้ว

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ในการขออนุญาตเป็นลูกจ้างตามข้อ ๔๑

ให้เด็กนำหลักฐานดังต่อไปนี้มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ออกใบอนุญาต

(๑) เอกสารแสดงหน้าที่การงาน

กำหนดชั่วโมงทำงานและอื่นๆ ที่นายจ้างออกให้

(๒) เอกสารแสดงอายุของเด็ก

(๓)

ใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งแสดงความสมบูรณ์ของร่างกายว่าสามารถทำงานได้

(๔)

เอกสารแสดงความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และ

(๕) ใบรับรองของโรงเรียน

แสดงเวลาเรียนและผลการศึกษา

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓

ห้ามมิให้นายจ้างใช้เด็กซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบสองปีขึ้นไป แต่ยังไม่มีถึงสิบสี่ปีเป็นลูกจ้างทำงานเกินวันละหกชั่วโมง

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ ห้ามมิให้นายจ้างใช้เด็กซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบสี่ปีขึ้นไป

แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีเป็นลูกจ้างทำงานเกินวันละแปดชั่วโมง

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ ห้ามมิให้นายแจ้งใช้เด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเป็นลูกจ้างทำงานในสถานที่ทำงานและในระหว่างเวลาดังต่อไปนี้

(๑) งานอุตสาหกรรม ในระหว่างเวลา

๒๐.๐๐ นาฬิกาและ ๐๖.๐๐ นาฬิกา

(๒) งานพาณิชยกรรม ในระหว่างเวลา

๒๒.๐๐ นาฬิกาและ ๐๖.๐๐ นาฬิกา

เว้นแต่ในกรณีที่เด็กนั้นเป็นผู้แสดงภาพยนตร์

ละครหรือการแสดงอย่างอื่นที่คล้ายคลึงกัน

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ห้ามมิให้นายจ้างรับเด็กซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบหกปีขึ้นไป

แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีเป็นลูกจ้างทำงานดังต่อไปนี้

(๑)

งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องกำลังทำงาน

(๒) งานที่ต้องทำใต้ดินหรือใต้น้ำ

(๓)

งานผลิตหรือขนส่งวัตถุเคมีที่เป็นอันตราย วัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ

(๔) งานเกี่ยวกับกัมมันตรังสี หรือ

(๕) งานอื่นๆ

ตามที่กระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ห้ามมิให้นายจ้างรับเด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบหกปีเป็นลูกจ้างทำงานตามข้อ

๔๖ และงานดังต่อไปนี้

(๑)

งานใช้เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์

(๒) งานใช้ปั้นจั่นหรืองานใช้เครื่องยกของ

(๓) งานดับเพลิง

(๔) งานที่ต้องทำบนนั่งร้าน หรือ

(๕) งานอื่นๆ

ตามที่กระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ห้ามมิให้นายจ้างใช้เด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้างทำงานในวันหยุดงานประจำสัปดาห์

ในวันหยุดงานตามประเพณีนิยม หรือในวันหยุดงานพักผ่อนประจำปี

สวัสดิการ

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ นายจ้างต้องจัดให้มีน้ำสะอาดสำหรับดื่ม

ห้องน้ำ ส้วม และเครื่องใช้อันจำเป็นสำหรับสุขภาพและอนามัยดังต่อไปนี้

(๑)

สถานที่ทำงานที่มีลูกจ้างทำงานไม่เกินสิบห้าคน น้ำสะอาดสำหรับดื่มไม่น้อยกว่าหนึ่งที่

ห้องน้ำและส้วมไม่น้อยกว่าอย่างละหนึ่งที่

(๒)

สถานที่ทำงานที่มีลูกจ้างทำงานไม่เกินสี่สิบคน น้ำสะอาดสำหรับดื่มไม่น้อยกว่าหนึ่งที่

ห้องน้ำไม่น้อยกว่าหนึ่งที่และส้วมไม่น้อยกว่าสองที่

(๓)

สถานที่ทำงานที่มีลูกจ้างทำงานไม่เกินแปดสิบคน น้ำสะอาดสำหรับดื่มไม่น้อยกว่าสองที่

ห้องน้ำไม่น้อยกว่าหนึ่งที่และส้วมไม่น้อยกว่าสามที่

(๔)

สถานที่ทำงานที่มีลูกจ้างทำงานเกินแปดสิบคนขึ้นไป น้ำสะอาดสำหรับดื่ม

ห้องน้ำและส้วมเพิ่มขึ้นอีกอย่างละหนึ่งที่สำหรับจำนวนลูกจ้างทุกๆ ห้าสิบคน

เศษของห้าสิบคนถ้าเกินยี่สิบห้าคนให้ถือเป็นห้าสิบคน

(๕) สถานที่ทำงานที่มีลูกจ้างทั้งชายและหญิง

ห้องน้ำและส้วมสำหรับหญิงไว้โดยเฉพาะตามสมควร

ส้วมต้องจัดให้ถูกต้องตามสุขลักษณะ

และให้มีกระดาษชำระหรือน้ำตามสมควร

60 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดเวลาทำงาน วันหยุดงานของลูกจ้าง การใช้แรงงานหญิงและเด็ก การจ่ายค่าจ้าง และการจัดให้มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง (ฉบับ Update ณ วันที่ 09/04/2506) (ฉบับที่ 2) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_a48ca5302584c8b1

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com